การดำเนินการอื่น ๆ
ใบรับรอง ISO ของบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น ไม่มีผลถึงบริษัทลูกที่ประเทศไทย แต่หน่วยงานญี่ปุ่นที่ออกใบรับรองให้กับบริษัทแม่ จะเดินทางมาตรวจบริษัทลูกที่ประเทศไทย และออกใบรับรองให้กับบริษัทลูกก็ได้
ใบรับรอง ISO ที่จะใช้ยื่นต่อ BOI ต้องเป็นใบรับรองที่ออกให้กับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริม โดยมีการรับรองรองประเภทกิจการ (เช่น การผลิต...) และที่ตั้งสถานประกอบการ ตรงตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม
การยื่นรายงานผลการปฏิบัติตามเงื่อนไข ISO สามารถยื่นให้ที่ศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภูมิภาค 1-6 หรือสำนักบริหารการลงทุน 1-4 ที่รับผิดชอบโครงการนั้นๆของบริษัท
การยกเลิกบัตรส่งเสริม มีขั้นตอนตามนี้
กิจการประเภท 7.15 กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (TISO) ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากร แต่ได้รับสิทธิเฉพาะที่ไม่เกี่ยวกับภาษี เช่น การถือครองที่ดิน และการนำเข้าช่างฝีมือต่างชาติ
ขั้นตอนคือยื่นเอกสารที่สำนัก 4 ดังนี้
หากในอนาคต บริษัทพร้อมจะลงทุนใหม่ ก็สามารถยื่นขอรับการส่งเสริมใหม่ได้อีก
กรณีจะยกเลิกบัตรส่งเสริม โดยที่ไม่เคยใช้สิทธิประโยชน์ใดๆเลย ให้ยื่นหนังสือขอยกเลิกบัตรส่งเสริม (ร่างขึ้นได้เอง ไม่มีตัวอย่าง) โดยอาจระบุเหตุผล และระบุข้อความยืนยันการไม่เคยใช้สิทธิประโยชน์ใดๆตามโครงการดังกล่าวไปด้วย หาก BOI ตรวจสอบว่าไม่เคยมีการใช้สิทธิใดๆ ก็จะยกเลิกบัตรส่งเสริมให้โดยไม่มีภาระภาษี
กรณีที่บัตรส่งเสริมหาย BOI จะไม่ออกบัตรส่งเสริมฉบับใหม่ให้ แต่บริษัทสามารถขอคัดสำเนาได้ โดยมีขั้นตอนคือ
กรณีที่บริษัทจะยกเลิกโครงการที่ได้รับส่งเสริม ขอให้ตรวจสอบเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ด้วยว่า บริษัทปฏิบัติผิดเงื่อนไข และใช้สิทธิประโยชน์ผิดหรือไม่ เพราะหากปฏิบัติผิดเงื่อนไข และใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีโดยไม่ถูกต้อง อาจถูกเพิกถอนบัตร และเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง
การยกเลิกบัตรส่งเสริม ไม่มีแบบฟอร์ม ให้เตรียมเอกสารขึ้นเองตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี
การยกเลิกบัตรส่งเสริม หากยังไม่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการแล้ว ควรต้องเปิดดำเนินการให้ได้ก่อน มิฉะนั้นอาจถูกเพิกถอนบัตรส่งเสริม และถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังเสมือนไม่เคยได้รับส่งเสริมมาก่อน แต่การยกเลิกบัตรส่งเสริมหลังจากที่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการแล้ว ปกติจะตรวจสอบจากเอกสาร โดยอาจไม่ต้องไปตรวจสอบโรงงาน การยกเลิกบัตรส่งเสริม จะพิจารณาว่าเครื่องจักรและวัตถุดิบที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิ มีภาระภาษีที่ต้องเรียกคืนหรือไม่ จึงควรแนบหลักฐานการใช้สิทธิวัตถุดิบ (MML) และบัญชีรายการเครื่องจักรเข้าไปด้วย
แต่หากยังไม่ได้เปิดดำเนินการ และไม่ติดปัญหาภาระภาษีตามข้อ 1-3 จะไม่ยื่นเปิดดำเนินการก็ได้ การขอยกเลิกบัตรโดยไม่เปิดดำเนินการ จะถูกเพิกถอนบัตร ซึ่งหากตรวจสอบแล้วว่าไม่ติดปัญหาภาระภาษี ก็จะเพิกถอนบัตรโดยไม่มีภาระภาษี
สำหรับการจะปิดโครงการที่เสียหายจากน้ำท่วม และต้องการโอนเครื่องจักรที่ไม่ได้เสียหายไปยังบัตรส่งเสริมอื่น ขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น จะโอนเครื่องอะไร และบัตรใหม่ได้รับส่งเสริมตามประกาศ 1/2555 หรือไม่ เป็นต้น
