การใช้สิทธิด้านเครื่องจักร
เครื่องจักรเก่า ในความหมายของ BOI หมายถึงเครื่องจักรที่เคยมีการใช้งานเชิงพาณิชย์แล้ว
หากเป็นเครื่องจักรใหม่ที่เก็บไว้นาน ยังคงถือว่าเป็นเครื่องจักรใหม่ กรณีที่สอบถาม บริษัทจะนำเข้าเครื่องจักรเก่า จึงจะต้องยื่นขออนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักรเพิ่มเติมโดยชื่อที่จะขออนุมัติจะต้องระบุ Model และปีที่ผลิตด้วย เช่น Used Grinding Machine Serial No. 1234 Year of MFG 2015 และจะต้องแนบใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่าซึ่งมีรายละเอียดตามที่ BOI กำหนดด้วย
1. หากบริษัทไม่ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร BOI จะไม่อนุมัติบัญชีเครื่องจักร และไม่อนุมัติสั่งปล่อยยกเว้นภาษีอากร คำถามที่สอบถามจึงไม่น่าจะเกิดขึ้น ขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมมากกว่านี้ด้วย
2. กรณีเคยใช้สิทธิสั่งปล่อยยกเว้นภาษีอากรเครื่องจักร และปฏิบัติตามเงื่อนไขถูกต้อง แต่ต่อมาจะไม่ใช้เครื่องจักรนั้นในโครงการที่ได้รับส่งเสริมจะต้องขอชำระภาษีอากรตามสภาพ ณ วันที่อนุญาตให้จำหน่าย
3. กรณีเคยใช้สิทธิสั่งปล่อยยกเว้นภาษีอากรเครื่องจักร แต่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขอาจถูกเพิกถอนสิทธิการยกเว้นภาษีอากรของเครื่องจักรนั้นๆ เสมือนไม่เคยได้รับสิทธิตั้งแต่ต้น ซึ่งต้องชำระภาษีอากรตามสภาพ ณ วันนำเข้า และเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
1. โครงการที่ได้รับส่งเสริมตามนโยบาย (ประกาศที่ 2/2557) จะไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรเก่าหากบริษัทฯ ได้ใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรเก่า จะต้องขอชำระภาษีอากรของเครื่องจักรนั้น
2. ขั้นตอนคือ ให้ยื่นคำขอชำระภาษีเครื่องจักร ผ่านระบบ eMT และเลือกประเภทขอชำระภาษีเป็น "ชำระภาษีตามสภาพ ณ วันที่นำเข้า"
กรณีเปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้ว บริษัทยังคงสามารถซื้อเครื่องจักรมาใช้ในโครงการ และนำมารวมเป็นเครื่องจักรในโครงการได้ แต่...
1. จะไม่ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร เนื่องจากระยะเวลาการนำเข้าเครื่องจักรจะสิ้นสุดไปแล้ว
2. จะไม่ให้แก้ไข cap วงเงินยกเว้นภาษีเงินได้
3. จะไม่ให้แก้ไขกำลังผลิตในบัตรส่งเสริม (ยกเว้นกิจการที่มีประกาศเป็นการเฉพาะ เช่น กิจการผลิตเครื่องไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์)
ทั้งนี้เครื่องจักรที่ซื้อมาหลังเปิดดำเนินการเต็มโครงการ ยังคงต้องเป็นไปตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม คือ
1. หากในบัตรส่งเสริมระบุว่าต้องใช้เครื่องจักรใหม่ -> เครื่องจักรที่ซื้อมาเพิ่มเติม จะต้องเป็นเครื่องจักรใหม่
2. หากในบัตรส่งเสริมอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่าได้ -> เครื่องจักรที่ซื้อมาเพิ่มเติม สามารถเป็นเครื่องจักรเก่าอายุไม่เกินที่กำหนดในบัตรส่งเสริม โดยจะต้องเป็นเครื่องจักรเก่าที่นำเข้าจากต่างประเทศ และต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพตามที่ BOI กำหนด
กรณีที่สอบถาม เป็นการซื้อเครื่องจักรเก่าจากฟรีโซน จึงต้องพิสูจน์ว่าไม่ใช่เครื่องจักรเก่าที่เคยใช้งานในประเทศมาก่อน อีกทั้งเป็นเครื่องจักรเก่าอายุเกิน 10 ปี ซึ่งขัดกับเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม จึงไม่สามารถนำมาใช้ในโครงการได้
สามารถซ่อมในประเทศได้ โดยยื่นคำร้องขออนุญาตนำเครื่องจักรไปเก็บนอกสถานที่และให้ชี้แจงเหตุผลว่าเป็นการขอนำไปซ่อม แบบคำร้องดังกล่าวไม่มีให้ ดาวน์โหลด จึงจะต้องไปขอตัวอย่างจากสำนักบริหารการลงทุนที่ 1-4 และจากนั้นยื่นที่สำนักฯ ที่เกี่ยวข้องนั้นๆ
เครื่องจักรที่ประกอบขึ้นใหม่ โดยมีการใช้อุปกรณ์เก่า ไม่นับเป็นเครื่องจักรใหม่ เช่น รถยนต์ แม้จะเปลี่ยนเครื่องยนต์ เปลี่ยนล้อ เปลี่ยนเบาะเก้าอี้ เปลี่ยนระบบไฟฟ้า ระบบส่งกำลังต่างๆ แต่ยังใช้ตัวถังเดิม ก็ไม่สามารถจะบอกว่าเป็นรถใหม่
ให้ตรวจสอบเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม เงื่อนไขเฉพาะโครงการ ข้อ 1 จะระบุข้อความว่า เครื่องจักรที่ใช้ในกิจการที่ได้รับส่งเสริมจะต้องเป็นเครื่องจักรใหม่ แปลว่า ไม่ว่าจะซื้อเครื่องจักรในประเทศหรือนำเข้าจากต่างประเทศ และไม่ว่าจะใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าหรือชำระอากรขาเข้าก็ตาม เครื่องจักรที่ใช้ในโครงการต้องเป็นเครื่องจักรใหม่เท่านั้น
-
บัตรส่งเสริมบางฉบับ อาจมีการระบุเงื่อนไขต่อจากนั้นว่า
ในกรณีที่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่า เครื่องจักรที่ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้า จะต้องเป็นเครื่องจักรที่ผลิตตั้งแต่ปี พ.ศ. 25xx จะต้องให้สถาบันที่เชื่อถือได้รับรองประสิทธิภาพและได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน แปลว่า โครงการตามบัตรส่งเสริมนี้ สามารถใช้เครื่องจักรเก่าที่นำเข้าจากต่างประเทศได้ โดยต้องผลิตไม่เกินปี 25xx ตามที่กำหนด และต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่าตามที่ BOI กำหนด
-
หากบริษัทนำเครื่องจักรเก่าเกิน 10 ปี มาใช้ในโครงการ โดยในบัตรส่งเสริมไม่มีเงื่อนไขอนุญาตไว้ ถือเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไข จึงจะใช้เครื่องจักรนั้นในโครงการไม่ได้ ไม่ว่าจะชำระภาษีอากรเข้ามาเองก็ตาม กรณีนี้ จะต้องยื่นแก้ไขโครงการ เพื่อขอใช้เครื่องจักรเก่าเกิน 10 ปี หากได้รับอนุมัติ จึงจะใช้เครื่องจักรเก่าเกิน 10 ปีนั้นได้ แต่จะไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า และต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่า
การจะนำเครื่องจักรเก่ามาใช้ในโครงการ ต้องเป็นกรณีที่บัตรส่งเสริมกำหนดเงื่อนไขอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่าเท่านั้น
การนำเครื่องจักรเก่าเข้ามาโดยชำระภาษีเอง เนื่องจากสิ้นสุดระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรแล้ว สามารถทำได้แต่เครื่องจักรเก่านั้นตรงกับเงื่อนไขที่ระบุในบัตรส่งเสริม และมีใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่าตามเงื่อนไขที่กำหนดด้วย
กรณีที่โครงการเดิมได้รับส่งเสริมโดยเป็นการใช้เครื่องจักรใหม่ทั้งสิ้น แต่ต่อมาต้องการใช้เครื่องจักรเก่าบางส่วนหรือทั้งหมด จะต้องยื่นขอแก้ไขโครงการ เพื่อแก้ไขสภาพเครื่องจักร ให้สามารถใช้เครื่องจักรเก่าในโครงการได้ แนวทางพิจารณาคือ
1. กรณีเป็นโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมก่อนวันที่ 1 มกราคม 2558 ใช้หลักเกณฑ์ตามประกาศที่ 1/2543 คือ
1)ให้ใช้เครื่องจักรเก่าที่อายุไม่เกิน 10 ปี โดยได้รับยกเว้นอากรขาเข้า
2)ให้ใช้เครื่องจักรเก่าเกิน 10 ปี โดยไม่ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า
2. กรณีเป็นโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ใช้หลักเกณฑ์ตามประกาศที่ 2/2557 และ 6/2558 คือ
1)ให้ใช้เครื่องจักรเก่าไม่เกิน 5 ปี โดยนับเป็นขนาดลงทุน แต่ไม่ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า
2)ให้ใช้เครื่องจักรเก่าตั้งแต่ 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี โดยไม่นับเป็นขนาดการลงทุน และไม่ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า
สรุป
การใช้เครื่องจักรเก่าในโครงการที่ได้รับส่งเสริม จะต้องได้รับอนุญาตจาก BOI และมีการระบุในบัตรส่งเสริมว่าให้มีการใช้เครื่องจักรเก่าได้ ทั้งนี้ เครื่องจักรเก่าจะต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพจากสถาบันที่เชื่อถือได้ ตามเงื่อนไขที่ BOI กำหนดด้วย
-
ตอบคำถาม
สามารถยื่นขอแก้ไขโครงการเพื่อใช้เครื่องจักรเก่า โดย BOI จะพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามแนวทางพิจารณาข้างต้น
