การดำเนินการอื่น ๆ
ใบรับรอง ISO ของบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น ไม่มีผลถึงบริษัทลูกที่ประเทศไทย แต่หน่วยงานญี่ปุ่นที่ออกใบรับรองให้กับบริษัทแม่ จะเดินทางมาตรวจบริษัทลูกที่ประเทศไทย และออกใบรับรองให้กับบริษัทลูกก็ได้
ใบรับรอง ISO ที่จะใช้ยื่นต่อ BOI ต้องเป็นใบรับรองที่ออกให้กับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริม โดยมีการรับรองรองประเภทกิจการ (เช่น การผลิต...) และที่ตั้งสถานประกอบการ ตรงตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม
การยื่นรายงานผลการปฏิบัติตามเงื่อนไข ISO สามารถยื่นให้ที่ศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภูมิภาค 1-6 หรือสำนักบริหารการลงทุน 1-4 ที่รับผิดชอบโครงการนั้นๆของบริษัท
- บริษัทยื่นหนังสือขอยกเลิกบัตรส่งเสริม (ไม่มีแบบฟอร์ม ร่างหนังสือขึ้นได้เอง)
- BOI จะตรวจสอบว่ามีการใช้สิทธิด้านเครื่องจักรและวัตถุดิบหรือไม่
- หากมี จะต้องเคลียร์ภาระภาษีทั้งหมดให้เสร็จสิ้นก่อน
- กรณีใช้สิทธิช่างฝีมือ ต้องยกเลิกการใช้สิทธิ
- กรณีใช้สิทธิถือครองที่ดิน ต้องจำหน่ายที่ดินภายใน 1 ปีนับจากวันยกเลิกบัตร
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล ใช้สิทธิได้ถึงวันที่ BOI มีคำสั่งยกเลิกบัตรส่งเสริม
กิจการประเภท 7.15 กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (TISO) ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากร แต่ได้รับสิทธิเฉพาะที่ไม่เกี่ยวกับภาษี เช่น การถือครองที่ดิน และการนำเข้าช่างฝีมือต่างชาติ ขั้นตอนคือยื่นเอกสารที่สำนัก 4 ดังนี้
- หนังสือบริษัทแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกบัตรส่งเสริม
- ไม่มีแบบฟอร์ม ร่างขึ้นได้เอง
- ระบุเหตุผลในการขอยกเลิก
- สำเนาบัตรส่งเสริม
- สำเนาใบอนุญาตเปิดดำเนินการ (ถ้ามี) (กรณีของบริษัทฯ ไม่มี เพราะไม่ได้เปิดดำเนินการ) หากในอนาคต บริษัทพร้อมจะลงทุนใหม่ ก็สามารถยื่นขอรับการส่งเสริมใหม่ได้อีก
กรณีจะยกเลิกบัตรส่งเสริม โดยที่ไม่เคยใช้สิทธิประโยชน์ใดๆเลย ให้ยื่นหนังสือขอยกเลิกบัตรส่งเสริม (ร่างขึ้นได้เอง ไม่มีตัวอย่าง) โดยอาจระบุเหตุผล และระบุข้อความยืนยันการไม่เคยใช้สิทธิประโยชน์ใดๆตามโครงการดังกล่าวไปด้วย หาก BOI ตรวจสอบว่าไม่เคยมีการใช้สิทธิใดๆ ก็จะยกเลิกบัตรส่งเสริมให้โดยไม่มีภาระภาษี
1. แจ้งความเอกสารหาย
2. ยื่นหนังสือ (ไม่มีแบบฟอร์ม ร่างขึ้นได้เอง) ถึงเลขาธิการ BOI เพื่อขอคัดสำเนาบัตรส่งเสริม โดยแนบหลักฐานใบแจ้งความ
3. BOI จะถ่ายสำเนาบัตรส่งเสริมให้กับบริษัท กรณีที่บริษัทจะยกเลิกโครงการที่ได้รับส่งเสริม ขอให้ตรวจสอบเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ด้วยว่า บริษัทปฏิบัติผิดเงื่อนไข และใช้สิทธิประโยชน์ผิดหรือไม่ เพราะหากปฏิบัติผิดเงื่อนไข และใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีโดยไม่ถูกต้อง อาจถูกเพิกถอนบัตร และเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง
- หนังสือบริษัทแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกบัตรส่งเสริม
- สำเนาบัตรส่งเสริม
- สำเนาใบอนุญาตเปิดดำเนินการ (ถ้ามี)
- เอกสารแนบเพื่อแสดงการใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ (ถ้ามี) เช่น ช่างฝีมือ ที่ดิน เครื่องจักร วัตถุดิบ ภาษีเงินได้ ว่าได้ใช้สิทธิอะไรไปบ้าง และได้เคลียร์ภาระการใช้สิทธิต่าง ๆเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่อย่างไร เป็นต้น
การยกเลิกบัตรส่งเสริม หากยังไม่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการแล้ว ควรต้องเปิดดำเนินการให้ได้ก่อน มิฉะนั้นอาจถูกเพิกถอนบัตรส่งเสริม และถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังเสมือนไม่เคยได้รับส่งเสริมมาก่อน แต่การยกเลิกบัตรส่งเสริมหลังจากที่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการแล้ว ปกติจะตรวจสอบจากเอกสาร โดยอาจไม่ต้องไปตรวจสอบโรงงาน การยกเลิกบัตรส่งเสริม จะพิจารณาว่าเครื่องจักรและวัตถุดิบที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิ มีภาระภาษีที่ต้องเรียกคืนหรือไม่ จึงควรแนบหลักฐานการใช้สิทธิวัตถุดิบ (MML) และบัญชีรายการเครื่องจักรเข้าไปด้วย
1. ถ้าบริษัทไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ด้านเครื่องจักร ก็ไม่เกิดภาระภาษีอะไร
2. ส่วนวัตถุดิบ ถ้าเป็นการซื้อในประเทศจากบริษัท BOI ยอดนำเข้าคงเหลือ (balance) ก็จะเป็น 0 ซึ่งก็ไม่มีภาระภาษีอะไร -> แต่ก่อนจะยกเลิกบัตรส่งเสริม ขอให้ตรวจสอบกับซัพพลายเออร์ BOI ก่อนว่า ได้โอนสิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบกลับไปให้ครบถ้วนแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ครบ ก็รีบตัดบัญชีและโอนสิทธิไปให้ครบ
3. มีการใช้สิทธิยกเว้นภาษีไปแล้วหรือไม่ หากมีการใช้สิทธิไปแล้ว ต้องยื่นเปิดดำเนินการกับ BOI ให้ผ่าน หากเปิดดำเนินการไม่ได้ จะถูกเพิกถอนสิทธิการยกเว้นภาษีเงินได้ย้อนหลังทั้งหมด แต่หากยังไม่ได้เปิดดำเนินการ และไม่ติดปัญหาภาระภาษีตามข้อ 1-3 จะไม่ยื่นเปิดดำเนินการก็ได้ การขอยกเลิกบัตรโดยไม่เปิดดำเนินการ จะถูกเพิกถอนบัตร ซึ่งหากตรวจสอบแล้วว่าไม่ติดปัญหาภาระภาษี ก็จะเพิกถอนบัตรโดยไม่มีภาระภาษี
สำหรับการจะปิดโครงการที่เสียหายจากน้ำท่วม และต้องการโอนเครื่องจักรที่ไม่ได้เสียหายไปยังบัตรส่งเสริมอื่น ขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น จะโอนเครื่องอะไร และบัตรใหม่ได้รับส่งเสริมตามประกาศ 1/2555 หรือไม่ เป็นต้น
กรณีวัตถุดิบ
สามารถขออนุญาตโอนวัตถุดิบที่เหลือให้กับโครงการอื่นได้ หากเป็นรายการที่มีในบัญชีสต็อกวัตถุดิบเหมือนกันกรณีเครื่องจักร