กรณีวัตถุดิบ
สามารถขออนุญาตโอนวัตถุดิบที่เหลือให้กับโครงการอื่นได้ หากเป็นรายการที่มีในบัญชีสต็อกวัตถุดิบเหมือนกัน
กรณีเครื่องจักร
BOI มีประกาศ ที่ 1/2555 เรื่อง มาตรการด้านภาษีอากรเพื่อฟื้นฟูการลงทุนจากวิกฤติอุทกภัย กำหนดให้โครงการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสามารถยื่นขอส่งเสริมโครงการใหม่โดยนำเครื่องจักรเดิมที่ไม่ได้เสียหายมาใช้ในโครงการใหม่ได้ รวมถึงสามารถนำเข้าเครื่องจักรเข้ามาใหม่เพื่อทดแทนเครื่องจักรที่เสียหาย ซึ่งการขอรับส่งเสริมตามประกาศนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่าปกติ แต่ปัจจุบันพ้นกำหนดเวลาจะยื่นขอรับส่งเสริมตามมาตรการนี้แล้ว BOI มี คำชี้แจงวันที่ 28 ตุลาคม 2556 เรื่อง การปฏิบัติเกี่ยวกับเครื่องจักรที่เสียหายจากอุทกภัย ระบุว่า เครื่องจักรที่เสียหายจากอุทกภัย หากไม่ได้ขอนำไปใช้ในโครงการใหม่ที่ยื่นขอรับส่งเสริมตามประกาศที่ 1/2555 ก็จะต้องดำเนินการตามคำชี้แจงวันที่ 18 มกราคม 2556 คือ จะต้องส่งออก ทำลาย หรือชำระภาษีตามสภาพ สำหรับเครื่องจักรที่นำเข้ามายังไม่ครบ 5 ปี การนำเครื่องจักรจากโครงการหนึ่ง ไปใช้งานในอีกโครงการหนึ่ง เป็นการสวมสิทธิทางภาษี ซึ่งผิดเงื่อนไขในการส่งเสริมการลงทุน ไม่สามารถทำได้
ยกเว้น เป็นการโอนเครื่องจักรจากโครงการที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยไปใช้ในโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมตามประกาศ ที่ 1/2555 จึงจะสามารถดำเนินการได้
BOI ได้เปลี่ยนวิธีรายงานความคืบหน้าโครงการ โดยไม่ต้องกรอกมูลค่าการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.) แต่ให้รวมไปกรอกข้อมูลการลงทุนของทั้งปี ในการรายงานความคืบหน้าในเดือน ก.พ. ของปีถัดไป ดังนั้น การรายงานความคืบหน้าในเดือน ก.ค. หากบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงวันซื้อที่ดิน / โรงงาน / เครื่องจักร หรือวันมีรายได้ครั้งแรก ก็ให้คีย์แก้ไข แต่หากไม่มีการแก้ไขวันที่ข้างต้น ก็กดบันทึกข้อมูลเดิมและยื่นได้เลย
กรณีของบริษัทฯ จะครบกำหนด 6 เดือนในเดือนมีนาคม 61
การรายงานผลการดำเนินงานประจำปี มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ ตาม ประกาศ ป.2/2561
กรณีปิดงบวันที่ 28 ก.พ. 61 ถือเป็นงบของปี 61 จึงจะต้องรายงานภายในวันที่ 31 ก.ค. 62 แต่หากบริษัทปิดงบได้เร็ว จะยื่นรายงานภายในวันที่ 31 ก.ค. 61 ก็ได้
ให้ติดต่อสอบถามกับ BOI ตาม Link : https://boieservice.boi.go.th/PMX_Files/upload/manual/UserManual.pdf
ให้ติดต่อกับ เจ้าหน้าที่ ผู้ดูแลรับแจ้งปัญหาระบบ ตส.310 และระบบรายงานความคืบหน้าของโครงการ เพื่อขอแก้ไขข้อมูลใหม่ให้ถูกต้อง
กรณีของบริษัท ให้ติดต่อกับสำนัก 1 อุตสาหกรรมเบาและการเกษตรตามชื่อและเบอร์โทร หน้าสุดท้ายใน คู่มือการใช้งาน ตส.310
กรณีที่ได้รับส่งเสริมหลายกิจการหรือหลายบัตรส่งเสริม ซึ่งสิทธิประโยชน์ไม่เท่ากัน หรือเริ่มต้นและสิ้นสุดไม่เท่ากัน บริษัทจะต้องแยกบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อคำนวณต้นทุนกำไรของแต่ละโครงการ เพื่อใช้สิทธิภาษีเงินได้ให้ถูกต้อง
ค่าอาคารสถานประกอบการ ก็ต้องแยกต้นทุนของแต่ละโครงการด้วย กรณีที่สอบถาม น่าจะได้รับส่งเสริมเป็นคนละบัตร บัตรละ 1 กิจการ (โครงการ) ดังนั้น ในการแจ้งยืนยันการดำเนินการตามโครงการ ก็ควรแยกค่าใช้จ่ายของแต่ละโครงการด้วย