การใช้เครื่องจักรเก่าที่นำเข้าโดยชำระภาษีเอง จะต้องเป็นกรณีที่มีการระบุเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมให้ใช้เครื่องจักรเก่าได้ด้วย มิฉะนั้น จะถือว่าเป็นเครื่องจักรนอกโครงการ BOI ซึ่งไม่สามารถนำมานับเป็นกำลังผลิต หรือใช้สิทธิประโยชน์ใดๆตามโครงการได้
เครื่องจักรที่ซื้อมาก่อนวันยื่นคำขอรับการส่งเสริม จะไม่นับเป็นการลงทุนในโครงการที่ได้รับส่งเสริมเว้นแต่จะระบุไว้ในการยื่นคำขอรับการส่งเสริม ว่าจะขอใช้เครื่องจักรที่ซื้อมาก่อนวันยื่นคำขอฯ ในโครงการที่ได้รับส่งเสริมด้วย ซึ่งหากได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรดังกล่าว ก็จะให้รวมนับเป็นกำลังผลิตและนับเป็นขนาดการลงทุนของโครงการที่ได้รับส่งเสริม แต่จะไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร
กรณีที่สอบถาม คาดว่าไม่ได้แจ้ง BOI ตั้งแต่ในขั้นยื่นคำขอรับการส่งเสริม ว่าจะมีการใช้เครื่องจักรที่นำเข้ามาก่อนวันยื่นคำขอรับการส่งเสริม ดังนั้น จึงจะใช้ในโครงการ BOI ไม่ได้ และไม่นับเป็นขนาดการลงทุน ไม่นับเป็นกำลังผลิต และไม่ได้รับยกเว้นภาษีอากรเครื่องจักร แต่เนื่องจากเรื่องนี้มีความสำคัญต่อบริษัท จึงขอตรวจสอบหลักเกณฑ์อีกครั้ง และจะยืนยันคำตอบให้ทราบอีกครั้ง
กรณีที่สอบถาม ให้ยื่นเรื่องขอแก้ไขโครงการ เพื่อขอนำเครื่องจักรที่ได้มาก่อนวันยื่นคำขอรับส่งเสริม มาใช้ในโครงการที่ได้รับการส่งเสริม โดยจะต้องแนบหนังสือรับรองจากผู้สอบบัญชีฯ ว่าเครื่องจักรดังกล่าวไม่เคยใช้ในเชิงพาณิชย์ที่ก่อให้เกิดรายได้กับบริษัทมาก่อน ซึ่งหาก BOI อนุญาตให้ใช้ในโครงการ บริษัทก็จะสามารถนำเครื่องจักรดังกล่าวมานับเป็นขนาดการลงทุนและกำลังผลิตของโครงการได้ แต่จะไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และเนื่องจากเป็นเครื่องจักรเก่า ดังนั้น หากโครงการดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่าก็จะต้องยื่นขออนุญาตใช้เครื่องจักรเก่าไปพร้อมกันด้วย
การแจ้งยืนยันการดำเนินงานรอบ 6 เดือน 1 ปี 2 ปี จะใช้เฉพาะตัวเลขของเครื่องจักรที่ซื้อมาหลังจากวันยื่นคำขอฯ ไปก่อนก็ได้ เพราะเป็นเพียงการติดตามว่า บริษัทมีเจตนาที่จะดำเนินการตามโครงการต่อ รอเป็นขั้นตอนเปิดดำเนินการ จึงค่อยยื่นข้อมูลเครื่องจักรทั้งหมด ตามผลที่ได้ยื่นขอแก้ไขโครงการเพื่อใช้เครื่องจักรเก่าที่นำเข้ามาก่อนวันยื่นคำขอฯ
การขออนุญาตใช้เครื่องจักรเก่าไม่เกิน 5 ปี (หรือ 10 ปี ตามหลักเกณฑ์เก่า) จะขออนุญาตเป็นหลักการเพียงครั้งเดียว หากได้รับอนุมัติให้ใช้เครื่องจักรเก่า ในหนังสือแจ้งมติและบัตรส่งเสริมจะระบุเฉพาะปีที่ผลิตของเครื่องจักรเก่า โดยไม่ระบุชนิดและประเภทเครื่องจักรเก่า ดังนั้น หากจะใช้เครื่องจักรเก่าเครื่องอื่นซึ่งเก่าไม่เกินเงื่อนไขที่กำหนดในหนังสือแจ้งมติและบัตรส่งเสริม ก็ไม่ต้องยื่นขออนุญาตอีก ลองตรวจสอบเงื่อนไขเครื่องจักรเก่าในหนังสือแจ้งมติและบัตรส่งเสริมดูอีกครั้ง ว่ากำหนดเฉพาะปีผลิตตามที่ได้ตอบไปนี้หรือไม่
เครื่องจักรที่นำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษี จะต้องใช้เฉพาะโครงการที่ได้รับส่งเสริมเท่านั้น หากจะใช้เพื่อการอื่นจะต้องได้รับอนุญาตจาก BOI ก่อน
เครื่องจักรที่นำเข้าโดยชำระภาษี หากจะใช้ทั้งโครงการ BOI และ Non BOI ไม่ถือเป็นการขัดเงื่อนไข แต่จะ cap วงเงินให้ตามสัดส่วนกำลังผลิตของเครื่องจักรนั้น
หากนำเครื่องจักรมูลค่า 1 ล้านบาท เข้ามาโดยชำระภาษีอากร เพื่อใช้ในกิจการ BOI บางส่วน (50%) และใช้ในกิจการ Non-BOI บางส่วน (50%) ก็จะนับมูลค่าเงินลงทุนของเครื่องจักรนี้ได้ตามสัดส่วนที่ใช้ในกิจการ BOI (กรณีนี้คือ 5 แสน)
หลังจากได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการครบตามโครงการแล้ว หากนำเครื่องจักรตามข้อ 1 ไปใช้ในกิจการ Non-BOI ทั้งหมด จะไม่มีผลกับการนับมูลค่าเงินลงทุน
กรณีที่ 2 เปรียบเทียบกับตัวอย่างที่เข้าใจง่าย เช่น บริษัทซื้อเครื่องตรวจสอบ โดยชำระภาษีเข้ามาเอง ซึ่งสามารถนับเป็นมูลค่าเงินลงทุนได้ แต่ต่อมาหลังเปิดดำเนินการครบตามโครงการ ปรากฏว่าไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องตรวจสอบนั้นต่อไป ก็สามารถจำหน่ายได้ โดยไม่มีผลกับมูลค่าเงินลงทุนที่ได้ cap เป็นวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้ไปแล้ว
แม่พิมพ์เก่า ไม่ต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่า ตามประกาศ สกท. ที่ ป.2/2546 ข้อ 6
เครื่องจักรเก่าเกิน 10 ปี ต้องได้รับอนุญาต และต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพจึงจะสามารถใช้ในโครงการได้
2. -3. จะเปิดดำเนินการแล้วหรือยังไม่เปิดหรืออยู่ระหว่างเปิด ก็มีเงื่อนไขเดียวกัน
หากเครื่องจักรเก่าที่สอบถาม ใช้ในกรรมวิธีผลิตที่ได้รับส่งเสริม ก็สามารถขออนุมัติบัญชีเครื่องจักร เพื่อใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรได้ โดยต้องแนบใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่าตามที่ BOI กำหนด ในขั้นยื่นขออนุมัติบัญชีเครื่องจักร
เกิน 10 ปี ปกติโดยปกติไม่สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งาน เกี่ยวข้องกับโครงการที่ได้รับส่งเสริมอย่างไร สามารถผลิตในประเทศได้หรือไม่อย่างไร
หากเป็นโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมก่อนปี 2558 สามารถยื่นขออนุญาตใช้เครื่องจักรเก่าเกิน 10 ปี เพื่อให้กรรมการพิจารณาได้ หากได้รับอนุมัติ จะต้องทำใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่า และต้องชำระภาษีอากรเครื่องจักร
หากเป็นโครงการที่ยื่นคำขอรับส่งเสริมภายในปี 2557 จะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรเก่า แต่หากเป็นโครงการที่ยื่นคำขอตั้งแต่ปี 2558 จะไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรเก่า
ใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่า หากมีแสดงในขณะที่ยื่นขออนุมัติบัญชีเครื่องจักร ก็จะได้รับยกเว้นอากรขาเข้า (กรณีเป็นโครงการที่ขอรับส่งเสริมภายในปี 2557) แต่หากยังไม่มีในวันที่ยื่นขออนุมัติบัญชีเครื่องจักร ก็จะไม่ได้รับอนุมัติบัญชีเครื่องจักรเก่าจึงต้องชำระอากรขาเข้าไปก่อน จากนั้นจึงทำใบรับรองประสิทธิภาพ แล้วจึงขอเพิ่มรายการในบัญชี และสั่งปล่อยขอคืนอากรในภายหลัง
ถ้าเป็นเครื่องจักรเก่าใช้แล้วจะกี่วันกี่เดือนก็ต้องขออนุญาต และต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพ
สามารถซื้อเครื่องจักรในประเทศได้ โดยไม่ต้องระบุไว้ในโครงการ และไม่ต้องขออนุญาต แต่จะต้องเป็นเครื่องจักรใหม่เท่านั้น
ไม่สามารถนำเครื่องจักรที่ไม่ได้ใช้สิทธิ มาใช้ร่วมในโครงการ BOI เพราะเท่ากับเป็นการใช้เครื่องจักรเก่าในประเทศ ซึ่งผิดเงื่อนไขในการให้ส่งเสริม
การนำเครื่องจักรของโครงการ 1 ไปใช้ในโครงการ 2 เป็นการปฏิบัติเงื่อนไขทั้งโครงการ 1 และโครงการ 2 คือ
โครงการ 1 ผิดเงื่อนไข คือนำเครื่องจักรที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากร ไปใช้งานนอกเหนือกิจการตามบัตรส่งเสริมฉบับนั้น
โครงการ 2 ผิดเนื่องจากไม่มีการลงทุนตามโครงการ แต่นำเครื่องจักรที่มีอยู่แล้วมาสวมสิทธิในการผลิตเพื่อยกเว้นภาษีเงินได้ ฯลฯ
แต่หากเป็นเครื่องจักรบางรายการที่ไม่มีผลกับกำลังผลิต เช่น แม่พิมพ์ อยู่ในข่ายที่สามารถใช้ร่วมกันได้ แต่เป็นการยอมรับในทางปฏิบัติเท่านั้น ซึ่งหากจะทำให้ถูกต้องจริงๆ อาจจะต้องยื่นหนังสือขอใช้แม่พิมพ์ของโครงการที่ 1 และ 2 ร่วมกัน
บริษัทสามารถนำเครื่องจักรเข้ามาก่อนที่จะได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมโครงการได้ โดยการชำระภาษีสงวนสิทธิ แต่จะต้องไม่ก่อนวันที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริม จากนั้น เมื่อได้รับบัตรส่งเสริม และได้รับอนุมัติบัญชีเครื่องจักรแล้ว สามารถยื่นขอสั่งปล่อยคืนอากรได้ โดยจะได้รับคืนเฉพาะอากรขาเข้า ส่วน VAT ต้องใช้วิธีเครดิตภาษีประจำเดือน หรือหากจะขอคืน VAT ต้องดำเนินการตามระเบียบของกรมสรรพากร
