Chat
x
toggle menu
toggle menu

การใช้สิทธิด้านวัตถุดิบ

โครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก จะได้รับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อใช้ผลิต ผสม ประกอบเป็นผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลเพื่อส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด พร้อมกับจะได้รับค้ำประกันภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

 

ทั้งนี้ วัตถุดิบที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้านี้ จะต้องใช้ในโครงการที่ได้รับส่งเสริมเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ตามที่ระบุไว้ในบัตรส่งเสริม และส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศเท่านั้น

 

กรณีที่นำไปผลิตจำหน่ายในประเทศ หรือไม่สามารถส่งออกได้ ผู้ได้รับส่งเสริมจะต้องเสียภาษีอากรวัตถุดิบตามสภาพ ณ วันนำเข้า พร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามกฎหมายศุลกากร อีกทั้งจะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับอีกด้วย

วัตถุดิบ (Raw Material)

หมายถึง ของที่ใช้ในการผลิต หรือผสม หรือประกอบเป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งบางครั้งอาจไม่คงสภาพเดิมเมื่อผ่านกระบวนการแล้ว ทั้งนี้ ให้หมายรวมถึงของที่ใช้บรรจุผลิตภัณฑ์ด้วย

 

วัสดุจำเป็น (Essential Material)

หมายถึง ของซึ่งจำเป็นต้องใช้และเมื่อใช้แล้วสิ้นเปลืองในการผลิต หรือผสม หรือประกอบเป็นผลิตภัณฑ์หรือผลิตผล เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ คุณภาพ และมาตรฐาน ช่วยลดการสูญเสีย และเพิ่มผลผลิตสำหรับผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลดังกล่าว

1. บริษัทต้องสมัครเป็นสมาชิกสมาคมสโมสรนักลงทุน (IC) พร้อมทั้งขอรหัสโครงการเพื่อใช้ในระบบการสั่งปล่อยวัตถุดิบด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (RMTS)

2. บริษัทสามารถขออนุมัติบัญชีปริมาณสต๊อกสูงสุดได้โดยขอรับแบบฟอร์มจากสำนักงานไปดำเนินการ หรือ Download โดยใช้แบบฟอร์ม F IN RM 13 และ ตัวอย่างที่ 19

3. เมื่อเรื่องได้รับการอนุมัติปริมาณสต๊อคแล้ว จะต้องนำเอกสารอนุมัตินั้นไปบันทึกในระบบฐานข้อมูลของสมาคมสโมสรนักลงทุน (IC) เพื่อใช้อ้างอิงในการสั่งปล่อยวัตถุดิบโดยระบบ RMTS ต่อไป

การสั่งปล่อยวัตถุดิบและวัสดุจำเป็น ตามมาตรา 36 มี 3 กรณี คือ

1. การสั่งปล่อยปกติ
คือ การอนุมัติให้ผู้ได้รับการส่งเสริมนำวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นเข้ามาในราชอาณาจักรโดยได้รับยกเว้นอากรขาเข้า

1.1 กรณีของที่นำเข้ามาเป็นวัตถุดิบ จะใช้หนังสืออนุมัติสั่งปล่อยนั้นเป็นหนังสือค้ำประกันและถอนประกันภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 20) ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2534 จึงทำให้บริษัทไม่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มของวัตถุดิบรายการนั้น

1.2   กรณีของที่นำเข้ามาเป็นวัสดุจำเป็น จะได้รับยกเว้นเฉพาะอากรขาเข้า แต่จะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามปกติ

 

2. การสั่งปล่อยถอนการใช้ธนาคารค้ำประกัน
คือ การอนุมัติให้ผู้ได้รับการส่งเสริม ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่เคยใช้ธนาคารค้ำประกันภาษีอากรไว้ พร้อมกับถอนการใช้ธนาคารค้ำประกัน และใช้หนังสืออนุมัตินั้นเป็นหนังสือค้ำประกันและถอนประกันภาษีมูลค่าเพิ่มของวัตถุดิบ จึงทำให้บริษัทไม่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มของวัตถุดิบรายการนั้น

 

3. การสั่งปล่อยคืนอากร
คือ การอนุมัติให้ผู้ได้รับการส่งเสริมได้รับคืนอากรขาเข้าของวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ได้ชำระไปก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ทั้งนี้ จะไม่ได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากเข้าสู่ระบบภาษีซื้อภาษีขายไปแล้ว

1. ชนิดของผลิตภัณฑ์ที่ปรากฏในบัตรส่งเสริมการลงทุน

2. กำลังการผลิตตามบัตรส่งเสริม

3. จำนวนรายการวัตถุดิบที่ใช้ในโครงการ

4. ข้อมูลการผลิตผลิตภัณฑ์ 1 ชิ้น ใช้วัตถุดิบกี่รายการ แต่ละรายการมีปริมาณเท่าใด มีส่วนสูญเสียหรือไม่

 

เมื่อทราบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว สามารถนำข้อมูลไปกรอกในแบบฟอร์มจะได้ปริมาณสต๊อคที่ต้องใช้ หากบริษัทมีผลิตภัณฑ์ชนิดเดียว ใช้วัตถุดิบเหมือนกันทุกรุ่น (Model) ก็สามารถคำนวณปริมาณสต๊อคได้ไม่ยาก แต่หากบริษัทมีผลิตภัณฑ์หลายรุ่น และแต่ละรุ่นใช้รายการวัตถุดิบต่างกัน บริษัทจะต้องแยกให้ได้ว่าแต่ละรุ่นใช้วัตถุดิบปริมาณเท่าใด และเมื่อเอาปริมาณวัตถุดิบของทุกรุ่นมารวมกัน ก็จะได้ปริมาณสต็อคสูงสุด การใช้สิทธิและประโยช์ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบ เมื่อรวมกันทุกรุ่นแล้วปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ต้องไม่เกินปริมาณสต๊อคสูงสุด (Max Stock) ที่บริษัทได้รับ

สูตรการผลิต คือ ปริมาณการใช้วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด ซึ่งทำให้ทราบว่าผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ ใช้วัตถุดิบอะไรบ้าง กี่รายการ แต่ละรายการมีปริมาณเท่าใด เราใช้สูตรการผลิตในการตัดบัญชีวัตถุดิบ เช่น บริษัทได้รับอนุมัติปริมาณสต๊อกวัตถุดิบ Steel Sheet 1 รายการ จำนวน 1,000 ตัน ดังนั้นบริษัทมีสิทธินำเข้า Steel Sheet ไม่เกิน 1,000 ตัน หากบริษัทนำเข้างวดแรก 100 ตัน ปริมาณสต๊อคคงเหลือจะเท่ากับ 900 ตัน ต่อมานำเข้างวดที่ 2 จำนวน 100 ตัน ปริมาณสต๊อคคงเหลือจะลดลงเหลือ 800 ตัน วัตถุดิบงวดแรก 100 ตัน เมื่อผ่านการผลิตและส่งออกไปต่างประเทศแล้ว ก็จะนำหลักฐานใบขนสินค้าขาออกมาแสดงเพื่อตัดบัญชี ซึ่งระบบจะคืนปริมาณสต็อคกลับมา 100 ตัน รวมกับของเดิมที่มีอยู่ 800 ตัน รวมเป็นมูลค่า 900 ตัน ซึ่งเป็นบัญชีแบบหมุนเวียน

1. การอนุมัติสูตรการผลิตใช้แบบฟอร์ม F IN RM 13 ร่วมกับเอกสารตามตัวอย่าง 4 โดยกรอกข้อมูลการใช้วัตถุดิบในแต่ละรุ่น ว่าใช้วัตถุดิบกี่รายการ แต่ละรายการมีปริมาณเท่าใดต่อผลิตภัณฑ์ 1 หน่วยการผลิต

2. ยื่นเรื่องกับกองบริหารการลงทุนที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนเพื่อขออนุมัติ

3. เมื่อได้รับอนุมัติสูตรการผลิตแล้ว บริษัทจะต้องนำสูตรที่ได้รับอนุมัติ ไปบันทึกลงในฐานข้อมูลของสมาคมสโมสรนักลงทุน (IC) เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาตัดบัญชีเมื่อมีการส่งออกต่อไป

1. บริษัทขออนุมัติสูตรการผลิตล่วงหน้า โดยประมาณการปริมาณวัตถุดิบที่จะต้องใช้ก่อนการผลิตจริง เมื่อมีการผลิตจริงทำให้ปริมาณการใช้วัตถุดิบแตกต่างจากสูตรการผลิตที่ได้รับอนุมัติ ทำให้ต้องแก้ไขสูตรการผลิตเพื่อให้ปริมาณวัตถุดิบสอดคล้องกับความเป็นจริง

2. บางบริษัทมีสูตรการผลิตหลายสูตร ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกัน แต่ต่างกันที่ชื่อรุ่น (Model) ทำให้ต้องแก้ไขสูตรการผลิตหลายครั้ง

3. กรณีวัตถุดิบชนิดเดียวกันแต่มีการซื้อทั้งในประเทศต่างประเทศ มีโอกาสทำให้เกิดการตัดบัญชีผิดพลาดได้ง่าย ส่งผลให้ต้องแก้ไขสูตรการผลิต

ประกาศสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ ป.1/2546 ลงวันที่ 16 มกราคม 2546 เรื่อง คำจำกัดความของส่วนประกอบ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ โครงโรงงานสำเร็จรูป วัตถุดิบและวัสดุจำเป็น

หากสินค้าตัวอย่างที่ส่งออก มีชื่อผลิตภัณฑ์และโมเดล ตรงตามสูตรการผลิตที่ได้รับอนุมัติจาก BOI ก็สามารถนำเอกสารส่งออกมาตัดบัญชีวัตถุดิบได้

การขออนุมัติสูตร จะต้องยื่นเป็นรายโครงการ กรณีมีหลายโครงการ หากมีผลิตภัณฑ์เหมือนกัน ก็สามารถมีสูตรการผลิตซ้ำกันได้

การยื่นรายงานการใช้วัตถุดิบในประเทศทุกรอบ 6 เดือน ใช้เฉพาะหนังสือนำส่งที่เป็นหัวจดหมายบริษัท และตารางรายงานการใช้วัตถุดิบ เท่านั้น

ให้ยึดนามผู้โอนเป็นหลัก เช่น กรณีที่สอบถาม ผู้โอนอยู่กอง 4 ผู้รับโอนอยู่กอง 2 ก็ให้ยื่นเรื่องรวมกันที่กอง 4

A โอนวัตถุดิบให้ B แต่ต่อมา B ไม่สามารถนำไปผลิตส่งออก และจะขอชำระภาษี กรณีนี้ใบขนขาเข้าเป็นชื่อของ A ดังนั้น A ต้องเป็นผู้ยื่นหนังสือขอชำระภาษีต่อ BOI แต่ในส่วนการชำระภาษีต่อกรมศุลกากร B จะเป็นผู้ชำระภาษี (หรือ A เป็นผู้ชำระ และ B จ่ายเงินคืนค่าภาษีคืนให้กับ A)

1,3,4. กรณีผู้รับจ้าง คือ A (BOI) นำวัตถุดิบเข้ามาโดยใช้สิทธิ ม.36 เพื่อผลิตจำหน่ายให้ B (BOI) แต่ต่อมามีการยกเลิกสัญญาจ้างผลิต ทำให้มีวัตถุดิบเหลือค้างที่ A หากวัตถุดิบดังกล่าวเป็นกล่าวเป็น spec ที่ใช้สำหรับผลิตสินค้าของ B ซึ่ง A ไม่สามารถนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น A และ B สามารถยื่นขอโอน/รับโอนวัตถุดิบได้ แต่ทั้งนี้ B ต้องได้รับอนุมัติบัญชีวัตถุดิบที่มีรายการวัตถุดิบเดียวกันนั้นด้วย จึงจะรับโอนได้

2. BOI ไม่มีข้อกำหนดเรื่องราคาที่จะโอน/รับโอน

กรณีนี้ ข้อเท็จจริงเป็นการโอนวัตถุดิบเนื่องจากยกเลิกสัญญาจ้าง การจะกำหนดราคาอย่างไร ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรง

3. การโอนวัตถุดิบ (โอนยอดในระบบ RMTS) สามารถโอนได้ หากชื่อวัตถุดิบของผู้โอนและผู้รับโอนตรงกัน

1. การโอนวัตถุดิบ (โอนยอดในระบบ RMTS) ต้องโอนทีเดียว ตามจำนวนที่ได้รับอนุมัติ

2. ระยะเวลาพิจารณาของ BOI กำหนดไว้ 15 วันทำการ

3. การกรอกบัญชีรายการวัตถุดิบที่โอน-รับโอน ในช่อง "รายการที่" ให้กรอกเลข grp_no ตาม MML

4. (แก้ไข) ช่องรายการวัตถุดิบที่โอนและรับโอน จะกรอกเป็นชื่อหลักหรือชื่อรองก็ได้ แต่จะต้องตรงกันทั้งผู้โอนและผู้รับโอน

หากชื่อไม่ตรงกัน ผู้รับโอนจะต้องขอเพิ่มชื่อรอง ให้ตรงกับชื่อวัตถุดิบของผู้โอน

ขอแก้คำถามใหม่

A (BOI) ซื้อวัตถุดิบ X จาก B (IPO) จากนั้นผลิตเป็นชิ้นส่วน Y และขายให้ B (IPO) เพื่อส่งออก เมื่อ B ส่งออก ก็จะโอนสิทธิ์ตัดบัญชี Y ให้ A และต้องการให้ A ตัดบัญชีเพื่อโอนสิทธิวัตถุดิบ X กลับไปให้ B แต่ A ทำไม่ได้ เพราะการผลิตชิ้นส่วน Y ไม่ตรงกับกรรมวิธีที่ได้รับส่งเสริม

A อาจจะทำผิดหลายเรื่อง เช่น

- นำเครื่องจักรที่ใช้สิทธิ BOI ไปผลิตสินค้าที่ไม่ได้รับส่งเสริมหรือเปล่า

- นำรายได้จากการผลิตสินค้าที่ไม่ถูกต้องตามกรรมวิธี ไปใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้หรือเปล่า ฯลฯ แต่ถ้า A ไม่ได้ทำผิด คือสินค้า Y ที่ผลิตนั้นเป็นกิจการส่วนที่เป็น non-BOI คือไม่ได้ใช้สิทธิใดๆจาก BOI เลย B ก็อาจจะเป็นฝ่ายผิด คือจำหน่ายวัตถุดิบ X (ซึ่งใช้สิทธิ BOI) ไปจำหน่ายให้กับกิจการที่ไม่มีสิทธิตามมาตรา 36 ซึ่งเข้าข่ายการจำหน่ายในประเทศ

คำแนะนำคือ A แก้ไขกรรมวิธีผลิตให้ถูกต้อง เพื่อที่จะสามารถขออนุมัติสูตรและ max stock จากนั้นจะได้ตัดบัญชีเพื่อโอนสิทธิไปให้ B

Max Stock จะขอสำหรับการผลิต 1,000 ชิ้น หรือขอไป 6 เดือนเลยก็ได้ เพราะเป็นแค่ตัวเลขโควตาสำหรับการนำเข้าเฉยๆ แต่ในทางปฏิบัติ บริษัทจะไม่นำเข้าโดยใช้สิทธินี้โดยตรง ดังนั้น ยอด import และยอด balance ในบัญชี MML จึงจะเป็น 0 ตลอดเวลา

ตอนตัดบัญชี ถ้าตัดปกติ ก็จะติดลบ บริษัทจึงต้องยื่นไฟล์ birtven เข้าไปด้วยพร้อมกัน เพื่อโอนสิทธิตัดบัญชีไปให้เวนเดอร์

ใช่ ในอดีตสามารถขอแก้ไข Max Stock เป็น 0 เพื่อไม่ให้ตัดบัญชีวัตถุดิบรายการนั้นติดลบ แต่ระบบ RMTS-2011 ปัจจุบัน แม้จะขอ Max Stock เป็น 0 ก็ไม่มีประโยชน์อะไร จึงควรขอ stock ไปตามปกติสัก 1,000 ชิ้น 2,000 ชิ้น ก็ได้ เพื่อให้เกิดรหัสรายการวัตถุดิบสำหรับนำไปสร้างสูตรการผลิต

A(IPO) ขายวัตถุดิบคือ A1 ให้ B จากนั้น (B) นำไปผลิตเป็นสินค้า B1 ขายให้ A(IPO) และ A นำไปส่งออก ในกรณีนี้ให้ A(IPO) ยื่นตัดบัญชี B1 และโอนสิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบคือ B1 ให้กับ B จากนั้น B ตัดบัญชี B1 และโอนสิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบคือ A1 ให้กับ A เพื่อให้นำไปตัดบัญชีต่อไป หาก B ยังไม่มีรายการวัตถุดิบเป็น A1 ก็ต้องแก้ไขเพิ่มรายการในบัญชี และในสูตรการผลิต มิฉะนั้นจะตัดบัญชีโอนสิทธิไปให้ A ไม่ได้

หลังจากที่ได้รับอนุมัติจาก BOI และได้ไปชำระภาษีอากรผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปต่อกรมศุลกากรแล้ว เท่ากับว่า ได้ปลดภาระภาษีอากรของวัตถุดิบที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีมาตรา 36 ที่ได้ใช้ไปในการผลิตสินค้าดังกล่าวแล้ว บริษัทจึงสามารถจำหน่ายสินค้านั้นในประเทศได้และสามารถนำหนังสืออนุมัติจาก BOI และหลักฐานการชำระภาษี ไปยื่นตัดบัญชีวัตถุดิบได้

หากบริษัทชำระภาษีอากรตามสภาพสินค้าสำเร็จรูปเสร็จสิ้นแล้ว สามารถนำหลักฐานการชำระภาษีมายื่นตัดบัญชีได้ ไม่เกี่ยวกับประเด็นว่าจะจำหน่ายให้กับบริษัท BOI หรือไม่

เมื่อมีการประเมินภาษีอากรและชำระภาษีอากรแล้ว ปกติก็ควรจะจำหน่ายให้กับลูกค้าภายในเวลาที่เหมาะสม

1. ในการนำเข้า บริษัทสามารถชำระภาษีสงวนสิทธิเป็นบางรายการได้

2. ในการขอใช้สิทธิสั่งปล่อยคืนอากรต่อ BOI จะได้รับอนุมัติให้สั่งปล่อยคืนอากรเฉพาะเอากรขาเข้าเท่านั้น ส่วน vat เข้าสู่ระบบ vat ซื้อ vat ขาย ตามปกติไปแล้ว จึงจะไม่ได้รับคืนจากการใช้สิทธิ BOI

การอนุมัติสั่งปล่อยของ BOI เป็นการอนุมัติยกเว้นเฉพาะอากรขาเข้าวัตถุดิบตามมาตรา 36 เท่านั้น ส่วนการใช้หนังสืออนุมัติของ BOI ในการค้ำและถอนค้ำ VAT เป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 20) วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534 หากบริษัทจะไม่ใช้หนังสือ BOI ในการค้ำ/ถอนค้ำ VAT จะต้องสอบถามกับกรมศุลกากรโดยตรง

การยื่นตัดบัญชีวัตถุดิบ จากการชำระภาษีอากรผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ให้ยื่นไฟล์ตัดบัญชี โดยช่อง EXP_EXTRY ให้คีย์เลขที่หนังสืออนุมัติจาก BOI โดยไม่ต้องคีย์คำว่า " นร " และช่อง EXP_DATE ให้คีย์วันที่ของหนังสืออนุมัติ

1. ไม่ต้องคีย์อักษร "ศ." โดยให้คีย์เป็น 1307/020231

เมื่อไปยื่นตัดบัญชีที่เคาน์เตอร์ IC จะยื่นไม่ผ่าน เนื่องจาก format ไม่ตรงกับที่กำหนด ให้แจ้งกับพนักงาน IC เพื่อให้ปลดล็อคระบบให้ กรณีจะยื่นตรวจสอบตัดบัญชีออนไลน์ จะยื่นไม่ได้ เนื่องจาก format ไม่ตรงกับที่กำหนด ให้คีย์เลขที่ใบขนขาออกอะไรก็ได้ เพื่อให้ยื่นตรวจสอบออนไลน์ได้

2. เอกสารที่ต้องใช้คือ

หนังสือบริษัทขอตัดบัญชี

ใบขนขาเข้าที่ชำระภาษีอากรผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป (ลงนามประทับตราทุกแผ่น) ใบเสร็จรับเงิน (ฉบับจริงและสำเนา)

สำเนาหนังสืออนุมัติให้ชำระภาษีอากรสินค้าสำเร็จรูป (ฉบับที่มีประทับตราครุฑแดงจาก BOI)

1. การนำสินค้าเข้ามาจากเขตปลอดอากรเพื่อจำหน่ายในประเทศ โดยสำแดงราคาต่ำ เป็นความผิดทางศุลกากร ซึ่งกรณีนี้เข้าใจว่าไม่ได้ใช้สิทธินำเข้าจาก BOI จึงไม่เกี่ยวข้องกับในส่วน BOI

2. การนำสินค้าที่บริษัทส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ กลับมาเข้าซ่อมแซม เพื่อส่งกลับออกไปอีกครั้งหนึ่ง สามารถใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตาม ม.36(1) ได้ แต่ต้องเป็นสินค้าที่สามารถซ่อมได้ กรณีที่ซ่อมไม่ได้ และไม่สามารถส่งกลับออกไปได้ บริษัทจะต้องยื่นขอชำระภาษีอากร หรือจะต้องขออนุมัติทำลายและชำระภาษีเศษซากหลังทำลาย ฯลฯ ตามหลักเกณฑ์ที่ BOI กำหนด

กรณีที่สอบถาม บริษัทนำสินค้ากลับเข้ามาซ่อมแซมโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากร แต่ไม่ได้ส่งออก และไม่ได้ขอชำระภาษีหรือขอทำลาย แต่นำไปจำหน่ายในประเทศ จึงมีความผิดตามกฎหมายศุลกากร

ตอบคำถามดังนี้

1. บริษัทใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรสินค้าที่นำกลับเข้ามาซ่อม แต่ต่อมากระทำผิด และได้ชำระภาษีอากรและค่าปรับต่อกรมศุลกากรไปแล้ว

ดังนั้น ยอด balance ที่ใช้สิทธินำเข้ากับ BOI จึงสามารถปรับยอดให้เป็น 0 ได้ แต่กรณีนี้ไม่มีแบบฟอร์มในการยื่น จึงให้บริษัทร่างหนังสือขึ้นมาเอง โดยมีสาระสำคัญคือ

เรื่อง การขอปรับยอดวัตถุดิบ (กรณีนี้คือสินค้าที่นำกลับเข้ามาซ่อม แต่ใช้คำว่าวัตถุดิบนี้ได้)

ชี้แจงเหตุผลว่า ได้มีการใช้สิทธินำเข้าสินค้ากลับเข้ามาซ่อมแซมคือ ... จำนวน ... ตามหนังสือสั่งปล่อยที่ นร.. วันที่ .. แต่ต่อมาได้มีการชำระภาษีอากรและเบี้ยปรับ ตามใบขนที่ .. ใบเสร็จรับเงินที่ ... จึงขอปรับยอด ... จำนวน ... และทำตารางสรุปรายการที่จะขอปรับยอดแนบไปด้วย

แนบสำเนาหนังสือสั่งปล่อย / อินวอยซ์และใบขนขาเข้า / ใบเสร็จชำระภาษี / ใบขนชำระภาษี ตอนที่ยื่น ควรชี้แจงกับ จนท ก่อน โดย จนท อาจให้แก้ไขเอกสารหรือเตรียมเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม เมื่อ BOI อนุมัติให้ปรับยอดแล้ว จึงนำหนังสืออนุมัติและไฟล์ ADJUST ไปยื่นปรับยอดที่ IC ต่อไป

2. การขอคัดสำเนาใบขนสินค้า เท่าที่ทราบคือ ต้องไปเขียนคำร้องและยื่นเรื่องที่ด่านศุลกากรที่นำเข้าหรือส่งออกสินค้าตามใบขนนั้นๆ

คำถามนี้ไม่เกี่ยวกับ BOI น่าจะสอบถามกับชิปปิ้งหรือกรมศุลกากรโดยตรง

ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตาม พรบ BOI และได้รับการค้ำ vat และถอนค้ำ vat (คือไม่ต้องเสีย vat) ตามประกาศกรมสรรพากร

กรณีมีวัตถุดิบค้างคงเหลือในสต็อค สามารถดำเนินการได้หลายวิธีเช่น

1. ขอชำระภาษีอากรตามสภาพ ณ วันนำเข้า หลังจากนั้นจะนำไปจำหน่ายในประเทศก็ได้

2. ขอส่งคืนไปต่างประเทศโดยไม่มีภาระภาษี

3. ขอทำลายและชำระภาษีตามสภาพเศษซาก (ถ้ามี)

4. เก็บรักษาไว้ก่อน จนกว่าจะสามารถนำไปผลิตเป็นสินค้าส่งออก

แต่ถ้าระยะเวลาการยกเว้นภาษีวัตถุดิบสิ้นสุดลง จะต้องเคลียร์ยอดคงเหลือให้เป็น 0 ภายในระยะเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นจะมีภาระภาษีเกิดขึ้น

กรณีขอชำระภาษีอากรตามสภาพ ณ วันนำเข้า จะต้องชำระตามนี้

- อากรขาเข้า และ VAT ตามสภาพและพิกัดศุลกากร ณ วันนำเข้า

- เงินเพิ่ม VAT 1.5% ต่อเดือน

- เบี้ยปรับ VAT 1 เท่า

1. รายชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ตรวจสอบส่วนสูญเสียจาก BOI ค้นหาได้จากประกาศ BOI โดยพิมพ์คำว่า ตรวจสอบ ในช่องคำค้นหา และเลือกหมวดหมู่เป็น วัตถุดิบ

2. เมื่อได้รับอนุญาตจาก BOI ให้ชำระภาษี ต้องไปชำระภาษีต่อกรมศุลกากร โดยกรมศุลฯ จะเป็นผู้ประเมินพิกัด ตามสภาพเศษซากนั้นๆ หรือจะสอบถามกับ บ.ชิปปิ้ง ก็น่าจะทราบอัตราภาษีของเศษซาก

มีความแตกต่างกันดังนี้

1. กรณีชำระภาษีในรูปวัตถุดิบ

ต้องชำระภาษีอากรตามสภาพ ณ วันนำเข้า และเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ดังนี้

อากรขาเข้า

VAT

เบี้ยปรับ VAT 1 เท่า เงินเพิ่ม VAT ร้อยละ 1.5 ต่อเดือน นับจากวันยื่นใบขนขาเข้า จนถึงวันชำระ

2. กรณีชำระภาษีตามสภาพสินค้าสำเร็จรูป

ต้องเป็นกิจการผลิตเพื่อส่งออกเป็นส่วนใหญ่ (ร้อยละ 80) คำนวณภาษีตามราคาสินค้าหน้าโรงงาน ตามสภาพและอัตราภาษีอากร ณ วันที่ขอจำหน่าย ไม่มีเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

การนำสินค้าที่ส่งไปจำหน่ายต่างประเทศกลับเข้ามาซ่อม สามารถขอใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 36(1) ได้ โดยมีเงื่อนไขคือ

1. ต้องเป็นสินค้าที่บริษัท BOI ส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ

2. ชื่อสินค้าและโมเดลที่นำกลับเข้ามาซ่อม ต้องเป็นชื่อสินค้าและโมเดลเดียวกับที่ส่งออก และได้รับอนุมัติสูตรการผลิต

3. ต้องเป็นสินค้าที่สามารถซ่อมแซมเพื่อส่งกลับออกไปใหม่ได้

4. เมื่อซ่อมแซมเสร็จแล้วต้องส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ

5. ให้ยื่นขออนุมัติ Max Stock ในข่ายสินค้านำกลับเข้ามาซ่อม

6. จะยกเว้นอากรขาเข้าให้เฉพาะสินค้าที่นำเข้ามาซ่อมเท่านั้น โดยจะไม่ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ใช้ไปในการซ่อมสินค้านั้นๆ

ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตและส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ สามารถขอนำกลับเข้ามาซ่อมเพื่อส่งกลับออกไปอีกครั้งหนึ่ง โดยจะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับผลิตภัณฑ์นั้น แต่จะไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับชิ้นส่วนที่ใช้การซ่อม

ขั้นตอนคือ

1. ยื่นขอแก้ไขบัญชีปริมาณสต๊อก เพื่อเพิ่มรายการผลิตภัณฑ์ที่นำกลับเข้ามาซ่อม ขออนุมัติปริมาณสต๊อกได้ไม่เกิน 10% ของกำลังผลิตตามบัตรส่งเสริม

Project Code ใช้เป็นมาตรา 36(1) แบบหมุนเวียน คือ xxxxxx11

Group No. ให้เริ่มต้นจาก R00001 ไปตามลำดับ

ชื่อหลัก ให้ใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ตามบัตรส่งเสริม หรือผลิตภัณฑ์ที่ส่งออก

ชื่อรอง ให้ใช้ตามผลิตภัณฑ์ที่จะนำกลับเข้ามาซ่อม

2. เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว นำไปบันทึกฐานข้อมูลที่ IC จากนั้น ยื่นสั่งปล่อยเช่นเดียวกับขั้นตอนปกติ

3. ยื่นขออนุมัติสูตรการผลิตจาก BOI จากนั้นนำไปบันทึกฐานข้อมูลที่ IC

สูตรจะต้องเป็น 1 ต่อ 1 เท่านั้น จะไม่อนุมัติรายการวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนอื่นๆ ที่ใช้เพื่อการซ่อม

ยื่นตัดบัญชีหลังจากส่งผลิตภัณฑ์ที่ซ่อมเสร็จแล้วออกไปต่างประเทศ ระหว่างที่ยื่นแก้ไขบัญชีปริมาณสต๊อก สามารถชำระภาษีสงวนสิทธิ์ได้เช่นเดียวกับกรณีการสงวนสิทธิ์วัตถุดิบรายการอื่นๆ

A(BOI) -> B(Free Zone) -> C(ต่างประเทศ) A สามารถนำสินค้าจาก C กลับเข้ามา เพื่อซ่อมแซม แล้วส่งกลับออกไปให้ C โดยขอใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 36 ได้

สามารถทำได้ หากเป็นการนำสินค้าที่ a ส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ กลับเข้ามาซ่อม เพื่อส่งออก ก็สามารถใช้สิทธิได้

ชื่อสินค้าที่นำเข้ามาซ่อม ปกติจะเป็นชื่อเดียวกับที่ส่งออก (หรือส่งไป Free Zone)

การขออนุมัติปริมาณสต็อกสินค้าที่นำกลับเข้ามาซ่อม ใช้แบบฟอร์มเดียวกับการขอแก้ไขสต็อกวัตถุดิบตามปกติ โดย group no. ให้กำหนดเป็น R00001

1. ถ้าเรียกรวมๆ ก็คือการขอนำผลิตภัณฑ์กลับเข้ามาซ่อม แต่ถ้าจะพูดถึงการขอสั่งปล่อยยกเว้นภาษีอากร หรือการขออนุมัติบัญชีปริมาณสต็อก หรือการขอสูตรการผลิต ฯลฯ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่นำกลับเข้ามาซ่อม ก็จะว่ากันเป็นเรื่องๆไปครับ

2. ใช้สิทธิได้ การขอนำผลิตภัณฑ์กลับเข้ามาซ่อม ไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าที่ส่งออกไปโดยใช้สิทธิฯ หากเป็นไปตามเงื่อนไขต่อไปนี้ ก็อยู่ในข่ายที่จะขออนุมัติบัญชีปริมาณสต็อก และนำเข้ามาซ่อมโดยใช้สิทธิได้ คือ

- ต้องเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม

- ต้องเป็นสินค้าที่สามารถซ่อมได้

- ต้องไม่เป็นการรับจ้างซ่อม หรือเป็นการซ่อมสินค้าที่ผ่านการใช้งานแล้ว

1. หากบริษัท A ปิดโครงการ (คงหมายถึงสิ้นสุดสภาพการเป็นผู้ได้รับส่งเสริมแล้ว) ก็ไม่สามารถใช้สิทธิใดๆ ได้อีก จึงไม่สามารถใช้สิทธิยกเว้นอากรสินค้าที่นำกลับเข้ามาซ่อมได้

2. A (Non BOI) ซื้อสินค้าจาก B (BOI) ไปส่งออก แต่สินค้าไม่ได้คุณภาพ ต้องนำกลับเข้ามาซ่อม B สามารถนำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรของ B ได้ เนื่องจากเป็นการซ่อมสินค้าที่ B เป็นผู้ผลิตขึ้นเอง ไม่ใช่การรับจ้างซ่อมสินค้าที่ผลิตโดยผู้อื่น

ข้อมูลที่ให้มาไม่เพียงพอที่จะตอบคำถาม จึงขอตอบเฉพาะหลักการคือ หาก A ได้รับส่งเสริมในกิจการผลิต และนำเข้าวัตถุดิบโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรตามมาตรา 36 เพื่อใช้ผลิตสินค้าตามกรรมวิธีผลิตที่ได้รับส่งเสริม A ไม่สามารถจำหน่ายวัตถุดิบดังกล่าวได้ เนื่องจากไม่ตรงเงื่อนไขในการใช้สิทธิ/และเงื่อนไขในการให้การส่งเสริม

1. การอนุญาตเรื่องการใช้สิทธิต่างๆ เช่น การนำวัตถุดิบไปว่าจ้างผลิต หรือนำไปเก็บนอกสถานที่ เป็นการอนุมัติตามเลขที่บัตรส่งเสริม ไม่ได้ผูกติดกับประเภทกิจการ

ดังนั้น หากบริษัทแก้ไขกิจการจาก IPO เป็น ITC โดยยังคงได้รับอนุญาตให้ทำว่าจ้างผลิต สิทธิต่างๆเกี่ยวกับการนำวัตถุดิบไปว่าจ้าง ตามที่เคยขออนุญาตไว้ ก็ยังคงใช้ต่อเนื่องไปได้ ไม่ต้องขอใหม่ เพราะยังเป็นเลขที่บัตรส่งเสริมฉบับเดิม

2. หากบริษัทจะขอเปลี่ยนประเภทกิจการเป็น ITC โดยจะไม่ทำการว่าจ้าง แต่เปลี่ยนเป็นการซื้อจากบริษัท A วัตถุดิบที่ยังค้างอยู่กับ A ก็ต้องเรียกคืนกลับมาทั้งหมด และจะว่าจ้างให้ A ผลิตไม่ได้ ตั้งแต่วันที่มีผลตามที่ระบุในหนังสืออนุมัติ การแก้ไขอย่างนี้เป็นโทษ ไม่เป็นคุณ ไม่น่าจะยื่นแก้ไขแบบนี้

หมายความว่า โครงการเดิมมีขั้นตอนการว่าจ้างอยู่แล้ว หากจะตัดทิ้งไป โดยเปลี่ยนเป็นการซื้ออย่างเดียว อาจทำให้เกิดการขาดตอนระหว่างที่ขออนุมัติ เนื่องจาก ITC สามารถมีขั้นตอนว่าจ้างได้ กรณีนี้จึงน่าจะขอเปลี่ยนประเภทกิจการจาก IPO เป็น ITC และแก้ไขลักษณะการดำเนินธุรกิจคือ บางส่วนเป็นการว่าจ้างตามที่อนุมัติอยู่เดิม และบางส่วนซื้อจากซัพพลายเออร์ น่าจะทำให้คล่องตัวกว่า และไม่เกิดช่วงรอยต่อระหว่างที่ขออนุมัติ

1. ถ้า B เป็น BOI ก็ถือว่า A เป็นผู้ส่งออกทางอ้อม คือเมื่อ B ส่งออก ก็ตัดบัญชี แล้วทำ report-V ส่งให้ A เพื่อตัดบัญชีในส่วนของ A ต่อไป แต่ถ้า B ไม่ใช่ BOI ไม่น่าจะทำได้ เพราะแม้ว่า B อาจจะโอนสิทธิ์ใบขนมาให้ A ก็ตาม แต่ชื่อสินค้าส่งออกในใบขนของ B อาจไม่ใช่ชื่อสินค้าที่ A ได้รับส่งเสริม จึงพิสูจน์ไม่ได้ว่า ใบขนนั้นมีสินค้ารุ่นอะไรของ A ส่งออกไปจำนวนเท่าใด

2.การนำสินค้าของ B มา re-pack ใหม่ รวมกับสินค้าของ A ยังคงทำให้ชื่อสินค้าที่จะจำหน่าย เป็นชื่อผลิตภัณฑ์ตามบัตรส่งเสริมหรือไม่

- หากเป็นชื่อตามบัตร ให้ขอแก้ไขขั้นตอนการผลิต เพื่อนำสินค้าจาก B มา re-pack ด้วย (แต่หากมีขั้นตอนนี้อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องขอแก้ไขอะไร)

- หากไม่เป็นชื่อตามบัตร ต้องแก้ไขชนิดผลิตภัณฑ์ (และกรรมวิธีผลิต เพิ่มขั้นตอน repack)