เครื่องจักรให้กรอกข้อมูลรวมกัน ไม่ว่าจะใช้สิทธิยกเว้นภาษี หรือไม่ได้ใช้สิทธิก็ตาม วัตถุดิบก็เช่นกัน ให้รวมทั้งกรณีใช้สิทธิและไม่ใช้สิทธิ
ให้ส่งอีเมล์แจ้งเจ้าหน้าที่สำนักสารสนเทศ ฝ่ายเทคนิค ที่ดูแลระบบงานตรวจสอบออนไลน์ ตามรายชื่อด้านท้ายสุดใน คู่มือการใช้งาน ตส.310 โดยระบุรายละเอียดให้ครบถ้วน เช่น ชื่อบริษัท เลขที่วันที่บัตรส่งเสริม และรายละเอียดที่ต้องการขอแก้ไข จากนั้น เจ้าหน้าที่จะแก้ไขข้อมูลในระบบให้
รายละเอียดอื่นๆ ดูได้จาก
[http://doctracking.boi.go.th/doctrack-ts310.pdf] ตามเอกสาร 1.1 - 1.4
การยืนยันการดำเนินการตามโครงการ ให้ยื่นผ่านระบบงานตรวจสอบทางอินเตอร์เน็ต https://boieservice.boi.go.th/PM/ โดย user ID และ password เป็นอันเดียวกับระบบตรวจสอบเอกสารทางอินเตอร์เน็ต (http://doctracking.boi.go.th/) แต่หากยังไม่มี user ID ให้ติดต่อขอรับได้ที่ BOI ทุกแห่ง รายละเอียดตาม Link : http://doctracking.boi.go.th/doctrack-ts310.pdf
ให้กรอกตัวเลขสะสมจนถึงตอนที่ยื่น คือ 3,000,000 บาท
บรรจุภัณฑ์ ถือเป็นวัตถุดิบของสินค้าตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม ค่าบรรจุภัณฑ์จึงรวมเป็นค่าวัตถุดิบตามโครงการได้
หลักเกณฑ์การนับวันในบัตรส่งเสริมของ BOI ใช้แนวทางดังนี้
กรณีเกี่ยวกับสิทธิและประโยชน์
กรณีเกี่ยวกับเงื่อนไข
กรณีที่สอบถาม เป็นเงื่อนไข จึงจะครบ 1 ปี ในวันที่ 27 กันยายน 2557
บางบริษัทฯ อาจมีขั้นตอนมากกว่านี้บ้าง น้อยกว่านี้บ้าง หรืออาจสลับขั้นตอนก่อนหลังบ้าง เป็นกรณี ๆ ไป
จะแก้ไขโครงการ (คือแก้เงื่อนไขในบัตรส่งเสริม) หรือจะแก้ไข max stock หากจะแก้ไข max stock ช่วยให้ข้อมูลให้มากกว่านี้
การยื่น ตส.310 กรณีมีหลายบัตร ให้คีย์ข้อมูลรายได้รายจ่ายรวมกันทุกโครงการและให้คีย์ข้อมูลการผลิตรวมกันทุกบัตร (แยกชนิดภัณฑ์)
กรณีที่ username และ password ของระบบงานตรวจสอบ (ตส.310) และการตรวจสอบเอกสารออนไลน์ (doctracking) หาย จะต้องยื่นขอรับ password ใหม่ โดยใช้เอกสารคือ
ให้ติดต่อกับ เจ้าหน้าที่ ผู้ดูแลรับแจ้งปัญหาระบบ ตส.310 ของสำนักที่ดูแลรับผิดชอบ (กรณีนี้คือ สำนัก 4) ตามชื่อและเบอร์โทร ท้ายคู่มือการใช้งาน ตส.310
การแจ้งยืนยันการดำเนินการตามโครงการ และการรายงานผลการดำเนินงาน (ตส.310) เป็นคนละกรณีกัน คือ
สรุปคือ ถ้าโครงการยังไม่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการครบตามโครงการ ก็ยื่นเฉพาะแบบยืนยันการดำเนินการ แต่ถ้าได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการแล้ว ก็ยื่นรายงานฐานะการเงินและผลการดำเนินการทุกปี ไปจนกว่าจะยกเลิกบัตรส่งเสริมนั้น
ในบัตรส่งเสริมว่า กำหนดเงื่อนไขการยื่น ตส.310 ว่า เมื่อเปิดดำเนินการแล้ว จะต้องรายงานผลการดำเนินงานทุกรอบปีภายในวันที่ 31 กรกฎาคม ของปีถัดไป ดังนั้น ที่ผ่านมาจึงจะยื่นเมื่อได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการแล้วเท่านั้น แต่ประมาณปีที่แล้ว BOI ได้เปลี่ยนแนวทางใหม่ คือต้องการให้รายงาน ตส.310 หลังจากที่มีรายได้ แม้ว่าจะยังไม่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการก็ตาม ซึ่ง BOI ก็ไม่แก้ไขเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมให้สอดคล้องกัน ดังนั้น เงื่อนไขในบัตร กับวิธีปฏิบัติจริง จึงยังมีความขัดแย้งกันอยู่ สรุปคือ ณ ปัจจุบัน จะต้องยื่น ตส.310 หลังจากปีที่เริ่มมีรายได้
ถูกต้อง หากรอบปีบัญชีคือ พ.ค. 56 - เม.ย. 57 การรายงานผลการดำเนินงาน (ตส.310) ก็คือภายใน 31 ก.ค. 58
ตัวเลขการใช้วัตถุดิบและวัสดุ ให้ใช้ตัวเลขต้นทุนวัตถุดิบใน ภงด.50 ตามรอบระยะเวลาบัญชีที่ยื่นเลย