ต้องแยกระหว่าง "เงื่อนไข" กับ "สิทธิประโยชน์" ออกจากกัน เครื่องจักรที่จะถือเป็นการลงทุนตามโครงการที่ได้รับการส่งเสริม จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้การส่งเสริม และเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุในบัตรส่งเสริม ไม่ว่าเครื่องจักรนั้นจะใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามที่ได้รับหรือไม่ก็ตาม
หลักเกณฑ์และเงื่อนไข สามารถตรวจสอบได้จากบัตรส่งเสริมของแต่ละโครงการ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นดังนี้
- ต้องเป็นเครื่องจักรใหม่ (กรณีอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่า จะมีข้อความระบุในบัตรส่งเสริม)
- ต้องไม่เป็นเครื่องจักรที่ได้มาก่อนวันที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริม
- ต้องเป็นเครื่องจักรตามกรรมวิธีการผลิตที่ได้รับการส่งเสริม เป็นต้น
กรณีที่สอบถาม เครื่องจักรอากรขาเข้าเป็น 0 บริษัทจึงจะนำเข้าเครื่องจักรโดยไม่ใช้สิทธิตามมาตรา 28 หากเครื่องจักรนั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบายข้างต้น ก็ถือเป็นเครื่องจักรตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม สามารถนับกำลังผลิตรวมกับเครื่องจักรอื่นที่ใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าได้
การให้การส่งเสริมของ BOI จะให้ส่งเสริมเป็น "รายโครงการ" ไม่ใช่ "รายบริษัท" ดังนั้น ตามหลักเกณฑ์ทั่วไปคือ โครงการแต่ละโครงการที่ขอรับการส่งเสริม จะต้องมีการลงทุนเครื่องจักรแยกกันเป็นรายโครงการ จะใช้เครื่องจักรร่วมกันในหลายโครงการไม่ได้ เหตุผลที่สำคัญข้อหนึ่งคือ เครื่องจักรในโครงการเดิมเคยใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ไปแล้วครั้งหนึ่ง หากนำไปใช้ในโครงการใหม่อีก ก็จะเป็นการเวียนเทียนนำเครื่องจักรชุดเดียวกันมาใช้สิทธิประโยชน์หลาย ๆ รอบ ซึ่งขัดต่อเจตนาในการให้การส่งเสริมการลงทุน
BOI กำหนดหลักเกณฑ์การยื่นขอคืนอากรเครื่องจักรบนระบบ eMT ตามประกาศ ป.4/2556 คือ
1. เครื่องจักรต้องนำเข้ามาในช่วงที่ได้รับสิทธิ
2. ต้องดำเนินการคืนอากรให้เสร็จภายใน 1 ปีนับจากวันสิ้นสุดระยะเวลานำเข้าเครื่องจักร
ดังนั้น หากเครื่องจักรที่สงวนสิทธิไว้ตั้งแต่ปี 2555 อยู่ในช่วงเวลาที่ได้รับสิทธิ ก็อยู่ในข่ายที่จะได้รับอนุมัติสั่งปล่อยคืนอากรจาก BOI ได้ยินมาว่า กรมศุลกากรกำหนดระยะเวลาการขอคืนอากรเครื่องจักรไว้ (ไม่เกิน 2 ปี ?? ไม่ยืนยัน) หากมีการกำหนดดังกล่าว เข้าใจว่าน่าจะเป็นดุลยพินิจของกรมศุลกากรในการคืนอากรที่เกินกว่ากำหนด แม้จะมีหนังสืออนุมัติสั่งปล่อยคืนอากรจาก BOI ก็ตาม
เครื่องจักรที่เคยใช้ในโครงการ 1 ไม่สามารถนำไปใช้ในโครงการ 2 ได้ เพราะถือเป็นการนำเครื่องจักรนั้นไปใช้สิทธิซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ในโครงการอื่น หากไม่ต้องการใช้เครื่องจักรดังกล่าวในโครงการ 1 สามารถดำเนินการได้ วิธี คือ
1. ขอส่งคืนไปต่างประเทศ
2. ขอจำหน่ายในประเทศ ซึ่งกรณีนี้นำเข้ามาเกินกว่า 5 ปีแล้ว BOI จึงจะอนุญาตให้จำหน่ายได้โดยไม่มีภาระภาษี
แต่เนื่องจากเครื่องจักรดังกล่าวเป็นเครื่องจักรหลักของโครงการ 1 จึงอาจต้องขอลดกำลังผลิตหรือลดขั้นตอนการผลิตของโครงการ 1 ด้วย
เครื่องจักรที่นำเข้ามาแล้ว แต่มีกำลังผลิตเหลือไม่สามารถนำกำลังผลิตที่มีเหลือ ไปใช้ร่วมกับโครงการอื่นได้ แต่สามารถขอแก้ไขกำลังผลิตของโครงการเดิมเพื่อเพิ่มกำลังผลิตเท่าที่สามารถผลิตได้จริง ในขั้นตอนการเปิดดำเนินการเต็มโครงการ
บัตรที่ 1 ตั้งอยู่ที่จังหวัด A
บัตรที่ 2 ตั้งอยู่ที่จังหวัด B (กำลังสร้างโรงงาน) แต่นำเครื่องจักรเข้ามาแล้ว
เงื่อนไขการใช้สิทธิในบัตรส่งเสริมคือ เครื่องจักรที่นำเข้ามาโดยได้รับยกเว้นอากรขาเข้า จะต้องใช้ในกิจการที่ได้รับส่งเสริมเท่านั้น ดังนั้น การจะนำเครื่องจักรของบัตรที่ 2 ไปติดตั้งใช้งานในสถานที่อื่น ย่อมทำไม่ได้ ส่วนการไปเก็บนอกสถานที่ (กรณีนี้คือคนละจังหวัด) ควรต้องได้รับอนุญาตจาก BOI ก่อน รวมทั้งการนำไป test-run ในอีกโครงการหนึ่งคนละจังหวัด ยิ่งตรวจสอบได้ยากว่า ทำเพียง test-run หรือใช้ผลิตจริง จึงควรต้องขออนุญาตเช่นกัน
การขอนำเครื่องจักรไปเก็บนอกสถานที่ ปกติจะยื่นหลังจากนำเข้าเครื่องจักรมาแล้ว โดยต้องระบุรายละเอียดเลขที่หนังสืออนุมัติสั่งปล่อยเครื่องจักรรายการนั้นด้วย แต่ถ้าจะขออนุญาตก่อนนำเข้า ไม่เคยได้ยินว่ามีการอนุญาตเช่นนั้น รวมถึงการ test-run ก็เช่นกัน เพราะการ test-run อาจทำการผลิตเสมือนจริง และของที่ผลิตได้ อาจจะสามารถจำหน่ายเป็นสินค้าก็เป็นไปได้ กรณีนี้แนะนำให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการโดยตรง เพราะความเห็นของเจ้าหน้าที่แต่ละคนน่าจะต่างกัน
1. การรับจ้างผลิตสินค้าที่ไม่ได้รับส่งเสริม หรือไม่ครบตามกระบวนการผลิต ปกติจะใช้วิธีขออนุญาตใช้เครื่องจักรเพื่อการอื่น ซึ่งกรณีของบริษัท ก็คือการขอใช้เครื่อง Test เพื่อรับจ้างตรวจสอบสินค้าที่บริษัทไม่ได้ผลิตเอง เงื่อนไขในการอนุญาตคือ จะต้องได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการครบตามโครงการแล้ว และจะไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากการรับจ้าง
2. รายได้จากการรับจ้างที่เกิดก่อนหน้านั้น ก็ไปชำระภาษีเงินได้ให้ถูกต้อง และถ้าได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการแล้ว ก็ให้ยื่นขออนุญาตใช้เครื่องจักรเพื่อการอื่น แต่ถ้ายังไม่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการ ก็จะอนุมัติให้ไม่ได้ หากได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเพื่อการอื่น เรื่องที่เหลือก็คงไม่มีปัญหาอะไร
3. การขอผ่อนผันกรรมวิธีการผลิต คือ การที่บริษัทไม่สามารถทำการผลิตได้ครบตามขั้นตอนที่ได้รับการส่งเสริมเป็นการชั่วคราว เช่น ตามโครงการต้องฉีดชิ้นส่วนพลาสติกขึ้นเอง แต่ในช่วงเริ่มผลิตใหม่ๆ อาจมีปัญหาในการควบคุมคุณภาพ จึงต้องขออนุญาตนำชิ้นส่วนที่ฉีดขึ้นรูปแล้วมาใช้บางส่วนเป็นการชั่วคราวด้วย เป็นต้น
1. หากบริษัทนำเข้าเครื่องจักรมาในช่วงที่ได้รับสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษีอากร โดยได้ชำระภาษีอากรไว้ บริษัทสามารถยื่นขออนุมัติสั่งปล่อยคืนอากรได้ แต่ต้องไม่เกิน 1 ปี นับจากวันที่สิ้นสุดระยะเวลานำเข้าเครื่องจักร ตามประกาศ สกท ที่ ป.4/2556 ข้อ 8. 1
2. การขอคืนอากรเครื่องจักร จะเป็นช่วงที่ยังไม่เริ่มการผลิตก็ได้
3. การติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ BOI ขอให้ติดต่อโดยตรงกับกองบริหารการลงทุนของ BOI ที่รับผิดชอบประเภทอุตสาหกรรมที่บริษัทได้รับการส่งเสริม
ต้องพิจารณาว่า ใบขนขาเข้าเครื่องจักรดังกล่าว จะสำแดงรายการเครื่องจักรอย่างไร จะระบุ size ด้วยหรือไม่ หากใบขนระบุ size ก็ต้องขอชื่อเดียวกันไว้ในบัญชีเครื่องจักรของ BOI ด้วย (ชื่อหลักหรือชื่อรองก็ได้) การจะสำแดงรายการในใบขนอย่างไร เป็นข้อกำหนดของกรมศุลกากร จึงน่าจะปรึกษากับชิปปิ้ง แต่หากไม่ชัดเจน ก็น่าจะหารือกับกรมศุลกากร
ในการทำใบขน เข้าใจว่าให้แจ้งชิปปิ้งเพื่อระบุในหมายเหตุว่า ขอสงวนสิทธิ BOI
การสั่งปล่อยถอนธนาคารค้ำประกันเครื่องจักร มีขั้นตอนคือ
1. หลังจากได้รับอนุมัติค้ำประกันแล้ว จะต้องยื่นขออนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักร (ชื่อรอง) หรือบัญชีอะไหล่ หรือแม่พิมพ์ ที่ตรงกับรายการที่ใช้ธนาคารค้ำประกันภาษีอากรไว้ (การค้ำประกัน ให้ค้ำประกันเครื่องจักร 1 คำร้อง ต่อ 1 อินวอยซ์)