BOI มีประกาศ ที่ 1/2555 เรื่อง มาตรการด้านภาษีอากรเพื่อฟื้นฟูการลงทุนจากวิกฤติอุทกภัย กำหนดให้โครงการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสามารถยื่นขอส่งเสริมโครงการใหม่โดยนำเครื่องจักรเดิมที่ไม่ได้เสียหายมาใช้ในโครงการใหม่ได้ รวมถึงสามารถนำเข้าเครื่องจักรเข้ามาใหม่เพื่อทดแทนเครื่องจักรที่เสียหาย ซึ่งการขอรับส่งเสริมตามประกาศนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่าปกติ แต่ปัจจุบันพ้นกำหนดเวลาจะยื่นขอรับส่งเสริมตามมาตรการนี้แล้ว BOI มี คำชี้แจงวันที่ 28 ตุลาคม 2556 เรื่อง การปฏิบัติเกี่ยวกับเครื่องจักรที่เสียหายจากอุทกภัย ระบุว่า เครื่องจักรที่เสียหายจากอุทกภัย หากไม่ได้ขอนำไปใช้ในโครงการใหม่ที่ยื่นขอรับส่งเสริมตามประกาศที่ 1/2555 ก็จะต้องดำเนินการตามคำชี้แจงวันที่ 18 มกราคม 2556 คือ จะต้องส่งออก ทำลาย หรือชำระภาษีตามสภาพ สำหรับเครื่องจักรที่นำเข้ามายังไม่ครบ 5 ปี การนำเครื่องจักรจากโครงการหนึ่ง ไปใช้งานในอีกโครงการหนึ่ง เป็นการสวมสิทธิทางภาษี ซึ่งผิดเงื่อนไขในการส่งเสริมการลงทุน ไม่สามารถทำได้ ยกเว้น เป็นการโอนเครื่องจักรจากโครงการที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยไปใช้ในโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมตามประกาศ ที่ 1/2555 จึงจะสามารถดำเนินการได้
BOI ได้เปลี่ยนวิธีรายงานความคืบหน้าโครงการ โดยไม่ต้องกรอกมูลค่าการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.) แต่ให้รวมไปกรอกข้อมูลการลงทุนของทั้งปี ในการรายงานความคืบหน้าในเดือน ก.พ. ของปีถัดไป ดังนั้น การรายงานความคืบหน้าในเดือน ก.ค. หากบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงวันซื้อที่ดิน / โรงงาน / เครื่องจักร หรือวันมีรายได้ครั้งแรก ก็ให้คีย์แก้ไข แต่หากไม่มีการแก้ไขวันที่ข้างต้น ก็กดบันทึกข้อมูลเดิมและยื่นได้เลย
- ต้องรายงานผลการดำเนินการเมื่อครบกำหนด 6 เดือน 1 ปี และ 2 ปี นับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริม
- ยื่นรายงานออนไลน์ผ่านระบบ Project Monitoring (https://boieservice.boi.go.th/PM/)
- ใช้ username และ password เดียวกันกับระบบตรวจสอบเอกสารออนไลน์ (doctracking system) 2. หลักเกณฑ์ใหม่ (มีผลตั้งแต่เดือน ก.ค. 2561)
- ต้องรายงานผลการดำเนินการทุกเดือนกุมภาพันธ์และเดือนกรกฎาคม ของทุกปี จนกว่าจะได้รับใบอนุญาตเปิดดำเนินการ
- ยื่นรายงานออนไลน์ผ่านระบบ e-Monitoring (https://emonitoring.boi.go.th/)
- ใช้ username และ password เดียวกันกับระบบตรวจสอบเอกสารออนไลน์ (doctracking system) กรณีของบริษัทฯ จะครบกำหนด 6 เดือนในเดือนมีนาคม 61
- จึงต้องรายงานความคืบหน้าในเดือนมีนาคม 61 ตามหลักเกณฑ์ปัจจุบัน
- หลังจากนั้น จะต้องรายงานความคืบหน้าในเดือนกรกฎาคมและกุมภาพันธ์ ของทุกปี เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 61 นี้ ไปจนกว่าจะได้รับใบอนุญาตเปิดดำเนินการ
กรณีปิดงบวันที่ 28 ก.พ. 61 ถือเป็นงบของปี 61 จึงจะต้องรายงานภายในวันที่ 31 ก.ค. 62 แต่หากบริษัทปิดงบได้เร็ว จะยื่นรายงานภายในวันที่ 31 ก.ค. 61 ก็ได้
ให้ติดต่อสอบถามกับ BOI ตาม Link : https://boieservice.boi.go.th/PMX_Files/upload/manual/UserManual.pdf
1) ให้รวมได้ทั้งเครื่องจักร ส่วนประกอบ แม่พิมพ์ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ ทั้งที่นำเข้าโดยใช้สิทธิ และไม่ใช้สิทธิ และที่ซื้อในประเทศ โดยรวมค่าติดตั้งได้ด้วย ส่วนวันที่ได้มาครั้งแรก ให้ใช้วันที่ได้มาครั้งแรกที่บันทึกในบัญชี
2) เหมือนข้อ 1 จะใช้สิทธิ ไม่ใช้สิทธิ หรือซื้อในประเทศ ก็นับได้หมด
3) รายได้ Non-BOI หมายถึงอะไร รายได้จากการผลิตสินค้าตามโครงการไม่ว่าจะเป็นสินค้าตัวอย่าง ฯลฯ ก็เป็นรายได้ตามโครงการนะ ส่วนวันที่รับรู้รายได้เป็นไปตามเกณฑ์ทางบัญชี เช่น วันที่ส่งมอบสินค้า เป็นต้น
ให้ติดต่อกับ เจ้าหน้าที่ ผู้ดูแลรับแจ้งปัญหาระบบ ตส.310 และระบบรายงานความคืบหน้าของโครงการ เพื่อขอแก้ไขข้อมูลใหม่ให้ถูกต้อง
กรณีของบริษัท ให้ติดต่อกับสำนัก 1 อุตสาหกรรมเบาและการเกษตรตามชื่อและเบอร์โทร หน้าสุดท้ายใน คู่มือการใช้งาน ตส.310
กรณีที่ได้รับส่งเสริมหลายกิจการหรือหลายบัตรส่งเสริม ซึ่งสิทธิประโยชน์ไม่เท่ากัน หรือเริ่มต้นและสิ้นสุดไม่เท่ากัน บริษัทจะต้องแยกบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อคำนวณต้นทุนกำไรของแต่ละโครงการ เพื่อใช้สิทธิภาษีเงินได้ให้ถูกต้อง ค่าอาคารสถานประกอบการ ก็ต้องแยกต้นทุนของแต่ละโครงการด้วย กรณีที่สอบถาม น่าจะได้รับส่งเสริมเป็นคนละบัตร บัตรละ 1 กิจการ (โครงการ) ดังนั้น ในการแจ้งยืนยันการดำเนินการตามโครงการ ก็ควรแยกค่าใช้จ่ายของแต่ละโครงการด้วย
เครื่องจักรให้กรอกข้อมูลรวมกัน ไม่ว่าจะใช้สิทธิยกเว้นภาษี หรือไม่ได้ใช้สิทธิก็ตาม วัตถุดิบก็เช่นกัน ให้รวมทั้งกรณีใช้สิทธิและไม่ใช้สิทธิ
ให้ส่งอีเมล์แจ้งเจ้าหน้าที่สำนักสารสนเทศ ฝ่ายเทคนิค ที่ดูแลระบบงานตรวจสอบออนไลน์ ตามรายชื่อด้านท้ายสุดใน คู่มือการใช้งาน ตส.310 โดยระบุรายละเอียดให้ครบถ้วน เช่น ชื่อบริษัท เลขที่วันที่บัตรส่งเสริม และรายละเอียดที่ต้องการขอแก้ไข จากนั้น เจ้าหน้าที่จะแก้ไขข้อมูลในระบบให้
1) เครื่องจักรที่ซื้อใหม่ในประเทศ สามารถนับได้ตั้งแต่วันที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริม จนถึงวันที่ครบกำหนดยื่นรายงาน โดยให้รวม vat ด้วย
2) วัตถุดิบที่ซื้อในประเทศ จะนับจากวันที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริมก็ได้ แต่ถ้ายังไม่มีการซื้อวัตถุดิบ ก็กรอกเป็น 0
1) สามารถขอรับได้ที่ สนง BOI ทุกแห่ง (นำเอกสารไปยื่น และรอรับได้เลย)
2) หนังสือมอบอำนาจไม่มีแบบฟอร์มเฉพาะ สามารถใช้รูปแบบทั่วไปที่มีให้โหลดในเน็ตได้
3) หนังสือรับรอง ใช้เฉพาะหน้าแรกหน้าเดียว โดยให้ลงนามรับรองและประทับตราด้วย รายละเอียดอื่นๆ ดูได้จาก
[http://doctracking.boi.go.th/doctrack-ts310.pdf] ตามเอกสาร 1.1 - 1.4การยืนยันการดำเนินการตามโครงการ ให้ยื่นผ่านระบบงานตรวจสอบทางอินเตอร์เน็ต https://boieservice.boi.go.th/PM/ โดย user ID และ password เป็นอันเดียวกับระบบตรวจสอบเอกสารทางอินเตอร์เน็ต (http://doctracking.boi.go.th/) แต่หากยังไม่มี user ID ให้ติดต่อขอรับได้ที่ BOI ทุกแห่ง รายละเอียดตาม Link : http://doctracking.boi.go.th/doctrack-ts310.pdf