การรายงานผลการดำเนินงานตามโครงการ (ตส.310) กำหนดเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมว่า ต้องรายงานทุกรอบปี "หลังจากเปิดดำเนินการตามโครงการ" แต่ในปีที่ผ่านมา BOI ได้เปลี่ยนแนวทาง คือจะให้บริษัทรายงานผลการดำเนินการทุกรอบปี นับจากปีที่เริ่มมีรายได้ เช่น สมมุติว่าบริษัทได้รับบัตรเดือนตุลาคม 2556 และรายงานความคืบหน้า 12 เดือน ณ ตุลาคม 2557 โดยระบุว่ามีรายได้แล้ว ระบบก็จะแจ้งให้ต้องรายงานผลดำเนินการตาม ตส.310 ตั้งแต่รอบปี 2557 นั้นเลยตอบคำถามดังนี้
ถ้าเคยยื่นเป็นเอกสารแล้ว ก็ไม่ต้องคีย์ในระบบอีก
เอกสารตัวจริงไม่ต้องยื่น แนบไฟล์ที่สแกนเอกสารเท่านั้น
การกรอกข้อมูลใน ตส. 310 ให้กรอกข้อมูลตามรอบปีบัญชี โดยหากรอบปีบัญชีของบริษัทสิ้นสุดก่อนวันที่ 31 มีนาคม ก็ให้รายงานข้อมูลของรอบการเงินนั้นภายในวันที่ 31 กรกฏาคม ของปีเดียวกัน เช่น ถ้ารอบปีบัญชีของบริษัทคือ 1 เมษายน - 31 มีนาคม ก็ให้รายงานผลประกอบการและฐานะการเงินของรอบปี 1 เมษายน 2556 - 31 มีนาคม 2557 ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 นี้ กรณีนี้ รอบปีบัญชีคือ ก.ค.-มิ.ย. ดังนั้น จึงจะรายงานผลประกอบการรอบปี (ก.ค. 55 - มิ.ย. 56) ภายในสิ้นเดือน ก.ค. 57 นี้ แต่หากกรอกข้อมูลไม่ได้ น่าจะเป็นเพราะว่ายังไม่ถึงกำหนดที่มีหน้าที่ต้องรายงาน เช่น เพิ่งได้รับบัตรไป 1-2 ปี จึงยังไม่ถูกติดตามบนระบบ หากบริษัทยังไม่ถูกติดตาม แต่ต้องการรายงาน ก็ให้แจ้งที่สำนักสารสนเทศของ BOI เพื่อเพิ่มการติดตาม จะได้เข้าไปคีย์ข้อมูลได้หรือหากถูกติดตามแล้ว แต่คีย์ไม่ได้ ก็คงเกิดจากสาเหตุอื่น ซึ่งก็ให้แจ้งที่สำนักสารสนเทศของ BOI เช่นกัน
เบอร์สำนักสารสนเทศ สำหรับติดต่อแจ้งปัญหาการใช้งานระบบ ตส. 310 (ทางด้านเทคนิค) เช่น เข้าเว็บแล้วเกิด error หรือบันทึกข้อมูลแล้วหาย
กรณีมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
การแก้ไขโครงการ หากได้รับบัตรส่งเสริมแล้ว ไม่ต้องใช้หนังสือตอบรับมติ
วิธีตรวจสอบว่าบริษัทใดเคยยื่นแก้ไขกรรมวิธีการผลิตไปบ้างหรือไม่ให้เข้าไปตรวจในระบบตรวจสอบเอกสารทาง internet (http://doctracking.boi.go.th/) หากตรวจพบว่าเคยมีการแก้ไข แต่ที่บริษัทไม่มีหนังสืออนุมัติ ก็ต้องยื่นแจ้งความเอกสารหาย และขอคัดสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องๆไป
อุปกรณ์สำนักงาน เป็นสิ่งที่ไม่ได้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าจาก BOI ดังนั้น หากจะจำหน่ายหรือบริจาค ก็สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจาก BOI แต่หากจำหน่ายบริจาค/อุปกรณ์สำนักงานไปแล้ว ทำให้ขนาดการลงทุนของโครงการ (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) ต่ำกว่า 1 ล้านบาท จะผิดเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม จึงจะเปิดดำเนินการไม่ได้ และจะถูกเพิกถอนบัตรส่งเสริม
คำตอบข้อหารือของกรมสรรพากร
http://www.rd.go.th/publish/23636.0.html
http://www.rd.go.th/publish/35686.0.html
ส่วนค่าเช่าสำนักงาน และค่าอื่นๆ ที่อาจต้องการสอบถามเพิ่มเติมภายหลัง ถ้าเข้าข่ายตามคำตอบข้างต้น ผู้จ่ายก็ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ถ้าไม่เข้าข่าย ผู้จ่ายก็มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามประกาศกรมสรรพากร
ไม่มี จะมีเฉพาะเงื่อนไขคุณภาพสินค้า ซึ่งกำหนดไว้ในบัตรส่งเสริม เงื่อนไขทั่วไป ข้อ 14 คือ คุณภาพของผลิตภัณฑ์ต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล และหากมีการกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม จะต้องดำเนินการให้ได้รับใบรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม
สามารถขอคัดสำเนาคำขอรับส่งเสริมได้โดยทำหนังสือบริษัท (ไม่มีแบบฟอร์ม ร่างขึ้นได้เอง) ให้กรรมการผู้มีอำนาจลงนามประทับตรา แจ้งความประสงค์ขอคัดสำเนาคำขอรับการส่งเสริม รวมถึงการมอบให้นาย....... เป็นผู้รับสำเนาคำขอฯ และนำหนังสือไปติดต่อกับฝ่ายบัตรส่งเสริม BOI กรุงเทพ โดยหนังสือทั้งหมดที่ยื่นต่อ BOI ให้ส่งถึง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
เท่าที่ทราบ ไม่เคยพบกรณีที่ BOI กำหนดเงื่อนไขว่าต้องเป็นการลงทุนโดยต่างชาติ 100% และไม่คิดว่าจะมีการกำหนดเช่นนั้น เพราะไม่ทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์อะไร ที่ผ่านมา BOI จะกำหนดเฉพาะเงื่อนไขหุ้นไทยเท่านั้น หากบัตรใดไม่มีการกำหนดเงื่อนไขหุ้นไทย ก็คือ จะมีหุ้นไทยหรือไม่ก็ได้ = จะเป็นหุ้นต่างชาติข้างมากหรือทั้งหมดก็ได้ ดังนั้น ถึงแม้จะเป็นการลงทุนจากต่างชาติทั้งสิ้น BOI ก็จะไม่กำหนดเงื่อนไขว่า ต้องเป็นหุ้นต่างชาติทั้งสิ้น คือ เพียงแค่ไม่กำหนดเงื่อนไขหุ้นไทยเท่านั้นก็พอ
กรณีลืม username และ password ของระบบ ตส.310 จะต้องยื่นขอรับ password ใหม่ เอกสารที่ใช้ คือ
โดยนำเอกสารไปติดต่อที่สำนักสารสนเทศ (BOI ชั้น 3) หรือสำนักงาน BOI ต่างจังหวัด และสามารถรอรับ password ได้ในวันนั้นเลย
การให้การส่งเสริมของ BOI ไม่มีวันที่สิ้นสุดการให้การส่งเสริม จะสิ้นสุดเฉพาะการยกเว้นภาษีอากรต่าง ๆ เท่านั้น แต่ถึงแม้ว่าสิทธิทางภาษีจะสิ้นสุดลง บริษัทก็ยังมีสถานะเป็นผู้ได้รับส่งเสริม จึงยังคงใช้สิทธิอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับภาษี เช่น การถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน การขออนุญาตทำงานของช่างฝีมือต่างชาติ ได้ต่อไป สถานะการเป็นผู้ได้รับส่งเสริมจะสิ้นสุดลงเมื่อบริษัทขอยกเลิกบัตรส่งเสริม หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขจนถูกเพิกถอนบัตรส่งเสริม กิจการผลิตสินค้าที่ไม่อยู่ในบัญชีท้ายประกาศ พรบ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องขออนุญาตตาม พรบ ดังกล่าว ดังนั้น แม้ว่าจะได้/ไม่ได้รับส่งเสริมจาก BOI ก็ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับ Foreign Business License
กิจการ ITC จะระบุขอบข่ายธุรกิจว่า การจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ การจำหน่ายถุงหรือบรรจุภัณฑ์ ก็รวมอยู่ในขอบข่ายธุรกิจของ ITC ด้วย
ตามประกาศ BOI ที่ ป.1/2559 ลงวันที่ 29 เมษายน 2559
ข้อ 2. ผ่อนผันให้ผู้ได้รับส่งเสริมใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือที่ถูกต้องตามกฎหมายในโครงการที่ได้รับการส่งจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561
ข้อ 3. ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไป จะอนุญาตให้ใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจ้างแรงงานภาครัฐ (MOU) เท่านั้น
ข้อ 4. โครงการที่ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 10 จังหวัดและพื้นที่ตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือที่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522
เอกสารอ้างอิง สามารถค้นหาได้จากรวมประกาศ BOI โดยคีย์คำว่า แรงงาน ในช่องค้นหา