2. จำนวนเครื่องจักรที่สั่งปล่อยถอนค้ำประกัน เมื่อรวมกับที่เคยสั่งปล่อยไปแล้ว ต้องไม่เกินปริมาณสูงสุดที่อนุมัติไว้ในบัญชี
3. การสั่งปล่อยถอนค้ำประกัน ไม่ต้องแนบเอกสารใดๆ เนื่องจากเป็นเพียงการเรียกรายการที่เคยได้รับอนุมัติให้ค้ำประกันไว้แล้วมายื่นขอสั่งปล่อยเท่านั้น ซึ่งระบบจะตรวจสอบว่าเป็นไปตามเงื่อนไขตามข้อ 1 และ 2
4. การสั่งปล่อยถอนค้ำประกันเครื่องจักรเก่า ไม่ต้องแนบใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่า เนื่องจากเคยยื่นใบรับรองประสิทธิภาพให้พิจารณาไว้แล้ว ตั้งแต่ขั้นตอนการขออนุญาตค้ำประกัน และขั้นตอนการขออนุมัติบัญชีเครื่องจักร
5. จะต้องยื่นสั่งปล่อยถอนค้ำประกัน ภายในระยะเวลาที่ได้รับอนุมัติให้ใช้ธนาคารค้ำประกัน เว้นแต่จะได้รับขยายระยะเวลาค้ำประกันออกไปอีก
6. ตามประกาศ สกท ที่ ป.4/2556 ข้อ 7. 3 BOI จะอนุญาตให้ขยายเวลาค้ำประกัน 1 ครั้ง เป็นเวลา 1 ปี โดยจะต้องยื่นขอขยายเวลาค้ำประกันก่อนสิ้นสุดระยะเวลาการค้ำประกันเดิม
7. ข้อควรระวังคือ การสั่งปล่อยถอนค้ำประกัน จะขอสั่งปล่อยได้อินวอยซ์ละครั้งเดียว ดังนั้น หากขอสั่งปล่อยไม่ครบตามจำนวนที่ค้ำประกันไว้ จะต้องชำระภาษีอากรในส่วนที่เหลือ (การสั่งปล่อยถอนค้ำประกัน ให้สั่งปล่อยถอนค้ำประกันเครื่องจักร 1 คำร้องต่อ 1 อินวอยซ์)
กรณีได้รับส่งเสริมมากกว่า 1 โครงการ บริษัทสามารถขอรวมโครงการเข้าด้วยกันได้ (ไม่ใช่การโอนเครื่องจักรของบัตรหนึ่งให้กับอีกบัตรหนึ่ง) ซึ่งเมื่อรวมโครงการ ปกติจะถูกปรับลดสิทธิประโยชน์ลงให้เหลือเท่ากับโครงการที่สั้นที่สุด กรณีที่สอบถาม บริษัทจะขอรวมโครงการโดยมีผลิตภัณฑ์ 2 ชนิด และ 2 ประเภทกิจการ ตามที่ได้รับส่งเสริมอยู่เดิมก็ได้ หรือจะขอรวมโครงการพร้อมกับแก้ไขชนิดผลิตภัณฑ์และประเภทกิจการให้เหลือชนิดเดียวก็ได้ กรณีนี้น่าจะเตรียมข้อมูลและนำไปปรึกษากับ จนท BOI เพื่อเลือกวิธีดำเนินการที่เหมาะสม
หากรวมแล้ว จะเป็นประเภท 4. 10 ก็ควรปรึกษากับ จนท กอง 2 แต่ถ้ารวมแล้ว ยังแยกเป็น 2 ประเภทกิจการ ไม่แน่ใจว่าควรปรึกษากับกองที่ดูแลบัตรส่งเสริมฉบับแรกที่ได้รับ หรือควรปรึกษากับกองที่ดูแลกิจการของบัตรที่มีขนาดการลงทุนสูงกว่า เบื้องต้นลองปรึกษากับ จนท กอง 2 (ประเภท 4. 10) ดูก่อน
การจะจำหน่ายเครื่องจักรที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีจะต้องได้รับอนุญาตก่อน หากเป็นเครื่องจักรที่นำเข้ามาแล้วเกิน 5 ปี ให้ยื่นเรื่องขอจำหน่ายพร้อมกับขอตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษี ซึ่งเมื่อได้รับอนุญาตจะสามารถจำหน่ายได้โดยไม่มีภาระภาษีอากร แต่หากเป็นเครื่องจักรนั้น เป็นเครื่องจักรหลักที่กระทบต่อกรรมวิธีการผลิตหรือกำลังผลิตเกิน 20% จะต้องมีการซื้อเครื่องจักรมาแทน หรือต้องแก้ไขโครงการให้สอดคล้องกรรมวิธีผลิตหรือกำลังผลิตที่หายไปด้วย
การจะจำหน่ายเครื่องจักรเกิน 5 ปี โดยไม่มีภาระภาษี ต้องยื่นขอตัดบัญชีเพื่อตัดภาระภาษีก่อน การอนุญาตให้ตัดบัญชีเพื่อตัดภาระภาษี จะต้องเป็นกรณีที่บริษัทปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขที่ได้รับส่งเสริมเท่านั้น เช่น หากบริษัทครบกำหนดเปิดดำเนินการแล้ว แต่ยังไม่ได้ยื่นขออนุมัติเปิดดำเนินการ จะไม่อนุญาตให้ตัดบัญชีเครื่องจักรแม้จะนำเข้าเกิน 5 ปี แต่หากบริษัทยังไม่ครบกำหนดเปิดดำเนินการ ก็สามารถขอตัดบัญชีเครื่องจักรเกิน 5 ปีได้ แม้จะยังไม่ได้เปิดดำเนินการครบตามโครงการ
ขั้นตอนที่ถูกต้องควรดำเนินการดังนี้
1. ยื่นคำขอแก้ไขโครงการเพื่อลดกำลังผลิต
2. ยื่นขออนุมัติจำหน่ายเครื่องจักรโดยไม่มีภาระภาษี (แต่ต้องเปิดดำเนินการแล้ว หรือยังไม่ครบกำหนดเปิดดำเนินการ)
1. กรณีที่บริษัทยังไม่ทราบว่าจะจำหน่ายเครื่องจักรอายุเกิน 5 ปีหรือไม่
- ให้ยื่นขอตัดบัญชีเครื่องจักรเกิน 5 ปี ก่อน
- เมื่อจะจำหน่าย ให้ยื่นขอจำหน่ายโดยไม่มีภาระภาษี
2. กรณีที่บริษัททราบว่าจะจำหน่ายเครื่องจักรอายุเกิน 5 ปี
- สามารถยื่นขอจำหน่ายโดยไม่มีภาระภาษี โดย BOI จะพิจารณาว่าเป็นเครื่องที่เกิน 5 ปีหรือไม่ และบริษัทดำเนินการตามเงื่อนไขเปิดดำเนินการ ฯลฯ ถูกต้องหรือไม่ หากพิจารณาแล้วถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ก็จะอนุญาตให้จำหน่ายโดยไม่มีภาระภาษีไปในขั้นตอนเดียวกันเลย ขั้นตอนทั้งหมดให้ยื่นขออนุมัติในระบบ eMT โดยแนบสำเนาเอกสาร เช่น ใบขนขาเข้า ตามที่ระบุในระบบ
การส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศ สามารถขออนุญาตส่งคืนได้โดยไม่มีภาระภาษี ไม่ว่าจะนำเข้ามาเป็นเวลากี่ปีก็ตาม แต่หากจะส่งคืนเครื่องจักรหลัก ที่ทำให้กำลังผลิตลดลงเกินกว่า 20% โดยไม่มีการซื้อเครื่องจักรใหม่มาทดแทน จะต้องขอลดขนาดกิจการก่อน จึงจะอนุญาตให้ส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศได้
กรณีที่สอบถาม เป็นการขอส่งคืนเครื่องจักรทั้งหมดที่นำเข้าไม่เกิน 5 ปี เนื่องจากจะยกเลิกโครงการจึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่า โครงการครบกำหนดเปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้วหรือไม่ หากโครงการดังกล่าวยังไม่ครบกำหนดเปิดดำเนินการเต็มโครงการ จะมีขั้นตอนดังนี้
1. ยื่นหนังสือขอยกเลิกโครงการ
2. ยื่นคำร้องขอส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศ (ในระบบ eMT)
3. ส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศ
4. ยื่นตัดบัญชีเครื่องจักรที่ส่งออกไปแล้ว (ในระบบ eMT)
5. BOI จะตรวจสอบว่าโครงการดังกล่าวยังมีเครื่องจักรและวัตถุดิบที่มียอดคงเหลือค้างในระบบ RMTS และ eMT หรือหากไม่มี จะอนุมัติให้ยกเลิกโครงการโดยไม่มีภาระภาษี
1. การจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศ ต้องชำระภาษีอากรตามสภาพ โดยต้องได้รับอนุมัติจาก BOI ก่อน แต่หากจำหน่ายไปโดยไม่ได้รับอนุมัติ ต้องชำระภาษีอากรย้อนหลัง ณ วันนำเข้า และเบี้ยปรับเงินเพิ่ม
2. เอกสารที่ขอจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศตามนี้
- check list
- หนังสือนำส่ง ใช้หัวหนังสือบริษัท ร่างขึ้นได้เอง
- แบบคำขออนุญาตจำหน่าย/โอน/บริจาคเครื่องจักร
- สำเนาหลักฐานการนำเข้าเครื่องจักรที่ขอจำหน่าย
กรณีนำเครื่องจักรเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากร หากใช้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไข สามารถขออนุญาตจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศก่อนครบ 5 ปีได้ โดยจะต้องชำระภาษีตามสภาพ เช่น ถ้าใช้เครื่องจักรไป 3 ปี อายุของเครื่องจักรก็จะเหลืออีก 2 ปี (BOI กำหนดอายุของเครื่องจักรเป็นเวลา 5 ปี) ดังนั้น ภาษีอากรที่ต้องชำระ จะคำนวณจากมูลค่าเครื่องจักรหลังหักค่าเสื่อม (กรณีตามตัวอย่างนี้คือ 40%) x พิกัดภาษี ณ ปัจจุบัน โดยไม่ต้องชำระเบี้ยปรับ เพราะไม่ได้ทำผิดเงื่อนไข BOI
วิธีการคำนวณภาษีอากร ให้ปรึกษากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กรมศุลกากร โดยตรง
1. การจำหน่ายแม่พิมพ์ก่อนครบ 5 ปี ใช้แนวทางเดียวกับเครื่องจักรคือต้องชำระภาษีตามสภาพ ณ วันที่ขอจำหน่าย
2. การจำหน่ายแม่พิมพ์ที่นำเข้าเกิน 5 ปีแล้ว สามารถขอจำหน่ายได้ โดยไม่มีภาระภาษี ทั้ง 2 กรณี จะต้องยื่นขออนุญาตจาก BOI และชำระภาษี (ถ้ามี) ให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะสามารถจำหน่ายได้
แม่พิมพ์ก็คำนวณเหมือนกับเครื่องจักร แม่พิมพ์ราคา 1 ล้านบาท ถ้าใช้ไป 2 ปี แล้วจะจำหน่ายมูลค่าตามสภาพ (คำนวณจากอายุ 5 ปี) ก็คือ 1 ล้าน x 60% คือ 600,000 บาท
ขั้นตอนคือ
1. ยื่นแบบฟอร์มขอจำหน่ายเครื่องจักร
- หนังสือนำส่งของบริษัทฯ
- รายการเอกสารหลักฐานที่ใช้ประกอบการพิจารณาเรื่องการนำเครื่องจักรไปใช้เพื่อการอื่น/การตัดบัญชีเครื่องจักร (F IN MC 01-03)
- แบบคำขออนุญาตจำหน่าย/โอน/บริจาคเครื่องจักร (F IN MC 04-03)