บรรจุภัณฑ์ ถือเป็นวัตถุดิบของสินค้าตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม ค่าบรรจุภัณฑ์จึงรวมเป็นค่าวัตถุดิบตามโครงการได้
หลักเกณฑ์การนับวันในบัตรส่งเสริมของ BOI ใช้แนวทางดังนี้ กรณีเกี่ยวกับสิทธิและประโยชน์
- นับวันชนวัน
- เช่น ถ้าได้รับสิทธิ 2 ปีนับจากวันออกบัตร และบัตรออกวันที่ 1 ก.ค. 57 ก็จะได้รับสิทธิถึงวันที่ 30 มิ.ย. 59
กรณีเกี่ยวกับเงื่อนไข
- นับวันทับวัน
- เช่น ถ้ามีเงื่อนไขต้องปฏิบัติภายใน 2 ปีนับจากวันออกบัตร และบัตรออกวันที่ 1 ก.ค. 57 ก็จะต้องปฏิบัติให้ได้ภายในวันที่ 1 ก.ค. 59 กรณีที่สอบถาม เป็นเงื่อนไข จึงจะครบ 1 ปี ในวันที่ 27 กันยายน 2557
- ตอบรับมติการอนุมัติให้การส่งเสริม
- ขอรับบัตรส่งเสริม
- ขออนุมัติตำแหน่งช่างฝีมือต่างชาติ
- ขอใบอนุญาตทำงานของช่างต่างชาติ
- ขออนุมัติบัญชีเครื่องจักร (Master List)
- นำเข้าเครื่องจักร
- ขออนุมัติบัญชีรายการสต็อกวัตถุดิบ (Max Stock)
- นำเข้าวัตถุดิบ
- ขออนุมัติสูตรการผลิต / ส่งออก / ตัดบัญชี ฯลฯ บางบริษัทฯ อาจมีขั้นตอนมากกว่านี้บ้าง น้อยกว่านี้บ้าง หรืออาจสลับขั้นตอนก่อนหลังบ้าง เป็นกรณี ๆ ไป
2. เงื่อนไข หลักเกณฑ์ กฎระเบียบต่าง ๆ สามารถศึกษาจากเว็บไซต์ของ BOI และ IC แต่บางกรณีอาจจำเป็นต้องเข้าฝึกอบรมตามหลักสูตรต่าง ๆ ที่จัดขึ้นโดย BOI และ IC เมื่อมีความรู้เบื้องต้นในระดับหนึ่งแล้ว ก็สามารถปรึกษาเพิ่มเติมจาก เจ้าหน้าที่ ของ BOI และ IC เป็นกรณีๆ ไป
จะแก้ไขโครงการ (คือแก้เงื่อนไขในบัตรส่งเสริม) หรือจะแก้ไข max stock หากจะแก้ไข max stock ช่วยให้ข้อมูลให้มากกว่านี้
1.stock เดิม เป็นอย่างไร
2.มีเหตุผลอย่างไรจึงต้องการแก้
3.ต้องการแก้เป็นอย่างไร
การยื่น ตส.310 กรณีมีหลายบัตร ให้คีย์ข้อมูลรายได้รายจ่ายรวมกันทุกโครงการและให้คีย์ข้อมูลการผลิตรวมกันทุกบัตร (แยกชนิดภัณฑ์)
กรณีที่ username และ password ของระบบงานตรวจสอบ (ตส.310) และการตรวจสอบเอกสารออนไลน์ (doctracking) หาย จะต้องยื่นขอรับ password ใหม่ โดยใช้เอกสารคือ
1. หนังสือมอบอำนาจให้เป็นผู้ยื่น/และรับ password ใหม่
2. สำเนาบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง ของผู้มอบอำนาจ และผู้รับมอบอำนาจ
3. สำเนาหนังสือรับรองบริษัทหน้าแรก (ไม่เกิน 6 เดือน)
ให้ติดต่อกับ เจ้าหน้าที่ ผู้ดูแลรับแจ้งปัญหาระบบ ตส.310 ของสำนักที่ดูแลรับผิดชอบ (กรณีนี้คือ สำนัก 4) ตามชื่อและเบอร์โทร ท้ายคู่มือการใช้งาน ตส.310
การแจ้งยืนยันการดำเนินการตามโครงการ และการรายงานผลการดำเนินงาน (ตส.310) เป็นคนละกรณีกัน คือ
1) การแจ้งยืนยันการดำเนินการตามโครงการ จะยื่นเพียง 3 ครั้งเท่านั้น คือ เมื่อครบ 6 เดือน 12 เดือน และ 24 เดือน นับจากวันที่ออกบัตรเงื่อนไขนี้ กำหนดอยู่ในบัตรส่งเสริม หมวดเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 7 การนับวันเวลาตามตัวอย่างที่สอบถามถูกต้องแล้ว
2) การรายงานฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน จะยื่นทุกรอบปีหลังจากที่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการแล้ว โดยต้องยื่นภายในวันที่ 31 กรกฎาคม ของปีถัดไป เงื่อนไขนี้ กำหนดอยู่ในบัตรส่งเสริม หมวดเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 8.2
สรุปคือ ถ้าโครงการยังไม่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการครบตามโครงการ ก็ยื่นเฉพาะแบบยืนยันการดำเนินการ แต่ถ้าได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการแล้ว ก็ยื่นรายงานฐานะการเงินและผลการดำเนินการทุกปี ไปจนกว่าจะยกเลิกบัตรส่งเสริมนั้น
1) สามารถแจ้งยืนยันก่อนครบกำหนดได้ แต่ไม่ควรแจ้งล่วงหน้าเร็วเกินไป เช่น ไม่ควรเกิน 1 เดือน เป็นต้น
2) กรณีที่ไม่ได้แจ้งยืนยันภายในกำหนด BOI จะส่งหนังสือเตือน ดังนั้น ถ้าได้รับหนังสือเตือน ก็ควรรีบยื่นให้ถูกต้อง เพราะไม่ใช่ขั้นตอนที่ยุ่งยาก
1) ถ้าทั้งสองบัตร เคยยื่นแบบยืนยัน 6 เดือน 1 ปี และ 2 ปีไปแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่ต้องยื่นอีก แต่หากไม่ได้ยื่น และยังไม่ได้รับใบอนุญาตเปิดดำเนินการครบตามโครงการ ควรยื่นย้อนหลังให้ถูกต้องตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม
2) รายงานฐานะการเงินและผลประกอบการ (ตส.310) จะเริ่มรายงานหลังจากได้รับใบอนุญาตเปิดดำเนินการครบตามโครงการ และต้องรายงานตลอดไป ตราบเท่าที่ยังมีสถานะเป็นผู้ได้รับส่งเสริม ไม่ว่าสิทธิทางภาษีอากรจะหมดสิ้นลงแล้วหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น บัตรที่ 1 ปี 2547 ยังมีหน้าที่ต้องรายงานฐานะการเงินและผลประกอบการตามแบบ ตส.310 ทุกรอบปี
ในบัตรส่งเสริมว่า กำหนดเงื่อนไขการยื่น ตส.310 ว่า เมื่อเปิดดำเนินการแล้ว จะต้องรายงานผลการดำเนินงานทุกรอบปีภายในวันที่ 31 กรกฎาคม ของปีถัดไป ดังนั้น ที่ผ่านมาจึงจะยื่นเมื่อได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการแล้วเท่านั้น แต่ประมาณปีที่แล้ว BOI ได้เปลี่ยนแนวทางใหม่ คือต้องการให้รายงาน ตส.310 หลังจากที่มีรายได้ แม้ว่าจะยังไม่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการก็ตาม ซึ่ง BOI ก็ไม่แก้ไขเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมให้สอดคล้องกัน ดังนั้น เงื่อนไขในบัตร กับวิธีปฏิบัติจริง จึงยังมีความขัดแย้งกันอยู่ สรุปคือ ณ ปัจจุบัน จะต้องยื่น ตส.310 หลังจากปีที่เริ่มมีรายได้
ถูกต้อง หากรอบปีบัญชีคือ พ.ค. 56 - เม.ย. 57 การรายงานผลการดำเนินงาน (ตส.310) ก็คือภายใน 31 ก.ค. 58
1) เงื่อนไขในบัตรส่งเสริม กำหนดให้ต้องยื่นรายงานผลการดำเนินงาน (ตส.310) หลังจากที่เปิดดำเนินการครบตามโครงการแต่เมื่อประมาณปีทีแล้ว BOI ได้ขอให้ผู้ได้รับส่งเสริมทุกราย ที่เริ่มมีรายได้แล้ว ยื่นรายงานผลการดำเนินงานด้วย แม้จะยังไม่เปิดดำเนินการครบตามโครงการก็ตาม
2) หากรอบบัญชีคือ ต.ค. 56 - ก.ย. 57 จะต้องยื่นรายงาน ตส.310 ภายในวันที่ 31 ก.ค. 58 ถูกต้อง
1) ถูกต้อง
2) การไม่ยื่น ตส.310 ภายในระยะเวลาที่กำหนด อาจไม่สามารถยื่นงานที่เกี่ยวข้องกับช่างฝีมือต่างชาติในระบบ e-expert ได้ ดังนั้น หากมีความจำเป็นต้องยื่น ตส.310 ล่าช้า น่าจะทำหนังสือถึงสำนักบริหารการลงทุนที่รับผิดชอบ เพื่อแจ้งเหตุผลในการยื่นล่าช้า และระยะเวลาที่คาดว่าจะแล้วเสร็จ เพื่อใช้เป็นหลักฐานต่อไป