ถ้าไม่นำวัตถุดิบ/เครื่องจักร/แม่พิมพ์ ที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีจาก BOI ไปว่าจ้างทดลองผลิตชิ้นงาน ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจาก BOI และชิ้นงานตัวอย่างที่ผลิตนั้น ก็ไม่นับเป็นสินค้าในโครงการที่ได้รับ BOI
ในบัตรส่งเสริมกำหนดเงื่อนไขไว้ว่าจะต้องรายงานการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนการถือหุ้นระหว่างผู้มีสัญชาติไทยและคนต่างด้าว และการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นของคนต่างด้าวต่างสัญชาติทุกครั้ง กรณีที่สอบถาม เป็นการเปลี่ยนชื่อของบริษัทที่ถือหุ้น ซึ่งบริษัทนั้นยังคงเป็นสัญชาติเดิม จึงไม่เข้าข่ายที่จะต้องรายงานตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม
ในบัตรส่งเสริมกำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำไว้ หากจะเพิ่มทุนจดทะเบียนมากกว่าที่กำหนดในบัตร ก็ดำเนินการได้โดยไม่ต้องแจ้ง BOI แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นระหว่างคนไทยกับคนต่างด้าว หรือระหว่างคนต่างด้าวต่างสัญชาติ จะต้องรายงาน BOI เพื่อทราบ
การรายงานการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนการถือหุ้นระหว่างคนต่างด้าวต่างสัญชาติ ให้ยื่นเรื่องต่อกอง 1-5 ที่รับผิดชอบโครงการของบริษัทฯ โดยใช้เอกสารดังนี้
การรายงานผลประกอบการทุกรอบปี เป็นเงื่อนไขที่กำหนดในบัตรส่งเสริม ผู้ได้รับส่งเสริมจึงมีหน้าที่ปฏิบัติให้ถูกต้อง หากไม่รายงานผลประกอบการตามเงื่อนไขที่กำหนด BOI อาจต่ออายุวีซ่าของผู้บริหารและช่างฝีมือต่างชาติให้เพียงครั้งละ 6 เดือน เพื่อให้ผู้บริหารรับทราบปัญหา และดำเนินการปฏิบัติตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมให้ถูกต้อง
หากเข้าข่ายข้อ 3 ควรขอเปิดดำเนินการโดยลดขนาดกิจการเหลือเท่าที่มีกำลังผลิตจริง จากนั้นจึงยื่นขอหยุดกิจการชั่วคราว
สิทธิประโยชน์ไม่สามารถหยุดเวลาได้ คือจะนับต่อเนื่องต่อไปจนครบกำหนด ข้อ 1-3 ไม่ใช่ให้ทำตามขั้นตอน แต่เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายข้อไหน
ข้อมูลที่ให้มามีน้อยไป เข้าจะใจเป็นกรณีของข้อ 3 ซึ่งไม่น่าจะอยู่ในข่ายจะขอหยุดกิจการ ดังนั้น หากเปิดดำเนินการโดยการลดขนาดกิจการไม่ได้ น่าจะต้องขอยกเลิกโครงการ และชำระภาษีคืนทั้งหมด
กรณีขอยกเลิกโครงการที่ยังไม่ครบกำหนดเปิดดำเนินการ จะมีภาระภาษีดังนี้
ประกาศ BOI ที่ ป.3/2547 กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า การเพิ่มกำลังผลิตของผลิตภัณฑ์เดิม จะต้องเป็นกิจการที่ยังไม่ได้เปิดดำเนินการ โดยจะให้เพิ่มกำลังการผลิตรวมกันไม่เกิน 30% ของกำลังการผลิตตามบัตรส่งเสริมฉบับแรก แต่หากสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ ไม่มีความแตกต่าง ไม่ว่าจะอนุมัติเป็นโครงการใหม่หรือเป็นการแก้ไขโครงการเดิม จะแก้ไขโครงการเดิมเพื่อเพิ่มกำลังผลิตเกินกว่า 30% ก็ได้
กิจการผลิตผลิตอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน เป็นกิจการที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ ได้รับอนุญาตให้นำเข้าเครื่องจักรตลอดระยะเวลาที่ได้รับส่งเสริม โดยได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเพื่อปรับปรุงทดแทนเครื่องจักรเดิม หรือเพื่อเพิ่มกำลังผลิตในโครงการเดิมไม่ว่าจะปิดดำเนินการแล้วหรือไม่ก็ตาม ตามประกาศ กกท ที่ 6/2549 และ 2/2557
ตอบคำถามดังนี้
ยกตัวอย่างเช่น โครงการเดิมได้รับส่งเสริมโดยมีกำลังผลิต 1,000,000 ชิ้น/ปี และต้องการนำเครื่องจักรเข้ามาเพื่อเพิ่มกำลังผลิต