หากทั้ง 2 โครงการได้รับอนุมัติบัญชี Max Stock แล้ว และมีรายการวัตถุดิบเหมือนกันตั้งแต่ 1 รายการขึ้นไป สามารถขอรวมบัญชี Max Stock เข้าด้วยกันได้ แต่จะถูกปรับลดระยะเวลานำเข้าให้เหลือเท่ากับโครงการที่สั้นที่สุด และเมื่อจะขอขยายระยะเวลานำเข้าวัตถุดิบ จะต้องยื่นขอขยายพร้อมกันทั้ง 2 โครงการ

การรวมบัญชีสต๊อควัตถุดิบ จะกำหนดวันที่สิ้นสุดให้เท่ากับวันที่ของบัตรที่สั้นที่สุด จากนั้นจึงจะขยายระยะเวลานำเข้าของทุกบัตรไปพร้อมๆกัน

กรณีที่สอบถาม ขั้นแรกให้รวมบัญชีสต็อค โดยกำหนดวันสิ้นสุดของทั้ง 2 บัตร เป็น 1 ก.พ. 60 จากนั้นเมื่อจะขยายระยะเวลา ให้ยื่นขอขยายเวลาพร้อมกันทั้ง 2 บัตรส่งเสริม ซึ่งปกติจะขยายให้ครั้งละ 2 ปี คือ จาก 1 ก.พ. 60 เป็น 1 ก.พ. 62

บริษัทควรตรวจสอบกับ BOI ว่าเหตุใดจึงแจ้งระงับการใช้สิทธิมาตรา 36(1) ไปยัง IC แอดมินคาดว่า โครงการของบริษัทอาจไม่ได้รับสิทธิมาตรา 36 ตั้งแต่ต้น หรือสิทธิอาจจะขาดไปแล้ว และนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ก็ไม่ได้ให้สิทธิมาตรา 36 เพิ่มเติม แต่อาจมีการระบุสิทธิผิดพลาดไปหรือไม่? กรณีที่บริษัทไม่ได้รับสิทธิมาตรา 36 หรือสิทธิขาดไปแล้ว สามารถยื่นขอรับสิทธิมาตรา 36 เพิ่มเติมได้

กรณีรวมสต็อควัตถุดิบ (แต่ไม่ได้รวมบัตรส่งเสริม) เมื่อจะขยายระยะเวลานำเข้า ให้เตรียมคำร้องแยกตามบัตรส่งเสริม โดยแต่ละคำร้องให้แนบเอกสารตามที่กำหนดให้ครบถ้วน เช่น MML report เป็นต้น แต่ตอนที่ยื่นคำร้องให้ยื่นเข้าไปพร้อมกัน เพื่อจะได้พิจารณาไปในคราวเดียวกัน

การส่งคืนวัตถุดิบไปต่างประเทศ เมื่อได้รับอนุญาตจาก BOI แล้ว สามารถดำเนินการส่งออกได้ โดยให้ระบุเลขที่หนังสืออนุญาตส่งคืนวัตถุดิบ และเลขที่บัตรส่งเสริม ไว้บนใบขนขาออก และเมื่อส่งเสร็จสิ้นแล้ว ให้ยื่นปรับยอดกับ IC ต่อไป

ใช่ครับ

1. ในการพิจารณาอนุญาตให้ส่งคืนวัตถุดิบไปต่างประเทศ BOI จะตรวจสอบเฉพาะชื่อวัตถุดิบที่ขอส่งคืน ว่าเป็นชื่อเดียวกับวัตถุดิบที่นำเข้า โดย BOI จะไม่ตรวจสอบเรื่องราคา

2. การส่งคืนวัตถุดิบกลับไปยังผู้ผลิตในต่างประเทศ ปกติผู้ผลิตในต่างประเทศไม่น่าจะต้องเสียภาษีขาเข้า เพราะเป็นการนำสินค้าของตนเองที่ถูก reject กลับเข้ามา จึงควรให้ผู้ผลิตต่างประเทศเป็นผู้แจ้งมาว่าต้องการให้ทำอินวอยซ์อย่างไร

กรณีนำเข้าวัตถุดิบโดยใช้สิทธิมาตรา 36 แต่วัตถุดิบนั้นไม่ได้คุณภาพ ถือเป็นส่วนสูญเสียตามประกาศ ป.5/2543 สามารถทำได้ 2 วิธี คือ

ขอส่งคืนวัตถุดิบไปต่างประเทศ

- ขออนุญาตจาก BOI ก่อน

- เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงส่งออก

- นำหลักฐานส่งออกมายื่นตัดบัญชี (ปรับยอด) ที่สมาคม IC

ขอทำลาย

- ขออนุมัติวิธีการทำลายต่อ BOI

- เมื่อได้รับอนุมัติ ติดต่อบริษัท inspector ที่ได้รับอนุญาตจาก BOI ให้มาตรวจสอบการทำลาย ชนิดและปริมาณของส่วนสูญเสียก่อนและหลังการทำลาย

- นำหลักฐานการรับรองจาก inspector มายื่นขอตัดบัญชีจาก BOI

- หากส่วนสูญเสียหลังทำลายมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ เช่น เศษโลหะ เศษพลาสติก BOI จะมีหนังสือแจ้งให้ไปเสียภาษีตามสภาพเศษซาก

- นำหนังสืออนุมัติจาก BOI และใบเสร็จรับเงินค่าภาษีอากรจากกรมศุลกากร (กรณีมีภาระภาษีตามสภาพเศษซาก) มายื่นขอตัดบัญชี (ปรับยอด) ที่สมาคม IC

- เศษซากหลังทำลายต้องดำเนินการกำจัดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ครับ

หากจะแก้อินวอยซ์ก็แก้ไป ถือว่า BOI ไม่รับทราบ เนื่องจาก BOI ไม่ตรวจเรื่องมูลค่า

ต้องแนบเอกสารดังนี้

1.สำเนาใบขนสินค้าขาเข้าของวัตถุดิบรายการที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรแต่จะขอส่งคืนไปต่างประเทศ

2.สำเนาอินวอยซ์ขาเข้า

3.สำเนาอินวอยซ์ขาออก ซึ่งระบุรายการวัตถุดิบตรงกับที่นำเข้ามาโดยได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากร

การส่งสินค้าหรือวัตถุดิบไปยังเขตปลอดอากร ถือเป็นการส่งออก สามารถนำหลักฐานเอกสารมาตัดบัญชีหรือปรับยอดได้เช่นเดียวกับการส่งออกไปต่างประเทศ

ใช่ครับ

1. วัตถุดิบที่เหลือจากการผลิต ที่ยังอยู่ในสภาพเดียวกับที่นำเข้า สามารถขออนุญาตส่งคืนไปต่างประเทศได้โดยไม่มีภาระภาษีอากร

2. ส่วนวัตถุดิบที่เข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูปแล้ว แต่ไม่สามารถนำไปใช้ต่อตามวัตถุประสงค์เดิมได้ ถือเป็นส่วนสูญเสียนอกสูตรการผลิตสามารถขอส่งออกไปต่างประเทศ หรือบริจาค หรือขอทำลายได้ แต่ต้องมีบริษัท Inspector ที่ได้รับมอบหมายจาก BOI เป็นผู้ตรวจสอบรับรองปริมาณส่วนสูญเสียนั้น

ถูกต้อง Inspector จะตรวจสอบรับรองว่าชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูปที่เป็นส่วนสูญเสียนั้น เกิดจากวัตถุดิบรายการอะไร จำนวนเท่าไร พร้อมกับจะรับรองการทำลาย (หรือส่งออก) ซึ่งบริษัทสามารถยื่นหนังสือรับรองนั้นเป็นหลักฐานในขั้นตอนการขออนุมัติตัดบัญชีส่วนสูญเสียนอกสูตร

วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนอื่น ก็สามารถขอทำลายเป็นเศษซากได้เช่นกัน แต่วิธีการทำลายหรือวิธีกำจัด อาจแตกต่างกันไปตามชนิดของวัตถุดิบนั้นๆ

การส่งคืนวัตถุดิบที่ไม่ได้คุณภาพออกไปต่างประเทศ ที่ถูกต้องควรต้องขออนุญาต BOI ก่อน แต่ถ้าส่งออกไปแล้ว ก็สามารถยื่นขออนุญาตส่งวัตถุดิบที่ไม่ได้คุณภาพไปต่างประเทศได้ เมื่อนำหลักฐานไปขอตัดบัญชี (ปรับยอด) ทางสมาคม IC จะตรวจสอบเฉพาะรายการและปริมาณว่าไม่เกินที่ได้รับอนุญาต โดยจะไม่ตรวจว่าวันที่ส่งออกก่อนวันที่ยื่นขออนุญาตหรือไม่

ลองดูจากลิ้งค์นี้ เลยช่วงกลางๆไปหน่อย http://faq108.co.th/common/topic/boiform.php

โครงการที่ 1 นำเข้าวัตถุดิบและผลิตเป็นสินค้า A จำหน่ายให้โครงการที่ 2 โครงการที่ 2 ซื้อ A จากโครงการที่ 1 มาผลิตเป็นสินค้า B และส่งออกไปต่างประเทศ

ตอบคำถามตามนี้

1. โครงการที่ 2 ต้องขออนุมัติบัญชีปริมาณสต็อกวัตถุดิบโดยมี A เป็นวัตถุดิบและเมื่อส่งออก จะต้องตัดบัญชีสินค้า B และโอนสิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบ A ให้กับโครงการที่ 1

2. ตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม A เป็นสินค้าของโครงการที่ 1 และเป็นวัตถุดิบของโครงการที่ 2 การจะซื้อขายกันระหว่างโครงการ จึงไม่ขัดกับเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม และไม่ต้องแจ้งขออนุญาตต่อ BOI

3. การบันทึกทางบัญชี จะเป็นการที่โครงการที่ 1 จำหน่ายสินค้า A ให้กับโครงการที่ 2 ในราคาต้นทุน แต่เนื่องจากเป็นคำถามทางบัญชีและไม่ใช่ข้อกฎหมายของ BOI จึงควรปรึกษากับที่ปรึกษาทางบัญชีโดยตรง

1.เมื่อโครงการที่ 2 ส่งสินค้า B ไปจำหน่ายต่างประเทศ ก็นำใบขนขาออกมาตัดบัญชีตามสูตรการผลิตของโครงการที่ 2 และออก report-v สำหรับตัดบัญชีวัตถุดิบ A ให้กับโครงการที่ 1 ซึ่งกรณีนี้ สูตรการผลิตสินค้า B จะต้องมีปริมาณการใช้วัตถุดิบ A รวมอยู่ด้วย

2.จากนั้นโครงการที่ 1 ก็นำ report-v ที่ได้รับจากโครงการที่ 2 มาตัดบัญชีตามสูตรการผลิตของของโครงการที่ 1 ให้ลองคิดว่าหากโครงการที่ 2 ซื้อวัตถุดิบ A จาก Vendor BOI จะต้องทำอย่างไร แล้วก็ใช้วิธีเดียวกันนั้น

โครงการ B ผลิต Ceramic Substrate เพื่อส่งออกโดยตรงบางส่วน และจำหน่ายให้โครงการ A บางส่วนโครงการ A นำ Ceramic Substrate จากโครงการ B ไปผลิตเป็น Resistor และส่งออก

ตอบคำถามตามนี้

1.เมื่อโครงการ A ส่งออกและตัดบัญชี จะต้องโอนสิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบ (report-V) ให้กับโครงการ B จากนั้นโครงการ B นำ report-V ดังกล่าวไปใช้ตัดบัญชีต่อไป

2.กรณีโครงการ B จำหน่ายสินค้าให้โครงการ A (บริษัทเดียวกัน) หากสินค้าดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ตามที่ได้รับส่งเสริมของโครงการ B และเป็นวัตถุดิบตามกรรมวิธีการผลิตที่ได้รับส่งเสริมของโครงการ A ก็สามารถดำเนินการได้ตามปกติ โดยไม่ต้องแจ้งหรือขออนุญาตจาก BOI

กรณี A ผลิตสินค้าจำหน่ายให้ B จากนั้น B นำไปส่งออก

1.กรณี B เป็นบริษัทที่ได้รับส่งเสริมและได้รับสิทธิตามมาตรา 36 B สามารถยื่นตัดบัญชีวัตถุดิบ และโอนสิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบ (report-V) ให้ A นำไปตัดบัญชีบัญชีต่อไป

2.กรณี B เป็น Trader ที่ไม่ได้รับส่งเสริมจาก BOI

- B ต้องระบุการใช้สิทธิ BOI ในใบขนสินค้าขาออก และ

- ระบุเลขนิติบุคคล 13 หลักของบริษัทที่จะโอนสิทธิตัดบัญชี ในช่อง remark ของสินค้าแต่ละรายการในใบขนสินค้าขาออก และ

- ระบุชื่อสินค้าและโมเดลให้ตรงกับสูตรการผลิตของบริษัทที่จะโอนสิทธิตัดบัญชีให้

3.กรณี B เป็นโรงงานผลิตที่ไม่ได้รับส่งเสริมจาก BOI ไม่สามารถโอนสิทธิใบขนสินค้าขาออกให้กับ A

กรณีที่บริษัท A (BOI) จำหน่ายสินค้าให้บริษัท B (non-BOI) เพื่อส่งออกทางอ้อม สินค้าที่ส่งออกจะต้องเป็นชื่อและโมเดลเดียวกันกับที่บริษัท A จำหน่ายให้บริษัท B และต้องตรงกับชื่อผลิตภัณฑ์และโมเดลที่บริษัท A ได้รับอนุมัติสูตรการผลิต การโอนสิทธิใบขนขาออกเพื่อตัดบัญชีแบบไร้เอกสาร บริษัท A จะต้องปฏิบัติดังนี้

1. ต้องติ๊กสิทธิประโยชน์ในใบขนอิเล็กทรอนิกส์เป็น BOI

2. ต้องระบุเลขนิติบุคคล 13 หลักของบริษัท B ในช่อง remark ของสินค้าแต่ละรายการที่จะโอนสิทธิ โดยจะระบุข้อความอื่นต่อท้ายได้เลข 13 หลักก็ได้ แต่ระบบ RMTS จะดึงข้อมูลจากช่อง remark ในใบขนอิเล็กทรอนิกส์เฉพาะ 13 ตัวอักษรแรกเท่านั้น

3. สินค้าแต่ละรายการในใบขนอิเล็กทรอนิกส์ สามารถโอนสิทธิให้ผู้ผลิตรายเดียวเท่านั้น หากต้องการโอนสิทธิให้ผู้ผลิตหลายราย ต้องแยกสินค้าเป็นแต่ละรายการ

4. ต้องระบุชื่อสินค้าและโมเดล ในใบขนอิเล็กทรอนิกส์ ตามข้อกำหนดใน ประกาศ สกท ที่ ป.9/2561 คือ

- ต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ในช่อง ENGLISH DESCRIPTION OF GOODS และระบุชื่อโมเดลในช่อง PRODUCT CODE หรือ

- ต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ตามด้วยชื่อโมเดลในช่อง ENGLISH DESCRIPTION OF GOODS และต้องไม่ระบุข้อมูลใดๆ ในช่อง PRODUCT CODE

ใบขนสินค้าขาออกที่จะนำมาตัดบัญชีได้ จะต้องบันทึกข้อมูลในช่องสิทธิประโยชน์ว่าใช้สิทธิประโยชน์ BOI ส่วนการระบุเลขที่บัตรส่งเสริม เข้าใจว่าเป็นข้อกำหนดของกรมศุลกากร ไม่ใช่ BOI

A (BOI - IPO) นำเข้าวัตถุดิบโดยใช้สิทธิมาตรา 36 และจำหน่ายให้ B (BOI) จากนั้น B นำไปผลิตและส่งออก B สามารถตัดบัญชี และออก report-V เพื่อโอนสิทธิให้ A นำไปตัดบัญชีได้

ถ้า B ไม่ได้ส่งออก A จะต้องยื่นขอชำระภาษีตามสภาพ ณ วันนำเข้า จากนั้นจึงนำหลักฐานการชำระภาษีมาตัดบัญชี (ปรับยอด) หรือถ้า A ทราบล่วงหน้าก่อนว่า B อาจไม่ส่งออกทั้งหมด

A ก็ควรนำเข้าโดยชำระภาษีตั้งแต่ตอนที่นำเข้า ตามปริมาณที่คาดว่า B จะซื้อไปผลิตจำหน่ายในประเทศ

กิจการ IPO จะนำวัตถุดิบเข้ามาเพื่อขายในประเทศ หรือส่งออก (ทางตรง/ทางอ้อม) ก็ได้ แต่วัตถุดิบที่จะได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 36 ต้องเป็นกรณีนำไปใช้เพื่อการส่งออก (ทางตรง/ทางอ้อม) เท่านั้น

ใบขนสินค้าขาออก 1 ฉบับ สามารถตัดบัญชี 2 โครงการได้ โดยต้องยื่นไฟล์ birtexl และ birtexp แยกตามแต่ละโครงการ เมื่อนำไฟล์ตัดบัญชีไปยื่นที่ IC ระบบจะประมวลผลโครงการแรกผ่าน แต่โครงการที่สองจะแจ้งติดปัญหา เนื่องจากเลขที่ใบขนซ้ำ ซึ่ง พนง IC จะเป็นผู้ปลดล็อคเพื่อให้ดำเนินการต่อได้

การเปลี่ยนประเภทกิจการจาก IPO เป็น ITC

- บัตรส่งเสริมยังเป็นฉบับเดิม

- Project Code ในระบบ RMTS ยังเป็นรหัสโครงการเดิม

- Max Stock และยอดคงเหลือ (balance) ของวัตถุดิบที่นำเข้าโดยใช้สิทธิมาตรา 36 ยังเป็นเหมือนเดิม

- ยังสามารถซื้อขายวัตถุดิบ ชิ้นส่วนชนิดเดิมได้ (เว้นแต่ไปแก้ไขขอบข่ายธุรกิจจนทำการซื้อขายสินค้าเดิมไม่ได้)

ดังนั้น หากมียอดวัตถุดิบคงเหลือในบัญชี บริษัทจะต้องส่งไปต่างประเทศและตัดบัญชีจน balance เป็น 0 มิฉะนั้นจะมีภาระภาษี

ข้อ 1 ซื้อวัตถุดิบจากเวนเดอร์ที่เป็น non-BOI จึงไม่ต้องใช้สิทธิอะไร

ข้อ 2 ขอเปลี่ยนตัวอย่างเป็น A(BOI) -> B(non-BOI) -> export

หาก BOI สามารถตรวจสอบพิสูจน์ได้ว่า สินค้าที่ A ขายให้ B ถูกนำไปผลิตส่งออก BOI จะอนุญาตให้ A ใช้สิทธิด้านวัตถุดิบได้ ปัจจุบันกรณีที่ BOI ให้ A ตัดบัญชีวัตถุดิบได้ เช่น กรณีที่ B ส่งออกสินค้าตามชื่อและโมเดลที่ซื้อไปจาก A โดยระบุในใบขนสินค้าขาออกว่า B ขอโอนสิทธิให้ A เป็นผู้ตัดบัญชี

ถ้าซื้อวัตถุดิบจาก non-BOI ก็ใช้สิทธิยกเว้นภาษีวัตถุดิบรายการนั้นไม่ได้อยู่แล้ว

Vendor ที่พูดถึง ขอเปลี่ยนเป็นคำว่า ลูกค้าและขอตอบเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ BOI เท่านั้น A(BOI) นำเข้าวัตถุดิบโดยไม่ได้ใช้สิทธิ BOI จากนั้นผลิตสินค้าจำหน่ายให้ B (BOI) เพื่อนำไปผลิตส่งออก 1-3) B สามารถใช้สิทธิ BOI ได้ หาก B มีการนำเข้าวัตถุดิบโดยใช้สิทธิ BOI / หรือ B ซื้อวัตถุดิบจาก vendor รายอื่นที่ใช้สิทธิ BOI ซึ่ง B ต้องโอนสิทธิตัดบัญชีกลับไปให้ vendor รายนั้น

ส่วน A ซึ่งนำเข้าวัตถุดิบโดยใช้สิทธิตามมาตรการที่ไม่ใช่ตามมาตรา 36 ของ BOI จะมีเงื่อนไขอื่นหรือไม่อย่างไรนั้น ไม่ทราบ

กรณีบริษัทนำเข้าวัตถุดิบโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรตามมาตรา 36 เมื่อส่งออก บริษัทต้องระบุในใบขนสินค้าขาออกว่ามีการใช้สิทธิ BOI และยื่นตัดบัญชีวัตถุดิบโดยระบบ RMTS แต่หากบริษัทนำเข้าวัตถุดิบโดยใช้สิทธิตามมาตรการอื่น ก็ไม่ต้องระบุว่ามีการใช้สิทธิ BOI และไม่ต้องนำใบขนมาตัดบัญชีกับ BOI แต่หากบริษัทมีการซื้อชิ้นส่วนบางการในประเทศจาก Vendor ที่เป็น BOI และต้องโอนสิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบมาตรา 36 ให้กับ Vendor รายนั้น บริษัทก็ต้องระบุในใบขนว่ามีการใช้สิทธิ BOI เพื่อให้สามารถตัดบัญชี และโอน report-V ให้กับ Vendor รายนั้นได้

บริษัท A (BOI) นำเข้าวัตถุดิบมาผลิตเป็นสินค้า X และขายให้บริษัท B จากนั้นบริษัท B (BOI) นำ X ไปประกอบกับ Y เป็นสินค้า Z และส่งออก ดังนั้น เมื่อบริษัท B นำใบขนขาออกของสินค้า Z มาตัดบัญชี ก็จะได้สิทธิการตัดบัญชี X และ Y ตามปริมาณที่คำนวณได้จากสูตรการผลิตที่ได้รับอนุมัติจาก BOI

หากY เป็นวัตถุดิบที่บริษัท B นำเข้ามาเอง บริษัท B ก็จะตัดบัญชี Y จาก Max Stock ของตนเอง แต่ X เป็นสินค้าที่บริษัท B ซื้อมาจากบริษัท A ดังนั้น บริษัท B จึงจะไม่ตัดบัญชี X จาก Max Stock ของตนเอง แต่จะโอนสิทธิตัดบัญชี X ไปให้กับบริษัท A

วิธีการโอนสิทธิตัดบัญชี คือ เมื่อบริษัท B ยื่นไฟล์ตัดบัญชี คือ ไฟล์ BIRTEXL และ BIRTEXP บริษัท B จะต้องยื่นไฟล์ BIRTVEN เพิ่มเติมไปด้วย โดยในไฟล์ BIRTVEN จะต้องระบุ ชื่อผู้รับโอน / เลขนิติบุคคลของผู้รับโอน / รายการและปริมาณที่ต้องการโอน ด้วย ซึ่งเมื่อสมาคม IC ทำการตัดบัญชีให้กับบริษัท B ก็จะออก report-v ให้ตามที่ระบุในไฟล์ ฺBIRTVEN จากนั้น บริษัท B ก็จะส่ง report-v ดังกล่าวให้กับบริษัท A เพื่อนำไปตัดบัญชีต่อไป

กรณีใบขนสินค้าขาออก ไม่ได้ระบุโมเดล จะต้องแนบสำเนาอินวอยซ์ที่ระบุโมเดล (กรรมการลงนามรับรองสำเนา) เพื่อให้ IC / BOI พิจารณา หาก BOI พิจารณาอนุมัติให้ตัดบัญชีได้ IC ก็จะดำเนินการตัดบัญชีให้ต่อไป แต่หากในใบขนสินค้าขาออกและในอินวอยซ์ ไม่ระบุโมเดล จะไม่สามารถตัดบัญชีได้

หากผู้ได้รับส่งเสริมมีเศษซากให้ BOI ตรวจสอบชนิดและปริมาณตามเงื่อนไขที่กำหนด ก็สามารถตัดบัญชีในข่ายส่วนสูญเสียนอกสูตรได้

การตัดบัญชีส่วนสูญเสียโดยไม่มีภาระภาษี จะต้องดำเนินการตาม ประกาศ ที่ ป.5/2543 โดยจะต้องมีวัตถุดิบที่เป็นส่วนสูญเสียอยู่จริง และต้องทำลายตามวิธีที่ได้รับอนุญาตจาก BOI โดยมี inspector ร่วมตรวจสอบรับรองการทำลาย จึงจะครบตามเงื่อนไขของประกาศ การให้หน่วยงานอื่นที่ชักตัวอย่าง ออกหนังสือรับรอง ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ จึงไม่น่าจะนำมาใช้ตัดบัญชีได้ แต่บริษัทอาจทำหนังสือสอบถามไปยัง BOI เพื่อขอทราบคำตอบที่เป็นทางการก็ได้

ถ้าบริษัทนำเข้าวัตถุดิบโดยไม่ได้ชำระภาษีอากรเนื่องจากไม่เกินเกณฑ์ที่กรมศุลกากรตั้งไว้ ก็ถือเป็นวัตถุดิบที่นำเข้าโดยไม่ได้ใช้สิทธิจาก BOI เวลาตัดบัญชีก็ไม่ต้องตัดรายการนี้ คือ คีย์เป็น local ไป

สมาคม IC มี หนังสือที่ RMTS 009/2558 ลงวันที่ 8 กันยายน 2558 แจ้งผู้ใช้บริการระบบ RMTS เกี่ยวกับวิธีการคีย์ไฟล์ตัดบัญชีกรณีที่ Vendor ไม่ได้รับส่งเสริมการลงทุน (Non BOI Vendor) โดยจะต้องคีย์ชื่อบริษัทและเลขทะเบียนนิติบุคคลของ Vendor ที่ไม่ได้รับส่งเสริมด้วย (จากเดิมที่เคยคีย์เป็น Local เฉยๆ โดยไม่รู้ว่าซื้อมาจากใคร ฯลฯ)

กรณีของคุณเป็นการซื้อจากต่างประเทศโดยชำระภาษี ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นการซื้อจาก Non BOI Vendor เหมือนกัน แต่อาจจะไม่เหมาะที่จะคีย์ Ven_name และ Ven_ID เป็นบริษัทต่างประเทศ อาจจะลองคีย์เป็น Local ไปก่อน ถ้าติดปัญหาจึงค่อยชี้แจงกับ IC

แม้เวนเดอร์รายนั้นจะเป็น BOI แต่ถ้าซื้อวัตถุดิบจากเวอเดอร์รายนั้นเป็นแบบ non-BOI คือ ไม่ต้องโอนสิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบกลับไปให้ เพราะราคารวมอากรขาเข้าไปด้วยแล้ว ก็สามารถตัดบัญชีเป็น Local คือไม่ต้องออกใบโอนสิทธิได้ โดยช่อง VEN_TYPE และ VEN_MODEL ปล่อยว่างไว้ ส่วนช่อง VEN_NAME, VEN_ID, VEN_QTY คีย์ตามปกติ

1. ตามประกาศ BOI ที่ ป.3/2556 และ ป.1/2557

- ใบขนขาออก และใบโอนสิทธิ (report-v) จะต้องนำมาตัดบัญชีภายใน 1 ปี นับจากวันส่งออก หรือวันที่ตามหนังสือโอนสิทธิ

- หากมีเหตุอันสมควร BOI จะอนุญาตขยายเวลาตัดบัญชีให้ไม่เกิน 1 ปี คือรวมแล้วไม่เกิน 2 ปี

2. อัตราค่าตัดบัญชีของ IC ปกติใบขนละ 40 บาท

- หากเกิน 1 ปี (แต่ไม่เกิน 2 ปี) ใบขนละ 500 บาท

- กรณีใช้ระบบ RMTS-2011 ผ่อนผันค่าบริการสำหรับใบขนที่เกิน 1 ปี (แต่ไม่เกิน 2 ปี) จาก 500 บาท เป็น 100 บาท จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558

3. สมาคม IC ปิดระบบ RMTS แล้วตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558 กรณีที่สอบถาม หากเป็นใบขนของปี 2009-2013 ของระบบ RMTS ซึ่งเกิน 2 ปีแล้ว จะไม่สามารถนำมายื่นตัดบัญชีได้ แต่ถ้าใบขนใดยังไม่เกิน 2 ปี และต้องการตัดบัญชี ก็ต้องยื่นตัดในระบบ RMTS-2011

กรณีที่ยอดวัตถุดิบคงเหลือใน RMTS ติดลบ หากมีการ cut off เพื่อปิดระบบเดิม ระบบจะโอนค่าเป็น 0 (คือไม่โอนค่าติดลบ) ไปยัง RMTS-2011 ดังนั้น หากยอดติดลบใน RMTS เกิดจากการที่นำใบขนขาออก ที่ควรตัดบัญชีใน RMTS-2011 ไปตัดใน RMTS เก่า ก็ควรดำเนินการดังนี้

1. ยื่นยกเลิกการตัดบัญชีในงวดที่

2. ให้เก็บใบขนที่ยกเลิกตัดบัญชีแล้ว ไว้ก่อน เพื่อรอไว้ใช้ตัดบัญชีใน RMTS-2011

3. บันทึกสูตรใน RMTS-2011 ให้เรียบร้อย

4. ยื่นขอปิดระบบ RMTS และโอนย้ายยอดวัตถุดิบคงเหลือไปยัง RMTS-2011

5. นำใบขนตามข้อ 2 มายื่นตัดบัญชีใน RMTS-2011 ต่อไป

BOI ต้องการให้ผู้ส่งออกคีย์ model ในช่อง product code ในใบขน paperless เพื่อให้สามารถนำข้อมูลในช่อง product code มาเทียบกับ model ที่ได้รับอนุมัติได้โดยตรง แต่ปัจจุบัน บางบริษัทก็คีย์ บางบริษัทก็ไม่ได้คีย์ในช่องนี้ กรณีที่ไม่ได้คีย์ model ในช่อง product code แต่คีย์ใน desc1, desc2 หรือในอินวอยซ์ ก็ยังสามารถนำใบขนมาตัดบัญชีได้

- การตัดบัญชี 1 งวด คือการยื่นตัดบัญชี 1 ครั้ง ซึ่งจะมีใบขนสินค้าขาออกหรือ Report-V ใบเดียว หรือหลายใบพร้อมกันก็ได้

- การตัดบัญชี 1 งวด ใช้ไฟล์ตัดบัญชีวัตถุดิบ 3 ไฟล์ คือ birtexl.xls, birtexp.xls และ birtven.xls (ถ้ามีการโอนสิทธิให้ vendor)

- การยื่นตัดบัญชี จะยื่นหลายงวดพร้อมกันใน flash drive ก็ได้ โดยระบบ rmts-2011 กำหนดให้ตั้งชื่อไฟล์เป็น birtexl_1.xls, birtexp_1.xls, birtven_1.xls และ birtexl_2.xls, birtexp_2.xls, birtven_2.xls .... ตามลำดับ

1. กรณีเป็นระบบ rmts เดิม

หากหน่วยของสินค้าที่ได้รับโอนสิทธิตัดบัญชีจากลูกค้า ไม่ตรงกับหน่วยของสินค้าที่บริษัทได้รับอนุมัติสูตรการผลิต บริษัทสามารถออกหนังสือรับรองตนเองได้ว่า สินค้าจำนวน X กิโลกรัม ตาม Report-V นั้น เท่ากับสินค้าของบริษัทจำนวน Y ชิ้น และขอตัดบัญชีตามจำนวน Y ชิ้น

2. กรณีเป็นระบบ rmts 2011 หน่วยของสินค้าที่ได้รับโอนสิทธิตัดบัญชีจากลูกค้า จะต้องตรงกับหน่วยที่บริษัทได้รับอนุมัติสูตรการผลิต ดังนั้น หากลูกค้าโอนสิทธิตัดบัญชีมาเป็น "กิโลกรัม" แต่บริษัทขออนุมัติสูตรไว้เป็น "ชิ้น" จะนำ Report-V มาตัดบัญชีไม่ได้

วิธีแก้ไขคือ บริษัทและลูกค้าต้องเจรจากัน เพื่อเปลี่ยนหน่วยของสินค้าให้ตรงกัน แต่หากต่างฝ่ายต่างมีข้อจำกัด ไม่สามารถแก้ไขให้ตรงกันได้ อาจต้องแจ้งเจ้าหน้าที่บีโอไอเพื่อขอให้ช่วยหาทางออกให้

1. กรณีบริษัท A (BOI) จำหน่ายชิ้นส่วนให้บริษัท B (19 ทวิ) เพื่อนำไปผลิตส่งออก

- บริษัท B (19 ทวิ) จะต้องทำเอกสารแนบท้ายใบขนเพื่อระบุการโอนสิทธิ์วัตถุดิบให้กับบริษัท A

- ชนิดและประมาณที่จะโอนสิทธิ์ให้บริษัท A ได้ ต้องเป็นชิ้นส่วนที่ติดไปกับสินค้าส่งออกจริง ตามสูตร 19 ทวิ เท่านั้น

2. กรณีมีส่วนสูญเสียของบริษัท A เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตของบริษัท B

- บริษัท B จะต้องส่งส่วนสูญเสียดังกล่าวคืนให้บริษัท A เพื่อให้บริษัท A นำไปตัดบัญชีส่วนสูญเสียตามขั้นตอนต่อไป

- กรณีที่บริษัท B ไม่สามารถส่งคืนส่วนสูญเสียให้กับบริษัท A หรือกรณีที่บริษัท A ไม่สามารถพิสูจน์ชนิดและปริมาณส่วนสูญเสียที่ได้รับคืนกลับมา บริษัท A จะตัดบัญชีได้ไม่ครบตามจำนวน และมีภาระภาษีอากรวัตถุดิบในส่วนนั้น

1. การนำวัตถุดิบเข้ามาใช้ในการผลิตเพื่อส่งออก สามารถใช้สิทธิตาม ม.36 เพื่อยกเว้นอากรขาเข้า (และ VAT) ได้

2. การนำเข้าแบตเตอรี่บางประเภท อาจต้องได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ขอให้ติดต่อสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง

3. และ 4. อัตราภาษีสรรพสามิตและภาษีมหาดไทย และการขอคืนภาษี ขอให้ติดต่อสอบถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง

ขั้นตอนคือ ส่งไฟล์ birtcan เพื่อยกเลิก และนำหนังสือสั่งปล่อยไปคืน IC จะนั้น IC จะตรวจสอบกับกรมศุลกากรว่ายังไม่ได้มีการนำเลขสั่งปล่อยไปใช้ แล้วจึงจะยกเลิกและคืนยอดให้ หากคีย์ไฟล์ถูกต้อง แต่ระบบแจ้งเตือนว่าคีย์ชื่อไฟล์ผิด และยื่นไม่ได้ ... ทางนี้ก็ไม่ทราบสาเหตุเหมือนกัน อาจต้องติดกับ IC เพื่อแจ้งปัญหาโดยตรง หรือหากสะดวกจะแคปหน้าจอส่งมา จะช่วยตรวจสอบให้อีกทางหนึ่ง

ให้ดำเนินการตามนี้

1.ยกเลิกหนังสือสั่งปล่อย โดยทำหนังสือนำส่ง และนำหนังสืออนุมัติสั่งปล่อยต้นฉบับที่ยังไม่ได้นำไปเดินพิธีการ ไปยื่นยกเลิกที่ IC และ IC จะคืนยอดสั่งปล่อยตามจำนวนในหนังสือฉบับนั้นให้

2.ยื่นสั่งปล่อยคืนอากร เพื่อขอคืนอากรสำหรับวัตถุดิบที่ได้ชำระไปแล้ว แต่จะได้รับคืนเฉพาะอากรขาเข้าเท่านั้น ส่วน VAT เข้าระบบไปแล้ว จึงเป็นการคืนภาษีตามระบบภาษีขาย-ภาษีซื้อ ตามปกติต่อไป ทั้งนี้ ใบขนที่จะยื่นขอคืนอากรได้ จะต้องไม่เกิน 2 ปีนับจากวันนำเข้า

3.หลังจากได้รับอนุมัติสั่งปล่อยคืนอากร ก็ให้นำเอกสารไปติดต่อกรมศุลกากร เพื่อขอรับคืนภาษีอากรต่อไป

ปกติการนำเข้าสินค้าโดยชำระภาษีและขอสงวนสิทธิคืนอากร จะต้องยื่นคำร้องต่อกรมศุลฯ ตั้งแต่ตอนที่นำเข้า หากบริษัทฯขอสั่งปล่อยคืนอากรวัตถุดิบรายการที่นำเข้ามาโดยไม่ได้ยื่นสงวนสิทธิคืนอากรไว้ BOI จะพิจารณาว่าวัตถุดิบดังกล่าวเป็นรายการที่ได้รับอนุมัติตามบัญชี และนำเข้าในช่วงที่ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 36 หรือไม่ หากใช่ จะมีหนังสือแจ้งสั่งปล่อยคืนอากรไปยังกรมศุลฯ แต่ทั้งนี้ การพิจารณาคืนอากรจะขึ้นอยู่กับกรมศุลกากร

สามารถดำเนินการได้ 2 วิธี คือ

ชำระภาษีอากรไปก่อน แล้วจึงขอคืนในภายหลัง

- สามารถชำระภาษีอากรต่อกรมศุลกากร เพื่อนำของออกมาได้ โดยไม่ต้องยื่นเรื่องต่อ BOI หรือสมาคม IC

- วัตถุดิบที่จะขอคืนอากรได้ จะต้องไม่นำเข้ามาก่อนวันที่โครงการนั้นได้รับอนุมัติให้การส่งเสริม และต้องเป็นรายการที่ได้รับอนุมัติบัญชีปริมาณวัตถุดิบ