การรายงานผลการดำเนินงานตามโครงการ (ตส.310) กำหนดเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมว่า ต้องรายงานทุกรอบปี "หลังจากเปิดดำเนินการตามโครงการ" แต่ในปีที่ผ่านมา BOI ได้เปลี่ยนแนวทาง คือจะให้บริษัทรายงานผลการดำเนินการทุกรอบปี นับจากปีที่เริ่มมีรายได้ เช่น สมมุติว่าบริษัทได้รับบัตรเดือนตุลาคม 2556 และรายงานความคืบหน้า 12 เดือน ณ ตุลาคม 2557 โดยระบุว่ามีรายได้แล้ว ระบบก็จะแจ้งให้ต้องรายงานผลดำเนินการตาม ตส.310 ตั้งแต่รอบปี 2557 นั้นเลยตอบคำถามดังนี้
1) บริษัทต้องรายงาน ตส.310 ตามที่ BOI แจ้งไว้ในระบบรายงานผลการดำเนินงาน
2) รายงานผลย้อนหลังได้ เพราะบริษัทที่ยังไม่เปิดดำเนินการครบตามโครงการ ซึ่งไม่ควรมีหน้าที่ต้องรายงาน แต่ก็ต้องรายงานตามแนวทางใหม่ ดังนั้น บางบริษัทจึงต้องรายงานหลายปีย้อนหลัง เพราะเริ่มมีรายได้มาหลายปีแล้ว
การกรอกข้อมูลใน ตส. 310 ให้กรอกข้อมูลตามรอบปีบัญชี โดยหากรอบปีบัญชีของบริษัทสิ้นสุดก่อนวันที่ 31 มีนาคม ก็ให้รายงานข้อมูลของรอบการเงินนั้นภายในวันที่ 31 กรกฏาคม ของปีเดียวกัน เช่น ถ้ารอบปีบัญชีของบริษัทคือ 1 เมษายน - 31 มีนาคม ก็ให้รายงานผลประกอบการและฐานะการเงินของรอบปี 1 เมษายน 2556 - 31 มีนาคม 2557 ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 นี้ กรณีนี้ รอบปีบัญชีคือ ก.ค.-มิ.ย. ดังนั้น จึงจะรายงานผลประกอบการรอบปี (ก.ค. 55 - มิ.ย. 56) ภายในสิ้นเดือน ก.ค. 57 นี้ แต่หากกรอกข้อมูลไม่ได้ น่าจะเป็นเพราะว่ายังไม่ถึงกำหนดที่มีหน้าที่ต้องรายงาน เช่น เพิ่งได้รับบัตรไป 1-2 ปี จึงยังไม่ถูกติดตามบนระบบ หากบริษัทยังไม่ถูกติดตาม แต่ต้องการรายงาน ก็ให้แจ้งที่สำนักสารสนเทศของ BOI เพื่อเพิ่มการติดตาม จะได้เข้าไปคีย์ข้อมูลได้หรือหากถูกติดตามแล้ว แต่คีย์ไม่ได้ ก็คงเกิดจากสาเหตุอื่น ซึ่งก็ให้แจ้งที่สำนักสารสนเทศของ BOI เช่นกัน
เบอร์สำนักสารสนเทศ สำหรับติดต่อแจ้งปัญหาการใช้งานระบบ ตส. 310 (ทางด้านเทคนิค) เช่น เข้าเว็บแล้วเกิด error หรือบันทึกข้อมูลแล้วหาย
- คุณสมพงษ์ ก่ำเสริฐ sompong.k@boi.go.th โทร. 0-2553-8189
- คุณเฉลิมชัย เพาะบุญ chalermchai@boi.go.th โทร. 0-2553-8413
กรณีมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
- ไม่ต้องแจ้งให้ BOI ทราบ
- การมอบอำนาจใดที่กรรมการคนเดิมเคยทำไว้ น่าจะสิ้นสุดไปพร้อมกับการพ้นจากการเป็นกรรมการ
- หากกรรมการคนใหม่จะมอบอำนาจใด ควรต้องทำการมอบอำนาจใหม่
- BOI ไม่ได้กำหนดแบบฟอร์มการมอบอำนาจ บริษัทสามารถร่างขึ้นเองได้ เอกสารที่ใช้ คือ หนังสือมอบอำนาจ สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน สำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ กรณีมอบอำนาจครั้งเดียวติดอากรแสตมป์ 10 บาท หลายครั้ง 30 บาท
การแก้ไขโครงการ หากได้รับบัตรส่งเสริมแล้ว ไม่ต้องใช้หนังสือตอบรับมติ
1. กรรมวิธีการผลิต ที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก จะอยู่ในหน้าสุดท้ายของ "หนังสือแจ้งมติให้การส่งเสริม" หากไม่มีหนังสือแจ้งมติ ให้แจ้งความเอกสารหาย และทำหนังสือบริษัทมายัง BOI พร้อมกับใบแจ้งความ เพื่อขอคัดสำเนาหนังสือแจ้งมติ
2. หากมีการแก้ไขกรรมวิธีการผลิต ภายหลังจากได้รับบัตรส่งเสริมไปแล้ว จะอยู่ใน "หนังสืออนุมัติให้แก้ไขกรรมวิธีการผลิต" วิธีตรวจสอบว่าบริษัทใดเคยยื่นแก้ไขกรรมวิธีการผลิตไปบ้างหรือไม่ให้เข้าไปตรวจในระบบตรวจสอบเอกสารทาง internet (http://doctracking.boi.go.th/) หากตรวจพบว่าเคยมีการแก้ไข แต่ที่บริษัทไม่มีหนังสืออนุมัติ ก็ต้องยื่นแจ้งความเอกสารหาย และขอคัดสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องๆไป
อุปกรณ์สำนักงาน เป็นสิ่งที่ไม่ได้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าจาก BOI ดังนั้น หากจะจำหน่ายหรือบริจาค ก็สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจาก BOI แต่หากจำหน่ายบริจาค/อุปกรณ์สำนักงานไปแล้ว ทำให้ขนาดการลงทุนของโครงการ (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) ต่ำกว่า 1 ล้านบาท จะผิดเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม จึงจะเปิดดำเนินการไม่ได้ และจะถูกเพิกถอนบัตรส่งเสริม
1) บริษัทที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนโดยได้รับสิทธิตามมาตรา 31 จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับรายได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับส่งเสริม ดังนั้น ผู้ที่จ่ายเงินค่าจ้างหรือค่าบริการให้กับผู้ไดรับส่งเสริมดังกล่าว จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย โดยบริษัทที่ได้รับส่งเสริมจะต้องถ่ายสำเนาบัตรส่งเสริมให้กับผู้จ่ายเงิน เพื่อแสดงว่าบริษัทได้รับสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการประกอบกิจการบริการนั้น
คำตอบข้อหารือของกรมสรรพากร
http://www.rd.go.th/publish/23636.0.html
http://www.rd.go.th/publish/35686.0.html
ส่วนค่าเช่าสำนักงาน และค่าอื่นๆ ที่อาจต้องการสอบถามเพิ่มเติมภายหลัง ถ้าเข้าข่ายตามคำตอบข้างต้น ผู้จ่ายก็ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ถ้าไม่เข้าข่าย ผู้จ่ายก็มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามประกาศกรมสรรพากร
2) เหมือนกับข้อ 1 คือ หากผู้ให้บริการเป็นบริษัท BOI ที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา BOI ผู้ว่าจ้างก็ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับค่าจ้างตามโครงการที่ผู้รับจ้างได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้
3) ภพ 30 ไม่เกี่ยวข้องอะไร ให้เรียกเก็บ VAT หรือชำระ VAT ตามปกติ
4) ใช่