2. หากเป็นเครื่องจักรนำเข้าไม่เกิน 5 ปี จะมีภาระภาษีตามสภาพ ซึ่งต้องไปติดต่อขอชำระภาษีต่อกรมศุลกากร ตามหนังสือที่ BOI แจ้ง และเก็บเอกสารใบเสร็จรับเงินต่างๆ เป็นหลักฐานไว้
3. การขอจำหน่ายเครื่องจักร ต้องแยกแสดงเป็นแต่ละรายการ ตามที่นำเข้าและได้รับอนุมัติสั่งปล่อย โดยระบุเลขที่/วันที่หนังสืออนุมัติสั่งปล่อย ในแบบฟอร์มด้วย
กรณีที่ BOI อนุมัติให้ชำระภาษีตามสภาพ กรมศุลกากรจะคำนวณจากราคาสินค้าตามสภาพ x อัตราอากร ณ วันที่อนุมัติ
1. พิกัดอัตราศุลกากร ตรวจสอบได้จาก เว็บข้อมูลอากร กรมศุลกากร
2. เครื่องจักรที่นำเข้ามายังไม่ครบ 5 ปี หากปฏิบัติเงื่อนไขถูกต้องตามที่ได้รับส่งเสริม จะได้รับอนุญาตให้จำหน่ายโดยชำระภาษีตามสภาพ
การนับอายุเครื่องจักร เพื่อปลอดภาระภาษี นับอายุ 5 ปีจากวันนำเข้า
การส่งเครื่องจักรหลักคืนกลับไปต่างประเทศ
1. หากไม่ทำให้กำลังผลิตลดลงมากกว่า 20% และไม่ทำให้กรรมวิธีการผลิตขาดหายไป สามารถยื่นคำร้องขอส่งคืนเครื่องจักรได้ในระบบ eMT จากนั้นจะต้องส่งเครื่องจักรคืนออกไปภายใน 90 วัน และยืนยันการส่งออกบนระบบ eMT อีกครั้งหนึ่ง
2. แต่หากเป็นการส่งคืนเครื่องจักรหลัก ที่ทำให้กำลังผลิตลดลงเกินกว่า 20% หรือทำให้กรรมวิธีการผลิตขาดหายไป โดยจะไม่นำเครื่องจักรใหม่เข้ามาทดแทน จะต้องขอแก้ไขโครงการ เพื่อลดกำลังผลิตหรือลดขั้นตอนการผลิตก่อน จึงจะส่งคืนเครื่องจักรหลักไปต่างประเทศได้
โครงการที่ได้รับส่งเสริม จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในบัตรส่งเสริม ซึ่งครอบคลุมทั้งชนิดผลิตภัณฑ์ กำลังผลิต กรรมวิธีผลิต ที่ตั้งโรงงงาน ฯลฯ
กรณีนี้ แม้ว่าบริษัทจะได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการครบตามโครงการแล้ว แต่ก็ยังคงมีหน้าที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้นตลอดระยะเวลาที่มีสถานะเป็นผู้ได้รับส่งเสริม
ดังนั้น เมื่อจะมีการจำหน่ายเครื่องจักรหลัก และทำให้กำลังผลิตลดลงเกินกว่า 20% ของกำลังผลิตตามบัตรส่งเสริม ก็ต้องขอแก้ไขโครงการเพื่อลดขนาดกิจการ จากนั้นจึงจะจำหน่ายเครื่องจักรออกไปได้
สรุปคือ
1. ต้องขอแก้ไขโครงการเพื่อลดขนาดกิจการ
2. แต่ไม่ต้องขออนุญาตจำหน่ายเครื่องจักร เนื่องจากไม่ได้นำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรขาเข้า
3. เครื่องจักรที่นำเข้าโดยไม่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีจาก BOI นี้ สามารถจำหน่ายในประเทศหรือส่งออกก็ได้ โดยไม่มีภาระภาษีอากร
หากเครื่องจักรนำเข้ามาเกิน 5 ปี และได้ตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษีแล้ว จะสามารถขอจำหน่ายในประเทศก็ได้ โดยจะได้รับอนุญาตให้จำหน่ายโดยไม่มีภาระภาษี ขั้นตอนคือให้ยื่นแบบคำขออนุญาตจำหน่าย/โอน/บริจาคเครื่องจักร และใบรายการเอกสาร (checklist) และเมื่อได้รับอนุญาตแล้ว จึงจะจำหน่ายเครื่องจักรดังกล่าวได้ ทั้งนี้ เครื่องจักรที่จำหน่ายในประเทศไปแล้ว จะไม่สามารถนำมาใช้ในโครงการใด ๆ ภายใต้บีโอไอได้อีก
การนำเข้าแม่พิมพ์เข้ามาจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการผลิต และต่อมาจะจำหน่ายแม่พิมพ์นั้นไปยังโรงงานของลูกค้าใน Free Zone สามารถทำได้โดยไม่มีภาระภาษี แม้จะนำแม่พิมพ์เข้ามาไม่ถึง 5 ปีก็ตาม เนื่องจากถือเสมือนเป็นการส่งคืนแม่พิมพ์ออกไปต่างประเทศ แต่ทั้งนี้ จะต้องมีการส่งแม่พิมพ์เข้าไปยัง Free Zone จริงๆ หลังจากนั้น หากบริษัทจะนำแม่พิมพ์จาก Free Zone กลับออกมาเพื่อผลิตสินค้าให้ลูกค้าอีก ก็สามารถขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรได้อีก แต่ครั้งนี้ในทางบัญชีจะถือว่าแม่พิมพ์ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของลูกค้า ที่ส่งมาให้บริษัทใช้ผลิตชิ้นส่วนให้กับลูกค้า ซึ่งเมื่อใช้งานเสร็จ ก็ต้องส่งคืนกลับไปให้ลูกค้า
การส่งไปยังฟรีโซน ถือเสมือนการส่งออกไปยังต่างประเทศ จึงให้ยื่นคำร้องผ่านระบบ eMT เป็นคำร้องขอส่งเครื่องจักรไปต่างประเทศ(ส่งคืน) หลังจากนั้น ให้ส่งเครื่องจักรออกไปภายใน 90 วัน และเข้าไปยืนยันการส่งคืนในระบบ eMT อีกครั้งหนึ่ง
ใข้เอกสาร กศก 122 ไม่ได้ จะต้องใช้หลักฐานใบขนสินค้า ซึ่งกรณีนี้เป็นใบขนสินค้าขาออกโอนย้ายเข้าเขตปลอดอากร (Type D) ส่วนการยืนยัน จะเป็นคีย์ข้อมูลผ่านระบบ eMT และระบบจะนำข้อมูลใบขนไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลของกรมศุลกากร
การจำหน่ายเครื่องจักรไปต่างประเทศ
1. จะเป็นเครื่องจักรหลักก็ได้ แต่จะต้องไม่ทำให้กำลังผลิตของโครงการเปลี่ยนแปลงไป หรือหากจะเปลี่ยนแปลงจะต้องมีเครื่องจักรเข้ามาทดแทน
2. - 4. กรณีส่งเครื่องจักรออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ไม่มีภาษีอากรที่ต้องชำระคืน
การส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศ ให้ยื่นขอบนระบบ eMT ได้เลย และภายหลังส่งออก จะต้องคีย์ข้อมูลยืนยันการส่งออกอีกครั้งหนึ่ง
1. การโอนเครื่องจักร จะต้องไม่ทำให้กำลังผลิตเปลี่ยนแปลงเกินกว่า 20% และไม่ทำให้กรรมวิธีผลิตเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น หากไม่ใช่เครื่องจักรหลัก ก็น่าจะอยู่ในข่ายที่สามารถให้โอนได้
2. การโอนจะมีผลตั้งแต่วันที่อนุญาตให้โอน ดังนั้น หากในวันที่อนุญาตให้โอน บัตรที่รับโอนได้รับสิทธิ ม.28 และยังมีระยะเวลานำเข้าเหลืออยู่ ก็อยู่ในข่ายที่จะอนุญาตให้โอนโดยไม่มีภาระภาษี แต่หากวันที่อนุญาตให้โอน พ้นจากระยะเวลาที่ได้รับสิทธิของบัตรที่รับโอน ก็จะเป็นการโอนโดยมีภาระภาษี
การจำหน่ายอะไหล่เครื่องจักรในประเทศทั้ง 2 กรณี ต่างกันตามนี้
กรณีเป็นอะไหล่ที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรขาเข้าจาก BOI
- ให้ยื่นขออนุญาตจาก BOI ตามแบบคำขออนุญาตจำหน่ายโอนบริจาคเครื่องจักร (F IN MC 04)
- หากอะไหล่ดังกล่าวนำเข้ามายังไม่ครบ 5 ปี จะต้องชำระภาษีอากรตามสภาพ ณ วันที่ยื่นขอจำหน่าย
กรณีเป็นอะไหล่ที่นำเข้ามาโดยชำระอากรขาเข้าเอง
- สามารถจำหน่ายได้โดยไม่ต้องยื่นขออนุญาต
- ไม่มีภาระภาษีอากรใด ๆ อีก
การไม่ได้ใช้งาน ไม่ได้แปลว่าเป็นเศษซาก เช่น กรณีสินค้ารุ่นนั้นไม่ผลิตที่โรงงานเมืองไทยแล้ว จึงไม่มีความต้องการใช้อะไหล่นั้นอีก ก็ยังถือว่าอะไหล่นั้น ยังเป็นอะไหล่ปกติ หากนำเข้าไม่ครบ 5 ปี ก็ต้องชำระภาษีตามสภาพ ณ วันที่จำหน่าย แต่ถ้าไม่ต้องการชำระภาษี (และไม่ส่งออก) ก็เก็บไว้ให้ครบ 5 ปี แล้วจึงยื่นขอจำหน่าย
1. กรณีจำหน่ายโดยส่งออกไปต่างประเทศ
ใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 1 วันทำการ
แต่หากเป็นเครื่องจักรหลัก และระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรสิ้นสุดแล้ว ใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 15 วันทำการ
2. กรณีจำหน่าย โอน หรือบริจาค ในประเทศ ใช้เวลาพิจารณา 15 วันทำการ
กรณีที่ยื่นขอจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศโดยนำเข้ามายังไม่ครบ 5 ปี
- ต้องยื่นขออนุมัติจาก BOI
- BOI จะแจ้งให้กรมศุลกากรเก็บอากรขาเข้าตามสภาพ ณ วันที่ยื่นขออนุญาตจำหน่าย
- กรมศุลกากรจะเรียกเก็บอากรขาเข้าตามสภาพ ณ วันที่ยื่นขอ และเรียกเก็บ VAT โดยไม่มีเงินเพิ่มหรือเบี้ยปรับ เนื่องจากบริษัทยังไม่ได้ทำผิดเงื่อนไข
- แต่หากบริษัทจำหน่ายเครื่องจักรไปแล้ว จึงมายื่นขออนุญาตจำหน่าย กรณีนี้เป็นการทำผิดเงื่อนไขแล้ว จึงต้องชำระภาษีอากรตามสภาพ ณ วันนำเข้า พร้อมกับเบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม
แบบฟอร์มการขอชำระภาษีเครื่องจักรย้อนหลัง ณ วันนำเข้า ไม่มี
ให้ใช้แบบฟอร์มการขอจำหน่ายเครื่องจักร คือ หนังสือนำส่งของบริษัท (ร่างขึ้นเอง)
แบบคําขออนุญาตจําหน่าย/โอน/บริจาคเครื่องจักร (F IN MC 04)
สำเนาหลักฐานการนำเข้าเครื่องจักรทุกรายการที่ขอจำหน่าย
Checklist (F IN MC 01) โดยให้ระบุรายละเอียดว่าได้มีการจำหน่ายเครื่องจักรไปแล้วเมื่อวันที่ ...