ใช้หนังสือของธนาคารเพื่อค้ำประกันภาษีอากร

- ต้องยื่นเรื่องต่อ BOI เพื่อขออนุญาตใช้ธนาคารค้ำประกันแทนการชำระภาษีอากร

- นำหนังสืออนุมัติจาก BOI และหนังสือค้ำประกันภาษีอากรไปยื่นต่อกรมศุลกากร เพื่อนำของออกมา โดยยังไม่ต้องชำระภาษีอากร

ทั้ง 2 กรณีข้างต้นนี้ เมื่อบริษัทได้รับอนุมัติบัญชีรายการวัตถุดิบเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องยื่นขอสั่งปล่อยเพื่อขอคืนอากร หรือสั่งปล่อยเพื่อถอนการใช้ธนาคารค้ำประกัน โดยให้ยื่นเรื่องขอสั่งปล่อยดังกล่าวผ่านทางสมาคม IC ต่อไป

หากบริษัทได้รับส่งเสริมในกิจการให้บริการ "ซ่อมแท่นลอย" "แท่นลอย" ที่นำเข้ามา ก็ถือเป็นวัตถุดิบของโครงการ ซึ่งสามารถสั่งปล่อยโดยยกเว้นอากรตามมาตรา 36(1) ได้ ซึ่งเมื่อซ่อมเสร็จต้องส่งไปต่างประเทศ

ส่วนมาตรา 36 (2) นั้น ใช้สำหรับ "ของ" ที่นำเข้ามาเพื่อส่งออก โดยไม่ผ่านกระบวนการผลิต เช่น ของตัวอย่าง ที่เอามาเป็นต้นแบบ ฯลฯ ดังนั้น จึงจะใช้มาตรา 36 (2) กับ "แท่นลอย" ที่นำเข้ามาซ่อม = ผ่านกระบวนการผลิตไม่ได้

A (BOI) จะส่งคืนเครื่องจักรไปให้ B (ต่างประเทศ) และ B จะส่งมายัง C (BOI) เพื่อว่าจ้างให้ซ่อม

กรณีนี้ หาก C ไม่มีเงื่อนไขว่า จะต้องซ่อมเครื่องจักรจากต่างประเทศเท่านั้น ก็อาจใช้วิธีดังนี้

1. A (BOI) ส่งเครื่องจักรไปให้ C (BOI) ซ่อม จากนั้น จึงรับกลับมา แล้วส่งคืนกลับไปต่างประเทศให้ B

2. A กับ B คงต้องตกลงเรื่องค่าซ่อมให้เรียบร้อยก่อน เช่น A จ่ายค่าซ่อมให้ C / แล้ว B ชดเชยค่าจ้างส่วนนั้นคืนกลับมาให้ A

1.กรณีกิจการผลิต จะอนุมัติ Max Stock จากกำลังการผลิต 4 เดือน ของกำลังผลิตสูงสุดตามที่ระบุในบัตรส่งเสริม

2.กรณีกิจการ ITC จะอนุมัติ Max Stock ตามแผนการจำหน่าย 4 เดือน

1.BOI ไม่ได้มีคำชี้แจงเหตุผลการลด Max Stock จาก 6 เดือน เป็น 4 เดือน จึงขอตอบตามความเห็นส่วนตัว คือ BOI อาจเห็นว่า Max Stock 6 เดือน มีปริมาณมากเกินไป ทำให้บริษัทละเลยการตัดบัญชี และการเคลียร์ยอดส่วนสูญเสีย ฯลฯ ทำให้เกิดปัญหาสะสม ซึ่งยากต่อการแก้ไขปัญหาในภายหลัง จึงลดปริมาณ Max Stock ลง

2.การขอ Max Stock ของกิจการ ITC ปกติจะดูจากแผนการจำหน่ายของบริษัท โดยให้ยื่นแผน 6 เดือนไปก่อน

สมาคม IC จะปรับลดยอด Max Stock ของทุกบริษัทให้โดยอัตโนมัติ ในเวลา 24.00 ของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 โดยบริษัทไม่ต้องยื่นคำร้องขอปรับลดยอด Max Stock

กรณีที่หน่วยของสินค้าส่งออก ไม่ตรงกับหน่วยของสินค้าตามสูตรการผลิต หากเป็นหน่วยที่สามารถแปลงค่าได้ในอัตราที่คงที่ เช่น 1 KGM = 1000 GRM ระบบ RMTS จะคำนวณปริมาณส่งออกให้เป็นหน่วยเดียวกับที่ได้รับอนุมัติโดยอัตโนมัติ กรณีที่บริษัทไปทดลองตัดบัญชีแบบไร้เอกสารแล้วพบว่าไม่สามารถตัดบัญชีได้เนื่องจากหน่วยไม่ตรง ขอแนะนำดังนี้

1.ติดต่อฝ่ายบริการเครื่องจักรและวัตถุดิบ สมาคม IC เพื่อให้ช่วยเช็คว่า หน่วย TNE และ KGM เป็นหน่วยที่สามารถแปลงได้ ในตารางแปลงค่า ที่ BOI กำหนดหรือไม่

2.หากหน่วย TNE และ KGM อยู่ในตารางแปลงค่า แต่ไม่สามารถตัดบัญชีได้ ให้แจ้งปัญหาให้ IC ทราบเพื่อดำเนินการแก้ไขต่อไป

3.หากหน่วย TNE และ KGM ไม่อยู่ในตารางแปลงค่า อาจขอให้ IC แจ้งไปยัง BOI เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมตารางแปลงค่า

ขอตอบเฉพาะหลักเกณฑ์ในการขออนุมัติ Max Stock ดังนี้

1. สามารถขอได้เท่ากับกำลังผลิต 6 เดือนตามบัตรส่งเสริม เช่น หากบัตรส่งเสริมระบุกำลังผลิตสูงสุดไว้ 1,000,000 ชิ้น/ปี จะสามารถขอ Max Stock สำหรับการผลิต 500,000 ชิ้น

2. การขอ Max Stock จะใช้สินค้ากี่โมเดลในการคำนวณก็ได้ โดยให้ระบุปริมาณที่จะผลิตของแต่ละโมเดลนั้นๆ ซึ่งรวมแล้วต้องไม่เกินกำลังผลิต 6 เดือนตามบัตรส่งเสริม เช่น

Model A จำนวน 300,000 ชิ้น

Model B จำนวน 150,000 ชิ้น

Model C จำนวน 50,000 ชิ้น

จากนั้น คำนวณปริมาณการใช้วัตถุดิบของ Model A, B, C ตามกำลังผลิตข้างต้น แล้วนำมารวมกันเป็น Max Stock

ขอเปลี่ยนตัวอย่างใหม่ A (BOI) -> B (BOI) -> C (BOI:ITC) -> export A และ B เป็นผู้ส่งออกทางอ้อม C เป็นผู้ส่งออกทางตรง

ถ้า B ซื้อวัตถุดิบในประเทศจาก non-BOI B ไม่มีความจำเป็นต้องตัดบัญชีวัตถุดิบ

ใช่ การตัดบัญชี คือ การตัดภาระภาษีวัตถุดิบที่นำเข้าโดยใช้สิทธิมาตรา 36 ว่าได้มีการส่งออกไปต่างประเทศแล้ว หากบริษัทไม่เข้าใจสิทธิประโยชน์และหลักเกณฑ์การใช้สิทธิมาตรา 36 และการตัดบัญชี ควรเข้าอบรมคอร์สวัตถุดิบที่สมาคม IC จัดขึ้นเป็นประจำ เพื่อไม่ให้ปฏิบัติผิดพลาด

1. รายการวัตถุดิบที่จะยื่นขออนุมัติ Max Stock ไม่จำเป็นต้องตรงกับรายการที่ยื่นไว้ในคำขอรับการส่งเสริม แต่จะต้องเป็นวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ได้รับส่งเสริม และใช้ในกรรมวิธีการผลิตตามที่ได้รับอนุมัติ

2. โมเดลที่จะยื่นประกอบการขออนุมัติ Max Stock จะยื่นกี่โมเดลก็ได้

3. Max Stock ที่ยื่นขอครั้งแรก จะมีวัตถุดิบไม่ครบทุกรายการ และมีปริมาณไม่เต็มกำลังผลิต 6 เดือนก็ได้ แต่หากมีข้อมูลเพียงพอ ควรยื่นขอ Max Stock เต็มกำลังผลิต 6 เดือน และครอบคลุมวัตถุดิบทุกรายการ เพื่อจะได้ไม่ต้องแก้ไข Max Stock บ่อยๆ

Max Stock คือบัญชีรายการและปริมาณวัตถุดิบ ที่เพียงพอต่อการผลิตสินค้าตามบัตรส่งเสริมเป็นเวลา 6 เดือน กรณีที่ Max Stock ไม่พอต่อการผลิต

1. ตรวจสอบว่า Max Stock ที่ขอไว้ คำนวณจากกำลังการผลิต 6 เดือนตามบัตรส่งเสริมหรือไม่ หากขอไว้ไม่ครบ 6 เดือน สามารถขอแก้ไข Max Stock ให้ครบ 6 เดือนได้

2. สูตรการผลิตที่ใช้คำนวณปริมาณ Max Stock 6 เดือน เป็นสูตรที่เหมาะสมหรือไม่ เช่น บริษัทผลิตเสื้อ size S M L แต่หากใช้เสื้อ size S ในการคำนวณ Max Stock ย่อมได้ Max Stock น้อย และไม่พอต่อการผลิต กรณีนี้บริษัทสามารถเสนอแผนการผลิตในรอบ 6 เดือนใหม่ โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตเสื้อ size L ให้มากขึ้น เพื่อให้ได้ Max Stock ที่มากเพียงพอต่อการผลิต

3. มีกำลังผลิตจริงมากกว่าที่ขอรับส่งเสริม ทำให้ Max Stock ไม่พอ กรณีนี้อาจต้องยื่นขอเปิดดำเนินการเต็มโครงการ เพื่อแก้ไขกำลังผลิตในบัตรส่งเสริมให้เป็นไปตามกำลังผลิตที่มีอยู่จริง จากนั้นจึงขอแก้ไข Max Stock ให้เท่ากับกำลังผลิต 6 เดือนตามบัตรส่งเสริม

4. เกิดจากสาเหตุอื่น ซึ่งต้องแก้ไขเป็นกรณีๆไป ----------------------------------------------------------

กรณีที่สอบถาม เทียบเคียงได้กับกรณีข้อ 2 คือ มีผลิตภัณฑ์โมเดลใหม่ ที่ใช้วัตถุดิบมากกว่าโมเดลเดิม ซึ่งบริษัทสามารถเสนอแผนการคำนวณ Max Stock ใหม่ โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตโมเดลใหม่ให้มากขึ้น เพื่อให้ได้ Max Stock ใหม่ที่เพียงพอต่อการผลิต

1. วัตถุดิบที่นำเข้ามาเพื่อผลิตการส่งออก ตามกระบวนการผลิตที่ได้รับส่งเสริม สามารถขอใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 36(1) ได้ โดยต้องยื่นขออนุมัติบัญชีสต็อควัตถุดิบให้ครอบคลุมรายการวัตถุดิบที่จะใช้สิทธินำเข้า และต้องขอสูตรการผลิตสำหรับตัดบัญชีหลังการส่งออก

2. กรณีที่ยังไม่ได้รับอนุมัติบัญชีสต็อควัตถุดิบ สามารถชำระภาษีอากรไปก่อน โดยสงวนสิทธิ BOI จากนั้นจะต้องขออนุมัติบัญชีวัตถุดิบ และสั่งปล่อยเพื่อขอคืนอากรขาเข้าภายใน 2 ปีนับจากวันนำเข้า

ไม่เข้าใจคำถาม ขอตอบกลางๆไว้ก่อน คือ

1. หากต้องการขออนุมัติวัตถุดิบรายการใหม่ ก็ยื่นขอแก้ไขบัญชีปริมาณสต็อค เพื่อแก้ไขปริมาณ/รายการวัตถุดิบ

2. หากต้องการขอสินค้าใหม่ ก็เป็นเรื่องการแก้ไขโครงการเพื่อเพิ่มชนิดผลิตภัณฑ์

ถ้าต้องการขอวัตถุดิบรายการใหม่ ก็ยื่นขอแก้ไขบัญชีปริมาณสต็อค เพื่อแก้ไขปริมาณ/รายการวัตถุดิบ

1. การทำเรื่องนี้ (เรื่อง แก้ไขบัญชีปริมาณสต็อค) ต้องยื่นขออนุมัติที่ BOI และเมื่อได้รับอนุมัติแล้ว จะต้องนำผลอนุมัติไปบันทึกฐานข้อมูลที่ IC

2. การจะขอเพิ่มรายการวัตถุดิบวัตถุดิบในบัญชีปริมาณสต็อค วัตถุดิบนั้นจะต้องใช้ในกรรมวิธีผลิตที่ได้รับส่งเสริม และผลิตเพื่อการส่งออก

3. สำหรับปริมาณที่จะขออนุมัติ ขึ้นอยู่กับว่าบัญชีเดิมได้รับอนุมัติไว้อย่างไร บางกรณีอาจขอเพิ่มรายการใหม่ได้เลย บางกรณีอาจต้องลดปริมาณวัตถุดิบอื่นลงก่อน จึงจะเพิ่มปริมาณวัตถุดิบรายการใหม่ได้

บริษัทได้รับส่งเสริมผลิตอะไร ในบัตรส่งเสริมระบุกำลังผลิตสูงสุดไว้เท่าไร

วัตถุดิบ Group 000001 จำนวน 7,000 ตัน หากนำไปผลิตเป็นสินค้าคือลวดและเพลาสแตนเลส จะผลิตได้กี่ตัน

บริษัทมีกำลังผลิตลวดหรือเพลาสแตนเลส ปีละ 2,400 ตัน จึงสามารถขอmax stock สำหรับการผลิต 6 เดือน คือ 1,200 ตัน แต่ปัจจุบันบริษัทได้รับอนุมัติ stock วัตถุดิบกรุ๊ป 000001 จำนวน 7,000 ตัน สามารถนำไปผลิตเป็นสินค้าได้ 4,500 ตัน ซึ่งเกินกว่ากำลังผลิต 6 เดือน จึงไม่น่าจะถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ดังนั้น หากจะขอวัตถุดิบกรุ๊ป 000002 เพิ่มอีก อาจจะทำให้เกิดปัญหามากยิ่งขึ้นอีก แนะนำให้เข้าไปปรึกษากับ จนท BOI โดยตรง แต่ผลจากการปรึกษา อาจทำให้บริษัทต้องถูกลด max stock ลง เพื่อให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์

สามารถยื่นเรื่องเข้าไปได้เลย โดยไม่ต้องรอให้สูตรได้รับอนุมัติ เพราะการขออนุมัติสูตร กับการขอเพิ่ม/ลดปริมาณสต็อค สามารถแยกพิจารณาได้ โดยไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน

สต๊อกวัตถุดิบ มีแบบหมุนเวียน (max stock) กับแบบไม่หมุนเวียน (max import) ไม่มีแบบ semi

1.ใช้เอกสารแบบฟอร์มจาก Link แบบฟอร์ม BOI ในหัวข้อ การขออนุมัติ/แก้ไขสูตรการผลิต และหรือ ขออนุมัติ/แก้ไขบัญชีปริมาณสต๊อก

http://www.faq108.co.th/common/topic/boiform.php

2.ขั้นตอนและวิธีการ ส่วนที่ยื่นต่อ BOI ให้เตรียมข้อมูลเบื้องต้นตามแบบฟอร์ม กำหนดชื่อหลัก ชื่อรองของวัตถุดิบ กำหนด max stock ไว้ที่ 6 เดือนของกำลังผลิตสูงสุดในบัตร และควรเข้าพบ จนท เพื่อให้ตรวจสอบเบื้องต้นก่อน ส่วนที่ยื่นต่อ IC ควรเข้าอบรมการใช้ระบบ RMTS ไม่อย่างนั้นคงจะทำไม่ได้

3. บริษัทนำเข้า Copper strip มาเป็นม้วนใหญ่ และนำมาตัดภายในประเทศตามsize ที่ลูกค้าสั่งซื้อเข้ามา ต้องทำสูตรการผลิตเป็นครั้งๆไป โดยมีหน่วยเป็นน้ำหนัก อัตราการใช้วัตถุดิบเป็น 1 ต่อ 1 ไม่อนุมัติส่วนสูญเสียในสูตร * คำถามข้อ 2 กว้างเกินไป ถามตอบกัน 2 วัน ก็ไม่หมด เบื้องต้นขอตอบเท่านี้ก่อน

ขั้นตอนการขอบัญชีสต็อกและสูตร สำหรับวัสดุจำเป็น กับขั้นตอนของวัตถุดิบ เหมือนกันเกือบทั้งหมด ต่างกันแค่เพียงต้องระบุหมายเหตุว่า รายการใดเป็นวัสดุจำเป็น และปกติ ในการทำสูตรการผลิต วัสดุจำเป็นจะให้คีย์เฉพาะปริมาณใช้จริง ไม่คีย์ปริมาณส่วนสูญเสียในสูตร

วัตถุดิบและวัสดุจำเป็น รวมอยู่ในบัญชีเดียวกัน
วัสดุจำเป็นได้รับยกเว้นเฉพาะอากรขาเข้า ไม่ได้รับยกเว้น VAT ขออนุมัติเช่นเดียวกับวัตถุดิบ
ต้องยื่นไว้ในสูตรการผลิตด้วย และต้องตัดบัญชีเช่นเดียวกับวัตถุดิบ

ชื่อรองที่อยู่คนละพิกัดกัน จะขอภายใต้ชื่อหลักเดียวกันก็ได้ ส่วนการพิจารณา จะขึ้นอยู่กับรายละเอียดของโครงการนั้นๆ

การเพิ่มชื่อรอง ให้ยื่นเรื่องต่อ BOI โดยใช้เอกสารคือ

หนังสือนำส่ง ใช้หัวจดหมายบริษัท (ไม่มีแบบฟอร์ม)

แบบการขอใช้สิทธิประโยชน์ ม.36 (F IN RM-13)

ใบสรุปแก้ไขเพิ่มเติมชื่อวัตถุดิบ (ตัวอย่าง 17)

นอกจากนี้ บางสำนักจะให้บริษัทเตรียมเอกสารอนุมัติไปให้ด้วย จึงควรตรวจสอบกับสำนักนั้นๆ อีกครั้งหนึ่ง เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว จึงยื่นบันทึกฐานข้อมูลที่ IC ต่อไป

วัตถุดิบมีอากรขาเข้าเป็น 0 แต่หากบริษัทจะยังคงใช้สิทธิสั่งปล่อยตามเดิม ก็สามารถทำได้

- VAT จะยังคงได้รับยกเว้นตามเดิม (ที่ถูกต้องคือ ค้ำประกัน VAT และถอนประกัน)

- MML และสูตร ไม่ต้องแก้ไขอะไร เพราะยังคงใช้สิทธิสั่งปล่อยเหมือนเดิม

แต่หากบริษัทจะไม่ใช้สิทธิสั่งปล่อยวัตถุดิบที่มีอากรเป็น 0 อีกต่อไป

1. วัตถุดิบคงเหลือ ให้หาวิธีเคลียร์ยอดคงเหลือให้เป็น 0 เพราะยังคงมีภาระภาษีอากรย้อนหลัง ณ วันนำเข้า ค้างอยู่

2. ไม่ต้องแก้ไข MML แต่ให้แก้ไขเฉพาะสูตรการผลิตเป็น revision ใหม่ ซึ่งไม่มีการใช้วัตถุดิบกรุ๊ปที่ 4

3. การตัดกรุ๊ป 4 ออก แล้วเลื่อนกรุ๊ป 5 มาเป็นกรุ๊ป 4 แทน => ทำไม่ได้ ให้ปล่อยกรุ๊ปที่ 4 ค้างไว้อย่างนั้น

บริษัทที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI จะใช้สิทธิประโยชน์ที่ได้รับตามบัตรส่งเสริมหรือไม่ก็ได้

หากใช้สิทธิ จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขว่าด้วยการใช้สิทธินั้นๆ อย่างถูกต้อง เช่น หากใช้สิทธิมาตรา 36(1) ก็จะต้องใช้เพื่อผลิตส่งออก โดยจะต้องขอ Max Stock ขอสั่งปล่อย ขอสูตรการผลิต ขอตัดบัญชี ขอชำระภาษีส่วนสูญเสียที่ไม่ได้ส่งออก เป็นต้น แต่หากไม่ใช้สิทธิ ก็ไม่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขใดๆ ว่าด้วยการใช้สิทธินั้นๆ

กรณีที่สอบถาม บริษัทเลือกที่จะไม่ใช้สิทธิวัตถุดิบมาตรา 36(1) แต่จะใช้สิทธิทางอื่น คือ JTEPA จึงไม่ต้องลงทะเบียนใช้ระบบ RMTS และไม่ต้องขอ Max Stock หรือสูตรการผลิตใดๆ กับ BOI

สรุปคือ ในส่วนวัตถุดิบไม่ต้องมีการขออนุญาตใดๆจาก BOI แต่ในส่วนอื่น เช่น กรรมวิธีการผลิต ฯลฯ ยังคงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้รับส่งเสริม

ของที่นำเข้า มีการผ่านขบวนการตามที่ได้รับส่งเสริม จึงใช้สิทธิมาตรา 36(1)
ขั้นตอนคร่าวๆ คือ ในการใช้สิทธิวัตถุดิบ คือ

1.สมัครใช้บริการ RMTS-2011

2.ขออนุมัติบัญชีรายการวัตถุดิบ

3.บันทึกฐานข้อมูลวัตถุดิบ และยืนยันวันขอใช้สิทธิครั้งแรก

4.ยื่นสั่งปล่อยวัตถุดิบ

5.ขออนุมัติสูตรการผลิต

6.ตัดบัญชีวัตถุดิบ

7.ปรับยอดวัตถุดิบ (ตัดบัญชี และชำระภาษีส่วนสูญเสีย) แนะนำให้เข้ารับการฝึกอบรมเรื่องงานวัตถุดิบที่สมาคม IC จัดขึ้นเป็นประจำ

สามารถขอคืนอากรได้ หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์คือ

- นำเข้ามาหลังจากได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมและตอบรับมติการให้การส่งเสริมแล้ว

- นำเข้ามาภายในระยะเวลาที่ได้รับสิทธิ์ และไม่ก่อนวันที่ขอใช้สิทธิ์ครั้งแรก

- ได้รับอนุมัติบัญชีรายการวัตถุดิบแล้ว A และ B เป็นบริษัทฯ ที่ได้รับการส่งเสริม บีโอไอ ทั้งคู่ กิจการของ A คือเป็นโรงฉีดชิ้นส่วนพลาสติก กิจการของ B เป็นการผลิตชิ้นส่วนยานพาหนะ

- โดยปกติ B เป็นลูกค้าของ A คือซื้อชิ้นส่วนจาก A แล้วไปประกอบแล้วส่งออก

- แต่ปัจจุบัน ถ้า B ซื้องานจาก A แล้วนำไปส่งออกขายไปต่างประเทศเลย เคสนี้ B ทำผิดหลักการใช่หรือไม่?

A ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบเข้ามาผลิตเป็นชิ้นส่วนพลาสติกเพื่อการส่งออก โดยจะเป็นการส่งออกทางตรงหรือทางอ้อมก็ได้ และผู้ซื้อจะนำชิ้นส่วนพลาสติกของ A ไปประกอบเป็นสินค้าอื่น หรือส่งออกในสภาพนั้นก็ได้ ขอเพียงมีหลักฐานมาแสดงว่าสินค้าของ A ได้มีการส่งออกไปจริงก็พอ

กรณีนี้ B สามารถโอนสิทธิตัดบัญชีใบขนขาออกมาให้ A สำหรับชิ้นส่วนพลาสติกที่ซื้อไปจาก A ได้ และ A ก็สามารถนำใบขนนั้น มาตัดบัญชีได้ ซึ่งอาจเกิดจากการที่ B ซื้อชิ้นส่วนพลาสติกจาก A ไปส่งออกเป็น service part ให้กับลูกค้าของ B ในต่างประเทศ เป็นต้น

แต่สำหรับ B จะถือเป็นกิจการในส่วนที่ไม่ได้รับส่งเสริม ซึ่งจะใช้สิทธิประโยชน์ใดๆจาก BOI ไม่ได้

การนำสินค้ามาตรวจสอบแก้ไข เพื่อจำหน่ายต่อ ไม่ตรงกับโครงการที่บริษัทได้รับส่งเสริม กิจการซ่อมผลิตภัณฑ์ เดิมเคยมีประเภทกิจการที่จะให้การส่งเสริม และตามนโยบายปัจจุบัน เข้าใจว่าไม่มีประเภทที่จะให้ส่งเสริมการลงทุนแล้ว จึงไม่น่าจะแก้ไขโครงการเพื่อให้บริการตรวจสอบแก้ไข (ซ่อม) ได้ และไม่สามารถใช้สิทธิจาก BOI ได้

A (BOI) -> B (BOI) -> ส่งออก

1. การที่ A จะขายให้ B ไม่ต้องขออนุญาตจากบีโอไอ เพราะ A จะส่งออกโดยตรงหรือทางอ้อม ก็ไม่ผิดเงื่อนไขอะไร

2. แม้ว่า A และ B จะตั้งอยู่คนละโซน แต่หากทั้ง 2 บริษัทได้รับสิทธิประโยชน์มาตรา 36 (โซน 3 ยกเว้น 5 ปี โซน 2 ยกเว้น 1 ปี) ก็ไม่มีปัญหาอะไร เนื่องจากเมื่อ B ส่งออก ก็สามารถโอนสิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบกลับมาให้ A ได้

3. แต่ทั้งนี้ A ควรตรวจสอบกับ B ก่อนว่า สินค้าที่ซื้อ A ขายให้ B เข้าข่ายวัตถุดิบตามโครงการที่ B ได้รับส่งเสริมหรือไม่ เวลาโอนสิทธิตัดบัญชีกลับมาจะได้ไม่มีปัญหา

โดยหลักการ เมื่อ B (ผู้ส่งออก) จะโอนสิทธิตัดบัญชีให้กับ A B จะต้องสามารถแสดงหลักฐานได้ว่า ได้ซื้อวัตถุดิบมาจาก B จริง หาก B โอนสิทธิตัดบัญชีไปให้กับบริษัทที่ไม่ได้ขายวัตถุดิบให้กับ B ย่อมถือว่า B มีความผิด และหากบริษัทผู้รับโอนสิทธิมาโดยมิชอบนั้น นำสิทธิไปตัดบัญชี ก็ย่อมถือว่า มีความผิดเช่นกัน หลักฐานเบื้องต้นที่สามารถพิสูจน์ยืนยันได้ คือหลักฐานการซื้อขาย (ใบรับของ/ใบกำกับภาษี ฯลฯ) ระหว่าง A กับ B

กรณีส่งออกทางอ้อม คือ A (BOI) -> B -> ส่งออก BOI อนุญาตให้ A ตัดบัญชีวัตถุดิบมาตรา 36 ด้วยระบบ RMTS ใน 4 กรณี คือ

1. B เป็น BOI และได้รับ ม.36

- ตัดบัญชีแบบโอนสิทธิด้วย Report-V

2. B เป็น Non-BOI แต่เป็น Trading ที่ไม่ได้นำของไปผลิตต่อ และส่งออกไปในชื่อสินค้าเดียวกันกับที่ซื้อมาจาก B โดยไม่มีการแกะกล่องหรือ re-pack ใหม่

- ตัดบัญชีโดยใช้ใบขนของผู้ส่งออกที่มีการระบุหน้าใบขนโดยชัดเจนว่าโอนสิทธิตัดบัญชีให้กับ A

3. B เป็นคลังสินค้าทัณฑ์บน (B จะเป็น BOI หรือ Non-BOI ก็ได้)

- ตัดบัญชีโดยใช้ใบขนสินค้าขาออกโอนย้าย

4. B อยู่ใน Free Zone (B จะเป็น BOI หรือ Non-BOI ก็ได้)

- ตัดบัญชีโดยใช้ใบขนสินค้าขาออกของ A

แต่ถ้า B เป็นบริษัทที่ใช้สิทธิตามมาตรา 19 ทวิ ของกรมศุลกากร จะใช้ใบแนบท้ายใบขนขาออก เป็นหลักฐานในการขอคืนอากรจากกรมศุลกากร

สิทธิลดหย่อนภาษีวัตถุดิบ (ม.30) ใช้ในกรณีที่นำวัตถุดิบเข้ามาเพื่อผลิตเป็นสินค้า ซึ่งจะส่งออกหรือไม่ก็ได้ ส่วนสิทธิยกเว้นภาษีวัตถุดิบ (ม.36) ใช้ในกรณีที่นำวัตถุดิบเข้ามาผลิตส่งออก

1) A (ม.36) -> B (ม.36) -> ส่งออก ... กรณีนี้สามารถทำได้ ไม่มีปัญหา

2) A (ม.36) -> B (ม.30) -> จำหน่ายในประเทศ ... กรณีนี้มีปัญหา เนื่องจากเป็นการนำวัตถุดิบตามมาตรา 36 ไปจำหน่ายในประเทศ

3) A (ม.36) -> B (ม.30) -> ส่งออก ... กรณีนี้มีปัญหา เนื่องจากวิธีการตัดบัญชีตามมาตรา 30 เป็นการสรุปรายงานการผลิตจำหน่ายปีละ 1 ครั้ง ซึ่งต่างกับวิธีการตัดบัญชีตามมาตรา 36 ... จึงควรให้ลูกค้า B ขอรับสิทธิตามมาตรา 36 เพิ่มเติม และดำเนินการตามวิธีที่ 1 คือ A (ม.36) -> B (ม.36) -> ส่งออก

ตาม ประกาศ สกท ที่ ป.8/2561 การขอขยายเวลานำเข้าวัตถุดิบตามมาตรา 36 จะต้องยื่นคำขอขยายเวลาภายในไม่เกิน 6 เดือน นับจากวันสิ้นสุดสิทธิ

กรณีที่สอบถาม ระยะเวลานำเข้าวัตถุดิบสิ้นสุดเกินกว่า 6 เดือนแล้ว จึงจะขอขยายเวลานำเข้าไม่ได้ แต่สามารถขอรับสิทธิประโยชน์ตามมาตรา 36 ได้อีก โดยวัตถุดิบที่เหลือค้างจากการนำเข้าตามระยะเวลาเดิม จะต้องดำเนินการตัดบัญชีหรือขอชำระภาษี เพื่อเคลียร์ยอดค้างคงเหลือเป็น 0 ด้วย

มูลค่าวัตถุดิบที่นำเข้า และมูลค่าสินค้าที่ส่งออก ฝ่ายบัญชีน่าจะช่วยคำนวณตัวเลขออกมาให้ได้ มูลค่าผลิตภัณฑ์ที่รอตัดบัญชี จะใช้ตัวเลขจากมูลค่าใบขนขาออกที่ยังไม่ได้ยื่นตัดบัญชี และยอดขายตามอินวอยซ์ซึ่งยังไม่ได้รับ report-v คืนจากลูกค้า มูลค่าวัตถุดิบและสินค้าคงเหลือในสต็อก สามารถเช็คตัวเลขได้จากวัตถุดิบและสินค้าคงคลัง และคำนวณย้อนกลับเป็นมูลค่าวัตถุดิบหรือมูลค่าสินค้า ตามแต่ละกรณี

กิจการ ITC จะให้ขยายระยะเวลานำเข้าวัตถุดิบครั้งละ 1 ปี
ให้นับต่อจากเดิม
ให้ใช้รอบปีของบัญชีวัตถุดิบ เช่น รอบปีที่ 1 (15 พ.ค. 58 - 14 พ.ค. 59)
ให้กรอกวัตถุดิบทุกรายการ รายการใดไม่ไดนำเข้า ก็คีย์เป็น 0

1. หากระยะเวลาเข้าวัตถุดิบตามมาตรา 36 สิ้นสุดลง เกินกว่า 6 เดือน สิทธิประโยชน์ของวัตถุดิบตาม Project Code นั้น จะสิ้นสุดลงอย่างถาวร โดยบริษัทจะต้องส่งวัตถุดิบที่เหลือไปต่างประเทศภายใน 1 ปี

และตัดบัญชีให้เสร็จสิ้นภายใน 2 ปี นับจากวันสิ้นสุดสิทธิ แต่หากยังมีวัตถุดิบเหลือค้างในบัญชี บริษัทจะต้องชำระอากรและ VAT ย้อนหลังตามสภาพ ณ วันนำเข้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

2. เมื่อหากตัดบัญชีเสร็จสิ้น และ Balance ในบัญชีเป็น 0 แล้ว บริษัทสามารถยื่นคำร้องขอรับสิทธิประโยชน์ ม.36(1) จาก BOI ได้ใหม่ โดยจะได้เป็น project code ใหม่ และจะต้องขออนุมัติ max stock และสูตรการผลิตใหม่

3. กิจการ IPO อยู่ในความรับผิดชอบของสำนัก 4 จนท BOI คนใดเป็นผู้รับผิดชอบโครงการของบริษัท ขอให้สอบถามกับสำนัก 4 โดยตรง

สิทธิประโยชน์การยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบ ตามมาตรา 36 สามารถขอขยายได้ครั้งละ 2 ปี และไม่มีการกำหนดว่าจะให้ขยายได้กี่ครั้ง จึงอาจคิดว่าจะได้ขยายต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

สิทธิประโยชน์การยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบ ม.36 จะเริ่มตั้งแต่วันที่บริษัทขอใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบเป็นครั้งแรก โดยไม่เกี่ยวกับว่าบริษัทจะเป็นผู้ส่งออกทางตรง หรือส่งออกทางอ้อม แต่อย่างใด เมื่อระยะเวลาที่ได้รับสิทธิ ม.36 จะสิ้นสุดลง บริษัทสามารถขอขยายระยะเวลาได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งออกทางตรง หรือทางอ้อม

กรณีที่ผู้ได้รับส่งเสริมไม่ได้นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประทศ แต่ซื้อจากบริษัทในประเทศ แล้วนำไปผลิตส่งออก กรณีซื้อจากบริษัทในประเทศที่ได้รับสิทธิ BOI (เพื่อความสะดวกขอเรียกว่า Vendor-BOI)

- วันนำเข้าครั้งแรก ให้ใช้วันที่มีการซื้อวัตถุดิบจาก Vendor-BOI

- เมื่อผลิตส่งออก จะต้องโอนสิทธิในการตัดบัญชีวัตถุดิบไปให้ Vendor-BOI ตามปริมาณที่ซื้อมา เพื่อให้ Vendor-BOI นำไปตัดบัญชีต่อไป

- สามารถขยายระยะเวลาการได้รับสิทธิมาตรา 36(1) ได้เช่นเดียวกับกรณีที่นำวัตถุดิบจากต่างประเทศเข้ามาเอง กรณีซื้อจากบริษัทในประเทศที่ไม่ได้รับส่งเสริมจาก BOI (เพื่อความสะดวกขอเรียกว่า Local)

- เมื่อผลิตส่งออก ไม่ต้องโอนสิทธิตัดบัญชีไปให้ Local

- หากบริษัทซื้อวัตถุดิบทุกรายการจาก Local แปลว่าโครงการนี้ไม่ได้ใช้สิทธิ ม.36(1) ดังนั้น จึงไม่ต้องขอ Max Stock ไม่ต้องขอสูตร ไม่ต้องตัดบัญชี วันเริ่มใช้สิทธิครั้งแรกก็ไม่เกิดขึ้น และไม่ต้องขยายเวลา .. แต่หากมีการซื้อวัตถุดิบจาก Vendor-BOI เมื่อใด จึงจะเป็นไปตามข้อ 1

กิจการ IPO ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบตามมาตรา 36 เป็นเวลา 1 ปี และสามารถขอขยายเวลาได้ครั้งละ 1 ปี ดังนั้น หากต้องการจะใช้สิทธิอย่างต่อเนื่อง ก็ต้องยื่นขยายเวลาไปเรื่อยๆ ทุกๆ ปี

การพิจารณาอนุมัติขยายเวลานำเข้าวัตถุดิบ กำหนดระยะเวลาไว้ไม่เกิน 20 วันทำการ จึงควรยื่นก่อนที่ระยะเวลาจะสิ้นสุดลงประมาณ 1.5 เดือน

1.วัตถุดิบที่นำเข้าโดยใช้สิทธิมาตรา 36 หากมีการยกเลิกคำสั่งซื้อ หรือเสื่อมสภาพ ไม่สามารถใช้ตามวัตถุประสงค์เดิมได้ถือเป็นส่วนสูญเสียนอกสูตรการผลิต สามารถดำเนินการตาม ประกาศ ป.5/2543 โดยวิธีต่างๆ เช่น

- ขออนุญาตส่งคืนไปต่างประเทศ (ไม่มีภาระภาษี)

- ขออนุญาตทำลาย (ไม่มีภาระภาษี / แต่หากเศษซากหลังทำลายมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ จะมีภาระภาษีตามสภาพเศษซาก)

2.ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้วัตถุดิบที่นำเข้าตามมาตรา 36 หากมีการยกเลิกคำสั่งซื้อ หรือคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ถือเป็น ส่วนสูญเสียนอกสูตรการผลิต