5) คำว่าเปิดดำเนินการภายใน 3 ปี เขียนไว้ที่ไหนอย่างไร ช่วยคัดลอกข้อความมาให้ครบถ้วนด้วย มิฉะนั้นอาจจะถามตอบกันไปคนละทาง ในบัตรส่งเสริมมีเงื่อนไขว่า บริษัทต้องเปิดดำเนินการภายในวันที่ ... (ปกติคือ 3 ปีนับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริม) เว้นแต่จะมีการขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร หรือขอขยายเวลาเปิดดำเนินการออกไปอีก คำว่าเปิดดำเนินการ ที่ระบุในบัตรส่งเสริม คือ การมีการลงทุนครบถ้วนตามโครงการที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริม แต่บริษัทจะเริ่มผลิตหรือให้บริการก่อนวันเปิดดำเนินการของ BOI ก็ได้ อธิบายอีกแบบหนึ่งคือ วันเปิดดำเนินการของ BOI เป็นวันสุดท้ายที่กำหนดให้บริษัทต้องทำตามเงื่อนไขให้ได้ครบ ไม่ใช่วันแรกที่จะเริ่มผลิตหรือให้บริการ ดังนั้น บริษัทจึงสามารถมีรายได้ก่อนวันเปิดดำเนินการของ BOI ได้ และหากในช่วงนั้นมีกำไร ก็สามารถขอยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามสิทธิที่ได้รับ
6) ประกันสังคม จะต้องยื่นจดเมื่อมีการจ้างงาน ดังนั้น หากยังไม่มีการจ้างงาน เช่น หากยังเป็นการจ้างเหมาบริการ ฯลฯ ก็ยังไม่ต้องจดทะเบียนนายจ้างตาม พรบ.ประกันสังคม
ไม่มี จะมีเฉพาะเงื่อนไขคุณภาพสินค้า ซึ่งกำหนดไว้ในบัตรส่งเสริม เงื่อนไขทั่วไป ข้อ 14 คือ คุณภาพของผลิตภัณฑ์ต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล และหากมีการกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม จะต้องดำเนินการให้ได้รับใบรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม
สามารถขอคัดสำเนาคำขอรับส่งเสริมได้โดยทำหนังสือบริษัท (ไม่มีแบบฟอร์ม ร่างขึ้นได้เอง) ให้กรรมการผู้มีอำนาจลงนามประทับตรา แจ้งความประสงค์ขอคัดสำเนาคำขอรับการส่งเสริม รวมถึงการมอบให้นาย....... เป็นผู้รับสำเนาคำขอฯ และนำหนังสือไปติดต่อกับฝ่ายบัตรส่งเสริม BOI กรุงเทพ โดยหนังสือทั้งหมดที่ยื่นต่อ BOI ให้ส่งถึง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
1. โครงการที่ 3 ได้รับส่งเสริมผลิตเส้นลวดอลูมิเนียมหากจะจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตามบัตรส่งเสริม ให้กับโครงการอื่นในบริษัทเดียวกันก็สามารถทำได้ โดยไม่ต้องแก้ไขบัตรส่งเสริม และไม่ต้องขออนุญาตจาก BOI
2. หากกรรมวิธีการผลิตที่ได้รับส่งเสริมของโครงการที่ 1 และ 2 มีขั้นตอนตั้งแต่การนำเส้นลวดอลูมิเนียมมาใช้ในการผลิต ก็สามารถซื้อเส้นลวดอลูมิเนียมจากโครงการ 3 โดยไม่ต้องแก้ไขบัตร และไม่ต้องขออนุญาตจาก BOI
3. ในส่วนของบีโอไอ ถือเสมือนเป็นการจำหน่าย เช่น โครงการที่ 3 จำหน่ายผลิตภัณฑ์ตามบัตรส่งเสริม เพื่อเป็นชิ้นส่วนให้กับโครงการที่ 2 จากนั้นโครงการที่ 2 นำไปผลิตต่อเป็นสินค้าและส่งออก กรณีเช่นนี้ โครงการที่ 2 สามารถตัดบัญชี และโอนสิทธิตัดบัญชีให้กับโครงการที่ 2 ได้ สำหรับในส่วนการลงบัญชี ขอให้ปรึกษากับผู้สอบบัญชีโดยตรง เท่าที่ทราบคือ การซื้อขายภายในบริษัทเดียวกัน จะต้องซื้อขายกันในราคาต้นทุน ดังนั้นหากโครงการที่ 3 จำหน่ายสินค้าทั้งหมดให้กับโครงการที่ 2 โครงการที่ 3 ก็จะไม่มีกำไรที่จะใช้สิทธิยกเว้นภาษี เพราะจำหน่ายไปในราคาต้นทุน
เท่าที่ทราบ ไม่เคยพบกรณีที่ BOI กำหนดเงื่อนไขว่าต้องเป็นการลงทุนโดยต่างชาติ 100% และไม่คิดว่าจะมีการกำหนดเช่นนั้น เพราะไม่ทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์อะไร ที่ผ่านมา BOI จะกำหนดเฉพาะเงื่อนไขหุ้นไทยเท่านั้น หากบัตรใดไม่มีการกำหนดเงื่อนไขหุ้นไทย ก็คือ จะมีหุ้นไทยหรือไม่ก็ได้ = จะเป็นหุ้นต่างชาติข้างมากหรือทั้งหมดก็ได้ ดังนั้น ถึงแม้จะเป็นการลงทุนจากต่างชาติทั้งสิ้น BOI ก็จะไม่กำหนดเงื่อนไขว่า ต้องเป็นหุ้นต่างชาติทั้งสิ้น คือ เพียงแค่ไม่กำหนดเงื่อนไขหุ้นไทยเท่านั้นก็พอ
กรณีลืม username และ password ของระบบ ตส.310 จะต้องยื่นขอรับ password ใหม่ เอกสารที่ใช้ คือ
1. หนังสือมอบอำนาจขอรับ password ระบบตรวจสอบเอกสารทางอินเตอร์เน็ต (Doctracking) (ร่างขึ้นได้เอง ไม่ต้องติดอากรแสตมป์)
2. สำเนาบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง ของผู้มอบอำนาจ และผู้รับมอบอำนาจ
3. สำเนาหนังสือรับรองบริษัทหน้าแรก (ไม่เกิน 6 เดือน)
โดยนำเอกสารไปติดต่อที่สำนักสารสนเทศ (BOI ชั้น 3) หรือสำนักงาน BOI ต่างจังหวัด และสามารถรอรับ password ได้ในวันนั้นเลย
การให้การส่งเสริมของ BOI ไม่มีวันที่สิ้นสุดการให้การส่งเสริม จะสิ้นสุดเฉพาะการยกเว้นภาษีอากรต่าง ๆ เท่านั้น แต่ถึงแม้ว่าสิทธิทางภาษีจะสิ้นสุดลง บริษัทก็ยังมีสถานะเป็นผู้ได้รับส่งเสริม จึงยังคงใช้สิทธิอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับภาษี เช่น การถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน การขออนุญาตทำงานของช่างฝีมือต่างชาติ ได้ต่อไป สถานะการเป็นผู้ได้รับส่งเสริมจะสิ้นสุดลงเมื่อบริษัทขอยกเลิกบัตรส่งเสริม หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขจนถูกเพิกถอนบัตรส่งเสริม กิจการผลิตสินค้าที่ไม่อยู่ในบัญชีท้ายประกาศ พรบ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องขออนุญาตตาม พรบ ดังกล่าว ดังนั้น แม้ว่าจะได้/ไม่ได้รับส่งเสริมจาก BOI ก็ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับ Foreign Business License
กิจการ ITC จะระบุขอบข่ายธุรกิจว่า การจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ การจำหน่ายถุงหรือบรรจุภัณฑ์ ก็รวมอยู่ในขอบข่ายธุรกิจของ ITC ด้วย
ตามประกาศ BOI ที่ ป.1/2559 ลงวันที่ 29 เมษายน 2559 ข้อ 2. ผ่อนผันให้ผู้ได้รับส่งเสริมใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือที่ถูกต้องตามกฎหมายในโครงการที่ได้รับการส่งจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 ข้อ 3. ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไป จะอนุญาตให้ใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจ้างแรงงานภาครัฐ (MOU) เท่านั้น ข้อ 4. โครงการที่ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 10 จังหวัดและพื้นที่ตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือที่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522
เอกสารอ้างอิง สามารถค้นหาได้จากรวมประกาศ BOI โดยคีย์คำว่า แรงงาน ในช่องค้นหา