ซึ่ง BOI จะมีหนังสือแจ้งให้กรมศุลกากรเรียกเก็บภาษีตามสภาพ ณ วันนำเข้า และมีหนังสือแจ้งบริษัทให้ไปชำระภาษี
บางสำนักฯ อาจให้บริษัทเตรียมหนังสือครุฑไปด้วย ซึ่งให้ขอรับตัวอย่างหนังสือครุฑที่เจ้าหน้าที่ธุรการของสำนักนั้น ๆ กรณีที่มีขอชำระภาษีเครื่องจักรหลายรายการ ซึ่งวันนำเข้าต่างกัน ให้แยกยื่นตามวันที่นำเข้านั้น ๆ จะสะดวกในการออกหนังสือให้เรียกเก็บภาษี
การตัดบัญชีเครื่องจักรที่นำเข้ามาเกิน 5 ปี เป็นเพียงการตัดภาระภาษีสำหรับเครื่องจักรดังกล่าวเท่านั้น แต่บริษัทยังจะต้องใช้เครื่องจักรในโครงการนั้นต่อไป ดังนั้น บริษัทจะจำหน่ายเครื่องจักรออกจากโครงการ จะต้องได้รับจาก BOI ก่อน โดยมีขั้นตอนตามนี้
กรณีจำหน่ายในประเทศ
- จะต้องยื่นขออนุญาตจาก BOI ก่อน
- กรณีเป็นเครื่องจักรหลัก ซึ่งกระทบกับกำลังผลิตหรือกรรมวิธีการผลิต จะต้องยื่นขอแก้ไขโครงการเพื่อลดขนาดกิจการ โดยจะมีการปรับลดวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
- หากเป็นเครื่องจักรเกิน 5 ปี ที่ได้รับอนุญาตให้ตัดภาระภาษีไปแล้ว จะได้รับอนุญาตให้จำหน่ายโดยไม่มีภาระภาษี
- หากไม่เกิน 5 ปี จะมีภาระภาษีตามสภาพ
กรณีส่งออกต่างประเทศ
- กรณีเป็นเครื่องจักรหลัก ซึ่งกระทบกับกำลังผลิตหรือกรรมวิธีการผลิต จะต้องยื่นขอแก้ไขโครงการเพื่อลดขนาดกิจการ โดยจะมีการปรับลดวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
- กรณีไม่ใช่เครื่องจักร ไม่ต้องขอแก้ไขโครงการ
- จากนั้น ให้ยื่นขอส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศในระบบ eMT (หากเป็นเครื่องจักรที่นำเข้ามาในระบบเก่า และไม่มีข้อมูลใน Master List ในเลือกเมนู "ส่งคืนเครื่องจักร (นอกระบบ)" )
โครงการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน จะใช้เครื่องจักรเก่าใช้แล้วจากภายในประเทศไม่ได้ กรณีได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่า จะต้องเป็นเครื่องจักรเก่าจากต่างประเทศเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์การอนุมัติโครงการ ข้อ 6. 1.3 ตามประกาศที่ 2/2557 เรื่อง นโยบายและหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุน (ยกเว้นกิจการที่ได้รับส่งเสริมตามนโยบายพิเศษ เช่น นโยบาย SMEs จึงจะอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่าใช้แล้วในประเทศได้)
1. ต้องได้รับการตัดบัญชีก่อนจึงจะจำหน่ายได้โดยไม่มีภาระภาษี
- กรณีต้องการตัดบัญชีและจำหน่าย บางสำนักให้ยื่นเรื่องพร้อมกันได้ แต่บางสำนักงานให้ยื่นเรื่องตัดบัญชีให้เสร็จก่อนจึงจะยื่นเรื่องขอจำหน่าย จึงให้ตรวจสอบกับแต่ละสำนักอีกครั้งหนึ่ง
2. การตัดบัญชีเครื่องจักรเกิน 5 ปี ยังคงต้องใช้เครื่องจักรในโครงการต่อไป เว้นแต่จะยื่นขอจำหน่ายเครื่องจักรนั้นด้วย
3. ไม่เข้าใจคำถาม ข้อมูลที่ต้องใช้ในการตัดบัญชี 5 ปี คือ ชื่อเครื่องจักร และเลขที่/วันที่หนังสืออนุมัติสั่งปล่อย
1. แยกเป็น 3 กรณี คือ
1) หากจะยังคงใช้เครื่องจักรนั้นในโครงการต่อไป ให้ยื่นขอตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษีสำหรับเครื่องจักรที่เกิน 5 ปี
2) หากจะจำหน่ายในประเทศ ให้ยื่นขอจำหน่าย (หากเกิน 5 ปี จะไม่มีภาระภาษี)
3) หากจะส่งออก ให้ยื่นขอส่งเครื่องจักรไปต่างประเทศ (ไม่มีภาระภาษี แม้จะไม่เกิน 5 ปี)
2. ก็สามารถจำหน่ายได้ตามที่ได้รับอนุญาต
3. - หากได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินการแล้ว ให้ยื่นขอยกเลิกโครงการ โดยเครื่องจักรที่นำเข้าไม่ครบ 5 ปี จะต้องชำระภาษีตามสภาพ ส่วนวัตถุดิบที่ไม่ได้ส่งออก จะต้องชำระภาษีตามสภาพ ณ วันนำเข้า
- หากจะสอบถามเรื่องยกเลิกโครงการ ให้แยกเป็นคำถามใหม่ ในหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง
1. การอนุญาตให้จำหน่ายเครื่องจักรโดยมีภาระภาษี จะเป็นไปตามแบบฟอร์มนี้ ซึ่งระบุให้บริษัทต้องนำหลักฐานชำระภาษีมายื่นขอตัดบัญชี
2. การอนุญาตให้จำหน่ายเครื่องจักรโดยไม่มีภาระภาษี จะเป็นตามแบบฟอร์มนี้ ซึ่งไม่ได้ระบุให้บริษัทต้องมาตัดบัญชี จึงไม่ต้องยื่นตัดบัญชีอีก
หมายถึงการขอตัดบัญชีเครื่องจักรที่นำเข้าเกิน 5 ปี เพื่อปลอดภาระภาษีหรือเปล่า แต่ไม่ว่าจะหมายถึงเรื่องใด การยื่นเอกสารแต่ละครั้ง จะต้องแนบเอกสารหลักฐานตามที่กำหนดทุกครั้ง และต้องลงนามและประทับตรารับรองเอกสารด้วย
เครื่องจักรที่นำเข้ามาครบ 5 ปี หากไม่ได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ก็สามารถขอจำหน่ายในประเทศ โดยไม่มีภาระภาษี การตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษี ตามที่สอบถาม เป็นการตัดภาระภาษี แต่ยังคงต้องใช้เครื่องจักรในโครงการที่ได้รับส่งเสริมต่อไป การตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษี จะยื่นขอตัดก่อนหรือหลังเปิดดำเนินการก็ได้ แต่ในทางปฏิบัติ ถ้าจะตัด ก็ควรตัดให้ครบทั้งหมด (คือไม่ทยอยตัดทีละเครื่อง) ดังนั้น ตามระยะเวลา จึงควรเป็นการตัดหลังเปิดดำเนินการไปแล้ว
การตัดบัญชีเครื่องจักรมีหลายกรณี เช่น ขอจำหน่าย ขอส่งออก ขอทำลาย หรือตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษี ซึ่งถ้าแบ่งกว้างๆ จะแบ่งได้เป็น
1. การตัดบัญชี เนื่องจากไม่ต้องการใช้เครื่องจักรนั้นในโครงการอีกต่อไป
- หากส่งออกต่างประเทศ ไม่มีภาระภาษี
- หากจำหน่ายในประเทศ ต้องเสียภาษีตามสภาพ แต่หากนำเข้าเกิน 5 ปี ก็ไม่มีภาระภาษีที่ต้องเสีย
- หากทำลาย ไม่มีภาระภาษี
- หากบริจาค ไม่มีภาระภาษี
การดำเนินการทุกอย่าง ต้องได้รับอนุญาตจาก BOI ก่อน และหากเครื่องจักรดังกล่าวเป็นเครื่องจักรหลัก ที่ทำให้กำลังผลิตของโครงการลดลงเกินกว่า 20% หรือทำให้ขั้นตอนการผลิตขาดหายไป ก็จะต้องขอแก้ไขโครงการควบคู่กันไปด้วย
2. การตัดบัญชีที่ต้องการปลดภาระภาษี แต่ยังจะใช้เครื่องจักรในโครงการต่อไป
- ต้องเป็นกรณีที่ปฏิบัติเงื่อนไขอย่างถูกต้อง และนำเข้าเครื่องจักรดังกล่าวเข้ามาครบ 5 ปีแล้วเท่านั้น
- จะตัดบัญชีเพื่อปลดภาระภาษีให้ แต่ยังต้องใช้เครื่องจักรนั้นในโครงการต่อไป
การตัดบัญชีเครื่องจักรแต่ละกรณีตามตัวอย่างข้างต้น มีหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีปฏิบัติแตกต่างกัน จึงต้องสอบถามเป็นเรื่องๆไป เมื่อบริษัทดำเนินการส่งออก / จำหน่าย / ทำลาย / บริจาค / ชำระภาษี หรือตัดภาระภาษี ตามที่ได้รับอนุญาตแล้ว ก็ถือเป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน แต่ BOI จะไม่หักลบยอดจากบัญชีเครื่องจักร ดังนั้น บริษัทจึงต้องเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้ด้วย
ตาม พรบ ส่งเสริมการลงทุน มาตรา 55 บีโอไอมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากรทั้งหมดสำหรับของที่นำเข้า โดยให้ถือว่าผู้ได้รับการส่งเสริมไม่เคยได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากรมาแต่ต้น และผู้ได้รับการส่งเสริมจะต้องเสียภาษีอากรตามสภาพของราคาและอัตราภาษีอากร ณ วันนำเข้า
ซึ่งหมายความว่า แม้เครื่องจักรที่นำเข้ามา จะใช้งานไปแล้ว 10 ปี ก็ตาม แต่หากปฏิบัติผิดเงื่อนไขด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือด้วยเหตุผลอื่นใด บีโอไอมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิทั้งหมดก็ได้ ซึ่งจะทำให้บริษัทต้องเสียภาษีอากรเครื่องจักรย้อนหลัง ณ วันนำเข้า คือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งจะเป็นมูลค่าภาษีอากรจำนวนมหาศาล
ดังนั้น บีโอไอจึงออก ประกาศ สกท ที่ ป.3/2538 กำหนดอายุของเครื่องจักรที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษี ให้มีอายุ 5 ปี ซึ่งหากในช่วงเวลานี้ ไม่ได้ฝ่าฝืนหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไข ก็จะปลอดจากภาระภาษีอากร แต่ทั้งนี้ ต้องยื่นเรื่องให้บีโอไอตรวจสอบเป็นรายๆไป เมื่อบีโอไอตรวจสอบว่าบริษัทปฏิบัติตามเงื่อนไขถูกต้อง ก็จะตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษีให้กับเครื่องจักรนั้นๆ การตัดบัญชีเครื่องจักรเพื่อปลอดภาระภาษี จึงเสมือนเป็นหลักประกันเบื้องต้นว่า เครื่องจักรนั้นจะไม่มีการถูกเรียกเก็บภาษีอีก