- หากไม่สามารถส่งออกได้ จะต้องขออนุญาตทำลาย

- หากเศษซากหลังทำลายมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ จะต้องชำระภาษีตามสภาพเศษซาก จึงจะตัดบัญชีได้

3.เศษซากที่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ เช่น เศษโลหะ เศษพลาสติก หรือเศษซากอื่นๆ ที่มีผู้มารับซื้อ หรือรับขนไปให้ฟรีๆ

วัตถุดิบที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 36 หากเป็นวัตถุดิบด้อยคุณภาพ จะถือเป็นส่วนสูญเสียนอกสูตรการผลิต ซึ่งสามารถดำเนินการได้โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนี้

1.ขออนุญาตส่งคืนวัตถุดิบไปต่างประเทศ

- จะไม่มีภาระภาษีอากรที่ต้องชำระคืน

2.ขอชำระภาษีอากรตามสภาพ ณ วันนำเข้า

- หลังจากชำระภาษีแล้ว สามารถนำไปจำหน่ายในประเทศได้

3.ขออนุญาตทำลาย และขอชำระภาษีตามสภาพเศษซาก (กรณีเศษซากหลังทำลายมีมูลค่าเชิงพาณิชย์)

- หลังจากชำระภาษีตามสภาพแล้ว สามารถนำไปจำหน่ายต่างประเทศได้

กรณีที่สอบถามเข้าข่ายข้อ 3 จึงต้องขออนุมัติวิธีทำลายก่อน จากนั้นทำการทำลายภายใต้การตรวจสอบของบริษัท Inspector ที่ได้รับอนุญาตจาก BOI หลังจากนั้นจะต้องยื่นเรื่องขอชำระภาษีส่วนสูญเสียนอกสูตร (เศษซาก) และชำระภาษี แล้วจึงยื่นปรับยอดกับสมาคม IC และจำหน่ายเศษซากที่ชำระภาษีแล้วต่อไป

หากจะทำลายด้วยวิธีเดิมที่เคยได้รับอนุมัติไว้แล้ว ก็ไม่ต้องยื่นขออนุมัติวิธีทำลายอีก แต่หากจะทำลายด้วยวิธีอื่น จะต้องยื่นขออนุมัติวิธีทำลายใหม่ เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว จะทำลายโดยวิธีเดิมหรือวิธีใหม่ก็ได้

1.กรณีจะขอทำลาย

- ขออนุมัติวิธีทำลาย

- ทำลายตามวิธีที่ได้รับอนุมัติ โดยมี บ.Inspector ที่ได้รับอนุญาตร่วมตรวจสอบการทำลายและออกใบรับรอง

- จากนั้นยื่นขออนุญาตตัดบัญชีโดยขอชำระภาษีตามสภาพเศษซาก (ถ้ามีมูลค่าเชิงพาณิชย์)

2.สินค้าที่ถูกยกเลิกคำสั่งซื้อ หากสามารถส่งออกในสภาพสินค้าด้อยคุณภาพ ก็สามารถส่งออกและตัดบัญชีตามปกติ ไม่ต้องขออนุญาต หรือจะขออนุญาตส่งคืนวัตถุดิบไปต่างประเทศก็ได้ (ยื่นเรื่องขอส่งคืนวัตถุดิบ จากนั้นส่งออกและนำไปปรับยอด)

3.เศษซาก (= ส่วนสูญเสียที่ผ่านการทำลาย) หากยังมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ เช่น เศษโลหะ เศษพลาสติก จะต้องชำระภาษีก่อน จึงจำหน่ายได้ หากมีผู้มารับซื้อ หรือมารับไปฟรีๆ เท่ากับเศษซากนั้นยังมีมูลค่าอยู่

4.กิจการ ITC/IPO สินค้าที่ซื้อมาขายไป ต้องขออนุมัติสูตรการผลิตในอัตรา 1:1 เพื่อตัดบัญชีหลังส่งออก

ส่วนสูญเสียที่เกิดขึ้นโดยมีอัตราไม่คงที่ ถือเป็นส่วนสูญเสียนอกสูตร เข็มนาฬิกาที่หักระหว่างการผลิต บางครั้งหักมาก บางครั้งหักน้อย บางครั้งไม่หักเลย ทั้งหมดถือเป็นส่วนสูญเสียนอกสูตรการผลิต

หากเป็นการนำส่วนสูญเสียไปเก็บในสถานที่เดิม ที่เคยได้รับอนุมัติไว้แล้ว ก็ไม่ต้องขออนุญาตอีก แต่หากจะไปเก็บในที่แห่งใหม่ ก็ต้องขออนุญาตใหม่

1.การขออนุญาตนำวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ และส่วนสูญเสีย ไปเก็บนอกสถานประกอบการ กำหนดเงื่อนไขไว้ใน ประกาศ สกท ที่ ป.3/2556 ข้อ 10

2.การขออนุญาตนำวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ และส่วนสูญเสีย ไปเก็บนอกสถานประกอบการ ให้ยื่นคำร้องขออนุญาต

3. หลักเกณฑ์การพิจารณา ไม่ทราบแน่ชัด แต่หาก ฺBOI พิจารณาแล้วว่ามีเหตุผลความจำเป็น และมีเอกสารหลักฐานครบถ้วนถูกต้อง น่าจะได้รับอนุญาตทุกกรณี

หากบริษัทตัวแทนฯ รับเศษพลาสติกไปจากโรงงานของเรา โดยจ่ายเงินทุกครั้งที่รับไป ก็เท่ากับเกิดการขายในประเทศ และผิดเงื่อนไขในการใช้สิทธิมาตรา 36 (แม้ว่าหลังจากนั้นจะนำไปส่งออกก็ตาม)

การจ่ายเงินหลังจาก scrap ส่งออกไปต่างประเทศ ไม่น่าจะแก้ผิดเป็นถูกได้ แม้จะส่ง scrap ไปต่างประเทศ แต่ถ้านิติกรรมนั้นเข้าข่ายการซื้อขายในประเทศ ก็อาจจะมีปัญหา เรื่องนี้น่าจะสอบถามกรมศุลกากรด้วย

การส่งออกส่วนสูญเสียที่เป็นสินค้าสำเร็จรูป

1. หากชื่อสินค้าในใบขน ตรงกับสูตรการผลิตที่ได้รับอนุมัติ สามารถยื่นตัดบัญชีตามปกติ โดยไม่ต้องขออนุญาตส่งออกส่วนสูญเสีย

2. หากชื่อสินค้าในใบขน ไม่ตรงกับสูตรการผลิต โดยต้องระบุว่าส่วนสูญเสีย เช่น LEAD FRAME Model FL-2L (NG Product) จะต้องยื่นขออนุญาตส่งออกและขอตัดบัญชีในข่ายส่วนสูญเสีย ซึ่งทำได้ 2 วิธีคือ

2.1 ให้บริษัท Inspector ตรวจสอบรับรองชนิดและปริมาณวัตถุดิบที่ได้ใช้ไป

2.2 จนท. BOI อาจแจ้งต่อไปยัง IC เพื่อให้ตัดบัญชีวัตถุดิบจากสูตรการผลิตนั้นโดยตรง

กรณีนี้แนะนำให้ติดต่อกับ จนท BOI ผู้รับผิดชอบโครงการของบริษัท เพื่อปรึกษาแนวทางดำเนินการ

ถ้าชื่อสินค้าและโมเดลในใบขนสินค้าขาออก ตรงกับสูตรการผลิต จะสามารถตัดบัญชีได้ตามปกติ แต่ถ้าชื่อสินค้าไม่ตรง เช่น มีคำว่า scrap เพิ่ม ต้องระบุว่าส่วนสูญเสีย เช่น LEAD FRAME Model FL-2L (NG Product) จะต้องยื่นขออนุญาตส่งออกและขอตัดบัญชีในข่ายส่วนสูญเสีย

ซึ่งทำได้ 2 วิธีคือ

2.1 ให้บริษัท Inspector ตรวจสอบรับรองชนิดและปริมาณวัตถุดิบที่ได้ใช้ไป

2.2 จนท.BOI อาจแจ้งต่อไปยัง IC เพื่อให้ตัดบัญชีวัตถุดิบจากสูตรการผลิตนั้นโดยตรง

หากส่วนสูญเสียนอกสูตร เป็นชนิดเดียวกันกับวัตถุดิบที่นำเข้า เช่น วัตถุดิบที่นำเข้าคือ PP RESIN และส่วนสูญเสียนอกสูตรคือ SCRAP PP RESIN สามารถขออนุญาตส่งออกได้โดยไม่ต้องให้ Inspector ตรวจสอบรับรอง แต่ทั้งนี้ จะต้องระบุรายการสินค้าในใบขนสินค้าขาออกเป็น SCRAP PP RESIN ด้วย

แต่หากส่วนสูญเสียนอกสูตร เป็นคนละชื่อกับวัตถุดิบ เช่น มีการผสม/ประกอบ เป็นชิ้นส่วนอื่นไปแล้ว จะต้องให้ Inspector ตรวจสอบรับรองว่าสวนสูญเสียนอกสูตรนั้น เกิดจากวัตถุดิบรายการใดบ้าง จำนวนอย่างละเท่าไร จากนั้นจึงจะขออนุญาตส่งออกได้

กรณีเป็นส่วนสูญเสียในสูตรการผลิต

1) ส่วนสูญเสียในสูตรที่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์

- ต้องยื่นขออนุมัติชำระภาษีตามสภาพเศษซาก และชำระภาษีให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะจำหน่ายได้

- หลังจากชำระภาษีแล้ว ไม่สามารถนำมาตัดบัญชีได้อีก เนื่องจากตัดบัญชีไปในสูตรแล้ว

2) ส่วนสูญเสียในสูตรที่ไม่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์

- สามารถนำไปกำจัดได้ตามที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ต้องขออนุญาตจาก BOI การยื่นขอชำระภาษีส่วนสูญเสียในสูตร จึงยื่นเฉพาะรายการตามกรณีที่ 1 เท่านั้น

การขออนุมัติวิธีทำลายส่วนสูญเสียนอกสูตร ใช้เอกสารตามนี้

สำหรับบริษัท

1.1 หนังสือบริษัทฯ ขออนุมัติทำลายส่วนสูญเสีย

1.2 ใบสรุปส่วนสูญเสียแต่ละรายการพร้อมระบุวิธีการทำลาย จำนวน 1 ชุด

1.3 ภาพถ่ายส่วนสูญเสียแยกรายการก่อนทำลาย จำนวน 1 ชุด

สำหรับเจ้าหน้าที่

1.4 แบบสรุปเรื่องการพิจารณาของสำนักงาน

1.5 หนังสือสำนักงานอนุญาตให้ทำลายส่วนสูญเสีย

1.6 ตารางสรุปวิธีการทำลายที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงาน จำนวน 3 ชุด เอกสารไม่มีให้ดาวน์โหลดจากเว็บของ BOI บริษัทสามารถขอรับตัวอย่างเอกสารและไฟล์ ได้จากสำนักที่รับผิดชอบโครงการของบริษัทโดยตรง

1. การทำลายวัตถุดิบและวัสดุจำเป็น ใช้ประกาศฉบับเดียวกัน คือ ประกาศ ป.5/2543

2. ขั้นตอนดำเนินการคือ

2.1 ขออนุมัติวิธีทำลาย (ขอครั้งแรกครั้งเดียว หากครั้งต่อไป จะทำลายวัตถุดิบชนิดเดิม ด้วยวิธีเดิม ไม่ต้องขออนุมัติวิธีทำลายอีก)

2.2 แจ้งให้ผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบส่วนสูญเสียที่ได้รับอนุญาตจาก BOI เข้าร่วมทำการตรวจสอบการทำลาย และรายงานผลการทำลายตามที่ BOI กำหนด

2.3 การทำลายวัตถุดิบและวัสดุจำเป็น ให้ศึกษาและปฏิบัติตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.79/2541

2.4 ยื่นขออนุญาตตัดบัญชีส่วนสูญเสียต่อ BOI

2.5 หากเศษซากมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ ให้ยื่นชำระภาษีตามสภาพเศษซาก ต่อกรมศุลกากร

2.6 ยื่นปรับยอดวัตถุดิบที่ IC

3. ค่าใช้จ่าย ให้ติดต่อกับผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตจาก BOI โดยตรง

กรณีเป็นส่วนสูญเสียที่ผสมกันระหว่างวัตถุดิบที่ใช้สิทธิ BOI และไม่ใช้สิทธิ BOI ไม่สามารถรวมเป็นของ BOI ทั้งหมด ต้องแยกคำนวณตามปริมาณที่ใช้จริงและสูญเสียจริง โดยอาจพิสูจน์ยืนยันตาม BOM ของสินค้าโมเดลนั้นๆ

ส่วนสูญเสียของวัตถุดิบ แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ

1. ส่วนสูญเสียในสูตร

- รวมปริมาณการสูญเสียไว้ในสูตรการผลิตแล้ว

- ไม่ต้องยื่นตัดบัญชีส่วนสูญเสีย เนื่องจากถูกตัดไปพร้อมกับการตัดบัญชีสินค้าตามใบขนหรือ report-v แล้ว

- แต่เนื่องจากเศษซากยังอยู่ในประเทศ ดังนั้น หากเศษซากมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ ต้องขอส่งออกต่างประเทศ หรือหากจะจำหน่ายในประเทศ ต้องขอชำระภาษีตามสภาพเศษซาก

2. ส่วนสูญเสียนอกสูตร

- ไม่รวมปริมาณการสูญเสียไว้ในสูตรการผลิต

- ต้องแยกเก็บ ห้ามปะปนกับส่วนสูญเสียในสูตร

- ต้องขอส่งออกไปต่างประเทศ หรือหากไม่ส่งออก ต้องขอทำลายและชำระภาษีตามสภาพเศษซากหลังทำลาย จากนั้นจึงนำมาปรับยอด (ตัดบัญชีส่วนสูญเสียนอกสูตร)

การชำระภาษีส่วนสูญเสีย จะพิจารณาตามสภาพเศษซาก ตามที่ BOI มีหนังสือแจ้งไปยังกรมศุลกากรเพื่อให้เก็บภาษีโดยกรมศุลกากรจะเป็นผู้ไปตรวจและประเมินอากร เช่น ถ้าส่วนสูญเสียเป็นเศษขี้กลึงอลูมิเนียม 1,000 กก. ราคาประเมิน กก.ละ 80 บาท (สมมุติ) อัตราอากรขาเข้า 0% ก็จะเสียภาษีเฉพาะ vat คือ 1,000 x 80 x 7% = 5,600 บาท

1. ได้ โดย IC จะเป็นผู้ออก report-v ให้ โดยมีขั้นตอนคือ

- เวนเดอร์แจ้งความเอกสารหาย

- ส่งใบแจ้งความให้บริษัทที่โอนสิทธิ เพื่อให้ยื่นต่อ IC ให้ออก report-v ฉบับใหม่แทนฉบับเก่าที่หาย

2. ใบขนขาออก และ report-v ต้องนำมาตัดบัญชีใน 1 ปี นับจากวันส่งออก หรือวันที่ออก report-v หากมีเหตุอันสมควรสามารถขอขยายเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน 1 ปี ตาม ประกาศที่ ป.3/2556 เรื่อง วิธีปฏิบัติในการใช้สิทธิและประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็น เพื่อใช้ในการผลิตเพื่อส่งออก

ขอโทษด้วย คือเป็นเคสที่บริษัท A ยื่นขอตัดบัญชีส่วนสูญเสียต่อ BOI พร้อมกับขอโอนสิทธิการตัดบัญชีวัตถุดิบจากส่วนสูญเสีย ให้กับบริษัท B

1. กรณีนี้จะมีปัญหา เนื่องจากใบโอนสิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบจากส่วนสูญเสีย ที่ออกให้กับ B นี้ จะไม่มีเลขที่และวันที่กำกับในเอกสาร จึงจะตรวจสอบไม่ได้ว่าใบโอนสิทธิดังกล่าว มีอายุเกิน 1 ปีแล้วหรือไม่ ความเห็นส่วนตัว จึงเข้าใจว่า บริษัท B น่าจะนำไปปรับยอดได้

2. กรณีที่ใบโอนสิทธิดังกล่าวหาย จะเกิดปัญหาคือ จะตรวจสอบไม่ได้ว่า บริษัท B เคยมีการนำใบโอนสิทธินั้นไปตัดบัญชีแล้วหรือไม่ เพราะใบโอนสิทธินั้น ไม่มีเลขที่กำกับ ต่างกับกรณี report-v ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่า มีการตัดซ้ำหรือไม่

หากคิดในแง่ลบ เช่น บริษัท B อาจไม่ได้ทำใบโอนสิทธิหาย แต่ไปแจ้งความว่าเอกสารหาย เพื่อให้ออกใบโอนสิทธิใหม่ จึงจะมีใบโอนสิทธิ 2 ชุด และสามารถนำไปตัดบัญชีได้ 2 ครั้ง ซึ่งไม่ถูกต้อง

กรณีนี้เข้าใจว่า BOI น่าจะไม่มีหลักเกณฑ์ปฏิบัติที่ชัดเจน จึงแนะนำว่าควรขอรับคำปรึกษาจาก จนท ผู้ดูแลโครงการของบริษัทโดยตรง

scrap ที่เกิดขึ้นจากวัตถุดิบที่นำเข้าโดยยกเว้นภาษีตามมาตรา 36(1) แบ่งเป็น 2 กรณี ซึ่งต้องดำเนินการขออนุญาตต่างกัน ดังนี้

ส่วนสูญเสียในสูตรการผลิต

- ยื่นขอชำระภาษีตามสภาพเศษ

- ชำระภาษีให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะจำหน่ายได้

- ไม่ต้องนำมาตัดบัญชี (ปรับยอด) อีก

ส่วนสูญเสียนอกสูตรการผลิต

- ขออนุมัติวิธีทำลาย

- ทำลายให้เป็นเศษซากตามวิธีที่ได้รับอนุมัติ

- ให้บริษัท inspector ที่ได้รับมอบหมายตรวจสอบการทำลาย และออกหนังสือรับรอง

- ยื่นขอชำระภาษีตามสภาพเศษซาก และขอตัดบัญชี

- ชำระภาษีให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะจำหน่ายได้

- นำหนังสืออนุมัติและหลักฐานการชำระ ไปยื่นตัดบัญชี (ปรับยอด)

หากกระบวนการรีไซเคิลเกิดขึ้นภายในโรงงาน ก็สามารถทำได้เลย โดยไม่ต้องขออนุญาต BOI แต่ถ้าจะต้องมีการนำออกไปรีไซเคิลนอกโรงงาน จะต้องขออนุญาต BOI เพื่อขอนำวัตถุดิบ และส่วนสูญเสีย ฯลฯ ตามมาตรา 36 ออกไปนอกโรงงาน

ตามประกาศ BOI ที่ ป.5/2543 ข้อ 9.2 กำหนดไว้ว่า การจำหน่ายหรือโอนส่วนสูญเสียที่ได้รับอนุมัติให้รวมอยู่ในสูตรการผลิต (ซึ่งก็คือ "ส่วนสูญเสียในสูตร") จะต้องชำระภาษีอากรตามสภาพโดยใช้พิกัดอัตราศุลกากรในปัจจุบัน ซึ่งหมายความว่า จะต้องชำระภาษีตามสภาพเศษซากก่อนการจำหน่ายหรือโอน กรณีมีปัญหาเรื่องพื้นที่จัดเก็บ สามารถขออนุญาตนำส่วนสูญเสียไปเก็บนอกสถานที่ได้ ตาม ประกาศ BOI ที่ ป.3/2556

ส่วนสูญเสียในสูตร หากจะส่งออก จะต้องขออนุญาตจาก BOI ก่อน ซึ่งเมื่อส่งออก ก็จะปลดภาระภาษีของวัตถุดิบที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้า ส่วนขั้นตอนต่างๆเกี่ยวกับการส่งออก ขอให้สอบถามจากกรมศุลกากรโดยตรง

ส่วนสูญเสียที่เคยได้รับอนุมัติวิธีทำลายแล้ว หากจะทำลายด้วยวิธีเดิมที่อนุมัติ และเป็นส่วนสูญเสียชนิดเดิม ไม่ต้องขออนุมัติวิธีทำลายอีก ปริมาณที่แจ้งไว้ในการขออนุมัติวิธีทำลายในครั้งแรก เป็นเพียงตัวเลขอ้างอิงเท่านั้น จะทำลายมากหรือน้อยกว่านั้นก็ได้ และการทำลายส่วนสูญเสีย จะต้องปฏิบัติตาม คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.79/2541 และหรือระเบียบของหน่วยงานอื่น (ถ้ามี) ด้วย

สมมุติว่าสินค้าของบริษัทคือชิ้นงานขึ้นรูปโลหะ และมีสูตรการผลิตโมเดล A0001 คือ รายการวัตถุดิบ ปริมาณใช้สุทธิ (กรัม) ปริมาณส่วนสูญเสีย (กรัม) ปริมาณใช้รวม (กรัม) Aluminium Pipe 80.0 20.0 100.0

หมายความว่า เมื่อผลิตสินค้าโมเดล A001 จำนวน 1 ชิ้น จะเกิดส่วนสูญเสียจำนวน 20 กรัม

1. ส่วนสูญเสียที่ระบุปริมาณในสูตรการผลิตนี้ เรียกว่า "ส่วนสูญเสียในสูตร" เมื่อส่งผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายต่างประเทศ และนำใบขนมาตัดบัญชี จะตัดบัญชีวัตถุดิบให้ชิ้นละ 100 กรัม คือตัดปริมาณส่วนสูญเสียในสูตรไปให้ด้วย

2. กรณีที่ผลิตสินค้าออกมาแล้วกลายเป็นของเสีย ไม่สามารถจำหน่ายได้ จะไม่สามารถตัดบัญชีตามปกติได้ เนื่องจากไม่มีหลักฐานส่งออก

กรณีนี้จะถือว่าสินค้าที่ไม่สามารถจำหน่ายได้นั้น เป็น "ส่วนสูญเสียนอกสูตร" จะต้องขออนุมัติวิธีทำลาย จากนั้นทำการทำลายตามวิธีที่ได้รับอนุญาตโดยมี inspector ตรวจสอบรับรอง จากนั้นจึงนำใบรับรองที่ออกโดย inspector มายื่นขอตัดบัญชีวัตถุดิบต่อไป เรื่องส่วนสูญเสีย มีรายละเอียดตาม

link : http://www.faq108.co.th/boi/rm36/scrap.php

ให้ดูจากประกาศ ที่ ป.5/2543 ประกอบไปด้วย ดังนี้

1. สินค้าที่ผลิตขึ้นมาแล้ว แต่ถูกยกเลิกออเดอร์และจำหน่ายไม่ได้ ถือเป็น "ส่วนสูญเสีย" ตามข้อ 3.3 ของประกาศ

2. สามารถดำเนินการได้ 3 วิธี คือ 1)ขอทำลาย 2)ขอบริจาค 3)ขอส่งออก

3. หากจะส่งออก ให้ขออนุญาตก่อน ตามข้อ 5 และ 5.6 ของประกาศ

4. เมื่อส่งออกแล้วให้นำหลักฐานมาตัดบัญชี ตามข้อ 6.3 ของประกาศ เมื่อบริษัทเลือกที่จะส่งส่วนสูญเสียออกไปต่างประเทศ ก็ไม่ต้องทำลาย แต่จะต้องยื่นขออนุญาตจาก BOI ก่อน

ถูกต้อง ตามตัวอย่างที่สอบถาม เมื่อผลิตสินค้า A0001 จำนวน 1 ชิ้น จะเกิดส่วนสูญเสียในสูตร คือเศษขี้กลึงอลูมิเนียม 20 กรัม ซึ่งจะต้องแยกเก็บไว้ก่อน เมื่อส่งสินค้า A0001 ออกไปต่างประเทศ และนำหลักฐานมาตัดบัญชี จะได้รับการตัดบัญชีรวมส่วนสูญเสียในสูตร (เศษขี้กลึง) 20 กรัมนี้ด้วย แต่เนื่องจากเศษขี้กลึง 20 กรัมนี้ ไม่ได้ส่งออก และเป็นเศษซากที่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ จึงต้องชำระภาษีตามสภาพเศษซากก่อนที่จะจำหน่ายในประเทศ โดยส่วนสูญเสียในสูตรนี้ ไม่ต้องทำลายซ้ำ และไม่ต้องให้ inspector มาตรวจสอบรับรองปริมาณ

การจัดเก็บส่วนสูญเสียในสูตร จะต้องแยกจากส่วนสูญเสียนอกสูตร เนื่องจากส่วนสูญเสียนอกสูตร ต้องให้ inspector ตรวจสอบรับรองชนิด ปริมาณ สาเหตุการสูญเสีย และรับรองการทำลาย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่แตกต่างกับส่วนสูญเสียในสูตร

ตามประกาศสำนักงาน ที่ 5/2543 เรื่อง เงื่อนไขและวิธีการสำหรับส่วนสูญเสียและเศษซากของวัตถุดิบตามมาตรา 36(1) ส่วนสูญเสียนอกสูตรการผลิต สามารถดำเนินการเพื่อตัดบัญชีได้ 3 วิธี คือ

1. ทำลายให้เป็นเศษซาก ตามวิธีทำลายที่สำนักงานอนุมัติ โดยต้องมีบริษัท Inspector ที่ได้รับมอบหมายจากสำนักงานฯ ร่วมควบคุมตรวจสอบรับรอบในการทำลายด้วย

- หากเศษซากหลังทำลาย มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ จะต้องชำระภาษีตามสภาพเศษซากให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะตัดบัญชีให้

2. ส่งออกไปต่างประเทศตามที่สำนักงานอนุมัติ

3. บริจาคตามที่สำนักงานอนุมัติ

ดังนั้น หากบริษัทเลือกใช้วิธีที่ 1 ให้ต้องดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้

1.ขออนุมัติวิธีทำลาย (หากจะทำลายส่วนสูญเสียชนิดเดิม ด้วยวิธีเดิมที่ได้รับอนุมัติแล้ว ไม่ต้องขออนุมัติวิธีทำลายซ้ำอีก)

2.ติดต่อบริษัท Inspector ที่ได้รับมอบหมายจากบีโอไอ ให้มาตรวจสอบชนิดและปริมาณของส่วนสูญเสียนอกสูตร และตรวจสอบควบคุมการทำลายให้เป็นตามที่ได้รับอนุมัติ

3.ยื่นขอตัดบัญชีส่วนสูญเสียนอกสูตรต่อ BOI

- หากเศษซากหลังทำลายมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ ให้ยื่นขอชำระภาษีเศษซากด้วย

4.นำหนังสืออนุมัติไปตัดบัญชี (ปรับยอด) ที่ IC

- หากเศษซากหลังทำลายมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ ให้นำหนังสือ BOI ไปติดต่อชำระภาษีที่กรมศุลกากรก่อน จากนั้นจึงแนบใบเสร็จรับเงินภาษีไปพร้อมกับการขอตัดบัญชี (ปรับยอด) ที่ IC การจำหน่ายเศษซากที่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ จะทำได้เมื่อชำระภาษีตามสภาพเศษซากต่อกรมศุลกากรแล้ว

วิธีการทำลายขึ้นอยู่กับชนิดและสภาพของส่วนสูญเสียนอกสูตรนั้นๆ เช่น ตัด อัด บด ทุบทำลาย หลอม หรือจ้างให้นำไปกำจัดโดยวิธีต่าง เช่น เผา เป็นต้น

การจัดการกากอุตสาหกรรม ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนด เช่น การจะนำของเสียที่เป็นอันตรายไปจ้างทำลาย (เช่น เผาทำลาย หรือบำบัดพิษ) ก็ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานราชการว่าด้วยการนั้นๆ

รายละเอียดของของเสียแต่ละอย่าง เกินว่าที่จะตอบภายใต้กรอบคำถามของ BOI ได้ คงจะต้องติดต่อกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรง (http://www2.diw.go.th/PIC/law_01.html)

หากส่วนสูญเสียนอกสูตรของบริษัทเป็นชิ้นงานโลหะ แม้ว่าจะทำลายแล้ว ก็ยังมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ จึงมีขั้นตอนดังนี้

1. ทำลายให้ไม่อยู่ในสภาพเดิม

2. ชำระภาษีตามสภาพเศษหลังทำลาย

3. จากนั้นจะจำหน่ายให้โรงหลอม โรงรับซื้อเศษเหล็ก โรงรีไซเคิล อย่างไรก็ได้ แต่ให้เป็นไปตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สรุปตามที่สอบถามคือ จะจำหน่ายให้โรงคัดแยกและรีไซเคิลก็ได้ แต่ต้องทำลาย และชำระภาษีตามสภาพเศษเหล็กก่อน

ตามประกาศของบีโอไอ ป.5/2543 "เศษซาก" หมายถึง ส่วนสูญเสียที่ถูกทำลายจนไม่เหลือสภาพเดิมส่วนสูญเสียนอกสูตรจะต้องผ่านการทำลายเป็น "เศษซาก" ก่อน การพ่นสเปรย์ชิ้นงานโลหะที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ถือเป็นการทำลายส่วนสูญเสียให้กลายเป็นเศษซาก

วิธีทำลายโดยการเผาและฝังกลบ ใช้ได้กับส่วนสูญเสียหลายประเภท แต่ก็มีที่ใช้ไม่ได้ เช่น ส่วนสูญเสียจำพวกโลหะ เป็นต้น ในการขออนุมัติวิธีทำลาย จะต้องระบุด้วยว่าเป็นวิธีทำลายส่วนสูญเสียอะไร ดังนั้น หากบริษัทเคยยื่นขออนุมัติวิธีทำลายโดยการเผาและฝังกลบ แต่ยังไม่ครอบคลุมส่วนสูญเสียทั้งหมด ก็สามารถยื่นขออนุมัติเข้าไปเพิ่มเติมได้อีก

มีประเด็นที่ควรระวัง คือ แผ่นพลาสติก ซึ่งไม่แน่ใจว่ารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร หากมีความสุ่มเสี่ยงที่จะนำไปรีไซเคิลได้ เจ้าหน้าที่ก็อาจจะไม่อนุญาตให้ทำลายโดยการเผา แต่อาจจะให้ใช้วิธีทุบทำลาย และเสียภาษีตามสภาพเศษซาก แต่ถ้าหากเป็นพลาสติกที่ฉีดยึดติดกับวัตถุดิบชนิดอื่น จนยากที่จะแกะออก และมีปริมาณต่อหน่วยจำนวนไม่มาก ไม่คุ้มกับการคัดแยก ก็อาจจะอนุญาตให้ใช้วิธีเผาทำลายไปพร้อมกันได้

ส่วนสูญเสียนอกสูตร หมายถึงส่วนสูญเสียที่เกิดขึ้นเป็นครั้งเป็นคราวในอัตราส่วนที่ไม่คงที่ กรณีของคุณหากฉาบกาวแล้วเป็นตามด (ฟองอากาศ) ถือเป็นส่วนสูญเสียนอกสูตร เพราะแต่ละครั้งเกิดขึ้นมากบ้างน้อยบ้างไม่เท่ากัน ส่วนสูญเสียนอกสูตรนี้ ให้ดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อตัดบัญชีได้ 3 วิธี คือ

1. ทำลายให้เป็นเศษซาก ตามวิธีทำลายที่สำนักงานอนุมัติ โดยต้องมีบริษัท Inspector ที่ได้รับมอบหมายจากสำนักงานฯ ร่วมควบคุมตรวจสอบรับรอบในการทำลายด้วย

- หากเศษซากหลังทำลาย มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ จะต้องชำระภาษีตามสภาพเศษซากให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะตัดบัญชีให้

2. ส่งออกไปต่างประเทศตามที่สำนักงานอนุมัติ

3. บริจาคตามที่สำนักงานอนุมัติ

ดังนั้น หากบริษัทเลือกใช้วิธีที่ 1 ให้ต้องดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้

1.ขออนุมัติวิธีทำลาย (หากจะทำลายส่วนสูญเสียชนิดเดิม ด้วยวิธีเดิมที่ได้รับอนุมัติแล้ว ไม่ต้องขออนุมัติวิธีทำลายซ้ำอีก)

2.ติดต่อบริษัท Inspector ที่ได้รับมอบหมายจากบีโอไอ ให้มาตรวจสอบชนิดและปริมาณของส่วนสูญเสียนอกสูตร และตรวจสอบควบคุมการทำลายให้เป็นตามที่ได้รับอนุมัติ

3.ยื่นขอตัดบัญชีส่วนสูญเสียนอกสูตรต่อ BOI

- หากเศษซากหลังทำลายมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ ให้ยื่นขอชำระภาษีเศษซากด้วย

4.นำหนังสืออนุมัติไปตัดบัญชี (ปรับยอด) ที่ IC

- หากเศษซากหลังทำลายมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ ให้นำหนังสือ BOI ไปติดต่อชำระภาษีที่กรม

การขออนุมัติวิธีทำลาย ใช้เวลาพิจารณาอนุมัติประมาณ 3-4 สัปดาห์ หลังจากนั้นจึงให้ inspector มาตรวจสอบการทำลาย จากนั้นยื่นขอตัดบัญชี และยื่นชำระภาษี (ถ้ามี) แล้วจึงนำหลักฐานไปปรับยอดที่ IC หากเริ่มทำครั้งแรก น่าจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 3 เดือน จึงต้องดูว่าโรงงานมีพื้นที่สำหรับเก็บส่วนสูญเสียได้มากน้อยเพียงใด และต้องรีบตัดบัญชีส่วนสูญเสียนี้หรือไม่ ถ้ามีพื้นที่เพียงพอ และไม่รีบร้อนตัดบัญชีส่วนสูญเสียนอกสูตร จะทำปีละ 1-2 ครั้ง ก็ไม่มีปัญหาอะไร

การจำแนกประเภทพิกัดสินค้า หลักเกณฑ์ข้อ 5 (ข) กำหนดไว้ว่า "วัตถุและภาชนะสำหรับใช้ในการบรรจุที่บรรจุของเข้ามา ให้จำแนกเข้าประเภทเดียวกันกับของนั้นถ้าวัตถุและภาชนะนั้นเป็นชนิดที่ตามปกติใช้สำหรับบรรจุของดังกล่าว อย่างไรก็ตามไม่ให้ใช้ข้อกำหนดนี้เมื่อเห็นได้ชัดว่า วัตถุและภาชนะสำหรับใช้ในการบรรจุนั้นเหมาะสำหรับใช้ซ้ำได้อีก"

แกนพลาสติกพันสายไฟ น่าจะเป็นวัตถุที่ใช้ซ้ำได้อีก จึงอาจเข้าข่ายที่ต้องจำแนกพิกัดสินค้าคนละรายการกับสายไฟและสามารถขออนุมัติบัญชีรายการวัตถุดิบจาก BOI เป็น 1.สายไฟ และ 2.แกนพลาสติก ได้ สายไฟจะตัดบัญชีได้ตามสูตรการผลิต

ส่วนแกนพลาสติกจะไม่สามารถตัดบัญชีได้ แต่สามารถดำเนินการดังนี้

1. ขอส่งคืนไปต่างประเทศโดยไม่มีภาระภาษี

2. ขอทำลายในข่ายส่วนสูญเสียนอกสูตร และชำระภาษีตามสภาพเศษซาก แล้วจึงจำหน่ายเป็นเศษพลาสติก หรือไม่อย่างนั้น ก็อาจชำระอากรแกนพลาสติกตั้งแต่ตอนที่นำเข้า และเมื่อใช้เสร็จแล้วก็จำหน่ายในประเทศต่อไป

การแสดงรายการในอินวอยซ์น่าจะเป็นเช่นนั้น plastic spool, plastic reel, plastic bobbin, plastic roll แล้วแต่จะเรียก

การขอทำลายส่วนสูญเสียนอกสูตร จะต้องมีวิธีการจำกัดที่เหมาะสมไม่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม การทิ้งเศษพลาสติกเป็นขยะ ไม่ใช่การกำจัดที่เหมาะสม ทั้งนี้ บริษัทต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมด้วย

1. แกนพลาสติกตัดบัญชีไม่ได้ คือ ไม่สามารถตัดบัญชีจากสูตรการผลิตโดยตรง เพราะในสูตรการผลิตจะใส่ปริมาณการใช้งานแกนพลาสติกไม่ได้ ดังนั้น แม้จะส่งสินค้าไปจำหน่ายต่างประเทศและนำใบขนมาตัดบัญชี ก็ไม่สามารถตัดบัญชีแกนพลาสติกได้

2. หากจะขอทำลายเป็นส่วนสูญเสียนอกสูตร ก็ต้องให้ inspector มาตรวจสอบรับรองปริมาณและการทำลาย ตามประกาศ BOI และชำระภาษีตามสภาพเศษซาก แล้วจึงนำหลักฐานมาปรับยอด

เศษโลหะ เศษพลาสติก ฯลฯ ปกติจะถือว่ามีมูลค่าครับ

1. ถ้ามีคนมารับซื้อ ก็มีมูลค่า

2. ถ้ามีคนมาขนไปให้ฟรี ก็มีมูลค่า (ไม่อย่างนั้นคงไม่มีใครยอมเสียเวลา เสียค่าน้ำมัน มาขนไปให้)