ถ้าไม่นำวัตถุดิบ/เครื่องจักร/แม่พิมพ์ ที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีจาก BOI ไปว่าจ้างทดลองผลิตชิ้นงาน ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจาก BOI และชิ้นงานตัวอย่างที่ผลิตนั้น ก็ไม่นับเป็นสินค้าในโครงการที่ได้รับ BOI
ในบัตรส่งเสริมกำหนดเงื่อนไขไว้ว่าจะต้องรายงานการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนการถือหุ้นระหว่างผู้มีสัญชาติไทยและคนต่างด้าว และการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นของคนต่างด้าวต่างสัญชาติทุกครั้ง กรณีที่สอบถาม เป็นการเปลี่ยนชื่อของบริษัทที่ถือหุ้น ซึ่งบริษัทนั้นยังคงเป็นสัญชาติเดิม จึงไม่เข้าข่ายที่จะต้องรายงานตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม
ในบัตรส่งเสริมกำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำไว้ หากจะเพิ่มทุนจดทะเบียนมากกว่าที่กำหนดในบัตร ก็ดำเนินการได้โดยไม่ต้องแจ้ง BOI แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นระหว่างคนไทยกับคนต่างด้าว หรือระหว่างคนต่างด้าวต่างสัญชาติ จะต้องรายงาน BOI เพื่อทราบ
การรายงานการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนการถือหุ้นระหว่างคนต่างด้าวต่างสัญชาติ ให้ยื่นเรื่องต่อกอง 1-5 ที่รับผิดชอบโครงการของบริษัทฯ โดยใช้เอกสารดังนี้
1.หนังสือบริษัทแจ้งการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนการถือหุ้นระหว่างคนต่างด้าวต่างสัญชาติ (ไม่มีแบบฟอร์ม ร่างขึ้นได้เอง)
2.สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น
การรายงานผลประกอบการทุกรอบปี เป็นเงื่อนไขที่กำหนดในบัตรส่งเสริม ผู้ได้รับส่งเสริมจึงมีหน้าที่ปฏิบัติให้ถูกต้อง หากไม่รายงานผลประกอบการตามเงื่อนไขที่กำหนด BOI อาจต่ออายุวีซ่าของผู้บริหารและช่างฝีมือต่างชาติให้เพียงครั้งละ 6 เดือน เพื่อให้ผู้บริหารรับทราบปัญหา และดำเนินการปฏิบัติตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมให้ถูกต้อง
1. การขอหยุดกิจการชั่วคราวเกินกว่า 2 เดือน ปกติจะต้องได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้วเสียก่อน จึงจะอนุญาตให้หยุดกิจการได้
2. กรณียังไม่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการ แต่จำเป็นต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว โดยยังคงมีแผนการจะผลิตต่อที่ชัดเจน (เช่น การหยุดเพื่อซ่อมเครื่องจักรหรือโรงงาน) จะต้องขออนุญาตเช่นเดียวกับข้อ 1
3. กรณียังไม่ได้เปิดดำเนินการ และจะหยุดดำเนินการโดยไม่มีแผนการที่แน่ชัดว่าจะดำเนินการต่อหรือไม่/เมื่อไร น่าจะไม่เข้าข่ายที่จะขออนุญาตหยุดดำเนินการ หากเข้าข่ายข้อ 3 ควรขอเปิดดำเนินการโดยลดขนาดกิจการเหลือเท่าที่มีกำลังผลิตจริง จากนั้นจึงยื่นขอหยุดกิจการชั่วคราว
สิทธิประโยชน์ไม่สามารถหยุดเวลาได้ คือจะนับต่อเนื่องต่อไปจนครบกำหนด ข้อ 1-3 ไม่ใช่ให้ทำตามขั้นตอน แต่เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายข้อไหน
ข้อมูลที่ให้มามีน้อยไป เข้าจะใจเป็นกรณีของข้อ 3 ซึ่งไม่น่าจะอยู่ในข่ายจะขอหยุดกิจการ ดังนั้น หากเปิดดำเนินการโดยการลดขนาดกิจการไม่ได้ น่าจะต้องขอยกเลิกโครงการ และชำระภาษีคืนทั้งหมด
1.เครื่องจักร
- เครื่องจักรที่ไม่ได้ส่งคืนกลับไปต่างประเทศ จะมีภาระภาษีตามสภาพ ณ วันที่อนุญาตให้จำหน่ายเครื่องจักร
2.วัตถุดิบ
- วัตถุดิบที่ไม่ได้ส่งคืนไปต่างประเทศ จะมีภาระภาษีตามสภาพ ณ วันนำเข้า
3.ภาษีเงินได้นิติบุคคล
- ภาษีเงินได้ที่ใช้สิทธิยกเว้นไปแล้ว หากตรวจสอบว่าโครงการปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไข จะไม่ถูกเรียกภาษีคืน
- แต่หากตรวจสอบแล้ว มีการปฏิบัติไม่ถูกต้อง เช่น กรรมวิธีการผลิตไม่ครบตามที่ได้รับอนุมัติ ฯลฯ จะถูกเรียกภาษีคืน
ประกาศ BOI ที่ ป.3/2547 กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า การเพิ่มกำลังผลิตของผลิตภัณฑ์เดิม จะต้องเป็นกิจการที่ยังไม่ได้เปิดดำเนินการ โดยจะให้เพิ่มกำลังการผลิตรวมกันไม่เกิน 30% ของกำลังการผลิตตามบัตรส่งเสริมฉบับแรก แต่หากสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ ไม่มีความแตกต่าง ไม่ว่าจะอนุมัติเป็นโครงการใหม่หรือเป็นการแก้ไขโครงการเดิม จะแก้ไขโครงการเดิมเพื่อเพิ่มกำลังผลิตเกินกว่า 30% ก็ได้
กิจการผลิตผลิตอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน เป็นกิจการที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ ได้รับอนุญาตให้นำเข้าเครื่องจักรตลอดระยะเวลาที่ได้รับส่งเสริม โดยได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเพื่อปรับปรุงทดแทนเครื่องจักรเดิม หรือเพื่อเพิ่มกำลังผลิตในโครงการเดิมไม่ว่าจะปิดดำเนินการแล้วหรือไม่ก็ตาม ตามประกาศ กกท ที่ 6/2549 และ 2/2557
ตอบคำถามดังนี้
1.กิจการผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน สามารถนำเข้าเครื่องจักรเข้ามาปรับปรุงทดแทนเครื่องจักรเดิม หรือเพื่อเพิ่มกำลังผลิต ได้ตลอดระยะเวลาที่ได้รับส่งเสริม แม้ว่าจะเปิดดำเนินการครบตามโครงการแล้วก็ตาม โดยจะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร
2.กรณีเป็นการนำเข้าเครื่องจักรเข้ามาเพื่อเพิ่มกำลังผลิต หากสิทธิประโยชน์ที่ได้รับอยู่เดิม แตกต่างกับสิทธิประโยชน์กรณียื่นคำขอรับส่งเสริมเป็นโครงการใหม่ จะสามารถเพิ่มกำลังผลิตได้ไม่เกิน 30% ของบัตรส่งเสริมฉบับแรก ยกตัวอย่างเช่น โครงการเดิมได้รับส่งเสริมโดยมีกำลังผลิต 1,000,000 ชิ้น/ปี และต้องการนำเครื่องจักรเข้ามาเพื่อเพิ่มกำลังผลิต
2.1) หากยังไม่เคยมีการเพิ่มกำลังผลิตมาก่อน สามารถขอนำเข้าเครื่องจักรเข้ามาเพื่อเพิ่มกำลังผลิตได้ไม่เกิน 300,000 ชิ้น/ปี โดยเครื่องจักรที่นำเข้ามาเพิ่ม จะได้รับยกเว้นอากรตลอดระยะเวลาที่ได้รับส่งเสริม ตามสิทธิของโครงการเดิม
2.2) หากเคยมีการเพิ่มกำลังผลิตไปแล้ว แต่ยังไม่เกิน 300,000 ชิ้น/ปี สามารถนำเครื่องจักรเข้ามาเพื่อเพิ่มกำลังผลิตได้ แต่เมื่อรวมกับกำลังผลิตที่เคยเพิ่มอยู่เดิมแล้วต้องไม่เกิน 300,000 ชิ้น/ปี 2.3) หากเคยมีการเพิ่มกำลังผลิตไปแล้วเกินกว่า 300,000 ชิ้น/ปี ไม่สามารถนำเครื่องจักรเข้ามาเพิ่มกำลังผลิตในโครงการเดิมได้อีก จะต้องยื่นขอรับส่งเสริมเป็นโครงการใหม่