กรณีของบริษัทฯตามที่สอบถาม บริษัทประกอบธุรกิจอื่นอยู่ก่อนแล้ว จึงจะนับได้เฉพาะค่าก่อสร้าง และค่าเครื่องจักรและอุปกรณ์ดังนี้
กรณีที่บริษัทครบกำหนดเปิดดำเนินการ และไม่สามารถขยายระยะเวลาเปิดดำเนินการได้อีกแต่มีขนาดการลงทุน (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) ไม่ครบ 1 ล้านบาท ตามเงื่อนไขขั้นต่ำที่กำหนดในบัตรส่งเสริม บริษัทจะถูกเพิกถอนบัตรส่งเสริมและจะมีภาระภาษีดังนี้
วัตถุดิบที่ตัดบัญชีไปแล้ว ได้มีการพิสูจน์ว่ามีการส่งออกไปแล้ว จึงไม่มีภาระภาษีย้อนหลัง
คาดว่าบริษัทไม่ได้ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว แต่ขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ตามขอบเขตกิจการที่ได้รับการส่งเสริม ดังนั้น หากเป็นกรณีหลัง (หนังสือรับรอง) เมื่อ BOI ยกเลิกบัตรส่งเสริม บริษัทก็ไม่สามารถประกอบธุรกิจตามหนังสือรับรองฯ ฉบับนั้นได้อีกต่อไป
บริษัทใช้ออฟฟิซและสโตร์เดิม จึงไม่มีการลงทุนในส่วนค่าเช่าเกิดขึ้นใหม่ จึงไม่สามารถนำมานับเป็นการลงทุนของโครงการ ITC ได้อีก แต่ถ้ามีการขยายพื้นที่เช่าเพื่อใช้ในกิจการ ITC ส่วนที่ขยาย (สัญญาเช่ามากกว่า 3 ปี) สามารถนับเป็นขนาดการลงทุนได้
สามารถดาวน์โหลด แบบคำขออนุญาตเปลี่ยน/เพิ่ม/ลด สถานที่ตั้งโรงงาน/สถานประกอบการ (F PA PC 03) ได้จากเว็บไซต์ของ BOI ตาม Link : http://www.boi.go.th/newboi/index.php?page=form_amendment
หากบริษัทสมัครใช้บริการระบบ eMT สำหรับโครงการแรกแล้ว และต่อมาได้รับส่งเสริมโครงการที่ 2 บริษัทสามารถล็อคอินโดยใช้ username และ password เดิม แล้วเลือกเลขที่บัตรส่งเสริมที่ต้องการดำเนินการ
หากบริษัทสมัครใช้บริการระบบ RMTS สำหรับโครงการแรกแล้ว และต่อมาได้รับส่งเสริมโครงการที่ 2 บริษัทต้องยื่นขอ project code ของโครงการที่ 2 ต่อสมาคม IC ก่อน จากนั้นจึงล็อคอินโดยใช้ username และ password เดิม แล้วเลือก project code ของบัตรส่งเสริมที่ต้องการกดำเนินการ
การควบบริษัท คือการที่บริษัทตั้งแต่ 2 บริษัทขึ้นไป มารวมกันเป็นบริษัทเพียงบริษัทเดียว เมื่อควบบริษัทเข้ากันแล้ว จะมีผลทำให้บริษัทเดิมแต่ละบริษัทสิ้นสภาพไป และเกิดบริษัทใหม่ขึ้นมาแทน โดยบริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่อันเกิดจากการควบ จะใช้ชื่อบริษัทเดิมที่ควบเข้ากัน หรือจะตั้งชื่อใหม่ก็ได้ (http://dbd.go.th/download/downloads/03_boj/intro_step_bj_merge.pdf)
ตอบคำถามดังนี้
บริษัท A (BOI) จะซื้อกิจการของบริษัท B (BOI)
กรณีที่บริษัท A และ B ควบรวมกิจการ บัตรส่งเสริมของ A และ B จะใช้ต่อไปได้อีกไม่เกิน 3 เดือนนับจากวันควบรวมกิจการ ดังนั้น หากบริษัท A, B และบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการ ไม่ยื่นคำขอโอน/รับโอนกิจการที่ได้รับส่งเสริม สิทธิประโยชน์ของบัตรของ A และ B จะสิ้นสุดลง บริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวม จะต้องชำระภาษีอากรที่เหลืออยู่ทั้งหมดของ A และ B
หากควบรวมกิจการ และโอน/รับโอนทุกบัตรแล้ว บัตรส่งเสริมทุกฉบับจะยังคงมีเงื่อนไขเช่นเดิมเช่น บัตร A1 ตั้งโรงงานที่ ชลบุรี มีขั้นตอนสกรีน และเคลือบ
บัตร B1 ตั้งโรงงานที่ ระยอง มีขั้นตอนสกรีน และเคลือบ
หลังจากควบรวมเป็นบริษัท C จะมีบัตร C1(A1) และ C2(B1) ซึ่งบัตร C1 ต้องตั้งที่ชลบุรี บัตร C2 ต้องตั้งที่ระยอง การจะนำขั้นตอนสกรีนของบัตร C1 และ C2 ไปทำที่ชลบุรี และนำขั้นตอนเคลือบของบัตร C1 และ C2 ไปทำที่ระยอง ไม่น่าจะทำได้ เนื่องจากบัตร C1 และ C2 อาจมีเงื่อนไขแตกต่างกัน