ส่วนสูญเสียจะต้องทำลายเป็นเศษซาก หากเศษซากนั้นมีพิษหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จะต้องนำไปกำจัดด้วยวิธีที่เหมาะสมไม่ก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โดยหน่วยงานหรือผู้ประกอบการที่ BOI ให้ความเห็นชอบ บริษัท Inspector มีหน้าที่ต้องตรวจสอบจนถึงขั้นตอนการทำลายเสร็จ แต่บริษัท Inspector ไม่ต้องร่วมตรวจสอบในขั้นตอนการจำกัด คือ ให้บริษัทที่นำไปกำจัดต่อ เป็นผู้ออกหนังสือรับรองการกำจัด (ชนิด ปริมาณ วิธีจำกัด) เพื่อแนบเป็นหลักฐานร่วมกับหนังสือรับรองของ Inspector

กรณีที่สอบถาม อาจไม่ได้แจ้งขั้นตอนการทำลายมาทั้งหมด การฝังกลบอาจเป็นเพียงขั้นตอนการกำจัดก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นขั้นตอนการกำจัด บ.Inspector ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ร่วมในการจำกัด แต่ต้องมีหลักฐานการตรวจสอบส่วนสูญเสียและรับรองการทำลายของ Inspector และหนังสือรับรองการกำจัดของหน่วยงานที่กำจัด จึงจะใช้ตัดบัญชีได้

การชำระภาษีส่วนสูญเสีย จะยื่นขอชำระที่ด่านใดก็ได้ เนื่องจากการให้ไปชำระภาษีส่วนสูญเสียนั้น จะไม่อ้างถึงใบขนขาเข้าและอินวอยซ์ เพราะส่วนสูญเสียนั้นอาจเกิดจากวัตถุดิบที่นำเข้ามาหลายอินวอยซ์และหลายด่านก็ได้ การยื่นคำร้องถึง BOI หากไม่ระบุด่านที่จะขอชำระภาษี BOI จะออกหนังสือให้ไปชำระภาษีอากรส่วนสูญเสีย ถึงผู้อำนวยการส่วนบริหารกลาง สำนักงานท่าเรือกรุงเทพ แต่หากบริษัทต้องการไปชำระภาษีที่ด่านใดด่านหนึ่ง ก็ให้ระบุหมายเหตุในหนังสือที่ยื่นต่อ BOI เพื่อให้ BOI มีหนังสือไปยังด่านนั้น

NG ที่เกิดขึ้น เป็นส่วนสูญเสียนอกสูตร เบื้องต้นลองศึกษาข้อมูลตาม link : http://www.faq108.co.th/boi/rm36/scrap.php

หากบริษัทนำเข้าวัตถุดิบโดยชำระภาษีอากร ก็ไม่ต้องขอบัญชีปริมาณวัตถุดิบ สูตรการผลิต และตัดบัญชี ต่อ BOI ส่วนสูญเสียที่เกิดขึ้น จะขายเป็นเศษเหล็ก หรือนำกลับมาหลอมใช้ใหม่ในโครงการก็ได้

สรุปคือไม่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขทุกอย่างเกี่ยวกับมาตรา 30 (กรณีจำหน่ายประเทศ) และมาตรา 36 (กรณีส่งออก) เพราะไม่ใช้สิทธิยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากรเข้ามา

ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัตถุดิบที่ไม่ได้ใช้สิทธิ ยังคงถือเป็นผลิตภัณฑ์ตามโครงการ BOI ในบัตรส่งเสริม มีการกำหนดเงื่อนไข และสิทธิประโยชน์ เอาไว้ เงื่อนไข เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติให้ครบถ้วน มิฉะนั้นอาจถูกเพิกถอนสิทธิหรือเพิกถอนบัตร สิทธิประโยชน์ บริษัทจะใช้สิทธิที่ได้รับไป หรือไม่ใช้ ก็ได้

1.ตรวจสอบว่าได้รับสิทธิมาตรา 36 หรือไม่

2.ขออนุมัติบัญชีรายการวัตถุดิบและปริมาณสต็อกสูงสุด

3.สมัครใช้บริการระบบ RMTS-2011 และบันทึกบัญชีที่ได้รับอนุมัติในระบบ

4.ขอส่งปล่อยวัตถุดิบ เป็นรายอินวอยซ์

5.ขออนุมัติสูตรการผลิต และบันทึกสูตรที่ได้รับอนุมัติในระบบ

6.ตัดบัญชีวัตถุดิบ ตามใบขนขาออก หรือรายงานโอนสิทธิ (report-v) ที่ได้รับจากลูกค้า

7.ตัดบัญชี/ชำระภาษีเศษซากวัตถุดิบ ฯลฯ

ส่วนสูญเสีย ต้องทำลายตามวิธีที่ได้รับอนุญาต จากนั้นขอชำระภาษีตามสภาพเศษซาก แล้วจึงตัดขอบัญชีเพื่อปรับยอด

1. วัตถุดิบที่ใช้สิทธิ BOI หากเสียหาย ก็สามารถขอทำลายในข่ายส่วนสูญเสียนอกสูตรได้ตามหลักเกณฑ์

2. ส่วนวัตถุดิบที่นำเข้ามาใหม่ ก็สามารถขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีได้อีก

BOI มีวิธีการช่วยเหลือตามขั้นตอนข้างต้นอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรที่บริษัทจะเสียภาษีวัตถุดิบเข้ามาเอง หรือหากบริษัทต้องการชำระภาษี ก็ควรเป็นการอ้างถึงหนังสือสั่งปล่อยงวดก่อนที่เคยใช้สิทธิ ไม่ควรเป็นการชำระภาษีในการนำเข้าครั้งต่อไป ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกัน

1. หากจะไม่ทำลาย แต่จะชำระภาษี ก็สามารถทำได้ แต่โดยหลักการ ควรนำใบขนที่สั่งปล่อยไปก่อนหน้านี้ มายื่นขอชำระภาษีบางรายการที่ต้องการชำระภาษีคืน

2. สามารถเก็บรวมของที่เสียหาย เพื่อรวมทำลายเพียงครั้งเดียวก็ได้

3. การทำลาย กับการนำเข้ามาทดแทน ไม่เกี่ยวข้องกัน สามารถนำเข้ามาทดแทนได้ โดยการสั่งปล่อยตามปกติ ไม่ต้องรอให้ทำลายเสร็จก่อน

คำแนะนำคือ

1. ส่วนที่เสียหาย ให้รวบรวมจนได้ปริมาณมากพอ จึงขอทำลายและตรวจสอบตัดบัญชีในภายหลัง (การเก็บ ให้แยกตามประเภทวัตถุดิบ และลักษณะการเสียหาย)

2. ระหว่างนั้นก็สั่งปล่อยเพิ่มเติมเพื่อนำมาใช้แทนส่วนที่เสียหาย

3. ส่วนที่เสียหายตามข้อ 1 จะมียอดค้างใน balance ใน max stock ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทำลายและตัดบัญชีเสร็จ

4. ไม่มีความจำเป็นต้องเสียภาษีสำหรับส่วนที่นำเข้ามาใช้แทน แต่หากมีเหตุผลอื่นก็ขึ้นกับการตัดสินใจของบริษัท

สินค้าที่ไม่สามารถส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศได้ จัดอยู่ในข่าย ส่วนสูญเสียนอกสูตร สามารถขอทำลายได้ตามขั้นตอนดังนี้

ขออนุมัติวิธีทำลาย ทำลายตามวิธีที่ได้รับอนุมัติ โดยให้มีบริษัทผู้ตรวจสอบที่ได้รับอนุญาตจาก BOI ร่วมทำการตรวจสอบระหว่างทำลาย และจัดทำรายงานผลการทำลายตามที่ BOI กำหนด

ในการทำลายต้องแจ้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น กรมสรรพากร ผู้สอบบัญชี .. คำสั่งกรมสรรพากร ป.79/2541 ป.84/2542 (กรุณาตรวจสอบเองอีกครั้งหนึ่ง)

ขออนุมัติตัดบัญชีส่วนสูญเสียนอกสูตร และขอชำระภาษีอากรเศษซากที่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ ชำระภาษีเศษซากที่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์

ยื่นตัดบัญชีต่อ IC

ดูได้จาก link : http://www.faq108.co.th/common/topic/boiform.php
ค้นได้จาก ประกาศ BOI และเลือกหมวดหมู่วัตถุดิบ

หากต้องการใช้สิทธิมาตรา 36 เพื่อยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบที่นำเข้ามาผลิตเพื่อการส่งออก จะต้องดำเนินการดังนี้

1.ขออนุมัติบัญชีปริมาณสต๊อกวัตถุดิบสูงสุด

2.สมัครใช้บริการ

- ขอ Project Code

- กำหนดวันนำเข้าครั้งแรก

3.ขออนุมัติสั่งปล่อยวัตถุดิบเพื่อยกเว้นอากรขาเข้า

4.ขออนุมัติสูตรการผลิต

5.ตัดบัญชีวัตถุดิบสำหรับสินค้าที่ส่งออก

6.ดำเนินการอื่นๆ ตามประกาศและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิมาตรา 36

ในขั้นแรก แนะนำให้เข้าฝึกอบรมหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับงานวัตถุดิบ ที่สมาคม IC จัดขึ้นเป็นประจำ

1. วัตถุดิบที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิมาตรา 36(1) จะต้องใช้ผลิต ผสม ประกอบผลิตภัณฑ์ เฉพาะที่ใช้ในการส่งออก และเฉพาะในกิจการที่ได้รับส่งเสริมเท่านั้น

2. เครื่องจักรที่ใช้ในกิจการที่ได้รับการส่งเสริม จะซื้อมาเองโดยไม่ใช้สิทธิมาตรา 28 ก็ได้ แต่จะต้องเป็นเครื่องจักรใหม่ หรือกรณีเป็นเครื่องจักรเก่าจากต่างประเทศต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพและอายุไม่เกินกว่าที่กำหนดในบัตรส่งเสริม

3. การนำวัตถุดิบตามข้อ 1 ไปใช้ผลิตโดยเครื่องจักรตามข้อ 2 ถือว่าปฏิบัติถูกต้อง

วิธีการขออนุมัติบัญชีรายการวัตถุดิบและวัสดุจำเป็น

1. กำหนดสูตรการผลิตสินค้าที่จะนำมาเป็นตัวอย่าง เพื่อใช้ในการคำนวณปริมาณสต๊อกวัตถุดิบสูงสุด โดยจะกำหนดเพียง 1 สูตรหรือหลายสูตรก็ได้

2. ประมาณการผลิตตามกำลังผลิตสูงสุด 6 เดือน ของสินค้าแต่ละโมเดลตามข้อ 1.1

3. คำนวณเป็นรายการและปริมาณวัตถุดิบสูงสุดที่ต้องการใช้ในระยะเวลา 6 เดือน

รายละเอียดจำเป็นต้องมีการอธิบายมากกว่านี้ ซึ่งคิดว่าหากไม่เคยศึกษาข้อมูลมาก่อน น่าจะเข้าใจยาก แนะนำให้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับการใช้สิทธิประโยชน์วัตถุดิบและวัสดุจำเป็น มาตรา 36 ซึ่งสมาคมสโมสรนักลงทุนจัดขึ้นเป็นประจำ

หากบริษัท A (BOI) ผลิตสินค้าตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม และจำหน่ายในประเทศให้กับบริษัท B (BOI) จากนั้นบริษัท B นำไปส่งออก/หรือผลิตต่อเป็นสินค้าแล้วส่งออก บริษัท A สามารถใช้สิทธิประโยชน์ตามมาตรา 36 เพื่อยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับวัตถุดิบที่นำเข้ามาเพื่อผลิตเพื่อการส่งออกได้

กิจการ IPO และกิจการ ITC มีเงื่อนไขเหมือนกัน คือ ต้องมีขนาดการลงทุนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) และต้องมีทุนจดทะเบียนเรียกชำระไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท ดังนั้น การแก้ไขประเภทกิจการจาก IPO เป็น ITC จึงไม่ต้องลงทุนเพิ่ม และไม่ต้องเพิ่มทุนจดทะเบียน โดยจะได้รับยกเลิกเงื่อนไขเดิมของ IPO ที่ไม่เป็นเงื่อนไขของ ITC ด้วย และสามารถจัดซื้อสินค้าสำเร็จรูปได้ โดยต้องเป็นการค้าส่งในประเทศหรือส่งออกต่างประเทศ โดยไม่เข้าข่ายนายหน้าหรือตัวแทน

หลักเกณฑ์ปัจจุบัน สิทธิมาตรา 36 ให้เป็นเวลา 1 ปี ทุกประเภทกิจการ (A1-A4, B1) ตามประกาศ กกท ที่ 2/2557 ข้อ 9.1

การขยายเวลานำเข้าวัตถุดิบ กำหนดไว้ตามประกาศ สกท ที่ ป.3/2556 ข้อ 8 คือ ครั้งละไม่เกิน 2 ปีในทางปฏิบัติ ปกติจะให้ขยายเวลาครั้งละ 2 ปีเสมอ ยกเว้นกิจการบางประเภท เช่น IPO/ITC จะขยายให้ครั้งละ 1 ปี หรือหากเป็นกรณีที่ยังไม่เคยตัดบัญชีวัตถุดิบ อาจขยายให้เพียง 6 เดือนไปก่อน

กรณีที่สอบถามไม่ชัดเจนว่าบริษัท A ได้รับส่งเสริมหรือไม่ / ใครเป็นผู้นำเข้า / ใครใช้สิทธิใคร / ใครเป็นผู้ส่งออก จึงขอตอบเฉพาะหลักการคือ

1. การจะใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 36 ผู้ที่ได้รับสิทธิ (บริษัท BOI) จะต้องมีสถานะเป็นผู้นำเข้า

2. การรับจ้างผลิตสินค้าชนิดเดียวกับที่ได้รับส่งเสริม โดยมีกรรมวิธีผลิตครบถ้วนที่ได้รับส่งเสริม ถือเป็นการผลิตสินค้าตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม สามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้ตามปกติ

3. กรณีใช้สิทธินำเข้าวัตถุดิบตามาตรา 36(1) จะต้องผลิตเพื่อส่งออกโดยตรง หรือจำหน่ายให้กับบริษัทที่ได้รับส่งเสริมเพื่อส่งออกทางอ้อม และรับหลักฐานการส่งออก (report-v) เพื่อตัดบัญชีวัตถุดิบต่อไป

A (non-BOI) จ้างให้ B (BOI) ผลิตสินค้า โดย A จัดหาวัตถุดิบจากต่างประเทศมาให้ B โดย B มีสถานะเป็นผู้นำเข้า (คือ Bill to A, Ship to B) เมื่อผลิตเสร็จ A จะรับสินค้านั้นไปส่งออก และสลักหลังใบขนขาออกเพื่อโอนสิทธิตัดบัญชีให้กับ B

ตอบคำถามตามนี้

1. สินค้าที่ B (BOI) รับจ้างผลิต ต้องเป็นสินค้าตามบัตรส่งเสริม และมีขั้นตอนการผลิตครบตามที่ได้รับส่งเสริม จึงจะใช้สิทธิประโยชน์ต่างๆได้

2. หาก B เป็นหุ้นต่างชาติข้างมาก ต้องขอใบรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวด้วย เนื่องจากจะเข้าข่ายการรับจ้างให้บริการทำของ

3. กรณีเป็นการส่งออกทางอ้อมตามที่สอบถาม

แนะนำให้ A ยื่นขอรับการส่งเสริมในข่าย ITC เพื่อให้ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบตามมาตรา 36 ซึ่งเมื่อ B จำหน่ายให้ A และ A นำไปส่งออก A ก็จะสามารถโอนสิทธิตัดบัญชีให้ B ด้วย report-v ตามขั้นตอนการปฏิบัติในการใช้สิทธิมาตรา 36 ของ BOI ได้

4. ส่วนกรณีที่ A สลักหลังเพื่อโอนสิทธิให้ B นำไปตัดบัญชี ขอไม่ตอบบนหน้าเว็บบอร์ด

ถ้าเป็นการขาย ก็ทำการขายตามปกติ และยื่นขอตัดบัญชีตามปกติ แต่ถ้าจะส่งคืน ก็ทำเรื่องขออนุญาตส่งคืนส่วนสูญเสียไปต่างประเทศ จากนั้นทำเรื่องขอตัดบัญชีเพื่อปรับยอดส่วนสูญเสียที่ส่งคืนต่างประเทศ

ผู้ได้รับส่งเสริมที่นำวัตถุดิบจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อผลิตส่งออก หาก Max Stock เต็ม สามารถชำระภาษีอากรโดยทำเรื่องสงวนสิทธิ และขอสั่งปล่อยคืนอากรได้ในภายหลัง

A (โรงงานผลิต BOI) สามารถซื้อวัตถุดิบจาก IPO เพื่อนำไปผลิตและส่งออกได้ โดยยังคงได้รับสิทธิด้านวัตถุดิบ

โดยมีขั้นตอนตอนตามนี้

IPO นำเข้าวัตถุดิบโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตาม ม.36 พักเก็บสินค้าในโกดัง จากนั้นจำหน่ายให้ A

เมื่อ A ผลิตและส่งออก ก็โอนสิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบให้ IPO

IPO นำ report-v ที่ได้รับจาก A มาตัดบัญชีวัตถุดิบของตนเองต่อไป

ของที่ส่งออก ไม่ตรงกับผลิตภัณฑ์ในบัตร จึงจะใช้สิทธิไม่ได้ หากต้องการใช้สิทธิ ก็ต้องแก้ไขชนิดผลิตภัณฑ์ในบัตรส่งเสริมให้ครอบคลุมถึงชิ้นส่วนที่จะส่งออก

เป็นการแก้ไขชนิดผลิตภัณฑ์ เช่น แก้ไขจากผลิตภัณฑ์ A เป็น ผลิตภัณฑ์ A และชิ้นส่วน แต่ถ้าจะส่งไปชิ้นส่วนไปตรวจสอบแค่ครั้งสองครั้ง อาจจะใช้วิธีชำระภาษี โดยไม่แก้ไขโครงการก็ได้

IPO จะซื้อจากในหรือนอกประเทศก็ได้ และจะจำหน่ายในประเทศหรือส่งออกก็ได้ แต่ต้องซื้อมาพักเก็บในคลังสินค้าของตนเอง โดยต้องไม่ใช่เป็นการซื้อขายในข่ายนายหน้าตัวแทน

หาก Tray เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ติดไปกับสินค้าส่งออก ก็สามารถขออนุมัติบัญชีรายการวัตถุดิบได้

1. การชิ้นส่วนเข้ามาประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออก หากเป็นไปตามขั้นตอนที่ได้รับส่งเสริมหรือไม่ ก็สามารถขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีตามมาตรา 36(1) ได้

2. วัตถุดิบที่นำเข้าเพื่อผลิตส่งออก หากไม่สามารถส่งออกได้ และจัดอยู่ในข่าย "ส่วนสูญเสีย" ตามประกาศ ป.7/2543 ตาม Link จะสามารถขออนุมัติทำลาย และชำระภาษีตามสภาพเศษซาก (ถ้ามี) เพื่อปลอดจากภาระภาษีอากรได้

3. วัตถุดิบที่นำเข้ามาผลิตสินค้าทดสอบ โดยไม่มีวัตถุประสงค์จะส่งออก ไม่เป็นไปตามนิยาม "ส่วนสูญเสีย" ตามประกาศ ป.7/2543 จึงไม่อยู่ในข่ายจะขอทำลายเพื่อตัดบัญชี

หากจะนำวัตถุดิบเข้ามาผลิตทดสอบ โดยไม่มีเจตนาส่งออก ก็ไม่ควรใช้สิทธิ ม.36 ตั้งแต่ต้น แต่หากนำเข้ามาผลิต เพื่อส่งไปเป็นตัวอย่างหรือตรวจสอบต่างประเทศ จะขอใช้สิทธิ ม.36 ได้ ซึ่งกรณีนี้ หากผลิตแล้วเสียหาย ส่งออกไม่ได้ จะขอทำลายก็ได้

พรบ.ส่งเสริมการลงทุนของ BOI ฉบับปัจจุบัน มีอำนาจในการยกเว้นอากรขาเข้า แต่ไม่มีอำนาจในการยกเว้น VAT การที่บริษัทที่ได้รับ BOI ไม่ต้องเสีย VAT เป็นไปตาม ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร วันที่ 27 ธันวาคม 2534 ที่อนุญาตให้ใช้หนังสืออนุมัติให้นำเข้าวัตถุดิบของ BOI เป็นหนังสือในการค้ำประกัน VAT และถอนค้ำประกัน ได้ แต่กรณีการซื้อขายวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนภายในประเทศ ระหว่างบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมนั้น BOI จะไม่ออกหนังสือยกเว้นอากรขาเข้าให้ จึงต้องชำระ VAT ตามปกติ

การใช้สิทธิตามมาตรา 36 ไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องผลิตส่งออกใน 1 ปี แต่มีข้อกำหนดคือ

1. จะต้องยื่นขอตัดบัญชีภายใน 1 ปี นับจากวันที่ในใบขนขาออก หรือหากมีเหตุผลจำเป็น ให้ขยายการตัดบัญชีออกไปได้อีกไม่เกิน 1 ปี

2. กรณีที่สิทธิตามมาตรา 36 สิ้นสุดลง ต้องนำวัตถุดิบที่เหลือไปผลิตเป็นสินค้าและส่งออกภายใน 1 ปีนับจากวันที่สิ้นสุดสิทธิ และต้องยื่นขอตัดบัญชีภายใน 2 ปีนับจากวันสิ้นสุดสิทธิ

รวมประกาศ BOI ค้นได้จาก link : http://www.faq108.co.th/boi/announcement/ ส่วนเรื่องที่สอบถาม คือ ประกาศ BOI ที่ ป.3/2556 เรื่อง วิธีปฏิบัติในการใช้สิทธิและประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบ และวัสดุจำเป็น เพื่อใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออก ตาม link :

http://www.faq108.co.th/boi/announcement/pdf/2556_por03.pdf

หากบริษัทไม่ต้องการใช้สิทธิวัตถุดิบ A อีกต่อไป ให้เคลียร์ยอดคงเหลือของ A ให้เป็น 0 และแก้ไข Max Stock ของ A ให้เป็น 0 และแก้ไขสูตรการผลิต/หรือขอสูตรการผลิตใหม่ โดยไม่มีการใช้วัตถุดิบ A

1.การเพิ่มสูตรการผลิต ใช้เอกสารดังนี้

- หนังสือบริษัทขออนุมัติสูตรการผลิต

- แบบการขอใช้สิทธิและประโยชน์ มาตรา 36 (F IN RM 13)

- รายละเอียดสูตรการผลิตและปริมาณการใช้วัตถุดิบ ตามมาตรา 36 สูตรละ 2 ชุด

- ภาพถ่ายแสดงปริมาณการใช้วัตถุดิบของแต่ละสูตร

- ขั้นตอนการผลิตที่ได้รับอนุมัติ

2.การแก้ไขสูตรการผลิต ใช้เอกสารดังนี้

- หนังสือบริษัทขออนุมัติแก้ไขสูตรการผลิต

- แบบการขอใช้สิทธิและประโยชน์ มาตรา 36 (F IN RM 13)

- รายละเอียดการแก้ไขสูตรการผลิตและการใช้วัตถุดิบ ตามมาตรา 36 สูตรละ 2 ชุด

- ภาพถ่ายแสดงปริมาณการใช้วัตถุดิบของแต่ละสูตร

- ขั้นตอนการผลิตที่ได้รับอนุมัติ

3.เมื่อได้รับอนุมัติสูตร/อนุมัติแก้ไขสูตรจาก BOI แล้ว ให้นำข้อมูลไปบันทึกในระบบ RMTS ที่สมาคม IC แบบฟอร์มต่างๆ ขอรับได้จาก BOI และ IC หรือดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ของแต่ละหน่วยงาน

เอกสารในการยื่นขออนุมัติสูตรการผลิตมีดังนี้

หนังสือบริษัทฯ ขออนุมัติสูตรการผลิต

แบบการขอใช้สิทธิประโยชน์มาตรา 36 (F IN RM 13)

รายละเอียดสูตรการผลิตและปริมาณการใช้วัตถุดิบ สูตรละ 2 ชุด

ภาพตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่แสดงการใช้วัตถุดิบของสูตรการผลิตนั้นๆ

กรรมวิธีการผลิตที่ได้รับจาก BOI และในบางกรณีบริษัทอาจเตรียมเอกสารในส่วนของ BOI เพื่อความสะดวกในการพิจารณา เช่น ใบตรวจเอกสารวัตถุดิบ (F IN RM 01)

หนังสืออนุมัติสูตรการผลิต (F IN RM 14)

1. ในการขออนุมัติสูตรการผลิต ชื่อสินค้า (Product Name) + ชื่อรุ่น (Model) จะต้องไม่ซ้ำกับสูตรการผลิตที่เคยได้รับอนุมัติอยู่เดิม เช่น หากบริษัทได้รับอนุมัติสูตรการผลิตของผลิตภัณฑ์ A โมเดล 123 ไปแล้ว จะขออนุมัติสูตรการผลิตของผลิตภัณฑ์ A โมเดล 123 อีกไม่ได้

2. กรณีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุมัติสูตรการผลิตไปแล้ว แต่ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงปริมาณการใช้วัตถุดิบ สามารถยื่นขอแก้ไขสูตรการผลิตได้ โดยระบบจะบันทึกเป็น revision 2, 3, 4 .. ตามลำดับที่มีการอนุมัติให้แก้ไขสูตรการผลิตนั้นๆ

3. การขออนุมัติสูตรการผลิตโดยใช้ชื่อสินค้าเป็น ACCESSORIES FOR GAS COMPRESSOR ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง หากบริษัทมีการส่งออกทางอ้อม จะไม่สามารถตัดบัญชีได้ เนื่องจากชื่อนี้ไม่สามารถนำไปตั้งเป็นชื่อรองของวัตถุดิบของบริษัทผู้ซื้อได้ บริษัทควรปรึกษาปัญหากับ จนท BOI โดยตรงอีกครั้งหนึ่ง

A (BOI) จำหน่าย Connector ให้กับ B (BOI) แต่ชื่อวัตถุดิบของ B ที่โอนสิทธิตัดบัญชีให้ A คือ Ferrule, Plug Frame ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่นำไปประกอบเป็น Connector กรณีนี้ A จะนำ report-v ไปตัดบัญชีไม่ได้ เนื่องจากรายการวัตถุดิบที่ B โอนสิทธิมาให้ ไม่ตรงกับชื่อสินค้าที่ A จำหน่ายให้ B

1. หาก Ferrule, Plug Frame ตรงกับชนิดผลิตภัณฑ์ที่ระบุในบัตรส่งเสริมของ A และมีกรรมวิธีการผลิตตรงตามที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริม บริษัท A ก็สามารถขออนุมัติสูตรการผลิต Ferrule, Plug Frame ได้โดยไม่ต้องแก้ไขชนิดผลิตภัณฑ์ในบัตรส่งเสริม แต่หากไม่ตรง A ก็ต้องขอแก้ไขชนิดผลิตภัณฑ์ในบัตรส่งเสริม

2. หาก Connector เป็นสินค้าชนิดเดียวกับ Ferrule, Plug Frame บริษัท B ก็สามารถเพิ่ม Connector เป็นชื่อรองใน Group No. เดียวกับ Ferrule, Plug Frame ได้

สามารถทำได้ 2 วิธีคือ

1. กำหนดชื่อโมเดลให้ต่างกัน เช่น สมมุติว่ากำหนดโมเดลเป็น Model AAA-A และ AAA-B กรณีนี้ Model AAA-A (ซึ่งใช้ semi-part) ก็จะมีรายการวัตถุดิบเป็น 000002, 000003, 000004ส่วน AAA-B (ซึ่งฉีดชิ้นส่วนพลาสติกเอง) ก็จะมีรายการวัตถุดิบเป็น 000001, 000002, 000003 เมื่อส่งออก ก็ระบุโมเดลให้ถูกต้อง และตัดบัญชีตามสูตรของโมเดลนั้นๆ

2. แก้ไข revision ของสูตรการผลิต โดยการขอสูตรโมเดล AAA ครั้งแรก (ซึ่งใช้ semi-part) จะถือเป็น revision #1 และมีรายการวัตถุดิบเป็น 000002, 000003, 000004 จากนั้นยื่นแก้ไขสูตรการผลิต (เปลี่ยนจาก semi-part เป็นฉีดพลาสติก) จะถือเป็น revision #2 และจะมีรายการวัตถุดิบเป็น 000001, 000002, 000003 ตอนยื่นตัดบัญชีก็คีย์ revision ในไฟล์ birtexp ให้ถูกต้อง

1. หากเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบ แต่ไม่ขัดกับกรรมวิธีผลิตที่ได้รับส่งเสริม ก็สามารถดำเนินการไปได้เลย

2. หากวัตถุดิบตัวใหม่ เป็นคนละรายการกับวัตถุดิบตัวเดิม จะต้องยื่นขอแก้ไขบัญชีสต็อควัตถุดิบ (Max Stock) เพื่อเพิ่มรายการวัตถุดิบ จากนั้นต้องยื่นขอสูตรการผลิตใหม่เพิ่มเติมด้วย เพื่อให้สามารถใช้สิทธินำเข้าและตัดบัญชีวัตถุดิบตัวใหม่ได้ด้วย

กรณีตามที่สอบถาม ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงปริมาณการใช้วัตถุดิบ ซึ่งต้องขออนุมัติสูตรการผลิตและโมเดลใหม่ แต่หากจะใช้โมเดลเดิม ก็ต้องขอแก้ไขสูตรการผลิต โดยบันทึกเป็น revision 2 ไม่เกี่ยวกับการแก้ไขบัตรส่งเสริม

ใช่ ยื่นเฉพาะรายการที่ใช้สิทธิกับ BOI หากใส่วัตถุดิบรายการที่ไม่ได้ใช้สิทธิ ไว้ในสูตรการผลิต เวลาตัดบัญชีก็จะถูกนำไปคำนวณปริมาณการใช้ และหักลบยอดออกจากยอดนำเข้าสะสมด้วย ซึ่งไม่ถูกต้อง

สามารถขอสูตรเฉพาะรายการวัตถุดิบที่ใช้สิทธิ BOI เท่านั้น แต่ต้องระวังรายการวัตถุดิบที่ซื้อจากเวนเดอร์ BOI ด้วย คือต้องใส่รายการวัตถุดิบที่จะมีการโอนสิทธิ ไว้ในสูตรการผลิตด้วย

ควรรอให้ได้รับอนุมัติบัญชีวัตถุดิบก่อน

การผลิตสินค้าที่มีเฉพาะขั้นตอนการประกอบ แม้จะมีส่วนสูญเสียเกิดขึ้น แต่ปกติจะเกิดขึ้นโดยมีปริมาณไม่แน่นอน จึงจะนำส่วนสูญเสียนี้ มารวมในสูตรการผลิตไม่ได้ แต่หากบริษัทสามารถพิสูจน์ยืนยันได้ว่า วัตถุดิบบางรายการ จะเกิดส่วนสูญเสียในอัตราคงที่เสมอ ก็อาจพิจารณาอนุญาตให้มีส่วนสูญเสียในสูตรการผลิตได้

1. หากนำเข้าวัตถุดิบโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้า หรือซื้อวัตถุดิบจากผู้ใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 36 บริษัทต้องยื่นขออนุมัติสูตรการผลิต มิฉะนั้น หลังจากส่งออก จะไม่สามารถตัดบัญชี เพื่อปลดภาระภาษีวัตถุดิบนั้นได้

2. สูตรการผลิต ให้จัดทำขึ้นเมื่อมีการผลิตไปแล้ว คือให้ใช้ข้อมูลและหลักฐานจริง ซึ่งระหว่างที่ยื่นขอสูตรการผลิตนี้ สามารถส่งออกไปก่อนก็ได้ (แต่โดยทฤษฎี ควรยังต้องมีการผลิตโมเดลนั้นอยู่)

ระบบ rmts-2011 มีการกำหนดสูตรเป็น revision เพื่อกำหนดว่าสูตรนั้นจะมีผลใช้ในช่วงเวลาใด แต่ต่อมาพบว่า เกิดปัญหาในการใช้งานมากพอสมควร เช่น ใบขนที่ส่งออกในช่วงที่ revision #2 มีผลใช้งาน อาจจะมีสูตรการผลิตตาม revision #1 ก็ได้ เท่าที่ตรวจสอบล่าสุดคือ ปัจจุบันจะไม่ตรวจสอบว่าวันส่งออกในใบขนขาออก เป็นวันที่ในช่วงของสูตรการผลิต revision ใด คือ ตอนยื่นตัดบัญชี บริษัทสามารถเลือกได้โดยอิสระว่าจะใช้ revision ใด มาตัดบัญชีก็ได้

ดังนั้น แม้บริษัทจะส่งออกไปก่อนที่จะขอสูตรการผลิต ก็สามารถนำใบขนที่ส่งออกไปแล้ว มายื่นขอตัดบัญชีตามสูตรการผลิต revision ที่ยื่นขอในภายหลังได้

การงดการให้ส่งเสริมกิจการ IHQ และ ITC ตามประกาศ กกท.ที่ 1/2561 ไม่มีผลกระทบกับโครงการ IHQ และ ITC ที่ได้รับส่งเสริมไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่หากสิทธิประโยชน์การนำเข้าวัตถุดิบตามมาตรา 36 ของกิจการ ITC ที่ได้รับส่งเสริมอยู่เดิมสิ้นสุดลง จะได้รับการขยายเวลานำเข้าวัตถุดิบหรือไม่ หรือจะขยายเวลาโดยมีเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ คงต้องรอคำชี้แจงจาก BOI อีกครั้งหนึ่ง

ตาม ประกาศ สกท ที่ ป.3/2556 ข้อ 12 เมื่อสิทธิประโยชน์มาตรา 36 สิ้นสุดลง วัตถุดิบที่นำเข้าโดยใช้สิทธิตามมาตรา 36 จะต้องผลิตและส่งออกภายใน 1 ปี นับจากวันสิ้นสุดสิทธิ และต้องตัดบัญชีให้เสร็จภายใน 2 ปีนับจากวันสิ้นสุดสิทธิ แต่ปัจจุบันประกาศดังกล่าวถูกยกเลิกแล้ว โดย ประกาศ สกท ที่ ป.8/2561 และเปลี่ยนเป็นดังนี้

ข้อ 13 เมื่อสิทธิประโยชน์มาตรา 36 สิ้นสุดลง วัตถุดิบที่นำเข้าโดยใช้สิทธิตามมาตรา 36 จะต้องตัดบัญชีให้เสร็จภายใน 2 ปี นับจากวันสิ้นสุดสิทธิ

สรุปคือ ตามประกาศฉบับปัจจุบัน วัตถุดิบที่นำเข้าโดยใช้สิทธิมาตรา 36 จะผลิตส่งออกเกินกว่า 1 ปีนับจากวันสิ้นสุดสิทธิก็ได้ แต่จะต้องตัดบัญชีให้เสร็จสิ้นภายใน 2 ปีนับจากวันสิ้นสุดสิทธิ ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าว แตกต่างกับการนำเข้าโดยใช้สิทธิมาตรา 19 ทวิ ของกรมศุลกากร

หากยื่นขยายระยะเวลานำเข้า และได้รับอนุมัติขยายเวลา ก็ถือว่าสิทธิมาตรา 36 ไม่ได้สิ้นสุดลง ถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2562 เป็นต้นไป ในการยื่นขอขยายเวลานำเข้าวัตถุดิบ บริษัทจะต้องดำเนินการตัดบัญชีใบขนสินค้าขาออกที่มีอายุเกิน 1 ปี นับถึงวันที่ยื่นขอขยายเวลา ให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะได้รับการพิจารณาอนุมัติการขยายเวลา ตามเงื่อนไขข้อ 8 (3) ของประกาศ สกท ที่ ป.8/2561

A (BOI) -> B (Trading Non-BOI) -> C (BOI) -> ส่งออก กรณีนี้ C ไม่สามารถออก report-v ให้กับ A ได้ เนื่องจากไม่มีการซื้อขายกันโดยตรง โดย B สามารถยื่นขอรับส่งเสริมในประเภทกิจการ ITC เพื่อออก report-V จาก C ไป B และ B ไป A เป็นทอดๆ ตามการซื้อขายจริง

สามารถทำได้ 2 วิธี คือ

1. บริษัท A และ vendor B ยื่นเรื่องขอโอน/ขอรับโอนวัตถุดิบ ต่อ BOI ซึ่งกรณีนี้บริษัท A ไม่ต้องส่งวัตถุดิบนั้นไปต่างประเทศ แต่โอนกลับไปให้ vendor B ไปดำเนินการต่อเอง

2. บริษัท A ยื่นเรื่องขอส่งส่วนสูญเสียไปต่างประเทศต่อ BOI โดยมีขั้นตอนดังนี้

- ยื่นขออนุญาตส่งส่วนสูญเสีย (นอกสูตร) ออกไปต่างประเทศต่อ BOI โดยถือว่าวัตถุดิบที่เหลือจากการผลิตนี้คือส่วนสูญเสีย ตามประกาศ สกท ที่ ป.5/2543