3.กรณีที่สอบถาม บริษัทได้รับส่งเสริม 2 โครงการ หากสิทธิประโยชน์ที่ได้รับอยู่เดิมแตกต่างกับสิทธิประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ปัจจุบัน จะสามารถเพิ่มกำลังผลิต (รวมกับกำลังผลิตที่อาจเคยมีการขอเพิ่มมาก่อน) ได้ไม่เกิน 30% ของบัตรส่งเสริมฉบับแรกของแต่ละโครงการ
1. กรณีเป็นบริษัทใหม่ ซึ่งมีการลงทุนเป็นครั้งแรก
- สามารถนำรายการที่สอบถามทั้งหมด มาบันทึกเป็นเครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อนับเป็นขนาดการลงทุนได้
2. กรณีที่บริษัทประกอบธุรกิจอยู่แล้ว และต่อมาได้ยื่นขอรับการส่งเสริมเพื่อลงทุนในกิจการ IPO
- ส่วนที่จะนับเป็นการลงทุนได้ จะต้องเป็นค่าก่อสร้างหรือเครื่องจักรและอุปกรณ์เท่านั้น กรณีของบริษัทฯตามที่สอบถาม บริษัทประกอบธุรกิจอื่นอยู่ก่อนแล้ว จึงจะนับได้เฉพาะค่าก่อสร้าง และค่าเครื่องจักรและอุปกรณ์ดังนี้
2.1 ส่วนที่สามารถนับเป็นการลงทุนได้ ได้แก่ Inspection light (โคมไฟสำหรับใช้ตรวจเช็คงาน), Table Light (โต๊ะที่มีโคมไฟใช้สำหรับตรวจเช็คงาน) และแผ่นพลาสติก/โลหะสำหรับทำจิ๊ก ตรวจสอบชิ้นงาน โดยอุปกรณ์ข้างต้นนี้ จะต้องระบุคำอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจนว่าเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพสินค้า
2.2 ส่วนที่นับเป็นขนาดการลงทุนไม่ได้ ได้แก่ CCTV (กล้องวงจรปิด) และ Software (ใช้ร่วมกับโครงการ 6.9)
กรณีที่บริษัทครบกำหนดเปิดดำเนินการ และไม่สามารถขยายระยะเวลาเปิดดำเนินการได้อีกแต่มีขนาดการลงทุน (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) ไม่ครบ 1 ล้านบาท ตามเงื่อนไขขั้นต่ำที่กำหนดในบัตรส่งเสริม บริษัทจะถูกเพิกถอนบัตรส่งเสริมและจะมีภาระภาษีดังนี้
1.เครื่องจักร
- จะมีภาษีอากรตามสภาพ ณ วันนำเข้า สำหรับเครื่องจักรที่นำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษี และไม่ได้ส่งคืนกลับไปต่างประเทศ
2.วัตถุดิบ
- จะมีภาษีอากรตามสภาพ ณ วันนำเข้า สำหรับวัตถุดิบที่นำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษี แต่ตัดบัญชีไม่หมด (มียอด balance คงเหลือในระบบ RMTS)
1. กรณีที่บริษัทมั่นใจว่าไม่สามารถลงทุนให้ครบเงื่อนไข 1 ล้านบาทได้ บริษัทควรยื่นเรื่องขอชำระภาษีเครื่องจักรและวัตถุดิบต่อ BOI เพื่อให้ BOI มีหนังสือแจ้งให้เรียกเก็บภาษีอากรไปยังกรมศุลกากร
2. และเมื่อบริษัทไปชำระภาษีกับกรมศุลกากร และตัดบัญชีเครื่องจักรและวัตถุดิบเป็น 0 แล้ว บริษัทจึงยื่นเรื่องขอยกเลิกโครงการต่อ BOI ซึ่ง BOI จะพิจารณาเพิกถอนบัตร โดยไม่มีภาระภาษี (เพราะบริษัทได้ไปชำระภาษีเรียบร้อยหมดแล้ว)
วัตถุดิบที่ตัดบัญชีไปแล้ว ได้มีการพิสูจน์ว่ามีการส่งออกไปแล้ว จึงไม่มีภาระภาษีย้อนหลัง
คาดว่าบริษัทไม่ได้ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว แต่ขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ตามขอบเขตกิจการที่ได้รับการส่งเสริม ดังนั้น หากเป็นกรณีหลัง (หนังสือรับรอง) เมื่อ BOI ยกเลิกบัตรส่งเสริม บริษัทก็ไม่สามารถประกอบธุรกิจตามหนังสือรับรองฯ ฉบับนั้นได้อีกต่อไป
บริษัทใช้ออฟฟิซและสโตร์เดิม จึงไม่มีการลงทุนในส่วนค่าเช่าเกิดขึ้นใหม่ จึงไม่สามารถนำมานับเป็นการลงทุนของโครงการ ITC ได้อีก แต่ถ้ามีการขยายพื้นที่เช่าเพื่อใช้ในกิจการ ITC ส่วนที่ขยาย (สัญญาเช่ามากกว่า 3 ปี) สามารถนับเป็นขนาดการลงทุนได้
สามารถดาวน์โหลด แบบคำขออนุญาตเปลี่ยน/เพิ่ม/ลด สถานที่ตั้งโรงงาน/สถานประกอบการ (F PA PC 03) ได้จากเว็บไซต์ของ BOI ตาม Link : http://www.boi.go.th/newboi/index.php?page=form_amendment
1. บริษัท A (ลูกค้า) ซื้อแม่พิมพ์จากบริษัท B (BOI) แต่ B ไปซื้อแม่พิมพ์จากบริษัท C เพื่อมาขายให้กับ A
1.1 หาก A นำแม่พิมพ์ดังกล่าวไปจำหน่ายต่อให้กับผู้อื่น ถือว่า B ได้จำหน่ายแม่พิมพ์ในลักษณะค้าส่ง ซึ่งอยู่ในข่ายที่จะขอส่งเสริมในกิจการ ITC
1.2 หาก A นำแม่พิมพ์ดังกล่าวไปใช้ในธุรกิจของตนเอง เช่น นำไปฉีดพลาสติกเอง หรือส่งต่อไปให้ผู้อื่นฉีดพลาสติกให้ ถือว่า B ได้จำหน่ายแม่พิมพ์ในลักษณะค้าปลีก ซึ่งไม่อยู่ในข่ายที่จะขอส่งเสริมในกิจการ ITC
2. กรณีมีการสร้างโกดังเก็บสินค้าเพิ่มเติม เพื่อใช้ทั้งกิจการผลิตและกิจการ ITC สามารถนำค่าก่อสร้างมานับเป็นการลงทุนของกิจการ ITC โดยใช้วิธีปันส่วนตามที่ BOI พิจารณาว่าถูกต้องเหมาะสม
1.ระบบ eMT
หากบริษัทสมัครใช้บริการระบบ eMT สำหรับโครงการแรกแล้ว และต่อมาได้รับส่งเสริมโครงการที่ 2 บริษัทสามารถล็อคอินโดยใช้ username และ password เดิม แล้วเลือกเลขที่บัตรส่งเสริมที่ต้องการดำเนินการ
2.ระบบ RMTS
หากบริษัทสมัครใช้บริการระบบ RMTS สำหรับโครงการแรกแล้ว และต่อมาได้รับส่งเสริมโครงการที่ 2 บริษัทต้องยื่นขอ project code ของโครงการที่ 2 ต่อสมาคม IC ก่อน จากนั้นจึงล็อคอินโดยใช้ username และ password เดิม แล้วเลือก project code ของบัตรส่งเสริมที่ต้องการกดำเนินการ
การควบบริษัท คือการที่บริษัทตั้งแต่ 2 บริษัทขึ้นไป มารวมกันเป็นบริษัทเพียงบริษัทเดียว เมื่อควบบริษัทเข้ากันแล้ว จะมีผลทำให้บริษัทเดิมแต่ละบริษัทสิ้นสภาพไป และเกิดบริษัทใหม่ขึ้นมาแทน โดยบริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่อันเกิดจากการควบ จะใช้ชื่อบริษัทเดิมที่ควบเข้ากัน หรือจะตั้งชื่อใหม่ก็ได้ (http://dbd.go.th/download/downloads/03_boj/intro_step_bj_merge.pdf)
ตอบคำถามดังนี้
บริษัท A (BOI) จะซื้อกิจการของบริษัท B (BOI)
1. BOI จะพิจารณาเป็นการโอน/รับโอนกิจการโดยบัตรส่งเสริมของ B จะใช้ได้ต่อไปได้อีกไม่เกิน 3 เดือนนับแต่วันโอนกิจการ ดังนั้น หาก A ต้องการจะรับช่วงดำเนินการที่ได้รับการส่งเสริมตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในบัตรส่งเสริมเดิมของ B A จะต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริมเพื่อรับโอนกิจการภายในกำหนด 3 เดือนข้างต้น
2. BOI กำหนดระยะเวลาพิจารณาการโอน/รับโอนกิจการ ไม่เกิน 30 วันทำการ