กรณีนี้อาจจะต้องยื่นขอรวมโครงการ เพื่อรวมบัตร C1 และ C2 เป็นโครงการเดียว โดยจะมีขั้นตอนสกรีนที่ชลบุรี และขั้นตอนเคลือบที่ระยอง แต่สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ อาจจะเปลี่ยนไปจากเดิมแนะนำให้ปรึกษากับ เจ้าหน้าที่ BOI ที่ดูแลโครงการของบริษัทโดยตรง
ไม่น่าจะทำได้ เนื่องจากการรับโอนเครื่องจักรที่เคยใช้ผลิตและก่อให้เกิดรายได้แล้วจากบัตรหนึ่ง ไปอีกบัตรหนึ่ง เป็นลักษณะของการสวมสิทธิ์
เงื่อนไขเฉพาะโครงการเรื่องการดำเนินการให้ได้รับใบรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO ของบริษัท
“จะต้องดำเนินการให้ได้รับใบรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000 หรือ ISO 14000 หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่า ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันครบเปิดดำเนินการ หากไม่สามารถดำเนินการได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จะถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 1 ปี” ตามเงื่อนไขกำหนดไว้ 2 ปี นับแต่วันครบเปิดดำเนินการ
วันครบเปิดดำเนินการในที่นี้ คือ ทางบริษัทต้องยื่นขอเปิดดำเนินการเต็มโครงการกับสำนักงานฯ ภายใน 36 เดือน นับแต่วันที่ออกบัตรส่งเสริมวันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 หมายความว่า บริษัทต้องยื่นขออนุญาตเปิดดำเนินการเต็มโครงการภายในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2564 โดยเจ้าหน้าที่จะไปตรวจโรงงาน และตรวจสอบเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ได้ระบุไว้ในเงื่อนไขตามบัตรส่งเสริม และจะออกใบอนุญาตเปิดดำเนินการเต็มโครงการ สำหรับเงื่อนไข ISO ให้นับจากวันที่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการไปอีก 2 ปี
การเปลี่ยนชื่อบริษัท
ยื่นเอกสารได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สำนักงานใหญ่) กลุ่มบัตรส่งเสริม ชั้น 3
การย้ายที่อยู่สถานประกอบการ ต้องยื่นเรื่องขอแก้ไขโครงการที่กองบริหารการลงทุน 1 - 5 ที่กำกับดูแลประเภทกิจการของบริษัท
ทั้งนี้ บริษัทต้องเตรียมเอกสารแจ้งการย้ายที่อยู่สถานประกอบการ ดังนี้
ในระหว่างนี้จึงจะต้องทำการโอนย้ายเครื่องจักรและวัตถุดิบที่ใช้สิทธิประโยชน์ตามบัตรของ A และ B ไปยังบัตรส่งเสริมรับโอนกิจการที่ C ได้รับ
ขอสอบถามเพิ่มเติม กรณีที่ทั้งสองบริษัท A และ B มีผลิตภัณฑ์คนละชนิด line ผลิตคนละ line
กรณีนี้ต้องแยกบัตรส่งเสริม เป็นคนละโครงการ ภายใต้ชื่อบริษัทเดียวกัน ถูกต้องหรือไม่
การยื่นคำขอรับส่งเสริมจากการควบรวมกิจการ ให้ยื่นแยกเป็นแต่ละคำขอ ตามโครงการนั้น ๆ เช่น ถ้า A มี 3 โครงการ B มี 2 โครงการ ก็ให้ยื่นเป็น 5 คำขอ ตามโครงการนั้น ๆ
แบบฟอร์ม ก ศก 122 เป็นการขอนำสินค้าเข้าไปในเขต FREE ZONE แต่ไม่ใช่การผ่านพิธีการขาออก จึงยังไม่ถือว่าสินค้านั้นหมดภาระภาษีจากการส่งไปยังเขต FREE ZONE และไม่สามารถนำแบบฟอร์ม ก ศก 122 มาตัดบัญชีวัตถุดิบตามมาตรา 36 ได้
เนื่องจากแบบฟอร์ม ก ศก 122 เป็นข้อกำหนดของกรมศุลกากร จึงควรตรวจสอบกับกรมศุลกากรอีกครั้ง
การยื่นคำขอรับโอนกิจการ (กรณีรับโอนทั้งโครงการ) ให้ยื่นคำร้องโดยมีข้อมูลหลักๆ เหมือนกับโครงการของผู้โอนที่เคยยื่นขอรับส่งเสริมไว้เดิม โดยระบุรายการเครื่องจักรที่ขอรับโอนทั้งหมดจากผู้โอน
ขออภัยครับ ไม่มีข้อมูลส่วนนี้ ในภาษาที่ท่านเลือก !
Sorry, There is no information support your selected language !
Download และ ติดตั้งโปรแกรมอ่าน PDF
Download PDF ReaderSite map