- (แก้ไข) อินวอยซ์และใบขนขาออก ควรระบุชื่อตามสภาพวัตถุดิบที่ซื้อมา และจะส่งออกไปจริง โดย จนท BOI อาจขอให้บริษัทส่งเอกสารหลักฐานเพื่อตรวจสอบว่าเป็นวัตถุดิบที่เหลือจากการผลิตที่ไม่สามารถใช้ตามวัตถุประสงค์เดิมได้

- เมื่อส่งออกแล้ว ยื่นขออนุมัติปรับยอดส่วนสูญเสีย (นอกสูตร) ที่ส่งออกไปต่างประเทศ ต่อ BOI พร้อมทำใบโอนสิทธิให้ Vendor B แนบไปด้วย

- ส่งใบโอนสิทธิที่ได้รับอนุมัติจาก BOI (ฉบับจริง) ให้กับ Vendor B เพื่อให้ Vendor B นำไปตัดบัญชีต่อไป

การขอนำวัตถุดิบ/ส่วนสูญเสีย/ผลิตภัณฑ์ ไปเก็บนอกสถานที่ ปกติจะพิจารณาอนุมัติให้ทุกรายการที่การยื่นขออนุญาตต่อ BOI

1. การส่งสินค้าตัวอย่างไปทดสอบต่างประเทศ

หากเป็นชื่อเดียวกับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับส่งเสริม และขออนุมัติสูตรการผลิต ก็สามารถตัดบัญชีได้ หากจะยังไม่ขอสูตรการผลิต ก็ส่งออกไปตามปกติ ในข่ายไม่ใช้สิทธิ แต่จะนำมาตัดบัญชีไม่ได้ และต้องชำระภาษีอากรวัตถุดิบในส่วนที่ใช้ในการผลิตนั้น

2. กรณีที่ทดสอบเสร็จแล้ว จะนำกลับเข้ามาอีก

หากนำเข้ามาเพื่อซ่อมแซมและส่งกลับไปต่างประเทศ ก็ขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีตาม ม.36(1) ได้ ในข่ายสินค้านำกลับมาซ่อมเพื่อส่งออก

หากนำเข้ามาในข่ายของตัวอย่างเพื่อส่งกลับออกไปต่างประเทศ ก็อาจขอใช้สิทธิตามมาตรา 36(2) ได้ แต่ถ้าไม่ได้นำเข้ามาเพื่อส่งออก ก็ชำระอากรขาเข้าไปตามปกติ หรืออาจทำใบสุทธินำกลับเพื่อยกเว้นอากรขาเข้าสินค้านั้น แต่จะต้องชำระอากรในส่วนค่าทดสอบที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นค่าบริการที่ติดมากับสินค้า

การนำผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจากต่างประเทศเข้ามาเป็นตัวอย่าง และเมื่อเสร็จวัตถุประสงค์แล้วจะส่งคืนกลับไปต่างประเทศ เข้าข่ายที่จะขอใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้า(และภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตามมาตรา 36(2) คือ

มาตรา 36(2) การยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับของที่ผู้ได้รับการส่งเสริมนำเข้ามาเพื่อส่งกลับออกไป กิจการที่มีการผลิตส่งออก ปกติจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรา 36(2) ควบคู่ไปกับมาตรา 36(1) อยู่แล้ว โดยมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดพร้อมกับมาตรา 36(1)

ดังนั้น หากในบัตรส่งเสริมกำหนดให้ได้รับสิทธิมาตรา 36(2) บริษัทก็สามารถยื่นขอ Max Stock (แบบไม่หมุนเวียน) เพื่อขอใช้สิทธินำเข้าตามมาตรา 36(2)

1. การตรวจสอบด้วยกล้อง เป็นการผ่านกรรมวิธีการผลิตในขั้นตอนการตรวจสอบ

2. กิจการที่มีขั้นตอนเพียงการตรวจสอบ ปกติจะมีมูลค่าเพิ่มต่ำ ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะให้การส่งเสริม คำถามมีข้อมูลไม่เพียงพอ ก็คงตอบได้เท่านี้

เป็นคำถามที่เกี่ยวกับกรมสรรพากร จึงขอให้สอบถามกับกรมสรรพากรโดยตรง

1. วัตถุดิบที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิมาตรา 36 จะต้องแยกเก็บทางกายภาพ โดยต้องโดยไม่นำไปรวมกับวัตถุดิบที่ซื้อในประเทศ หรือชำระภาษี หรือใช้สิทธิอื่น แม้จะเป็นรายการวัตถุดิบเดียวกันก็ตาม เนื่องจากตามหลักการ วัตถุดิบที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษี กับที่ไม่ใช้สิทธิยกเว้นภาษี ไม่สามารถนำมาทดแทนกันได้ เช่น ไม่สามารถนำวัตถุดิบที่ยกเว้นภาษีไปจำหน่ายในประเทศก่อน จากนั้นจึงนำเข้าวัตถุดิบโดยชำระภาษี เพื่อมาทดแทน/ชดเชย ส่วนที่นำไปจำหน่ายในประเทศ ดังนั้น จึงต้องมีการแยกจัดเก็บให้ชัดเจน ไม่ปะปนกัน

2. ในทางบัญชี เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่ชำระภาษี กับยกเว้นภาษี ต้นทุนไม่เท่ากัน จึงเข้าใจว่าต้องแยกควบคุมด้วยเช่นกัน (ไม่ใช่ข้อกำหนดของ BOI แต่เป็นเรื่องหลักการทำบัญชี)

3. การซื้อวัตถุดิบ ทั้งกรณีนำเข้าและซื้อในประเทศ ไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องซื้อจากใคร

กรณีของโรงงานผลิต วัตถุดิบที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิ ม.36 จะต้องนำไปผลิตเป็นสินค้าตามกรรมวิธีที่ได้รับส่งเสริมตามโครงการนั้นเท่านั้น หากต้องการทำธุรกิจเป็นการซื้อมาขายไป ต้องขอรับส่งเสริมเพิ่มอีก 1 โครงการ ในประเภท International Trading Center จึงจะใช้สิทธิ ม.36 เฉพาะเพื่อการส่งออกได้

เป็นคำถามที่นอกเหนือจากขอบเขตของ BOI จึงไม่สามารถให้คำตอบได้ ความเห็นส่วนตัวคิดว่า ตัวแทนจำหน่ายน่าจะต้องเรียกเก็บ VAT ด้วย เพราะเป็นการซื้อขายในประเทศ

1. ก่อนที่จะเริ่มใช้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในปี 2535 ประเทศไทยใช้ระบบภาษีการค้า ซึ่งในสมัยนั้น BOI มีอำนาจในการยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้า สำหรับวัตถุดิบที่นำเข้ามาเพื่อผลิตส่งออก แต่หลังจากเปลี่ยนระบบภาษีการค้าเป็น VAT พรบ.ส่งเสริมการลงทุน ไม่ได้ให้อำนาจ BOI ในการยกเว้น VAT

ดังนั้น เพื่อเป็นการลดภาระให้กับผู้ประกอบการ อธิบดีกรมสรรพากรจึงออกประกาศให้สามารถใช้หนังสือสั่งปล่อยของ BOI ในการค้ำประกันและถอนประกันภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ผู้ประกอบการจึงไม่ต้องชำระ VAT

2. กรณีที่สอบถาม ประเด็นอยู่ที่ว่า กรณีที่เป็นเคสทั่วไป ผู้ซื้อจะมีภาระต้องชำระ VAT ทั้ง 2 ทางหรือไม่ คือ ทั้งการซื้อในประเทศจากตัวแทนจำหน่าย และจากการผ่านพิธีการศุลกากร ... แต่เนื่องจากไม่ใช่เป็นคำถามในกรอบ BOI จึงไม่สามารถให้คำตอบในส่วนนี้ได้ แต่ไม่ว่าข้อสรุปจะเป็นอย่างไร สิทธิการยกเว้นภาษีอากรจาก BOI สามารถใช้ได้เฉพาะในกรณีที่ผู้ได้รับส่งเสริมเป็นผู้นำเข้าโดยตรงเท่านั้น

A (BOI) ซื้อวัตถุดิบจาก B (ฟรีโซน) ถือเป็นการนำเข้ามาในประเทศ ในวันที่ของออกจากฟรีโซน ซึ่งต้องทำใบขนสินค้า โดย A(BOI) สามารถยื่นขอสั่งปล่อยวัตถุดิบต่อ BOI เพื่อยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบดังกล่าว ได้เช่นเดียวกับกรณีที่นำเข้าจากต่างประเทศ

นำเข้า -> A (Free Zone / Form E) -> B (BOI) -> C (BOI หรือ Non-BOI) -> จำหน่ายในประเทศ หรือส่งออก

1.ถ้าวัตถุดิบที่ B ซื้อจาก A ถูกนำไปผลิตส่งออก B ก็สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรในวันที่นำเข้าจาก Free Zone ได้ตามปกติ

2.แต่ถ้าถูกนำไปผลิตจำหน่ายในประเทศ ภาระภาษีจะตกอยู่กับ B ตามสภาพวัตถุดิบ และอัตราอากรขาเข้า ณ วันที่นำออกมาจาก Free Zone

3.ส่วนอากรขาเข้าในวันที่นำออกมาจาก Free Zone จะเป็นอัตราเท่าใดนั้น Admin ไม่ทราบ แต่คิดว่าหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายการเดียวกับที่ A นำเข้าไปใน Free Zone โดยใช้สิทธิ Form E ก็น่าจะเป็นอัตราเดียวกัน แต่หากวัตถุดิบนั้นมีการแปรรูปใน Free Zone แล้วจึงนำเข้ามา ก็น่าจะกลายเป็นอัตราตามพิกัดปกติของสินค้าที่แปรรูปแล้ว

เนื่องจากเป็นคำถามที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานในส่วนของ BOI โดยตรง จึงควรตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งหนึ่ง

การสลักหลังใบขน เข้าใจว่าหมายถึงการบันทึกข้อมูลของเจ้าหน้าที่ศุลกากร เช่น การบันทึกรับการบรรทุก ว่าตรวจสอบแล้วครบถ้วนถูกต้องเป็นที่พอใจ ฯลฯ เป็นต้น

ส่วนการที่ผู้ส่งออกจะโอนสิทธิ์การตัดบัญชีตามใบขนให้กับผู้อื่น เข้าใจว่าต้องเป็นการบันทึกในระบบว่าเป็นใบขนประเภท BOI และบันทึกชื่อ Vendor ที่จะโอนสิทธิ์การตัดบัญชีให้ในระบบ แต่ถ้าผู้ส่งออก (B) เป็น BOI และ Vendor (A) ก็เป็น BOI เหมือนกัน จะให้ผู้ส่งออกตัดบัญชีตามสูตร และออก Report-V ให้กับ Vendor

1. การขยายเวลานำเข้าวัตถุดิบ ให้เข้าจากหน้าเว็บ e-service ของ BOI : https://www.boi.go.th/un/boi_online_services_form

2. หลังจากได้รับอนุมัติ จะต้องนำบัตรส่งเสริมไปแก้ไขเอกสารแนบท้ายบัตร จากนั้นยื่นเรื่องต่อสมาคม IC เพื่อขยายเวลานำเข้าวัตถุดิบในฐานข้อมูล RMTS ตามขั้นตอนที่ปฏิบัติอยู่เดิม

กรณีการขอขยายเวลาวัตถุดิบ แต่ติดปัญหาว่า มีใบขนขาออกเกิน 1 ปีค้างอยู่ในระบบ แต่บริษัทไม่ต้องการนำใบขนนั้นมาตัดบัญชี (รวมถึงกรณีเป็นใบขนส่งคืนวัตถุดิบไปต่างประเทศตามที่สอบถามครั้งนี้) บริษัทจะต้องยืนยันการไม่ใช้สิทธิตัดบัญชีของใบขนฉบับนั้นๆ (ซึ่งระบบจะล็อคไม่ให้นำใบขนนั้นมาตัดบัญชีในภายหลังได้อีก)

ขั้นตอนดำเนินการ คือ เข้าไปที่เว็บ IC Online System และเลือกเมนู ตัดบัญชีวัตถุดิบ / ส่งข้อมูลยื่นความจำนงการใช้ใบขนตัดบัญชี

จากนั้นส่งไฟล์ยื่นความจำนงการใช้ใบขนตัดบัญชี โดยระบุในช่อง "ยืนยันสถานะใบขนขาออก" เป็นเลข 3 สำหรับใบขนที่ไม่ต้องการใช้สิทธิตัดบัญชี

ซึ่งเมื่อระบบประมวลผลเสร็จ และไม่มีใบขนเกิน 1 ปีค้างในระบบแล้ว ก็จะสามารถยื่นขอขยายเวลาวัตถุดิบได้ต่อไป

กรณีที่บริษัทนำวัตถุดิบที่ใช้สิทธิมาตรา 36 ไปจำหน่ายในประเทศ และได้ไปชำระภาษีอากรต่อกรมศุลกากรแล้ว บริษัทสามารถนำหลักฐานการชำระภาษี ไปยื่นต่อ ฺBOI เพื่อขอให้ BOI มีหนังสืออนุญาตให้ปรับยอดวัตถุดิบเพื่อแจ้งไปยัง IC ได้

กรณีสั่งปล่อยวัตถุดิบผิดรายการ เช่น ได้รับอนุมัติสั่งปล่อยวัตถุดิบเป็น A แต่ในใบขนขาเข้าเป็น Bแนะนำให้เข้าไปปรึกษาเจ้าหน้าที่ BOI ที่รับผิดชอบโครงการของบริษัทโดยตรงว่า เมื่อบริษัทไปชำระภาษี B จะสามารถขอคืนยอดสั่งปล่อย A ได้อย่างไร เนื่องจากเจ้าหน้าที่แต่ละคน อาจมีความเห็น/วิธีแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน

ารใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบตามมาตรา 36 ผู้นำเข้าจะต้องเป็นบริษัทที่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรา 36 เท่านั้น หาก บ.เทรดดิ้ง (non-BOI) เป็นผู้นำเข้า แล้วนำมาจำหน่ายให้กับ BOI จะใช้สิทธิยกเว้นอากรไม่ได้

แต่หาก บ.เทรดดิ้ง เป็นผู้สั่งซื้อวัตถุดิบ โดยระบุเป็นการ SOLD TO A (บ.เทรดดิ้ง) SHIP TO B (บ.BOI) และ บ.เทรดดิ้ง โอนสิทธิให้ บ.BOI เป็นผู้นำเข้า กรณีนี้จะสามารถใช้สิทธิยกเว้นอากรได้

กรณีส่วนสูญเสียเป็นสินค้าสำเร็จรูปที่ได้รับอนุมัติสูตรการผลิตตามโมเดลนั้นๆ แล้วอาจใช้วิธีส่งออกตามปกติ ในราคาสินค้าด้อยคุณภาพ และนำใบขนมาตัดบัญชีตามขั้นตอนปกติ

แต่หากจะส่งออกในข่ายส่วนสูญเสียตามประกาศ BOI ที่ ป.5/2543 จะต้องให้ บ.Inspector ออกหนังสือรับรองว่าส่วนสูญเสีย (สินค้าสำเร็จรูป) นั้น ประกอบด้วยวัตถุดิบรายการใดบ้าง จำนวนเท่าไร และยื่นขออนุญาตส่งออกส่วนสูญเสียต่อ BOI ก่อนการส่งออก จากนั้นจึงนำใบขนมาปรับยอดตามรายการ/ปริมาณวัตถุดิบที่ได้รับอนุญาต

กรณีที่ 2 โครงการ ไม่ว่าจะผลิตสินค้าชนิดเดียวกันหรือคนละชนิดก็ตาม มีรายการวัตถุดิบที่ซ้ำกัน (ไม่จำเป็นต้องซ้ำกันทุกรายการ) สามารถขอรวมบัญชีสต็อกวัตถุดิบของทั้ง 2 โครงการได้

แต่ระยะเวลานำเข้า จะถูกปรับลดเหลือเท่ากับโครงการที่สั้นที่สุด และการขยายเวลานำเข้าแต่ละครั้ง ต้องยื่นขอขยายพร้อมๆกันทั้ง 2 โครงการ

เอกสารที่จะยื่นต่อ BOI ใช้หนังสือขอรวมบัญชีปริมาณสต็อกวัตถุดิบ (ตัวอย่างตาม Link) โดยแนบ MML ของทุกโครงการ และใบสรุปการรวมปริมาณสต็อกวัตถุดิบ

จะมีผลเพียงแค่ไม่สามารถนำใบขนฉบับนั้นมาตัดบัญชีภายหลังได้อีก

กรณี A ขายให้ B ชื่อสินค้าตามสูตรการผลิตของ A ต้องตรงกับชื่อรองของวัตถุดิบของ B B จึงจะสามารถออก report-V ให้ A เพื่อนำไปตัดบัญชีได้

1.ถ้า B ไม่สามารถเพิ่มชื่อรองของวัตถุดิบ ให้ตรงกับชื่อสินค้าของ A ได้ A ก็ต้องขอสูตรการผลิตใหม่ เพื่อให้ชื่อสินค้าตรงกับชื่อรองของวัตถุดิบของ B

2.และถ้า A เป็นกิจการ ITC เมื่อขอสูตรการผลิตใหม่โดยเปลี่ยนชื่อสินค้าให้ตรงกับวัตถุดิบของ B แล้ว A ก็ต้องขอแก้ไขบัญชีวัตถุดิบของ A เพื่อเพิ่มชื่อวัตถุดิบให้ตรงกับชื่อสินค้าด้วย (ปกติกิจการ ITC ชื่อวัตถุดิบและชื่อสินค้าจะต้องตรงกัน)

กรณีต้องการยกเลิกการอนุมัติให้ชำระภาษีส่วนสูญเสียนอกสูตร เพื่อเปลี่ยนเป็นการขอส่งส่วนสูญเสียนอกสูตรไปต่างประเทศ เป็นกรณีที่ไม่มีแนวทางปฏิบัติที่กำหนดไว้โดยชัดเจน จึงขอตอบตามความเห็นส่วนตัวของแอดมิน ดังนี้

1.ทำหนังสือถึง BOI เพื่อขอยกเลิกการขอชำระภาษีส่วนสูญเสียนอกสูตร โดยแนบหนังสืออนุมัติฉบับที่จะขอยกเลิก (ฉบับจริง) ไปด้วยทั้งชุด

2.ยื่นหนังสือขออนุญาตส่งส่วนสูญเสียนอกสูตรไปต่างประเทศ พร้อมกับเอกสารแนบทั้งหมด (ใบรับรองจาก inspector etc.)

3.นำหนังสือตามข้อ 1 และ 2 ไปยื่นพร้อมกัน

4.BOI น่าจะอนุมัติให้ยกเลิกหนังสือฉบับเก่า พร้อมกับแจ้งยกเลิกหนังสือไปยังกรมศุลกากร และออกหนังสืออนุญาตให้ส่งส่วนสูญเสียนอกสูตรไปต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม แนะนำให้เข้าไปปรึกษาเจ้าหน้าที่ BOI ที่รับผิดชอบโครงการของบริษัทที่จะดำเนินการ

อธิบายคร่าวๆ ดังนี้ครับ ขั้นตอนการตัดบัญชี

1.ดาวน์โหลดข้อมูลในขนขาออก หรือ report-v จากระบบ iC-Online System

2.ยื่นตัดบัญชีด้วยไฟล์ EXPORT.xlsx (และ VENDOR.xlsx กรณีมีการโอน vendor)

เอกสารที่ต้องใช้

- ไม่มี

รายละเอียดแนะนำให้เข้าฝึกอบรมคอร์สที่เกี่ยวข้อง ที่สมาคม IC จัดขึ้นเป็นประจำ http://icis.ic.or.th/i-regist/index.php?r=site/course

A (BOI) -> B (Trading) -> export to C สามารถทำได้ 2 วิธีคือ

1.กรณี B ได้รับส่งเสริมในกิจการ IPO/ITC

  • เมื่อ B ส่งออก ก็ยื่นตัดบัญชีตามหลักเกณฑ์ปกติ และโอนสิทธิตัดบัญชีให้ A
  • จากนั้น A นำไฟล์ report-v ที่ได้รับจาก B มาตัดบัญชีต่อไป

2.กรณี B เป็น Trading ที่ไม่ได้รับส่งเสริมจาก BOI

  • B ต้องระบุการใช้สิทธิประโยชน์ BOI ในช่อง เงื่อนไขการใช้สิทธิ์ BOI (Y) ในใบขนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
  • ต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของ A ในช่อง Remark ของสินค้าแต่ละรายการที่จะโอนสิทธิตัดบัญชีให้ A
  • ต้องระบุชื่อสินค้าส่งออกให้ตรงกับชื่อผลิตภัณฑ์และชื่อรุ่นของ A
  • A จะสามารถดาวน์โหลดข้อมูลใบขนที่ B โอนสิทธิมาให้ ผ่านระบบของ IC เพื่อนำมาตัดบัญชีโดยตรงต่อไป

A (BOI) -> B (Trader) -> จำหน่ายในประเทศ

กรณีนี้ A ไม่สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรตามมาตรา 36 สำหรับวัตถุดิบที่นำเข้ามาผลิตขายให้ B ได้ คือ A ต้องชำระภาษีอากรขาเข้าวัตถุดิบ และนำต้นทุนภาษีไปรวมในราคาที่จำหน่ายให้ B

วัตถุดิบที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิมาตรา 36 ที่ค้างคงเหลือ ซึ่งไม่สามารถผลิตเป็นสินค้าได้ สามารถขอส่งคืนไปต่างประเทศได้ แม้จะนำเข้ามาเกินกว่า 1 ปีก็ตาม โดยการส่งคืนต่างประเทศนี้จะเป็นการขายก็ได้

บัตรส่งเสริม มีเงื่อนไขกำหนดชนิดผลิตภัณฑ์ / กำลังผลิต / กรรมวิธีการผลิต แต่ไม่ได้มีเงื่อนไขให้ต้องส่งออก และไม่มีเงื่อนไขให้ต้องผลิตโดยใช้วัตถุดิบตามมาตรา 36 เท่านั้น

ดังนั้น จะผลิตโดยใช้วัตถุดิบที่ใช้สิทธิมาตรา 36 หรือไม่ก็ได้ และจะผลิตเพื่อส่งออกหรือไม่ก็ได้

แต่หากนำเข้าวัตถุดิบใช้สิทธิมาตรา 36 จะต้องใช้วัตถุดิบนั้น เพื่อการผลิตส่งออกเท่านั้น

กรณีที่บริษัท A ได้รับส่งเสริม 2 โครงการ โดยโครงการ A1 จำหน่ายให้โครงการ A2 จากนั้น A2 นำไปผลิตส่งออก A2 กรณีนี้สามารถโอนสิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบให้กับ A1 ได้ เช่นเดียวกับการโอนสิทธิให้กับ vendor รายอื่นทั่วไป ดังนี้

เมื่อ A2 ส่งออกและยื่นตัดบัญชีวัตถุดิบ ให้ยื่นไฟล์ VENDOR.xlsx เข้าไปพร้อมกัน โดยระบุข้อมูลในแต่ละช่อง ดังนี้

  • Product Code ระบุชื่อโมเดลของสินค้าที่ซื้อจากโครงการ A1
  • English Description ระบุชื่อสินค้าที่ซื้อจากโครงการ A1
  • Vendor name ระบุชื่อบริษัท A
  • Vendor id ระบุเลขนิติบุคคลของบริษัท A
  • Type ระบุ B

เมื่อโครงการ A2 ตัดบัญชีเสร็จสิ้น โครงการ A1 ก็รับ report-v จากโครงการ A2 และนำมาตัดบัญชีในส่วนของ A1 ต่อไป

บริษัทเข้าใจถูกต้องแล้ว เช่น A1 ผลิต Motor ขายให้ A2 เพื่อนำไปผลิตเป็นพัดลม และส่งออก A2 ก็ต้องมี Motor เป็นชื่อรองของวัตถุดิบด้วย จึงจะโอนสิทธิตัดบัญชี Motor ไปให้ A1 ได้

หาก A นำวัตถุดิบที่ใช้สิทธิมาตรา 36 ไปผลิตจำหน่ายสินค้าให้กับ B ในราคาไม่รวมภาษีอากรขาเข้าวัตถุดิบ แต่ B นำสินค้านั้นไปจำหน่ายในประเทศ

A จะต้องยื่นขอชำระภาษีอากรขาเข้าวัตถุดิบตามสภาพ ณ วันนำเข้า สำหรับวัตถุดิบล็อตที่ถูกนำไปจำหน่ายในประเทศ จากนั้นนำเอกสารหลักฐานไปยื่นตัดบัญชีวัตถุดิบ

การขออนุมัติสูตรการผลิต ปกติควรเป็นหน่วยเดียวกับที่ระบุในบัตรส่งเสริม แต่กรณีที่หน่วยในบัตรส่งเสริมเป็น SET อาจขออนุมัติสูตรการผลิตโดยมีหน่วยเป็น C62 ก็ได้ ตามเหตุผลและข้อเท็จจริง

กรณีที่สอบถามไม่จำเป็นต้องยื่นแก้ไขหน่วยสินค้า แต่ให้ยื่นขออนุมัติสูตรการผลิตตามปกติ โดยระบุหน่วยสินค้าเป็น C62 และเมื่อได้รับอนุมัติจาก BOI แล้ว ก็นำไปบันทึกที่ IC ต่อไป

1. การจะขอส่งออกส่วนสูญเสียนอกสูตรไปต่างประเทศโดยไม่มีภาระภาษี สามารถยื่นขออนุญาตส่งออกตามสภาพส่วนสูญเสีย โดยไม่จำเป็นต้องทำลาย
2. ขั้นตอนคือ

1) ยื่นคำร้องขอส่งออกส่วนสูญเสียนอกสูตรไปต่างประเทศ

2) เมื่อส่งออกแล้ว ยื่นคำร้องขออนุมัติตัดบัญชีส่วนสูญเสียนอกสูตรกรณีส่งออก

3) นำหนังสืออนุมัติจาก BOI ไปยื่นตัดบัญชี (ปรับยอด) ที่ IC

ใบรับรองจาก Inspector เป็นการรับรองชนิดและปริมาณของส่วนสูญเสียนอกสูตร และรับรองว่าได้มีการทำลายเป็นเศษซากตามวิธีที่ได้รับอนุญาตจาก BOI

ใบรับรองนี้สามารถใช้ยื่นขออนุญาตทั้งกรณีขอชำระภาษีส่วนสูญเสียนอกสูตรในประเทศ และกรณีขอส่งไปต่างประเทศ

ใบรับรองจาก Inspector เป็นการรับรองส่วนสูญเสียที่ถูกทำลายเป็นเศษซากในครั้งนั้นๆ ดังนั้นปริมาณที่จะยื่นขอชำระภาษีหรือส่งออกเศษซาก จึงต้องตรงกับชนิดและปริมาณตามใบรับรอง

วิธีการจัดการกับส่วนสูญเสียนอกสูตรการผลิต

"ส่วนสูญเสียนอกสูตรการผลิต" นอกจากจะหมายถึง เศษวัตถุดิบที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตสินค้าแล้ว ยังหมายถึง วัตถุดิบที่เหลือเกินความต้องการ วัตถุดิบที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ วัตถุดิบที่ไม่ได้คุณภาพ วัตถุดิบที่ชำรุดเสียหายระหว่างการผลิต เศษวัตถุดิบที่เหลือจากการผลิต ตลอดจนผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ผลิตเสร็จแล้วแต่ไม่ได้คุณภาพอีกด้วย

ส่วนสูญเสียนอกสูตรการผลิตนี้ นอกจากจะขอให้บริษัทที่ได้รับอนุญาตจาก BOI ทำการตรวจสอบ เพื่อนำหลักฐานมาตัดบัญชี (ปรับยอด) ได้แล้ว ยังสามารถตัดบัญชีด้วยวิธีการอื่น ๆ ได้อีก โดยมีวิธีดำเนินการ ดังนี้

ขอส่งออกไปต่างประเทศ

1.1 ต้องยื่นขออนุญาตก่อนการส่งส่วนสูญเสียออกไปต่างประเทศ

1.2 กรณีที่ส่วนสูญเสียไม่อยู่ในรูปของวัตถุดิบที่นำเข้า และไม่สามารถตรวจสอบปริมาณจากใบขนขาออกได้โดยตรงจะต้องให้บริษัทที่ได้รับมอบหมายจาก BOI ให้ตรวจสอบก่อนการส่งออก

1.3 เมื่อส่งส่วนสูญเสียไปต่างประเทศแล้ว ให้ยื่นเรื่องต่อ BOI เพื่อขออนุมัติตัดบัญชีส่วนสูญเสีย

1.4 เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว ให้ยื่นเรื่องที่สมาคมสโมสรนักลงทุน (IC) เพื่อปรับยอดวัตถุดิบต่อไป

ขออนุมัติทำลาย

2.1 ยื่นขออนุมัติวิธีทำลายส่วนสูญเสีย แต่หากในครั้งต่อ ๆ ไป หากจะทำลายส่วนสูญเสียชนิดเดิม ด้วยวิธีการเดิมที่ได้รับอนุมัติไว้แล้ว ก็ไม่ต้องยื่นขออนุมัติวิธีทำลายอีก

2.2 การทำลาย จะต้องทำให้ส่วนสูญเสียอยู่ในสภาพเศษซากจนไม่เหลือสภาพเดิม และเศษซากจากการทำลายจะต้องมีวิธีกำจัดที่เหมาะสมไม่ก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

2.3 ติดต่อบริษัทที่ได้รับมอบหมายจาก BOI เพื่อให้ตรวจสอบรับรองขั้นตอนการทำลายให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุมัติและตรวจสอบรับรองชนิดและปริมาณเศษซากที่เกิดจากการทำลาย

2.4 ยื่นเรื่องต่อ BOI เพื่อขออนุมัติตัดบัญชีส่วนสูญเสีย

2.5 กรณีที่เศษซากมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ BOI จะออกหนังสือเรียกเก็บภาษีอากรตามสภาพเศษซาก

2.6 ยื่นเรื่องต่อสมาคมสโมสรนักลงทุน (IC) เพื่อขอปรับยอดวัตถุดิบ โดยแนบหลักฐานการชำระภาษี (เฉพาะกรณีที่มีเงื่อนไขให้ชำระภาษีอากรตามสภาพเศษซากก่อน)

ขอบริจาค

3.1 จะต้องยื่นขออนุมัติจาก BOI ก่อนที่จะทำการบริจาค

3.2 จะต้องบริจาคให้กับหน่วยงานราชการของรัฐบาล หรือองค์การสาธารณกุศลที่ BOI ให้ความเห็นชอบเท่านั้น โดยหน่วยงานที่จะรับบริจาคจะต้องนำส่วนสูญเสียดังกล่าวไปใช้เพื่อประโยชน์ของหน่วยงานนั้นได้โดยตรง

3.3 จะต้องนำหนังสือรับรองของผู้รับบริจาค (ต้นฉบับ) ซึ่งแสดงชนิดและปริมาณส่วนสูญเสียที่รับบริจาคมายื่นขอตัดบัญชีต่อ BOI

3.4 ยื่นขอปรับยอดวัตถุดิบที่สมาคมสโมสรนักลงทุน (IC)

ตารางสรุปขั้นตอนการดำเนินการเกี่ยวกับส่วนสูญเสีย

สำหรับขั้นตอนการขออนุมัติส่วนสูญเสีย (นอกสูตร) มีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การขออนุมัติวิธีการทำลายส่วนสูญเสีย (นอกสูตร)

เอกสารหลักฐานที่ใช้ประกอบการพิจารณามีดังนี้

สำหรับบริษัท

1.1 หนังสือบริษัทฯ ขออนุมัติวิธีการทำลายส่วนสูญเสีย

1.2 ใบสรุปส่วนสูญเสียแต่ละรายการพร้อมระบุวิธีการทำลาย จำนวน 2 ชุด

1.3 ภาพถ่ายส่วนสูญเสียแยกรายการก่อนทำลาย จำนวน 1 ชุด

หมายเหตุ - ส่วนสูญเสียที่เคยได้รับอนุมัติวิธีการทำลายแล้วและจะทำลายด้วยวิธีเดิมที่เคยได้รับอนุมัติไปแล้ว

ไม่ต้องยื่นเอกสารตามขั้นตอนที่ 1 เพื่อขออนุมัติวิธีการทำลายอีก

- ส่วนสูญเสียที่ขออนุมัติวิธีทำลายไม่ต้องใส่ปริมาณ และไม่ต้องบอกว่าให้ใครเป็นผู้ทำลาย

ขั้นตอนที่ 2 การขออนุมัติตัดบัญชีส่วนสูญเสีย (นอกสูตร) กรณีทำลาย

เอกสารหลักฐานที่ใช้ประกอบการพิจารณามีดังนี้

สำหรับบริษัท

2.1 หนังสือบริษัทฯ ขออนุมัติตัดบัญชีส่วนสูญเสีย (นอกสูตร) กรณีทำลาย

2.2 สำเนาหนังสือที่ได้รับอนุมัติวิธีทำลายส่วนสูญเสียนอกสูตร

2.3 ภาพถ่ายส่วนสูญเสียแยกรายการก่อนทำลายและหลังการทำลาย จำนวน 3 ชุด

2.4 เอกสารรับรองปริมาณส่วนสูญเสีย การตรวจสอบการทำลาย ภาพถ่ายหลังการทำลาย และบัญชีสรุปรายการวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นจากส่วนสูญเสีย (เพื่อใช้ตัดบัญชี) ที่ออกให้โดยบริษัทตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงาน

2.5 รายการตัดบัญชีวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นกรณีเศษซากไม่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ จำนวน 2 ชุด

2.6 รายการตัดบัญชีวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นกรณีเศษซากมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ จำนวน 2 ชุด

2.7 หากมีการโอนสิทธิการตัดบัญชีให้ VENDOR ในประเทศ ให้ใช้ จำนวน 2 ชุด

ทั้งนี้ ท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินการเกี่ยวกับส่วนสูญเสียจาก http://www.faq108.co.th/common/topic/boiform.php และ http://www.faq108.co.th/common/topic/scrap36.php

1. ใบขนขาเข้าที่เคยยื่นขออนุมัติสั่งปล่อยคืนอากรแล้ว (แม้จะสั่งปล่อยคืนอากรไม่ครบตามจำนวนหรือไม่ครบทุกรายการ) ไม่สามารถจะนำมายื่นขออนุมัติสั่งปล่อยคืนอากร (ส่วนที่สั่งปล่อยไม่ครบ) ได้อีก

2. หากต้องการสั่งปล่อยคืนอากรให้ครบทุกรายการหรือเต็มตามจำนวน จะต้องยื่นขอยกเลิกการสั่งปล่อยคืนอากรในครั้งแรกก่อน (และดำเนินการชำระอากรต่อกรมศุลกากร) จากนั้นจึงจะสามารถนำใบขนขาเข้าฉบับนั้นมายื่นสั่งปล่อยคืนอากรได้ใหม่

กรณีที่สอบถาม เป็นการโอนวัตถุดิบจากโครงการหนึ่ง ไปยังอีกโครงการหนึ่ง ภายใต้นิติบุคคลเดียวกัน ซึ่งหากวัตถุดิบที่จะโอน มีชื่อในบัญชีวัตถุดิบของทั้ง 2 โครงการ ก็สามารถยื่นขออนุญาตโอน/รับโอนได้

การขอสั่งปล่อยคืนอากรขาเข้าวัตถุดิบ

1. ต้องได้รับอนุมัติบัญชีรายการวัตถุดิบแล้ว และตรงกับรายการที่ได้รับอนุมัติในบัญชี

2. ต้องกำหนดวันที่ขอใช้สิทธิครั้งแรกแล้ว โดยรายการที่จะขอสั่งปล่อยคืนอากรต้องไม่นำเข้าก่อนวันที่เริ่มใช้สิทธิครั้งแรก

กรณีเป็นกิจการผลิต การอนุมัติบัญชีรายการวัตถุดิบ และการอนุมัติสั่งปล่อยวัตถุดิบจะพิจารณาอนุญาตในกรณีที่มีการนำเข้าเครื่องจักรเข้ามาแล้ว โดยอาจจะยังไม่ได้เริ่มผลิตหรือส่งออกก็ได้

กรณีผลิตสินค้าสำเร็จรูป โดยมีการใช้วัตถุดิบที่นำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 36 หากจะไม่ส่งออกสินค้าดังกล่าว จะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

1. กรณีเป็นส่วนสูญเสีย (รวมถึงสินค้าด้อยคุณภาพ) ตาม ประกาศ ป.5/2543

1.1 ขอทำลาย และหากเศษซากหลังการทำลายมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ จะต้องชำระภาษีตามสภาพเศษซาก

1.2 ขอบริจาคให้ส่วนราชการ องค์การของรัฐ หรือองค์การสาธารณกุศล โดยไม่มีภาระภาษี

2. กรณีไม่เป็นส่วนสูญเสีย

1.1 ขอชำระภาษีตามสภาพสินค้าสำเร็จรูป และชำระภาษีให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะนำไปจำหน่ายได้ (แต่ต้องเป็นกิจการที่ส่งออกเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น) ตาม ประกาศ ป.5/2541