3. ระหว่างที่รอการพิจารณา BOI ไม่มีข้อกำหนดว่า A และ B ห้ามดำเนินการอะไรบ้าง บริษัทจึงควรพิจารณาความเหมาะสมเป็นเรื่องๆ ไป
กรณีที่บริษัท A และ B ควบรวมกิจการ บัตรส่งเสริมของ A และ B จะใช้ต่อไปได้อีกไม่เกิน 3 เดือนนับจากวันควบรวมกิจการ ดังนั้น หากบริษัท A, B และบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการ ไม่ยื่นคำขอโอน/รับโอนกิจการที่ได้รับส่งเสริม สิทธิประโยชน์ของบัตรของ A และ B จะสิ้นสุดลง บริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวม จะต้องชำระภาษีอากรที่เหลืออยู่ทั้งหมดของ A และ B
1.หากบริษัท A, B และบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวม ยื่นคำขอโอน/รับโอนกิจการ เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์เท่าที่เหลืออยู่ของ A และ B จะตกเป็นของบริษัทที่เกิดขึ้นใหม่ ดังนั้น หากสิทธิประโยชน์ของ A และ B ยังไม่สิ้นสุด ก็จะยังไม่เกิดภาระภาษีหลังควบรวมกิจการ
2.บริษัทที่เกิดขึ้นใหม่จากการควบรวมกิจการ จะเกิดเลขนิติบุคคลใหม่ ดังนั้น แม้จะใช้ชื่อเดิม ก็ถือเป็นคนละบริษัทกัน ทั้ง 3 บริษัท จึงต้องยื่นคำขอโอน/รับโอนกิจการ
หากควบรวมกิจการ และโอน/รับโอนทุกบัตรแล้ว บัตรส่งเสริมทุกฉบับจะยังคงมีเงื่อนไขเช่นเดิมเช่น บัตร A1 ตั้งโรงงานที่ ชลบุรี มีขั้นตอนสกรีน และเคลือบ บัตร B1 ตั้งโรงงานที่ ระยอง มีขั้นตอนสกรีน และเคลือบ
หลังจากควบรวมเป็นบริษัท C จะมีบัตร C1(A1) และ C2(B1) ซึ่งบัตร C1 ต้องตั้งที่ชลบุรี บัตร C2 ต้องตั้งที่ระยอง การจะนำขั้นตอนสกรีนของบัตร C1 และ C2 ไปทำที่ชลบุรี และนำขั้นตอนเคลือบของบัตร C1 และ C2 ไปทำที่ระยอง ไม่น่าจะทำได้ เนื่องจากบัตร C1 และ C2 อาจมีเงื่อนไขแตกต่างกัน
กรณีนี้อาจจะต้องยื่นขอรวมโครงการ เพื่อรวมบัตร C1 และ C2 เป็นโครงการเดียว โดยจะมีขั้นตอนสกรีนที่ชลบุรี และขั้นตอนเคลือบที่ระยอง แต่สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ อาจจะเปลี่ยนไปจากเดิมแนะนำให้ปรึกษากับ เจ้าหน้าที่ BOI ที่ดูแลโครงการของบริษัทโดยตรง
ไม่น่าจะทำได้ เนื่องจากการรับโอนเครื่องจักรที่เคยใช้ผลิตและก่อให้เกิดรายได้แล้วจากบัตรหนึ่ง ไปอีกบัตรหนึ่ง เป็นลักษณะของการสวมสิทธิ์
เงื่อนไขเฉพาะโครงการเรื่องการดำเนินการให้ได้รับใบรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO ของบริษัท
“จะต้องดำเนินการให้ได้รับใบรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000 หรือ ISO 14000 หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่า ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันครบเปิดดำเนินการ หากไม่สามารถดำเนินการได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จะถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 1 ปี” ตามเงื่อนไขกำหนดไว้ 2 ปี นับแต่วันครบเปิดดำเนินการ
วันครบเปิดดำเนินการในที่นี้ คือ ทางบริษัทต้องยื่นขอเปิดดำเนินการเต็มโครงการกับสำนักงานฯ ภายใน 36 เดือน นับแต่วันที่ออกบัตรส่งเสริมวันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 หมายความว่า บริษัทต้องยื่นขออนุญาตเปิดดำเนินการเต็มโครงการภายในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2564 โดยเจ้าหน้าที่จะไปตรวจโรงงาน และตรวจสอบเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ได้ระบุไว้ในเงื่อนไขตามบัตรส่งเสริม และจะออกใบอนุญาตเปิดดำเนินการเต็มโครงการ สำหรับเงื่อนไข ISO ให้นับจากวันที่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการไปอีก 2 ปี
1. บัตรส่งเสริม BOI ไม่มีวันที่หมดอายุบริษัทจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม จนกว่าจะยกเลิกบัตรส่งเสริม
2. กรณีไม่ประสงค์จะเป็นผู้ได้รับส่งเสริม สามารถขอยกเลิกบัตรส่งเสริมได้ โดยบริษัทยังคงสามารถดำเนินกิจการนั้นต่อไปได้ แต่สิทธิประโยชน์ทั้งหมดจะสิ้นสุดลง (การถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน การอนุญาตให้ชาวต่างชาติทำงาน สิทธิประโยชน์ทางภาษี ฯลฯ)
3. การจะยกเลิกบัตรส่งเสริมเดิม เนื่องจากได้รับส่งเสริมโครงการใหม่ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน เนื่องจากเครื่องจักรของโครงการเดิม จะนำไปใช้ในโครงการใหม่ ไม่ได้
การเปลี่ยนชื่อบริษัท
1. จดหมายชี้แจง โดยต้องระบุเลขที่บัตรส่งเสริม ชื่อบริษัทเดิม เปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่ เขียนชื่อบริษัทเป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษ
2. สำเนาหนังสือรับรองบริษัท (ฉบับใหม่/พร้อมลายเซ็นและประทับตราบริษัท)
3. บัตรส่งเสริมฉบับจริง
ยื่นเอกสารได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สำนักงานใหญ่) กลุ่มบัตรส่งเสริม ชั้น 3
การย้ายที่อยู่สถานประกอบการ ต้องยื่นเรื่องขอแก้ไขโครงการที่กองบริหารการลงทุน 1 - 5 ที่กำกับดูแลประเภทกิจการของบริษัท
ทั้งนี้ บริษัทต้องเตรียมเอกสารแจ้งการย้ายที่อยู่สถานประกอบการ ดังนี้
1. จดหมายชี้แจง (บริษัทท่านจะต้องเป็นผู้ทำจดหมายชี้แจงของบริษัท) โดยต้องระบุสาระสำคัญ คือ เลขที่บัตรส่งเสริม ที่อยู่เดิม และที่อยู่ใหม่ ของสถานที่ตั้งสำนักงาน
2. กรอกแบบคำขออนุญาตเปลี่ยน/เพิ่ม/ลด สถานที่ตั้งโรงงาน/สถานประกอบการ (F PA PC 03-07)
3. สำเนาหนังสือรับรองบริษัท (ฉบับใหม่/พร้อมลายเซ็นและประทับตราบริษัท)
4. บัตรส่งเสริมฉบับจริง
2. เมื่อบริษัท A กับบริษัท B ควบรวมกิจการเป็นบริษัท C บัตรส่งเสริมของ A และ B จะสิ้นสุดใน 3 เดือนนับจากวันที่ควบรวมกิจการ
ในระหว่างนี้จึงจะต้องทำการโอนย้ายเครื่องจักรและวัตถุดิบที่ใช้สิทธิประโยชน์ตามบัตรของ A และ B ไปยังบัตรส่งเสริมรับโอนกิจการที่ C ได้รับ
ขอสอบถามเพิ่มเติม กรณีที่ทั้งสองบริษัท A และ B มีผลิตภัณฑ์คนละชนิด line ผลิตคนละ line
เนื่องจากแบบฟอร์ม ก ศก 122 เป็นข้อกำหนดของกรมศุลกากร จึงควรตรวจสอบกับกรมศุลกากรอีกครั้ง
ขออภัยครับ ไม่มีข้อมูลส่วนนี้ ในภาษาที่ท่านเลือก !
Sorry, There is no information support your selected language !
Download และ ติดตั้งโปรแกรมอ่าน PDF
Download PDF ReaderSite map