ยกตัวอย่าง เช่น เมื่อครบ 5 ปี และตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษีไปแล้ว แต่ในปีที่ 6 บริษัทฝ่าฝืนเงื่อนไข เช่น นำเครื่องจักรไปให้ผู้อื่นยืมใช้ หรือนำเครื่องจักรไปผลิตสินค้าอื่นที่ไม่ได้รับการส่งเสริม บีโอไอก็ไม่สามารถเรียกเก็บภาษีเครื่องจักรนั้นได้ (แต่อาจใช้มาตรการอื่น เช่น เพิกถอนการให้การส่งเสริม เป็นต้น)
การตัดบัญชีเครื่องจักรเพื่อปลอดภาระภาษีเมื่อครบ 5 ปีนี้ ไม่ใช่มาตรการบังคับ จะทำหรือไม่ก็ได้ แต่เป็นการลดภาระการตรวจสอบในอนาคต เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป แล้วพบว่ามีการปฏิบัติผิดเงื่อนไข ก็จะเป็นภาระของทั้งบีโอไอและผู้ประกอบการในการต้องตรวจสอบเอกสารย้อนหลังกลับไปหลาย ๆ ปี เครื่องจักรในที่นี้ รวมถึงเครื่องจักร อุปกรณ์ แม่พิมพ์ และอื่นๆ ที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิมาตรา 28 และ 29
5 ปี นับจากวันที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร (วันนำเข้าตามใบขนฯ)
ถ้าได้รับหนังสืออนุมัติจากบีโอไอให้ตัดบัญชีเครื่องจักรเพื่อปลอดภาระภาษี ก็เป็นอันจบขั้นตอนทั้งหมดแล้ว
- เครื่องจักรยังคงต้องใช้ในกิจการที่ได้รับส่งเสริมนั้นต่อไป
- ให้เก็บหนังสืออนุมัติจาก BOI เป็นหลักฐานว่าเครื่องจักรรายการที่อนุมัติ หมดจากภาระภาษีแล้ว
- การตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษี ไม่ใช่การอนุมัติให้จำหน่าย
ดังนั้น หากหลังจากนั้น จะขอจำหน่าย ก็จะต้องยื่นเรื่องตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งหากจะขอจำหน่ายในประเทศ ก็จะไม่มีภาระภาษี เพราะได้ตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษีไปแล้ว
การตัดบัญชีเครื่องจักรเพื่อปลอดภาระภาษีเมื่อใช้งานครบ 5 ปี ส่วนใหญ่จะมี 2 กรณีคือ
1. ตัดบัญชีไปพร้อมกับการขออนุญาตจำหน่าย
กรณีนี้จะพิจารณาว่า เครื่องจักรที่จำหน่ายเป็นเครื่องจักรหลักที่จะทำให้กำลังผลิตหรือกรรมวิธีเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หากกระทบ ก็จะต้องมีเครื่องจักรเข้ามาแทน หรือต้องขอลดกำลังผลิต เป็นต้น
ซึ่งกรณีนี้ หากยังไม่ครบกำหนดเปิดดำเนินการ จะยังไม่เปิดครบตามโครงการก็ได้
2. ตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษี แต่จะยังคงใช้ในโครงการ
กรณีนี้จะขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณา แต่ส่วนใหญ่มักจะแจ้งให้บริษัทเปิดดำเนินการให้ครบตามโครงการก่อน
เข้าใจไม่ถูกต้องครับ เครื่องจักรที่ใช้สิทธินำเข้าตามมาตรา 28 หรือ 29 จะต้องใช้ในกิจการที่ได้รับส่งเสริมเท่านั้น หากไม่ต้องการใช้เครื่องจักรในโครงการ สามารถดำเนินการได้ดังนี้
ขอส่งออกไปต่างประเทศ
- ไม่มีภาระภาษี
ขอจำหน่ายในประเทศ
- มีภาระภาษีตามสภาพ
- หากนำเข้าเกิน 5 ปี สามารถตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษี และจำหน่ายโดยไม่มีภาระภาษี
ขอบริจาค
- ไม่มีภาระภาษี
ขอทำลาย
- ต้องเป็นกรณีชำรุดเสียหายเท่านั้น
- ไม่มีภาระภาษี
กรณีที่นำเข้าเครื่องจักรครบ 5 ปีแล้ว จะยื่นตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษีหรือไม่ก็ได้
แม้จะได้รับอนุญาตให้ตัดบัญชีเพื่อปลอดภาษีแล้ว บริษัทก็ยังคงต้องใช้เครื่องจักรนั้นในโครงการที่ได้รับส่งเสริมต่อไป การจะจำหน่ายเครื่องจักรออกจากโครงการ (ตัดบัญชีเครื่องจักร) จะต้องดำเนินการตามวิธีข้างต้น
อายุเครื่องจักร/แม่พิมพ์ นับจากวันที่นำเข้าครั้งแรกของเครื่องจักร/แม่พิมพ์นั้น ๆ
1. เครื่องจักร เครื่องมือ ที่มีลักษณะใช้งานสิ้นเปลือง เช่น ใบมีด ดอกสว่าน ฯลฯ สามารถยื่นขอทำลายได้โดยไม่มีภาระภาษี โดยไม่ต้องเก็บให้ครบ 5 ปี
2. เครื่องจักร เครื่องมือ ทุกรายการ ที่นำเข้าเกิน 5 ปี สามารถยื่นขอตัดบัญชีเพื่อปลดภาระภาษีได้ แต่ยังจะต้องใช้ในโครงการต่อไป
3. กรณีที่นำเข้าเกิน 5 ปี และไม่ต้องการใช้ในโครงการต่อไป สามารถยื่นขอจำหน่ายโดยไม่มีภาระภาษี และเมื่อจำหน่ายหรือกำจัดแล้ว จะต้องยื่นตัดบัญชี เพื่อลดยอดจำนวนที่นำเข้าโดยใช้สิทธิต่อไป
1. การขอทำลายเครื่องจักร เครื่องมือ ที่ชำรุดเสียหาย ให้ยื่นคำร้องในระบบ eMT
2. วิธีทำลาย เช่น การทุบ บด อัด ให้เสียสภาพ เป็นต้น
3. ต้องให้ บ.Inspector ที่ได้รับอนุญาตจาก BOI ตรวจสอบการทำลายและออกหนังสือรับรอง ตาม ประกาศ สกท ที่ ป.3/2555
หากยังไม่ปลอดภาระภาษี (นำเข้ายังไม่ครบ 5 ปี) แต่ต้องการตัดบัญชีโดยไม่มีภาระภาษี ก็ต้องปฏิบัติตามประกาศ ป.3/2555
1-4. หลังจากบริษัทได้รับอนุมัติให้ตัดภาระภาษีเครื่องจักรหรือแม่พิมพ์ที่นำเข้าเกินกว่า 5 แล้ว บริษัทยังคงต้องใช้เครื่องจักรดังกล่าวในโครงการต่อไป หากไม่ต้องการใช้ในโครงการอีกต่อไป บริษัทต้องยื่นขออนุญาตจำหน่ายออกจากโครงการ โดยไม่ต้องทำลาย การขอทำลาย เป็นกรณีที่นำเข้ายังไม่ครบ 5 ปี แต่จะขอทำลายเพื่อปลดภาระภาษี
5. การขอตัดภาระภาษีเครื่องจักรเกิน 5 ปี กำหนดระยะเวลาพิจารณา 30 วันทำการ
1. การจำหน่ายเครื่องจักรออกจากโครงการ ยื่นในระบบ eMT
2. BOI ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าต้องจำหน่ายให้ใคร
3. แม่พิมพ์ที่บริษัทสอบถาม นำเข้าเกิน 5 ปี และได้รับอนุมัติตัดภาระภาษีแล้ว BOI จึงจะไม่ตรวจว่าจำหน่ายในสภาพใด หากขออนุมัติจำหน่ายออกจากโครงการ ก็จะได้รับอนุมัติ
หากเครื่องจักรนำเข้ามาเกินกว่า 5 ปี และไม่ต้องการใช้งานอีกต่อไป แนะนำให้ยื่นขอจำหน่ายจะดีกว่า เนื่องจากการขอจำหน่ายเครื่องจักรที่นำเข้ามาเกินกว่า 5 ปี สามารถอนุญาตให้จำหน่ายได้โดยไม่มีภาระภาษี จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำลาย
การขอจำหน่าย คือการจะขายออกจากโครงการ เมื่อได้รับอนุมัติจำหน่ายจากบีโอไอแล้ว จะขายเป็นเครื่องจักรมือสองไปก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำลาย เสียค่าใช้จ่ายในการทำลายเปล่า ๆ
หลังจากที่ได้รับอนุมัติวิธีทำลาย และได้ให้ inspector มาตรวจสอบรับรองการทำลายแล้ว
1. ให้ยื่นเรื่องขออนุญาตตัดบัญชีเครื่องจักรต่อ BOI โดยแนบหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาหนังสืออนุมัติให้ทำลาย และหนังสือรับรองการทำลายจาก inspector
2. BOI จะอนุญาตให้ตัดบัญชีเครื่องจักรที่ชำรุดเสียหายและได้ทำลายตามขั้นตอนที่ได้รับอนุมัติ โดยไม่มีภาระภาษี
3. เครื่องจักรที่ทำลายและตัดบัญชีแล้ว สามารถจำหน่ายในประเทศได้ตามสภาพ (เศษเหล็ก) โดยไม่มีภาระภาษี
4. คำว่า "ตัดบัญชี" ในที่นี้ ไม่ได้เชื่อมโยงกับระบบ eMT ดังนั้น จำนวนเครื่องจักรที่ได้รับให้ตัดบัญชี จึงจะไม่ถูกหักลบจากปริมาณเครื่องจักรที่นำเข้าที่บันทึกในระบบ eMT เช่น บริษัทนำเข้าเครื่องจักรมา 3 เครื่อง ได้ทำลายและตัดบัญชีไปแล้ว 1 เครื่อง แต่ในระบบก็ยังแสดงปริมาณนำเข้าเป็น 3 เครื่องเช่นเดิม ดังนั้น หากบริษัทจะขอนำเข้ามาอีก 1 เครื่อง เพื่อทดแทนเครื่องเก่าที่ทำลายและจำหน่ายออกไป ก็ต้องขอแก้ไขปริมาณอนุมัติใน Master List จาก 3 เครื่อง เป็น 4 เครื่อง
เครื่องจักรที่บริษัทสอบถาม นำเข้าเกิน 5 ปี และได้ตัดบัญชีปลอดภาษีไปแล้ว ดังนั้น หากเครื่องจักรดังกล่าวชำรุดเสียหาย ก็สามารถขอจำหน่ายได้โดยไม่ต้องทำลาย และไม่ต้องเสียภาษี การทำลาย เป็นวิธีเพื่อทำให้เครื่องจักรหมดภาระภาษี แต่เมื่อเครื่องจักรดังกล่าวตัดบัญชีปลดภาระภาษีไปแล้ว ก็ไม่ต้องทำลายให้เสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น
การทำลายเครื่องจักร ให้ดำเนินการตามประกาศ ที่ ป.3/2555 ดังนี้
1. ขออนุมัติวิธีทำลาย
2, ให้บริษัทเอกชนที่ได้รับอนุญาตจาก BOI เป็นตัวแทนปฏิบัติงานตรวจสอบการทำลาย เข้าร่วมตรวจสอบและรายงานผลการทำลาย