1.2 ขอชำระภาษีวัตถุดิบและ VAT ตามสภาพ ณ วันนำเข้า

ตอบคำถามตามที่สอบถาม

1. การบริจาค หากบริจาคให้กับส่วนราชการ องค์การสาธารณกุศล ฯลฯ แม้ว่าจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ แต่น่าจะไม่ได้รับอนุมัติ เนื่องจากอาจมีปัญหาด้านสุขอนามัย

2. การแจกเป็นสวัสดิการพนักงาน ไม่อยู่ในข่ายอนุมัติ จะต้องชำระภาษีตามข้อ 2.1 หรือ 2.2 ก่อน จึงจะดำเนินการได้

การคำนวณ Max Stock 4 เดือน ให้คำนวณดังนี้

1. เลือกผลิตภัณฑ์ 1 โมเดล (สมมุติว่าคือ A) เพื่อเป็นสินค้าต้นแบบในการคำนวณ Max Stock

2. แสดงรายละเอียดปริมาณการใช้วัตถุดิบ (รวมส่วนสูญเสียในสูตร) ที่ใช้ผลิตสินค้า A จำนวน 1 ชิ้น เช่น ใช้วัตถุดิบดังนี้

- A1 จำนวน 5 ชิ้น

- A2 จำนวน 10 กรัม

3. คำนวณกับกำลังผลิต 4 เดือนในบัตรส่งเสริม (เช่น หากบัตรส่งเสริมระบุกำลังผลิตเป็น 1,200,000 ชิ้น ต่อปี ดังนั้น กำลังผลิต 4 เดือน จะเป็น 1,200,000 / 3 = 400,000 ชิ้น) จะได้ปริมาณ Max Stock วัตถุดิบ 4 เดือน ดังนี้

- A1 = 5 x 400,000 = 2,000000 ชิ้น ต่อ 4 เดือน

- A2 = 10 x 400,000 = 4,000000 กรัม ต่อ 4 เดือน

หากมีผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ต้องการคำนวณ Max Stock มากกว่า 1 โมเดล เช่น มี โมเดล A และ B ก็สามารถทำได้ แต่กำลังผลิตของ A และ B ที่จะนำมาคำนวณตามข้อ 3 ต้องรวมกันไม่เกินกำลังผลิต 4 เดือน ตามบัตรส่งเสริม

การแก้ไขหน่วยวัตถุดิบในบัญชี Max Stock สามารถทำได้ โดยให้ตรวจสอบดังนี้

1. หน่วยนับใหม่ที่จะขอแก้ไข ต้องตรงกับกรรมวิธีการผลิตที่ได้รับอนุมัติ เช่น ถ้ากรรมวิธีการผลิตที่ได้รับอนุมัติ ไม่มีขั้นตอนการตัดสายไฟ จะขออนุมัติหน่วยนับของสายไฟเป็นความยาวไม่ได้

2. เคยมีการใช้สิทธิสั่งปล่อยวัตถุดิบรายการนั้นแล้วหรือไม่ / และเคยมีการขออนุมัติสูตรการผลิตที่มีการใช้วัตถุดิบรายการนั้นแล้วหรือไม่

2.1 หากเคยใช้สิทธิสั่งปล่อยวัตถุดิบรายการนั้น หรือ เคยขออนุมัติสูตรการผลิตที่มีการใช้วัตถุดิบรายการนั้นไว้แล้ว จะแก้ไขหน่วยนับไม่ได้ ต้องใช้วิธี "เพิ่มรายการวัตถุดิบ" โดยเป็นชื่อเดียวกับที่อนุมัติไว้เดิม แต่เป็นคนละหน่วยนับ และต้องมีการคำนวณ Max Stock ของวัตถุดิบที่มี 2 หน่วยนับนี้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

2.2 หากไม่เคยใช้สิทธิสั่งปล่อยวัตถุดิบรายการนั้น และ ไม่เคยได้รับอนุมัติสูตรการผลิตที่มีการใช้วัตถุดิบรายการนั้นสามารถแก้ไขหน่วยนับ และ Max Stock ของวัตถุดิบรายการนั้นได้ โดยไม่ต้องเพิ่มเป็นรายการใหม่

บริษัทได้รับอนุมัติกรรมวิธีการผลิต เป็นการนำชิ้นส่วนมาพันขดลวด จึงมีข้อสังเกตดังนี้

- สายไฟ ไม่ใช่ชิ้นส่วน การอนุมัติ Max Stock เป็นสายไฟ จึงอาจไม่สอดคล้องกับกรรมวิธีการผลิต

- เครื่องตัดสายไฟ ที่ได้รับอนุมัติในบัญชีเครื่องจักร ไม่สอดคล้องกับกรรมวิธีการผลิต

ตอบคำถามตามที่บริษัทสอบถามเพิ่มเติม

1. การแก้ไข Max Stock โดยเปลี่ยนหน่วย "ชิ้น" เป็น "เมตร" เนื่องจากจะนำมาตัด และพันขดลวด จะสอดคล้องกับกรรมวิธีผลิต หรือต้องแก้ไขกรรมวิธีผลิต ขอให้สอบถามกับ จนท BOI ผู้รับผิดชอบโครงการของบริษัทโดยตรง

2. เนื่องจากเคยมีการสั่งปล่อยวัตถุดิบสายไฟ ที่มีหน่วยเป็น "ชิ้น" ไปแล้ว และมีการอนุมัติสูตรและตัดบัญชีของสายไฟที่มีหน่วยเป็น "ชิ้น" ไปแล้ว จึงไม่สามารถแก้ไขหน่วยของสายไฟ จาก "ชิ้น" เป็น "เมตร" ได้ หากจะขออนุมัติบัญชีวัตถุดิบสายไฟ ที่มีหน่วยเป็น "เมตร" จะต้องขอแก้ไขบัญชีวัตถุดิบ โดยการเพิ่มรายการใหม่ คือ สายไฟ หน่วยเป็น "เมตร" ทั้งนี้ จะต้องลดปริมาณ Max Stock ของสายไฟหน่วยเป็น "ชิ้น" เพื่อทอนไปเป็น Max Stock ของสายไฟ หน่วยเป็น "เมตร" ตามที่แจ้งไปแล้ว

ให้ยื่นขออนุมัติ Max Stock ต่อ BOI โดยมีชื่อหลักเป็น Cable ชื่อรองเป็น Cable และยื่นสั่งปล่อยวัตถุดิบผ่านระบบ RMTS โดยกรอกข้อมูลในช่อง Desc_1 ตามชื่อรอง คือ Cable และในช่อง Desc_2 ตามชื่อโมเดล คือ UL 2517 20AWGx3C (S07-3521-1.1)

หากต้องการแก้ไขรายการ/ปริมาณ Max Stock โดยการใช้สินค้าตัวอย่างรายการใหม่ มารวมคำนวณปริมาณ Max Stock จะขึ้นอยู่กับ จนท BOI ผู้พิจารณาโครงการว่า จะให้เพิ่มรายการใหม่นั้นได้โดยตรง หรือ จะต้องมีการปรับลดปริมาณสินค้าตัวอย่างรายการอื่นลง เนื่องจากจะต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป

การขออนุมัติสูตรและบัญชีปริมาณสต็อกสูงสุดแบบ online น่าจะเริ่มให้บริการได้ประมาณกลางปี 2563 นี้ โดยจะมีการประกาศแจ้งเป็นทางการจาก BOI และ IC ก่อนล่วงหน้า

การผลิตสินค้าไม่ครบตามขั้นตอนการผลิตที่ได้รับอนุมัติ เป็นการขัดกับเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมจะใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่ได้ และใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบไม่ได้

ข้อมูลที่บริษัทแจ้งมา ไม่เพียงพอที่จะให้คำแนะนำว่า อยู่ในข่ายที่จะผ่อนผันได้หรือไม่ และควรดำเนินการอย่างไร จึงขอตอบเป็นหลักการกว้างๆ ดังนี้

1. หากเป็นการผลิตไม่ครบขั้นตอนการผลิตในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เนื่องจากมีปัญหาในการผลิตอาจขอผ่อนผันกรรมวิธีการผลิตเป็นการชั่วคราว โดยอาจมีการกำหนดระยะเวลา และ/หรือจำนวน ที่ขอผ่อนผันก็ได้ แล้วแต่กรณี โดยควรพิจารณาถึงวิธีการตัดบัญชีวัตถุดิบสำหรับสินค้ากึ่งสำเร็จรูปนี้เผื่อไว้ด้วย

2. หากเป็นการผลิตไม่ครบขั้นตอน เป็นบางรุ่น เป็นการถาวร อาจต้องแก้ไขชนิดผลิตภัณฑ์ในบัตรส่งเสริม โดยจะต้องพิจารณาว่า สินค้าที่ผลิตไม่ครบขั้นตอนนั้น อยู่ในข่ายที่จะให้ได้รับการส่งเสริมหรือไม่

การจะทำสูตรการผลิตที่มีส่วนสูญเสียในสูตรหรือนอกสูตร ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในการผลิตสินค้า ไม่เกี่ยวกับว่าส่วนสูญเสียนั้นมีมูลค่าหรือไม่

โดยส่วนสูญเสียที่รวมไว้ในสูตรการผลิต จะได้รับการตัดบัญชีเมื่อมีการส่งสินค้าไปต่างประเทศและยื่นตัดบัญชีวัตถุดิบ

แต่ส่วนสูญเสียที่ไม่รวมไว้ในสูตรการผลิต (ส่วนสูญเสียนอกสูตร) จะไม่ได้รับการตัดบัญชีเมื่อมีการส่งออกสินค้าและตัดบัญชีวัตถุดิบ โดยจะต้องให้ บ.Inspector ตรวจสอบรับรองชนิดและปริมาณของส่วนสูญเสีย จากนั้นต้องทำลายเป็นเศษซากตามวิธีที่ได้รับอนุญาต และต้องชำระภาษีตามสาพเศษซาก (หากเศษซากมีมูลค่าเชิงพาณิชย์) จากนั้นจึงจะนำมาตัดบัญชีวัตถุดิบสำหรับส่วนสูญเสียนอกสูตรนั้นได้

ประเด็นที่สอบถาม หากบริษัทต้องการแก้ไขสูตรการผลิตเพื่อให้มีผลย้อนหลัง เนื่องจากทำสูตรผิด จะต้องยกเลิกการตัดบัญชีสำหรับใบขนที่มีการส่งออกสินค้าตามสูตรดังกล่าว จากนั้นจึงนำใบขนนั้นมายื่นตัดบัญชีใหม่โดยใช้สูตรที่แก้ไขแล้ว

หากจะดำเนินการด้วยวิธีนี้ แนะนำให้ศึกษาขั้นตอนวิธีดำเนินการให้เข้าใจถูกต้องชัดเจนก่อน

หากประสงค์จะใช้สูตรแก้ไข เฉพาะการตัดบัญชีในครั้งต่อไป ให้ยื่นแก้ไขสูตรเดิม ซึ่งจะเป็น revision 2 โดยในการตัดบัญชีครั้งต่อไป ก็ให้เลือกตัดบัญชีโดยระบุเป็น revision 2

สำหรับวัตถุดิบที่ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเพื่อผลิตและส่งออกนั้น หากต้องการนำมาจำหน่าย หรือผลิตในโครงการ non-BOI จะต้องดำเนินการชำระอากรพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม (ภาษี และ VAT) ให้เรียนร้อยก่อนจึงจะสามารถตัดบัญชีเพื่อให้พ้นภาระภาษี และนำไปจำหน่ายหรือผลิตในโครงการ non-BOI ได้ สำหรับแบบฟอร์มต่างๆ นั้นสามารถดาวน์โหลดได้ผ่าน link ดังนี้

https://www.boi.go.th/upload/content/F%20IN%20RM%2035_43684.pdf

https://www.boi.go.th/upload/content/F%20IN%20RM%2043_81913.pdf

https://www.boi.go.th/upload/content/F%20IN%20RM%2044_36586.pdf

กรณีที่สอบถาม โครงการที่ 2 จะต้องทำลายส่วนสูญเสียนอกสูตรตามวิธีที่ได้รับอนุญาตจาก BOI และให้ บ.Inspector ตรวจสอบและออกหนังสือรับรอง

จากนั้นโครงการที่ 2 ต้องยื่นขอตัดบัญชีส่วนสูญเสียนอกสูตร พร้อมกับขอโอนสิทธิการตัดบัญชีส่วนสูญเสียที่ผ่านการทำลายแล้วให้กับโครงการที่ 1 และเมื่อได้รับอนุมัติจาก BOI โครงการที่ 2 จึงส่งหนังสืออนุมัติโอนสิทธิการตัดบัญชีส่วนสูญเสียดังกล่าวให้กับโครงการที่ 1 เพื่อตัดบัญชีต่อไป

Q1.1: ขอสอบถามเพิ่มเติม หากโครงการที่ 2 ส่งส่วนสูญเสียดังกล่าวออกไปต่างประเทศการทำใบขนขาออก ทางบริษัทฯ จะต้องระบุว่าโอนสิทธิ์วัตถุดิบให้กับโครงการที่ 1 เข้าใจถูกหรือไม่ และต้องระบุอย่างไรบ้าง หลังจากส่งออกแล้วก้อนำใบขนฯ เพื่อตัดบัญชีส่วนสูญเสียต่อไป ใช่หรือไม่

A1.1: การส่งส่วนสูญเสียนอกสูตรไปต่างประเทศ

1) กรณีเป็นเศษซากวัตถุดิบชนิดเดียวกับรายการวัตถุดิบในบัญชีปริมาณสต็อกสูงสุดที่ได้รับอนุมัติ เช่น เศษพลาสติกแยกตามชนิด มีขั้นตอนดำเนินการดังนี้

1.1 ยื่นขออนุมัติส่งส่วนสูญเสียนอกสูตรไปต่างประเทศต่อ BOI

1.2 ส่งออกส่วนสูญเสียตามชนิดและรายการที่ได้รับอนุมัติ

1.3 ยื่นขออนุมัติตัดบัญชีส่วนสูญเสียนอกสูตรที่ได้ส่งออกไปต่างประเทศแล้ว ต่อ BOI

1.4 ยื่นขอตัดบัญชี (ปรับยอด) วัตถุดิบ ต่อ IC กรณีที่สอบถาม จะเป็นการโอนสิทธิการตัดบัญชีวัตถุดิบให้กับอีกโครงการอื่น (โครงการที่ 1) ดังนั้น ในขั้นตอน 1.3 ให้แนบตารางโอนสิทธิไปพร้อมกับด้วย และเมื่อได้รับอนุมัติให้ส่งหนังสืออนุมัติให้กับโครงการที่ 1 เพื่อนำไปยื่นตัดบัญชีตามขั้นตอนที่ 1.4 ต่อ IC ต่อไป

2) กรณีเป็นชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูปที่ไม่ใช่รายการวัตถุดิบในบัญชีปริมาณสต็อกสูงสุดที่ได้รับอนุมัติ มีขั้นตอนดำเนินการดังนี้

2.1 ติดต่อ บ.Inspector ให้มาทำการตรวจสอบชนิดและปริมาณวัตุดิบที่ใช้ในชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูปนั้น จากนั้นทำลายตามขั้นตอนที่ได้รับอนุมัติ และให้ บ.Inspector ออกหนังสือรับรองตามที่ BOI กำหนด

2.2 ดำเนินการต่อตามขั้นตอนที่ 1.1 - 1.4

Q1.2: สอบถามเพิ่มเติม ในการส่งส่วนสูญเสียนอกสูตรไปต่างประเทศ ในขั้นตอน 1.2 ส่งออกส่วนสูญเสียตามชนิดและรายการที่ได้รับอนุมัติจะต้องระบุในใบขนขาออกด้วยหรือไม่ เช่น ระบุว่าโอนสิทธิ์ตัดบัญชีวัตถุดิบ ในรายการที่.... ให้บัตรส่งเสริม..... เป็นต้น หรือต้องระบุอย่างไร

A1.2: ไม่ต้องระบุการโอนสิทธิในขั้นตอนที่ 1.2 แต่ให้แนบตารางโอนสิทธิต่อ BOI พร้อมการยื่นขออนุมัติ ตัดบัญชีในขั้นตอนที่ 1.3 แบบฟอร์มตารางโอนสิทธิ ขอให้ติดต่อรับตัวอย่างจาก BOI โดยตรง

ตามประกาศ BOI ส่วนสูญเสียนอกสูตรจะต้องทำลายเป็นเศษซาก จึงจะปลอดจากภาระภาษี ส่วนการนำเศษซากไปกำจัดจะต้องเป็นไปตามกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ข้อกำหนดตามประกาศ เรื่องส่วนสูญเสียของ BOI คำแนะนำคือ ให้ขออนุมัติวิธีการทำลาย เช่น ตัด ทุบ บด อัด ให้เสียสภาพ เป็นต้น โดย บ.Inspector จะทำการตรวจสอบ โดยอยู่ร่วมในการทำลายด้วย สำหรับเรื่องสรรพากรขอให้ศึกษาจากคำสั่งกรมสรรพากร ที่ 79/2541 หรือปรึกษากับกรมสรรพากรโดยตรง

ปกติน่าจะใช้ข้อมูลจาก production report ของบริษัท

เช่น วันที่ ... เบิกวัตถุดิบจำนวน... ผลิตสินค้า โมเดล ... จำนวน .... โมเดล .... จำนวน .... คำนวณการใช้วัตถุดิบสุทธิตามสูตรการผลิตของแต่ละโมเดล จำนวน .... เกิดส่วนสูญเสียนอกสูตรการผลิต จำนวน ....

โดยการรายงานจะต้องมีการแยกโมเดลด้วย

ในการรวมสต็อกวัตถุดิบของ 2 โครงการ BOI จะปรับแก้ไขระยะเวลานำเข้าให้เป็นระยะเวลาที่สั้นที่สุดของโครงการก่อนรวมสต็อก (สั้นหน้า สั้นหลัง)

ดังนั้น ก่อนการขอรวมสต็อก บริษัทควรตรวจสอบว่ามีวัตถุดิบที่นำเข้ามาโดยสงวนสิทธิ ที่ต้องการขอคืนภาษี ค้างคงเหลือหรือไม่ และดำเนินการสั่งปล่อยคืนอากรให้เสร็จสิ้นก่อน จึงค่อยทำการรวมสต็อก

กรณีที่สอบถาม เนื่องจากมีการอนุมัติรวมสต็อกไปแล้ว จึงขอให้ติดต่อกองบริหารการลงทุนที่รับผิดชอบโครงการของบริษัท ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ BOI เห็นว่า วัตถุดิบที่สงวนสิทธิดังกล่าว นำเข้ามาในระยะเวลาที่ได้รับสิทธิ มาตรา 36 ของโครงการนั้น ก็จะแจ้งไปยัง IC เพื่อให้ปลดล็อคเงื่อนไขวันที่เริ่มใช้สิทธิของโครงการรวมสต็อก เป็นการชั่วคราว เพื่อให้สามารถสั่งปล่อยคืนอากรวัตถุดิบดังกล่าวได้

กรณีมีการรวมบัญชีสต็อกวัตถุดิบ

1. ระยะเวลาการได้รับสิทธิของบัญชีรวมสต็อก จะกำหนดให้เป็นระยะเวลาที่สั้นที่สุดครั้งล่าสุดของทุกโครงการ (สั้นหน้า สั้นหลัง) ซึ่งกรณีของบริษัทที่สอบถาม คือ 28 ก.ย. 62 - 17 มิ.ย. 63

2. การขยายเวลานำเข้าวัตถุดิบครั้งแรกหลังรวมบัญชีสต็อก ให้ยื่นขยายเฉพาะโครงการที่จะสิ้นสุดก่อน ซึ่งกรณีของบริษัทคือ ขยายเวลาโครงการที่ 2 (สิ้นสุด 17 มิ.ย. 63) โดยจะได้รับอนุญาตให้ขยายเวลาถึงวันสิ้นสุดสิทธิของอีกโครงการหนึ่ง (27 ก.ย. 64)

3. หลังจากนั้น เมื่อใกล้ครบระยะเวลานำเข้าของทั้ง 2 โครงการ (27 ก.ย. 64) ให้ยื่นขยายเวลานำเข้าของทั้ง 2 โครงการ ซึ่งจะได้รับอนุญาตให้ขยายครั้งละไม่เกิน 2 ปี (11 มิ.ย. 2563)

กรณีมีการขอแก้ไขบัญชีรายการวัตถุดิบเพื่อเพิ่มวัตถุดิบรายการใหม่ หากได้รับอนุมัติ จะมีผลตั้งแต่วันเริ่มต้น - วันสิ้นสุดของสิทธิประโยชน์มาตรา 36 ที่บริษัทได้รับ

ดังนั้น หากบริษัทนำเข้าวัตถุดิบก่อนได้รับอนุมัติแก้ไขบัญชี โดยชำระภาษีสงวนสิทธิ ก็สามารถขอสั่งปล่อยคืนอากรภายหลังจากได้รับอนุมัติแก้ไขบัญชีได้ แต่ต้องเป็นการนำเข้าในช่วงเวลาที่ได้รับสิทธิมาตรา 36 (11 มิ.ย. 2563)

ตามตัวอย่างที่สอบถาม สามารถสั่งปล่อยคืนอากรได้

ตอบคำถามดังนี้ 1. ในการตรวจสอบเปิดดำเนินการ หากพบว่ามีกำลังผลิตมากกว่าหรือน้อยกว่ากำลังผลิตในบัตรส่งเสริมไม่เกิน 20% ถือว่ามีกำลังผลิตเป็นไปตามที่ได้รับส่งเสริม จึงไม่ต้องลดกำลังผลิตในขั้นเปิดดำเนินการ

2. กรณีตรวจสอบว่ามีกำลังผลิตต่ำกว่ากำลังผลิตในบัตรส่งเสริมมากกว่า 20% จะเปิดดำเนินการโดยลดกำลังผลิตในบัตรส่งเสริมให้เท่ากับที่ตรวจสอบได้จริง และเมื่อบริษัทได้รับใบอนุญาตเปิดดำเนินการ และแก้ไขบัตรส่งเสริมลดกำลังผลิตเป็นที่เรียบร้อย ให้ยื่นขอแก้ไขปรับลด Max Stock วัตถุดิบ ต่อกองที่รับผิดชอบโครงการของบริษัทต่อไป

A (BOI) จำหน่ายให้ B (บริษัท Trading ในประเทศไทย - Non BOI) โดยส่งสินค้าไปยัง C (ต่างประเทศ) แอดมินไม่แน่ใจว่า ชื่อผู้ส่งออกในใบขนสินค้าขาออก จะต้องเป็น A หรือ B ขอให้สอบถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศุลกากร โดยตรง

หากชื่อผู้ส่งออกในใบขนสินค้าขาออกเป็น B (Trading Non-BOI) สามารถโอนสิทธิตัดบัญชีใบขนสินค้าขาออกให้กับ A (BOI) ได้ โดย

1. ระบุการใช้สิทธิและประโยชน์มาตรา 36 ในช่องเงื่อนไขการใช้สิทธิ์ BOI (Y) ในใบขนสินค้าขาออกอิเล็กทรอนิกส์

2. ระบุเลขนิติบุคคล 13 หลักของ A ในช่อง Remark ของสินค้าแต่ละรายการในใบขนสินค้าขาออกอิเล็กทรอนิกส์ ที่จะโอนสิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบไปให้ A เป็นผู้ตัดบัญชี

กรณีทำลายสินค้าสำเร็จรูปที่มีสูตรการผลิต เมื่อได้รับอนุมัติตัดบัญชีจาก BOI แล้ว ให้ยื่น "ตัดบัญชีวัตถุดิบ" ตามสูตรการผลิตที่ได้รับอนุมัติ โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. คีย์ไฟล์ตัดบัญชี (EXPORT.XLSX) โดยกรอกข้อมูลเช่นเดียวกับการตัดบัญชีปกติ แต่ให้ระบุเลขที่เอกสารส่งออกเป็นเลขที่ นร ที่อนุมัติให้ตัดบัญชี และกรอกวันที่ส่งออกเป็นวันที่ตามหนังสืออนุมัติ

2. ยื่นตัดบัญชีแบบ paperless ผ่านระบบ IC Online โดยติ๊กช่องรูปแบบไฟล์ที่ส่งเป็น "เอกสารอื่น" และแนบไฟล์ EXPORT ที่เตรียมไว้ตามข้อ 1

3. เมื่อระบบได้รับข้อมูลแล้ว จะยังประมวลผลไม่ได้ เนื่องจากระบบไม่มีข้อมูลหนังสืออนุมัติตัดบัญชีจาก BOI 4. บริษัทเข้าไปในเมนู "ตรวจสอบข้อมูลระบบ paperless" เพื่อเช็ค "เลขที่รับงาน" ของการยื่นตัดบัญชีที่รอประมวลผลงวดนั้น

5. จากนั้น บริษัทจัดเตรียมแบบฟอร์มหนังสือขออนุมัติตัดบัญชี (กรณีปกติ) โดยดาวน์โหลดได้จาก แบบฟอร์มงานตัดบัญชีวัตถุดิบ RMTS โดยให้นำ "เลขที่รับงาน" ตามข้อ 4 มากรอกเป็น "เลขที่งวด" ในแบบฟอร์ม จากนั้นกรอกข้อมูลอื่นๆ และลงนามประทับ และ scan เป็น pdf

6. ส่งแบบฟอร์มขอตัดบัญชีตามข้อ 5 และสำเนาหนังสืออนุมัติตัดบัญชีจาก BOI ทางอีเมล์ไปยัง supportbkk@ic.or.th

7. จากนั้นโทรศัพท์ติดตามงานกับ IC ต่อไป

การขออนุมัติสูตรการผลิต จะต้องแสดงรายการและปริมาณการใช้วัตถุดิบ (net) ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ รวมทั้งปริมาณการส่วนสูญเสียในกระบวนการผลิต (loss) ตาม ประกาศ สกท ที่ ป.8/2561 ไม่ใช่นำ net และ loss มารวมกัน แล้วยื่นขอเป็นปริมาณการใช้วัตถุดิบ (net)

1.หากสูตรการผลิตที่ได้รับอนุมัติไปแล้ว ไม่ตรงกับการผลิตจริงในปัจจุบัน บริษัทสามารถยื่นขอแก้ไขสูตรการผลิตนั้นได้ โดยระบบจะบันทึกการแก้ไขแต่ละครั้ง เป็น revision 2, 3, 4, ... ตามลำดับ และเมื่อมีการตัดบัญชีสินค้าโมเดลนั้น บริษัทสามารถเลือก revision ที่ต้องการใช้ตัดบัญชีได้

2.ส่วนสูญเสียนอกสูตรการผลิต จะต้องแยกเก็บตามชนิดและปริมาณ เพื่อรอการตรวจสอบรับรองการทำลายจาก บ.Inspector แต่ส่วนสูญเสียในสูตรการผลิต ไม่ต้องรอตรวจสอบ สามารถนำไปกำจัดได้โดยไม่ต้องขออนุญาต BOI / หรือหากเป็นส่วนสูญเสียที่มีมูลค่าตามสภาพ จะต้องยื่นขอชำระภาษีก่อนส่วนสูญเสียในสูตรและนอกสูตร จะเก็บรวมกันไม่ได้ เพราะจะทำให้ไม่สามารถตรวจสอบชนิดและปริมาณของส่วนสูญเสียแต่ละชนิดได้

3.สูตรการผลิต สามารถมีทศนิยมได้ 8 หลัก

ส่วนสูญเสียในสูตร คือ ส่วนสูญเสียที่จะเกิดขึ้นทุกครั้งในอัตราคงที่ เมื่อมีการผลิตสินค้าโมเดลนั้น ๆ เศษสายไฟ ที่มีการตัดยาวตัดสั้นเกินไป หรือ Hardender ที่เผื่อปริมาณหยอดเกิน ฯลฯ จึงไม่ใช่ส่วนสูญเสียในสูตร เนื่องจากไม่ใช่อัตราสูญเสียคงที่ในการผลิตสินค้า

1. ส่วนสูญเสียในสูตรการผลิตจะใช้ว่า scrap (หรือ loss) included in production formula ก็ได้ แต่ประเด็นคือต้องอธิบายนิยามตามข้อกำหนดของ BOI ให้ถูกต้อง

2. วัตถุดิบที่ไม่ได้คุณภาพ หรือไม่สามารถนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์เดิมได้ เป็นส่วนสูญเสียนอกสูตรสามารถขออนุญาตส่งคืนไปต่างประเทศโดยไม่มีภาระภาษี โดยระบุชื่อส่งออกตามที่ชื่อวัตถุดิบที่นำเข้ามา และไม่ต้องให้ บ.Inspector รับรองจากนั้นจึงขอตัดบัญชี (ปรับยอด) ต่อไป

1. เรซิ่น ที่แข็งในหลอด ไม่สามารถนำไปใช้งานต่อได้ เป็นส่วนสูญเสียนอกสูตร

2. การคำนวณปริมาณส่วนสูญเสีย อาจใช้วิธีชั่งน้ำหนัก หักลบด้วยน้ำหนักของหลอดเปล่า เป็นต้น

3. การขอตัดบัญชีส่วนสูญเสียนอกสูตร มีขั้นตอนดังนี้

- ขออนุมัติวิธีทำลาย (หากเป็นส่วนสูญเสียชนิดเดิม และจะทำลายโดยวิธีเดิมที่ได้รับอนุมัติแล้ว ไม่ต้องขออนมัติวิธีทำลายใหม่อีก)

- ทำลายตามวิธีที่ได้รับอนุมัติ โดยติดต่อ บ.Inspector ที่ได้รับอนุญาตจาก BOI ให้มาตรวจสอบรับรองชนิดและปริมาณของส่วนสูญเสีย ก่อนและหลังการทำลาย และออกเอกสารับรองตามแบบที่ BOI กำหนด

- ในการทำลายวัตถุดิบ (ส่วนสูญเสียนอกสูตร) ต้องแจ้งกรมสรรพากรและผู้สอบบัญชีทราบ ตามประกาศของกรมสรรพากร

- ยื่นคำร้องขอตัดบัญชีส่วนสูญเสียนอกสูตรต่อ BOI พร้อมหนังสือรับรองของ บ.Inspector

- เมื่อได้รับอนุมัติ จึงยื่นขอตัดบัญชี (ปรับยอด) ต่อ IC ต่อไป

1. กรณีที่ Vendor นำ report-v ไปตัดบัญชีแล้ว ผู้ส่งออก (ผู้โอน report-v) จะไม่สามารถขอแก้ไข report-v ฉบับนั้นได้

2. กรณีจำเป็นต้องแก้ไข report-v ที่มีการนำไปตัดบัญชีแล้ว Vendor ต้องยื่นเรื่องต่อ BOI เพื่อขอยกเลิกการตัดบัญชีตาม report-v ฉบับดังกล่าว

3. เมื่อ BOI อนุมัติยกเลิกตัดบัญชีตามข้อ 2 ผู้ส่งออก (ผู้โอน report-v) จึงจะสามารถแก้ไข report-v ฉบับนั้นได้ แต่ทั้งนี้ จะแก้ไขรายการและปริมาณวัตถุดิบใน report-v ไม่ได้

4. การแก้ไข report-v จะต้องทำภายใน 3 เดือน นับจากวันออก report-v

หากนำเข้ามาในช่วงเวลาที่ได้รับสิทธิมาตรา 36 ก็สามารถสั่งปล่อยคืนอากรได้ โดยปริมาณที่ขอสั่งปล่อยต้องไม่เกินปริมาณที่สามารถอนุมัติให้ได้ (ยอด approve) ณ วันที่ยื่นคำร้อง
ตามประกาศ BOI ที่ ป.8/2561 ข้อ 5.1.4 การสั่งปล่อยขอคืนอากร ต้องขอคืนภายใน 2 ปีนับจากวันนำเข้า กรณีที่สอบถาม เป็นการนำเข้าตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งเกินกว่า 2 ปีไปแล้ว จึงไม่อยู่ในข่ายจะขอสั่งปล่อยคืนอากรได้

1.หากบัญชีสต็อกวัตถุดิบปัจจุบันมีรายการวัตถุดิบ A บริษัทสามารถยื่นสั่งปล่อยคืนอากรวัตถุดิบ A ที่เคยนำเข้าโดยชำระภาษีอากรได้ โดยต้องขอคืนภายในไม่เกิน 2 ปีนับจากวันนำเข้า

2.สามารถยื่นขอยกเลิกการตัดบัญชี เพื่อยื่นตัดบัญชีใหม่ โดยเลือก revision ที่ถูกต้องได้ / ซึ่งหากเดิมเป็นการตัดบัญชีด้วยระบบเดิม (แบบใช้สำเนาใบขน) ให้ยื่นเรื่องที่ BOI / แต่หากเดิมเป็นการตัดบัญชีแบบ paperless ให้ยื่นเรื่องที่ IC เพื่อส่งให้ BOI พิจารณา

3.การพิจารณาอนุมัติให้ยกเลิกตัดบัญชี เพื่อตัดใหม่โดยใช้ revision ที่บริษัทต้องการ เป็นดุลยพินิจของ เจ้าหน้าที่ BOI ผู้รับผิดชอบโครงการของบริษัท ดังนั้น บริษัทจึงควรเตรียมข้อมูลทั้งหมด และไปปรึกษาเจ้าหน้าที่ BOI ผู้รับผิดชอบก่อนที่จะสั่งปล่อยคืนอากร และยื่นยกเลิกตัดบัญชีเพื่อตัดใหม่

การส่งออกผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามาซ่อม จะต้องคีย์ Product Code และ Product Description ให้ตรงกับสูตรที่ได้รับอนุมัติ และต้องตรงกับข้อมูลในใบขนสินค้าขาออก

กรณีที่ Product Code และ Product Description ตรงกับข้อมูลในใบขนสินค้าขาออก ให้เลือกรูปแบบไฟล์ตัดบัญชีเป็น "ใบขนสินค้าขาออก"

กรณีที่ Product Code และ Product Description ไม่ตรงกับข้อมูลในใบขนสินค้าขาออก ให้เลือกรูปแบบไฟล์ตัดบัญชีเป็น "เอกสารอื่น"

นอกจากนี้ ยังมีอีก 1 วิธีคือ ในการขออนุมัติสูตรของผลิตภัณฑ์ที่นำกลับเข้ามาซ่อมเพื่อส่งออกให้ระบุชื่อสินค้าและโมเดลตามที่กลับนำเข้าซ่อมตามจริง ซึ่งเมื่อนำสูตรที่ได้รับอนุมัติไปบันทึกที่ IC จะได้รับการบันทึกเป็น revision 0 และเมื่อจะตัดบัญชีผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามาซ่อมแล้วส่งออก ให้ระบุเป็น revision 0

ไม่เข้าใจประเด็นที่บริษัทต้องการสอบถาม หาก B (BOI) จำหน่ายวัตถุดิบให้ A (BOI) แล้ว A นำไปผลิตเป็นสินค้าส่งออก A จะต้องตัดบัญชีจากใบขนขาออก และโอนสิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบที่ซื้อจาก B ให้กับ B ในรูป report-V (paperless)

กรณีบริษัท BOI ส่งออกสินค้าโดยใช้บริการบริษัทขนส่ง ขอให้แจ้งข้อมูลกับผู้ให้บริการว่าเป็นการส่งออกแบบใช้สิทธิ BOI ที่ต้องเดินพิธีการขาออก มิฉะนั้น ชื่อผู้ส่งออกในใบขนสินค้า อาจเป็นชื่อของบริษัทผู้ให้บริการ และอาจไม่ได้ระบุการใช้สิทธิ BOI ในใบขนซึ่งจะนำมาตัดบัญชี BOI ไม่ได้

กรณีที่สอบถาม A (BOI) ผลิตวัตถุดิบจำหน่ายให้ B (BOI) จากนั้น B ผลิตเป็นสินค้าส่งออกต่างประเทศ แต่พบว่าชิ้นส่วนที่ซื้อจาก A ไม่ได้มาตรฐาน B จึงนำชิ้นส่วนตัวใหม่จาก A ส่งออกเป็น service part ให้ลูกค้าต่างประเทศ โดยใช้บริการบริษัทขนส่ง

กรณีนี้ให้ระบุชื่อผู้ส่งออกในใบขนสินค้าขาออกเป็น B และระบุการใช้สิทธิ BOI และระบุเลขนิติบุคคลของ A ในช่อง remark ของสินค้าที่จะโอนสิทธิตัดบัญชีให้ A

ปกติบริษัทผู้ส่งออกจะมอบหมายให้บริษัท shipping เป็นผู้จัดเตรียมร่างใบขนสินค้าขาออก หากมีการระบุรายละเอียดในใบขนขาออกครบถ้วนตามที่ BOI กำหนด เช่น ระบุการใช้สิทธิ BOI ระบุชื่อผู้ส่งออกเป็นผู้ที่ได้รับการส่งเสริม ระบุชื่อสินค้าและชื่อรุ่นตามที่ได้รับอนุมัติสูตรการผลิต ฯลฯ ก็สามารถนำใบขนดังกล่าวมาตัดบัญชีได้
เดิม BOI เคยมีแนวทางปฏิบัติในการขออนุญาตส่งคืนวัตถุดิบไปต่างประเทศ ว่าจะอนุญาตให้ส่งคืนในกรณีที่เป็นวัตถุดิบที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือมีการยกเลิกคำสั่งซื้อ เป็นต้น
แต่ปัจจุบัน ได้เปลี่ยนจาก "การส่งคืน" เป็น "การส่งออก" โดยบริษัทไม่ต้องระบุเหตุผลที่จำเป็นต้องขอส่งออก
ดังนั้น แม้จะเป็นการส่งวัตถุดิบไปต่างประเทศเพื่อ test เครื่องจักร ก็สามารถยื่นขออนุญาตส่งออกได้ แต่ทั้งนี้ หากการส่งวัตถุดิบไปต่างประเทศ ไม่เกี่ยวกับกิจการตามที่ได้รับส่งเสริม และเป็นไปในเชิงพาณิชย์ บริษัทไม่ควรนำเข้าวัตถุดิบดังกล่าวโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบตามมาตรา 36 ตั้งแต่แรก
หากวัตถุดิบซื้อจากบริษัทในประเทศที่ได้รับ BOI ในราคาไม่รวมภาษี บริษัทต้องขออนุญาตส่งวัตถุดิบไปต่างประเทศ เพื่อให้สามารถนำใบขนขาออกมาตัดบัญชีวัตถุดิบ (ปรับยอด) และโอนสิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบให้กับบริษัทผู้ขายวัตถุดิบ
แต่หากเป็นการซื้อวัตถุดิบในราคารวมภาษี ก็สามารถส่งออกวัตถุดิบนั้นได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต BOI และไม่ต้องนำใบขนขาออกมาตัดบัญชี
1. กรณีที่บริษัทได้รับส่งเสริมเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ (ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80) หากมีความจำเป็นต้องจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศ โดยผลิตภัณฑ์นั้นผลิตจากวัตถุดิบที่นำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 36 บริษัทสามารถยื่นขอชำระภาษีตามสภาพสินค้า ณ วันที่ขออนุญาตจำหน่ายในประเทศ (ไม่ใช่การชำระภาษีวัตถุดิบตามสภาพ ณ วันนำเข้า) ตามประกาศ สกท ที่ ป.5/2541
2. แต่หากกิจการของบริษัท ไม่ใช่การผลิตเพื่อการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ หากจะจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศ จะต้องชำระภาษีอากรขาเข้าวัตถุดิบตามสภาพ ณ วันนำเข้า ของวัตถุดิบแต่ละรายการ ที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้น
เนื่องจากไม่ได้เป็นคำถามที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ข้อกำหนดของ BOI จึงขอตอบตามความเห็นส่วนตัวดังนี้
ข้อเท็จจริง บริษัทนำเข้าวัตถุดิบบางส่วนจากบริษัทแม่ โดยมีเงื่อนไขต้องจ่ายค่า License Fee จากราคาสินค้าที่ขายได้ 5%
ความเห็น
1. หากการจ่ายค่า License Fee มีความเกี่ยวข้องกับการนำเข้าวัตถุดิบ ต้องนำค่า License Fee มารวมไว้ในราคาศุลกากรด้วย ตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 133/2561 หน้า 72 รายละเอียดขอให้สอบถามกับ บ.ชิปปิ้ง และกรมศุลกากร โดยตรง
2. แต่หากการจ่ายค่า License Fee ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการนำเข้าวัตถุดิบ ความเห็นส่วนตัวเข้าใจว่าจะต้องยื่นชำระอากรค่า License Fee โดยคำนวณพิกัดภาษีตามสินค้าที่ได้รับอนุญาตตาม License Fee นั้นๆ แต่วันที่จะต้องสำแดงต่อกรมศุลกากร ไม่แน่ใจว่าจะต้องเป็นวันใด เช่น วันที่ได้รับใบอนุญาต หรือวันที่เริ่มผลิต หรือวันที่เริ่มจำหน่าย เป็นต้น แต่ขอให้ตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องกับกรมศุลกากรโดยตรง
3. การจ่ายค่า License ของวัตถุดิบ ตามราคาขายสินค้า เป็นปกติวิสัยของการประกอบธุรกิจหรือไม่ เช่น หากบริษัทประกอบธุรกิจ IPO/ITC คือ ซื้อมาขายไป ก็อยู่ในวิสัยที่เข้าใจได้ แต่หากบริษัทประกอบธุรกิจการผลิต โดยนำเข้าวัตถุดิบจากบริษัทแม่ 1 ชิ้น ราคา 100 บาท และผลิตเป็นสินค้าจำหน่ายในราคา 10,000 บาท หากต้องจ่ายค่า License 5% ของราคาสินค้า = 500 บาท ก็อาจไม่เป็นปกติวิสัยของการประกอบธุรกิจ จึงควรสอบถามกับผู้ทำบัญชี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพากร ว่าจะเข้าข่ายการกำหนดราคาซื้อขายที่ไม่ใช่เป็นราคาตลาดหรือไม่
บริษัท A (ในประเทศ) จ้างให้บริษัท B (ต่างประเทศ) ผลิตแม่พิมพ์ให้ในราคา 1 ล้านบาท และจ้างให้นำแม่พิมพ์นั้นไปผลิตวัตถุดิบจำนวน 200,000 ชิ้น ในราคาชิ้นละ 1 บาท แล้วจึงนำเข้าวัตถุดิบนั้นเข้ามาในประเทศ
กรณีเช่นนี้ วัตถุดิบที่นำเข้าจากบริษัท B ในราคาชิ้นละ 1 บาทนั้น จะต้องนำค่าแม่พิมพ์มาเฉลี่ยเป็นราคาที่แท้จริงของวัตถุดิบด้วยในราคาชิ้นละ 1,000,000 / 200,000 = 5 บาท จึงต้องสำแดงราคาวัตถุดิบที่นำเข้าในราคา 1+5 = 6 บาท โดยในการขอใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 36 สามารถสั่งปล่อยภายใต้รายการของวัตถุดิบนั้นๆ โดยตรง โดยไม่ต้องแยกสั่งปล่อยเป็นรายการค่าบริการทางวิศวกรรมเช่นเดียวกับกรณีของเครื่องจักร
กรณีที่บริษัท A จะไม่เฉลี่ยค่าแม่พิมพ์ตามจำนวนการผลิตวัตถุดิบทั้งหมด แต่จะเฉลี่ยค่าแม่พิมพ์ในการนำเข้าวัตถุดิบที่นำเข้าล็อตแรกล็อตเดียวให้ครบตามมูลค่าแม่พิมพ์ เช่น นำเข้าวัตถุดิบล็อตแรก 2,000 ชิ้น เฉลี่ยเป็นค่าแม่พิมพ์เต็มมูลค่า = 1,000,000 / 2,000 = 500 บาท และสำแดงราคาวัตถุดิบในล็อตนี้เป็น 1 + 500 = 501 บาท ส่วนการนำเข้าวัตถุดิบล็อตต่อๆไป สำแดงราคาเป็น 1 บาท เนื่องจากเคยสำแดงราคาแม่พิมพ์ไปครบถ้วนแล้วนั้น จะกระทำได้และเหมาะสมหรือไม่อย่างไร ขึ้นกับการพิจารณาของกรมศุลกากร
แม้ว่า ABS กับ ABS Compound อาจเป็นของคนละชนิดกัน แต่สำหรับกิจการ IPO อยู่ในข่ายที่จะขออนุมัติสต็อกวัตถุดิบได้ทั้งคู่ ปกติ BOI จึงน่าจะอนุญาตให้ตั้งบัญชีวัตถุดิบในกรุ๊ปเดียวกัน โดยจะใช้ชื่อใดเป็นชื่อหลักหรือชื่อรองก็ได้
1. วัตถุดิบที่เสียจากการผลิตสินค้าตามบัตรส่งเสริม มี 2 กรณีคือ
1.1 ส่วนสูญเสียในสูตรการผลิต
- หากมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ ให้ยื่นขอชำระภาษีตามสภาพเศษซาก ก่อนการจำหน่ายเศษซากวัตถุดิบนั้นๆ และไม่ต้องนำมาตัดบัญชีวัตถุดิบ
- หากไม่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ สามารถนำไปกำจัดได้โดยไม่ต้องแจ้ง BOI และไม่ต้องนำมาตัดบัญชีวัตถุดิบ
1.2 ส่วนสูญเสียนอกสูตรการผลิต
- ต้องยื่นขออนุมัติวิธีทำลาย และทำลายตามวิธีที่ได้รับอนุญาต หากเศษซากหลังทำลายมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ ให้ยื่นขอชำระภาษีตามสภาพเศษซาก แล้วยื่นขอตัดบัญชีวัตถุดิบต่อไป

2. กรณีผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปแล้วเป็นของเสีย ไม่สามารถส่งออกได้ ถือเป็นส่วนสูญเสียนอกสูตร และให้ดำเนินการตามข้อ 1.2
คำว่า "ส่วนสูญเสียตามสภาพผลิตภัณฑ์" หรือ "ส่วนสูญเสียตามสภาพ Semi Product" ไม่ใช่คำที่อยู่ในประกาศ BOI เป็นคำพูดที่อธิบายกับบริษัทว่าในการตัดบัญชีวัตถุดิบ จะแปลงปริมาณส่วนสูญเสีย ให้เป็นปริมาณวัตถุดิบรายการใด จำนวนเท่าใด ได้อย่างไร จึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องยึดติดกับคำเหล่านี้ แต่ให้พิจารณาตามข้อเท็จจริง จะเข้าใจง่ายกว่า
กรณีนำวัตถุดิบเข้ากระบวนการผลิตแล้ว และเกิดการเสียหาย จะเรียกรวมๆ ว่าเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูป (Semi Product) ซึ่งจะมีหลากหลายกรณีมาก เช่น 1) ฉีดขึ้นรูปชิ้นงานพลาสติกแล้วเสียหาย 2) ฉีดขึ้นรูปชิ้นงานพลาสติกและประกอบกับชิ้นส่วนโลหะแล้วเสียหาย 3) ....... ฯลฯ ดังนั้น วิธีทำลาย Semi Product จึงอาจต้องแตกต่างตามสภาพของ Semi Product นั้นๆ ด้วย

กรณีที่กรรมวิธีการผลิตมีความซับซ้อน ใช้วัตถุดิบหลายชนิด และเกิดการสูญเสียในหลายขั้นตอน มีความจำเป็นต้องแยกทำลายด้วยวิธีที่แตกต่างกัน ควรปรึกษากับเจ้าหน้าที่ BOI ที่รับผิดชอบโครงการของบริษัทโดยตรง เพื่อกำหนดวิธีทำลาย Semi Product แต่ละชนิด ให้เหมาะสมกับส่วนสูญเสียชนิดนั้นๆ
1. การส่งออกสินค้าที่ไม่สามารถจำหน่ายได้ ไปว่าจ้างกำจัด/ทำลายที่ต่างประเทศ สามารถนำใบขนขาออกมาตัดบัญชีได้ตามปกติ แต่จะมีข้อห้ามในการส่งขยะอุตสาหกรรมไปต่างประเทศหรือไม่/อย่างไรนั้น ขอให้สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ส่วนการสำแดงราคา เข้าใจว่าขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงตามกรณีนั้น ๆ
2. การกำจัด/ทำลายสินค้า จะต้องปฏิบัติตามประกาศของกรมสรรพากร เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการลงบัญชีต้นทุน กรณีการส่งสินค้าไปว่าจ้างกำจัด/ทำลายในต่างประเทศ ปกติควรจะต้องมีสัญญาว่าจ้างกำจัด/ทำลาย หลักฐานการชำระเงินค่าทำลาย หลักฐานการส่งออก หลักฐานการทำลาย รายละเอียดขอให้สอบถามกับผู้สอบบัญชี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง
หากสินค้าที่ส่งออกไปว่าจ้างกำจัด/ทำลายในต่างประเทศ เป็นสินค้าที่ได้รับอนุมัติสูตรการผลิต สามารถนำใบขนขาออกมาตัดบัญชีวัตถุดิบตามสูตรการผลิตได้
บริษัทมีวัตถุดิบที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 36 ต้องการทำลายหรือจำหน่าย ทางบริษัทจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง
A1: ตอบคำถามดังนี้
1. การจำหน่ายวัตถุดิบที่นำเข้าโดยใช้สิทธิมาตรา 36 ในประเทศ ซึ่งไม่ใช่การส่งออกทางอ้อมจะต้องชำระภาษีอากรตามสภาพ ณ วันนำเข้า ของวัตถุดิบรายการนั้นๆ
2. การทำลายวัตถุดิบ สรุปขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้
- ต้องเป็นวัตถุดิบที่เป็นส่วนสูญเสีย ตามประกาศ สกท ที่ ป.5/2543
- ให้ยื่นขออนุมัติวิธีทำลาย
- เมื่อจะทำลาย ต้องให้ บ.Inspector ที่ได้รับมอบหมายจาก BOI ร่วมตรวจสอบรับรองการทำลายด้วย
- จากนั้น ยื่นขอปรับยอด (ตัดบัญชีวัตถุดิบ) ตามรายการและปริมาณที่ได้ทำลาย ตามที่ บ.Inspector รับรอง
- หากเศษซากจากการทำลาย มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ จะต้องยื่นชำระภาษีตามสภาพเศษซากนั้นๆ ด้วย
การแก้ไขปริมาณสต๊อกสูงสุดสามารถทำได้เกินกำลังการผลิตที่ได้รับอนุมัติหรือไม่ เช่น ได้รับอนุมัติกำลังการผลิต 12 ล้านชิ้นต่อปี ปริมาณสต๊อกสูงสุด 4 เดือน คือ 4 ล้านชิ้น หากเราผลิตจริงเกินเป็น 24 ล้านชิ้นต่อปี (ส่วนที่เกินชำระภาษีเงินได้ปกติ) สามารถขอปริมาณสต๊อกสูงสุด 4 เดือน คือ 8 ล้านชิ้น ได้หรือไม่
A2:
ปริมาณสต็อกสูงสุด (Max Stock) จะคำนวณจากกำลังผลิต 4 เดือนตามของกำลังผลิตตามบัตรส่งเสริม ดังนั้น แม้ว่าบริษัทจะผลิตจริงได้สูงกว่าบัตรส่งเสริม ก็ไม่สามารถนำมาเป็นเหตุผลในการขอเพิ่ม Max Stock ได้ และจำเป็นต้องขอแก้ไขกำลังผลิตในบัตรส่งเสริมให้เพิ่มขึ้นด้วย
แต่เนื่องจากการขอแก้ไขกำลังผลิต มีหลายกรณี แต่ละกรณีมีหลักเกณฑ์การพิจารณาแตกต่างกัน หากต้องการสอบถามในประเด็นการขอแก้ไขกำลังผลิต กรุณาตั้งคำถามในหมวดหมู่แก้ไขโครงการ และระบุเหตุผลที่บริษัทสามารถผลิตจริงได้มากกว่ากำลังผลิตในบัตรส่งเสริมให้ชัดเจนด้วย

เนื่องจากมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพ ตามประกาศ กกท ที่ 1/2564 ได้ระบุสิทธิประโยชน์เฉพาะการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่านั้น ดังนั้น หากโครงการเดิมก่อนปรับปรุงประสิทธิภาพ ไม่ได้รับสิทธิมาตรา 36 แล้วต่อมายื่นขอปรับปรุงประสิทธิภาพ ก็จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรา 36 เช่นเดียวกัน

กรณีนี้ บริษัทจึงควรขอแก้ไขโครงการเพื่อขอรับสิทธิประโยชน์ตามมาตรา 36 ของโครงการเดิมก่อน จากนั้นจึงยื่นขอปรับปรุงประสิทธิภาพตามประกาศ กกท ที่ 1/2564 แต่ทั้งนี้หากวัตถุดิบดังกล่าวมีข้อห้าม/ข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำเข้าตามกฎหมายอื่นอย่างไร บริษัทก็ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายนั้นๆ ด้วย

การขอรับสิทธิมาตรา 36 เพิ่มเติม ให้ยื่นแบบคำขอแก้ไขโครงการ (F PA PC 01) โดยในหน้า 3/3 ให้เลือก "กรณีอื่นๆ" ขอรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมตามมาตรา 36

บริษัท A ซื้อวัตถุดิบจากบริษัท B มาผลิตเป็นสินค้าส่งออก จากนั้นตัดบัญชี และโอนสิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบให้กับบริษัท B ได้ตามขั้นตอนปกติ

1. หากบริษัท A ซื้อวัตถุดิบจากบริษัท B แล้วนำไปส่งออก จะตัดบัญชีและโอนสิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบให้บริษัท B ได้หรือไม่

ตอบ)

1.1 หากบริษัท A ไม่ได้รับส่งเสริมในกิจการ ITC หรือ IPO

- การที่บริษัท A ซื้อวัตถุดิบจาก B มาส่งออก ถือเป็นการประกอบกิจการที่ไม่ได้รับส่งเสริม จึงไม่สามารถขออนุมัติสูตรการผลิตเพื่อตัดบัญชีและโอนสิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบให้กับ B ได้

- กรณีนี้บริษัท A สามารถระบุเลขนิติบุคคล 13 หลักของบริษัทผู้รับโอน (คือบริษัท B) ในช่อง remark ของใบขนอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ผู้รับโอนสามารถดึงใบขนดังกล่าวไปตัดบัญชีได้โดยตรง

1.2 หากบริษัท A ได้รับส่งเสริมในกิจการ ITC หรือ IPO

- สามารถขออนุมัติสูตรการผลิต (สูตรแบบ 1:1) เพื่อตัดบัญชีและโอนสิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบให้กับบริษัท B ได้ตามขั้นตอนปกติ

2. หากบริษัท A ซื้อวัตถุดิบจากบริษัท B แล้วนำไปผลิตเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูปเพื่อส่งออก จะตัดบัญชีและโอนสิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบให้บริษัท B ได้หรือไม่

ตอบ)

- หากในบัตรส่งเสริมไม่ระบุให้มีการผลิตสินค้ากึ่งสำเร็จรูป บริษัท A จะไม่สามารถขออนุมัติสูตรสินค้ากึ่งสำเร็จรูป เพื่อตัดบัญชีและ/หรือโอนสิทธิตัดบัญชีให้กับบริษัท B

- และไม่สามารถใช้วิธีตามข้อ 2.1 เพื่อโอนสิทธิตัดบัญชีให้กับบริษัท B เนื่องจากสินค้าที่บริษัท A ส่งออก เป็นคนละรายการกับวัตถุดิบที่ซื้อมาจาก B


ถาม: ได้สอบถามไปทางเวนเดอร์ เขาไม่เคยทำเคสแบบนี้ และได้สอบถามไปทาง IC แหลมฉบังว่าทางเวนเดอร์สามารถนำใบขนนี้มาปรับยอดได้หรือไม่ ทาง IC แจ้งว่าไม่เคยทำเคสนี้เช่นเดียวกัน ขอทำความเข้าใจกระบวนการนี้ว่าเป็นดังนี้หรือไม่

1. เราส่งออกวัตถุดิบที่ซื้อมาจากเวนเดอร์ โดยตอนทำใบขนให้ระบุเลขนิติบุคคล 13 หลักของบริษัทผู้รับโอน (คือบริษัท B) ในช่อง remark

2. ส่งใบขนดังกลาวให้เวนเดอร์นำใบปรับยอด

3. เวนเดอร์นำใบขนไปคีย์ไฟล์ xxx ? เพื่อปรับยอดที่ IC --> ขั้นตอนนี้ต้องทำอย่างไร (ทาง IC แจ้งว่าให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ BOI)

ตอบ: การส่งออกผ่าน Trading (ตามตัวอย่างที่สอบถาม A คือ Trading และ B คือผู้ผลิต) มีขั้นตอนในการตัดบัญชีตาม ประกาศ สกท ที่ ป.2/2564 คือ

1. A ต้องทำใบขนอิเล็กทรอนิกส์ตามข้อ 8 (1.4) ของประกาศ และระบุเลข 13 หลักของ B ในช่อง remark ของรายการสินค้าในใบขนฯ ที่จะโอนสิทธิตัดบัญชีให้ B

2. จากนั้น A แจ้งเลขที่/วันที่ใบขนฯ ให้ B ทราบ

3. หลังจากใบขนฯขึ้นระบบ IC Online แล้ว B จะสามารถดึงข้อมูลใบขนดังกล่าว เฉพาะรายการที่ระบุการโอนสิทธิให้ B มาตัดบัญชีตามขั้นตอนปกติต่อไป


ถาม: กรณีที่สอบถาม A เป็นผู้ผลิตเหมือนกัน แต่จะขอส่งวัตถุดิบไปต่างประเทศ ทำวิธีนี้ได้เหมือนกันใช่หรือไม่

ตอบ: สามารถทำได้ โดยกิจการในส่วนซื้อมา-ขายไป (ส่งออก) นี้ จะเป็นกิจการส่วนที่ไม่ได้รับส่งเสริม โดยหากกิจการที่ได้รับส่งเสริมอยู่เดิมยังอยู่ในช่วงเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทจะต้องจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายของกิจการซื้อมา-ขายไปนี้ แยกจากกิจการส่วนที่ได้รับส่งเสริม และจะนำสิทธิประโยชน์ที่ได้รับอยู่เดิมมาใช้กับกิจการส่วนที่ไม่ได้รับส่งเสริมนี้ไม่ได้ และหาก A เป็นนิติบุคคลต่างชาติ (หุ้นต่างชาติมากกว่ากึ่งหนึ่ง) จะต้องไม่ใช่การซื้อมาเพื่อนำไปจำหน่ายในประเทศ มิฉะนั้นจะขัดกับ พรบ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ด้วย

จากการสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่า กรมศุลกากรจะพิจารณายกเว้นภาษีอากร (หรือคืนอากร) ตามชื่อที่ต้องตรงกับที่ BOI แจ้งไปเท่านั้นหรือไม่ หรือในบางกรณีเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรอาจใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาได้หรือไม่ (เช่น กรณีที่ชื่อสั่งปล่อย ต่างกับชื่อที่ระบุในใบขนสินค้า โดยไม่กระทบกับสาระสำคัญ เช่น มีอักขระ . หรือ - หรือ s เป็นต้น)

ซึ่งทางกรมศุลกากรเองก็น่าจะมีประกาศหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาอนุมัติในส่วนนี้ จึงควรสอบถามกับทางกรมศุลกากรโดยตรงเพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง

สำหรับในส่วนของ BOI (IC) แนะนำว่า ควรระบุชื่อวัตถุดิบและโมเดลในการสั่งปล่อยยกเว้น (หรือขอคืน) ภาษีอากร ให้ตรงกับใบขนสินค้าขาเข้าจะเป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุด

1. ให้บริษัทยื่นเรื่องต่อ BOI เพื่อขอชำระภาษีอากรตามสภาพวัตถุดิบ ณ วันนำเข้า เนื่องจากจะไม่นำวัตถุดิบนั้นไปผลิตส่งออกตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม

2. จากนั้นจะต้องยื่นชำระภาษีอากรวัตถุดิบต่อกรมศุลกากรให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะส่งมอบวัตถุดิบให้กับบริษัทประกันได้

3. เมื่อชำระภาษีอากรวัตถุดิบเสร็จสิ้นแล้ว ให้ยื่นขอปรับยอดวัตถุดิบดังกล่าวต่อสมาคม IC ต่อไป

คำตอบตามข้อ 1 เป็นกรณีที่วัตถุดิบดังกล่าวมีการเสียหาย ไม่ได้มาตรฐานที่บริษัทจะนำไปผลิตเป็นสินค้าได้ แต่วัตถุดิบนั้นอาจนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เช่น นำไปจำหน่ายในตลาดในประเทศหรือตลาดล่าง เป็นต้น จึงเป็นการขอชำระภาษีตามสภาพ ณ วันนำเข้า 

แต่หากวัตถุดิบนั้นเสียหายในสภาพที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ อาจยื่นขออนุญาตทำลายในข่ายส่วนสูญเสียนอกสูตร และหากเศษซากหลังการทำลายมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ จะต้องยื่นชำระภาษีอากรตามสภาพเศษ ให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะส่งมอบให้บริษัทประกันได้ แต่วิธีนี้ แม้ว่าจะมีภาระด้านภาษีอากรถูกกว่าวิธีแรก แต่บริษัทจะมีภาระค่าบริหารจัดการและค่าใช้จ่ายในการทำลาย และค่าจ้าง บริษัท Inspector ในการออกใบรับรองการทำลายส่วนสูญเสีย จึงขึ้นอยู่กับว่าจะตกลงกับผู้ขายวัตถุดิบว่าจะดำเนินการโดยวิธีใด

1. แนวทางการพิจารณาของ BOI มีหลักเกณฑ์เพียงว่า ผู้โอนและผู้รับโอนต้องมีบัญชีรายการวัตถุดิบที่จะโอน/รับโอนตรงกัน ยังอยู่ในระหว่างระยะเวลาที่ได้รับสิทธิตามมาตรา 36 และปริมาณที่จะโอนต้องไม่เกินปริมาณสูงสุด (Max Stock) ของผู้รับโอน

2. ในการอนุมัติให้โอน/รับโอนวัตถุดิบ ผู้รับโอนจะต้องมีหนังสือยืนยันว่า หากไม่นำวัตถุดิบที่ได้รับโอนไปผลิตส่งออก ผู้รับโอนจะยินยอมชำระภาษีอากรขาเข้าตามสภาพ ณ วันนำเข้า แทนผู้โอน

ปัญหาเกี่ยวกับการโอน/รับโอนวัตถุดิบ จะเกิดขึ้นในกรณีที่ผู้โอนเลิกกิจการหลังจากการโอนวัตถุดิบ และผู้รับโอนไม่นำวัตถุดิบนั้นไปผลิตส่งออก กรณีนี้ รัฐจะไม่สามารถจัดเก็บภาษีของวัตถุดิบนั้นได้ เนื่องจากผู้ที่มีภาระภาษี (ผู้นำเข้า/ผู้โอน) ได้เลิกกิจการไปแล้ว การพิจารณาอนุมัติ/ไม่อนุมัติ จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่

หาก BOI พิจารณาไม่อนุมัติให้โอน/รับโอนวัตถุดิบ อาจต้องแก้ปัญหาโดยให้บริษัท A (ผู้นำเข้า) ขออนุญาตส่งวัตถุดิบไปต่างประเทศ (เช่น ส่งไปในเขต Free Zone) จากนั้น บริษัท B ยื่นขอสั่งปล่อยนำเข้าจาก Free Zone

กรณีที่ BOI อนุมัติให้โอน/รับโอนวัตถุดิบ จะออกเป็นหนังสืออนุมัติและบัญชีรายการปริมาณวัตถุดิบที่จะให้โอน/รับโอน ซึ่งบริษัทต้องนำหนังสืออนุมัตินี้ไปยื่นปรับยอดที่สมาคมสโมสรนักลงทุน (IC)

กรณีที่สอบถาม บริษัทยื่นไฟล์ EXPORT.xlsx เพื่อขอตัดบัญชีสินค้าที่ส่งออก และยื่นไฟล์ VENDOR.xlsx เพื่อโอนสิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบให้กับ Vendor แต่เกิดยอดติดลบของวัตถุดิบรายการที่ 2 ซึ่งไม่ได้ระบุในไฟล์ VENDOR

การเกิดยอดติดลบรายการที่ 2 อาจเกิดจากสาเหตุดังนี้

1. สินค้าที่ส่งออกตามไฟล์ EXPORT มีการใช้วัตถุดิบรายการที่ 2 ในสูตรการผลิต

2. แต่ปริมาณวัตถุดิบรายการที่ 2 ที่คำนวณได้จากสูตรการผลิตและปริมาณส่งออกสินค้า มีมากกว่ายอดคงเหลือของวัตถุดิบในบัญชี MML

เหตุที่ยอดคงเหลือตามข้อ 2 มีไม่เพียงพอ อาจเนื่องจาก
1. บริษัททำสูตรการผลิตโดยแสดงปริมาณการใช้วัตถุดิบรายการที่ 2 มากเกินกว่าความเป็นจริง หรือ
2. บริษัทซื้อวัตถุดิบรายการที่ 2 จาก Vendor รายอื่น แต่ไม่ระบุการโอนสิทธิในไฟล์ VENDOR หรือ
3. บริษัทนำเข้าวัตถุดิบรายการที่ 2 โดยไม่ได้ใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้า หรือ
4. บริษัทซื้อวัตถุดิบรายการที่ 2 จาก Vendor ที่ไม่ได้ใช้สิทธิ BOI หรือ
5. เกิดจากสาเหตุอื่น

วิธีแก้ไขคือ

1. หากยอดติดลบเกิดจากสูตรการผลิตไม่ถูกต้อง (คือ ระบุปริมาณวัตถุดิบเกินกว่าความเป็นจริง) ให้แก้ไขสูตรการผลิตใหม่ให้ถูกต้อง
2. หากยอดติดลบเกิดจากการไม่ได้โอนสิทธิให้ Vendor BOI ให้ระบุการโอนสิทธิในไฟล์ VENDOR ให้ถูกต้อง
3. หากยอดติดลบเกิดจากการนำเข้าโดยไม่ใช้สิทธิยกเว้นอากร หรือเกิดจากการซื้อในประเทศจาก Vendor ที่ไม่ได้ใช้สิทธิ BOI ให้ระบุการโอนสิทธิในไฟล์ VENDOR ให้ถูกต้อง โดยระบุในช่อง VEN_TYPE, VEN_PRODUCT_CODE และ VEN_ENGLISH_DESC เป็นค่าว่าง

กำลังผลิตส่วนที่เกินกว่าบัตรส่งเสริม จะไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และไม่สามารถนำมาคำนวณเป็นกำลังผลิตเพื่อขอ Max Stock ของวัตถุดิบเพิ่มเติมได้

ถาม Q3.1:

ขอสอบถามเป็นความรู้เพิ่มเติม กรณีถ้าหลุดเอาวัตถุดิบมาตรา 36 มาผลิตส่วนที่เกินกำลังการผลิตซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องส่งออก ถ้าเกิดกรณีนี้ต้องดำเนินการอย่างไร

ตอบ A3.1:

ผลิตภัณฑ์ส่วนที่เกินกว่ากำลังผลิตในบัตรส่งเสริม ไม่สามารถใช้สิทธิได้ตามมาตรา 36 ได้ ต้องชำระอากรขาเข้าตามปกติ กรณีใช้สิทธิรวมกับผลิตภัณฑ์ BOI ไปแล้ว ต้องชำระภาษีตามสภาพ

การแก้ไขบัญชีปริมาณสต็อกสูงสุด มีหลักการเช่นเดียวกันกับการขออนุมัติบัญชีปริมาณสต็อกสูงสุด คือ บริษัทจะยื่นสูตรอ้างอิงจำนวนกี่สูตรก็ได้ แต่จะต้องมีกำลังผลิตรวมกันเท่ากับ 4 เดือนของกำลังผลิตตามบัตรส่งเสริม จากนั้นระบบจะคำนวณปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ ตามสูตรอ้างอิงนั้นๆ เพื่อนำมาเป็นบัญชีปริมาณสต็อกสูงสุด

ตามตัวอย่างที่สอบถาม บริษัทจะไม่สามารถขอแก้ไขบัญชีปริมาณสต็อกฯ เพื่อขอเพิ่มปริมาณวัตถุดิบเฉพาะรายการที่ 2 และ 4 ได้ เนื่องจากบริษัทจะต้องยื่นสูตรอ้างอิง (กี่สูตรก็ได้) เพื่อให้ครอบคลุมรายการวัตถุดิบทุกรายการ และจะต้องมีการคำนวณปริมาณสต็อกฯ ใหม่

ดังนั้น หากเพิ่มปริมาณวัตถุดิบรายการที่ 2 และ 4 อาจทำให้ปริมาณวัตถุดิบรายการอื่นลดลงก็ได้ ขึ้นอยู่กับสูตรอ้างอิงและปริมาณผลิตที่บริษัทจะยื่นขออนุมัติบัญชีปริมาณสต็อกฯ

หากเป็นการโอนสิทธิการตัดบัญชีสินค้าส่งออก ให้กับบริษัทที่เป็น BOI เพื่อใช้สิทธิตัดบัญชีวัตถุดิบ ผู้ส่งออกต้องระบุเลขนิติบุคคล 13 หลัก ของบริษัทผู้รับโอน ในช่องหมายเหตุส่งกรมศุลกากร ของสินค้าแต่ละรายการ ในใบขนอิเล็กทรอนิกส์ รายละเอียดตาม ประกาศ สกท ที่ ป.2/2564 ข้อ 8 (1.4) โดยไม่ได้ใช้การสลักหลังใบขนแล้ว

ถาม Q1.1:

หากเป็นในรูปแบบการส่งออกส่วนสูญเสียนอกสูตร (SCRAP) จะยังเป็นการสลักใบขนขาออกหลังโอนสิทธิหรือไม่

ตอบ A1.1:

- การตัดบัญชีส่วนสูญเสียกรณีส่งออก ปัจจุบันยังไม่เป็นระบบ paperless
- ให้ผู้ส่งออก (บริษัทที่เกิดส่วนสูญเสีย) ยื่นหลักฐานส่งออกเพื่อตัดบัญชีกับ BOI พร้อมกับทำเรื่องขอโอนสิทธิตัดบัญชีให้กับ vender โดยไม่ใช้วิธีสลักหลังใบขนส่งออก เพื่อโอนใบขนให้ vender

กรณีส่งออกไม่ตรงกับสูตรที่ได้รับอนุมัติ หากไม่ตรงเพียงเล็กน้อยในส่วนที่ไม่เป็นสาระสำคัญ สามารถดำเนินการได้ดังนี้

1. ให้ยื่นขอตัดบัญชี โดยระบุชื่อสินค้าส่งออก และโมเดลส่งออก ให้ตรงกับสูตรที่ได้รับอนุมัติเพื่อให้ตรวจสอบผ่านในขั้นตอนแรก
2. จากนั้นระบบจะตรวจสอบพบว่า ชื่อสินค้า (หรือชื่อโมเดล) ที่คีย์ตามข้อ 1 ไม่ตรงกับข้อมูลในใบขนสินค้าขาออก
3. ระบบจะให้บริษัทยืนยันว่าจะยื่นขอตัดบัญชีตามข้อมูลที่ไม่ตรงนั้นหรือไม่
4. หากบริษัทกดยืนยัน ระบบจะส่งเรื่องให้ BOI พิจารณาว่าจะให้ตัดบัญชีตามสูตรที่บริษัทยื่นหรือไม่
5. หาก BOI อนุมัติ ระบบจะดำเนินการตัดบัญชีต่อจนจบกระบวนการ
6. แต่หาก BOI ไม่อนุมัติ ระบบจะแจ้งผลไม่อนุมัติตัดบัญชี ซึ่งบริษัทต้องยื่นขออนุมัติสูตรใหม่ให้ตรงกับสินค้าส่งออก หรือต้องแก้ไขใบขนขาออกให้ตรงกับสูตรการผลิต แล้วจึงยื่นขอตัดบัญชีใหม่อีกครั้งหนึ่ง

1. การขอส่งคืนวัตถุดิบไปต่างประเทศ มีการปรับปรุงขั้นตอนการอนุมัติ ดังนี้
- ให้ยื่นคำร้องทางออนไลน์ ผ่านระบบ IC Online System
- จำนวนที่ขอส่งออก ต้องไม่ต่ำกว่ายอดคงเหลือ (balance) ของวัตถุดิบรายการนั้นๆ
- จะเป็นการอนุมัติแบบอัตโนมัติทุกกรณีที่ตรงตามเงื่อนไข
- ระบบจะนำยอดอนุมัติส่งออก ไปเป็นยอดจอง (reserve) ในการตัดบัญชี/ปรับยอด เช่น หากใน MML มียอดบาลานซ์คงเหลือ 5,000 ชิ้น แล้วขออนุมัติส่งออกวัตถุดิบ 500 ชิ้น ใน MML จะยังคงแสดงบาลานซ์เป็น 5,000 ชิ้น แต่จะตัดบัญชีได้เพียง 4,500 ชิ้น เนื่องจากถูกจองยอดรอการปรับยอดจากการส่งออกวัตถุดิบไว้จำนวน 500 ชิ้น
- ดังนั้น หากได้รับอนุมัติส่งออกวัตถุดิบแล้ว จะยื่นตัดบัญชีสินค้าตามปกติก่อน ก็สามารถทำได้ เพียงแต่ต้องเข้าใจว่ายอดบาลานซ์ที่จะให้ตัดบัญชีได้จริง จะมีน้อยกว่ายอดที่แสดงใน MML
- เมื่อส่งออกวัตถุดิบแล้ว ให้นำเอกสารไปยื่นขอปรับยอดที่ IC ต่อไป
2. กรณีที่ไม่สะดวกจะไปยื่นงานที่ IC
- สามารถติดต่อ Business Center ของ IC ให้ดำเนินการแทนได้ โดยจะมีค่าบริการคิดตามจำนวนไฟล์ และจำนวนเอกสารที่ใช้ประกอบการยื่นงานนั้นๆ รวมถึงสามารถแจ้งให้ IC ส่งเอกสารอนุมัติให้บริษัททางไปรษณีย์ได้ โดยมีค่าบริการเช่นกัน

ขออภัยครับ ไม่มีข้อมูลส่วนนี้ ในภาษาที่ท่านเลือก !

Sorry, There is no information support your selected language !

Download และ ติดตั้งโปรแกรมอ่าน PDF

Download PDF Reader

Site map