3. ส่งหลักฐานการทำลายให้ BOI เพื่อพิจารณาอนุมัติตัดบัญชีเครื่องจักรต่อไป
เครื่องจักรที่ทำลายตามขั้นตอนข้างต้น จะไม่มีภาระภาษี แม้ว่าหลังจากนั้นจะจำหน่ายเป็นเศษเหล็กก็ตาม
เครื่องจักรที่ซื้อในประเทศ และเครื่องจักรที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยชำระภาษีอากร ไม่อยู่ในขอบข่ายการควบคุมเรื่องอายุเครื่องจักร 5 ปี ตามประกาศ สกท ที่ ป.3/2548 ดังนั้น บริษัทจะขายหรือทำลายเครื่องจักรดังกล่าวเมื่อไรก็ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตจาก BOI แต่เนื่องจากในบัตรส่งเสริมกำหนดเงื่อนไขเฉพาะโครงการว่า บริษัทจะต้องดำเนินการตามสาระสำคัญที่ได้รับส่งเสริม คือ จะต้องมีกำลังผลิต ........ ปีละประมาณ ............ ชิ้น ดังนั้น หากบริษัทขายหรือทำลายเครื่องจักรดังกล่าว และทำให้ขนาดกิจการไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดในบัตรส่งเสริม บริษัทจะต้องแจ้ง BOI เพื่อขอลดขนาดกิจการด้วย
เครื่องจักรและชิ้นส่วนเครื่องจักร ที่นำเข้ามาโดยยกเว้นอากรขาเข้า จะตัดภาระภาษีได้เมื่อมีอายุครบ 5 ปี นับจากวันนำเข้า หากเครื่องจักรหรืออะไหล่ชำรุดเสียหาย โดยยังมีอายุไม่ครบ 5 ปี สามารถขอส่งคืนไปต่างประเทศ บริจาค ทำลาย หรือขอชำระภาษีตามสภาพ จึงจะหมดภาระภาษี กรณีที่สอบถาม จะขออนุมัติทำลายก็ได้ โดยให้บริษัท Inspector ตรวจสอบรับรองการทำลาย แต่ปกติน่าจะใช้วิธีขอชำระภาษีตามสภาพ จากนั้นจึงจำหน่ายในประเทศ
การทำลายเครื่องจักร เป็นวิธีการจัดการเครื่องจักรที่ชำรุดเสียหายแต่ยังไม่ปลอดภาระภาษี ให้พ้นจากภาระภาษี การทำลายจะต้องยื่นขออนุมัติวิธีทำลาย และทำลายโดยมีบริษัท Inspector ที่ได้รับอนุญาต เป็นผู้ตรวจสอบรับรองการทำลาย
ประเด็นที่สอบถาม ต้องพิจารณาว่า อะไหล่ดังกล่าวมีภาระภาษีหรือไม่ และปลอดภาระภาษีแล้วหรือไม่ หากนำอะไหล่ดังกล่าวไปจำหน่ายในประเทศ จะถือเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากรหรือไม่ หากเป็นความผิด ก็ต้องขออนุญาตทำลาย หรือขอชำระภาษีให้ถูกต้อง หากไม่เป็นความผิด ก็ไม่ต้องขอทำลาย สามารถจำหน่ายในประเทศได้เลย
อะไหล่ที่ติดมากับเครื่องจักร ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าพร้อมกับตัวเครื่องจักร จึงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของ BOI เช่นเดียวกับเครื่องจักร
เครื่องจักร ส่วนประกอบ อะไหล่ แม่พิมพ์ ที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าจาก BOI หากชำรุดเสียหาย จะต้องดำเนินการตามแนวทางของประกาศที่ ป.3/2555 คือ จะต้องขออนุญาตทำลาย ส่งออก หรือบริจาค จึงจะปลอดจากภาระภาษี หรืออาจจะเก็บไว้จนครบ 5 ปี แล้วจึงขอตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษี
ข้อเท็จจริง
A ได้รับส่งเสริมผลิตแม่พิมพ์ และชิ้นงานโลหะ โดย A นำเข้าชิ้นส่วนแม่พิมพ์จากต่างประเทศมาผลิตเป็นแม่พิมพ์ แล้วจำหน่ายแม่พิมพ์ให้กับ B แต่แม่พิมพ์ยังอยู่ที่โรงงานของ A เพื่อใช้ผลิตชิ้นส่วนโลหะจำหน่ายให้ B
คำถาม
หาก B ต้องการทำลายแม่พิมพ์ จะต้องดำเนินการอย่างไร
คำตอบ
B ซื้อแม่พิมพ์จาก A โดยไม่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรอะไร เนื่องจากเป็นการซื้อแม่พิมพ์จากโรงงานในประเทศ หาก B ต้องการทำลายแม่พิมพ์ ก็ทำลายได้โดยไม่ต้องแจ้ง BOI
กรณีที่ B ทำลายแม่พิมพ์ก่อนวันตรวจเปิดดำเนินการ B จะนำมูลค่าแม่พิมพ์มาคำนวณเป็นขนาดการลงทุนเพื่อใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่ได้ A ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร เพราะ A ยืมแม่พิมพ์ของ B มาผลิตชิ้นงานให้กับ B (หาก B สั่งให้ A ทำลายแม่พิมพ์ A ก็จะเรียกค่าใช้จ่ายในการทำลายจาก B)
กรณีนี้ ไม่น่ามีประเด็นเรื่องการตรวจสอบโดย inspector เพราะเป็นแม่พิมพ์ที่ผลิตในประเทศ ไม่ใช่แม่พิมพ์ที่นำเข้าโดยใช้สิทธิมาตรา 28 หรือ 29
บัตรส่งเสริมทุกฉบับ กำหนดเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 3. 3 ไว้ว่า "จะต้องไม่จำนอง จำหน่าย โอน ให้เช่า หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้เครื่องจักรที่ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้า"
กรณีที่สอบถาม บริษัท A จำหน่ายแม่พิมพ์ที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้า ให้กับบริษัท B โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงน่าจะกระทำผิดต่อเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมแล้ว
1. หากกรรมวิธีการผลิตที่ได้รับการส่งเสริม มีขั้นตอนการนำ Tool ไปว่าจ้างให้ผู้อื่นผลิตชิ้นงานให้กับผู้ได้รับส่งเสริม ก็สามารถนับมูลค่า Tool นั้น เป็นมูลค่าการลงทุนของโครงการที่ได้รับส่งเสริมได้ คำถามคำตอบที่ใกล้เคียงกันมีอยู่ในคำถามอื่นตาม Link : http://www.faq108. co.th/board/index.php?action=viewtopic&topicid=261
2. กรณีที่กรรมวิธีการผลิตที่ได้รับส่งเสริมมีขั้นตอนตามข้อ 1 และบริษัทนำเข้า Tool ดังกล่าวจากต่างประเทศโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรตามมาตรา 28 ตามหลักเกณฑ์เดิม ก่อนจะนำ Tool ออกนอกโรงงานเพื่อไปว่าจ้างผู้อื่นผลิตชิ้นงาน จะต้องได้รับอนุญาตจาก BOI ก่อน แต่ตามหลักเกณฑ์ปัจจุบัน เข้าใจว่าหากเป็นการนำออกไปว่าจ้างตามกรรมวิธีผลิตที่ได้รับส่งเสริม ก็ไม่ต้องขออนุญาต BOI ก่อนนำ Tool ออกนอกโรงงาน จะตรวจสอบข้อมูล และแจ้งคำตอบอีกครั้งหนึ่ง
1. ตามกรรมวิธีที่ได้รับส่งเสริม เป็นการออกแบบ และจัดซื้อชิ้นส่วนมาประกอบ ไม่มีขั้นตอนการนำ Casting Tool ไปว่าจ้างซัพพลายเออร์ให้ผลิตชิ้นส่วน Casting Tool จึงไม่เป็นเครื่องจักรในโครงการที่ได้รับส่งเสริม และไม่นับเป็นเงินการลงทุนของโครงการนั้น หากต้องการนับเป็นเงินลงทุนเครื่องจักรในโครงการ จะต้องยื่นแก้ไขกรรมวิธีการผลิตต่อ BOI เพื่อเพิ่มขั้นตอนการนำ Casting Tool ไปว่าจ้างผลิตด้วย
2. Casting Tool เป็นเงินลงทุนในข่ายเครื่องจักร หาก BOI ไม่อนุญาตให้นับรวมเป็นการลงทุนในข่ายเครื่องจักรตามข้อ 1 ก็จะไม่นับรวมเป็นการลงทุนในข่ายสินทรัพย์อื่นๆ
การจะนำเข้าเครื่องจักร ชิ้นส่วน แม่พิมพ์ เข้ามาโดยขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากร => เครื่องจักร ชิ้นส่วน แม่พิมพ์ นั้น ต้องสอดคล้องกับกรรมวิธีการผลิตที่ได้รับส่งเสริม เช่น หากกรรมวิธีผลิต มีขั้นตอนฉีดชิ้นส่วนพลาสติก ก็สามารถขอนำเข้าเครื่องฉีดพลาสติก และแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก เข้ามาโดยได้รับยกเว้นภาษีอากรได้ แต่หากกรรมวิธีผลิต ไม่มีขั้นตอนฉีดพลาสติก ก็ไม่สามารถขอนำเข้าแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก โดยยกเว้นภาษีอากรได้
1. กรณีที่กรรมวิธีผลิตที่ได้รับส่งเสริม ไม่มีขั้นตอนฉีดพลาสติก แต่บริษัทต้องการนำเข้าแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก เพื่อว่าจ้างผู้อื่นให้ฉีดชิ้นส่วนพลาสติกให้ สามารถขอแก้ไขกรรมวิธีผลิต เพิ่มขั้นตอนการนำแม่พิมพ์ไปว่าจ้างผู้อื่นให้ฉีดชิ้นส่วนพลาสติกบางรายการให้ ซึ่งเมื่อได้รับอนุมัติ จะสามารถนำเข้าแม่พิมพ์ฉีดพลาสติกเข้ามาโดยได้รับยกเว้นภาษีอากร และเมื่อจะนำแม่พิมพ์ดังกล่าวออกนอกโรงงานเพื่อว่าจ้างฉีด จะต้องยื่นเรื่องขอนำแม่พิมพ์ไปให้ผู้อื่นใช้ ต่อ BOI อีกครั้งหนึ่ง
2. เมื่อแก้ไขกรรมวิธีผลิตให้มีขั้นตอนการนำแม่พิมพ์ไปว่าจ้างฉีด ก็ถือว่า แม่พิมพ์นั้นเป็นการลงทุนตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม จึงสามารถนำมูลค่าแม่พิมพ์ดังกล่าวมารวมเป็นขนาดการลงทุน เพื่อคำนวณวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย
ถ้าในกรรมวิธีผลิตที่ได้รับการส่งเสริม ไม่มีขั้นตอนฉีดพลาสติก หรือขั้นตอนนำแม่พิมพ์ไปว่าจ้างฉีดพลาสติก แม่พิมพ์ฉีดพลาสติก ก็ไม่ใช่การลงทุนตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม (พูดง่าย ๆ คือเป็น Non-BOI)จึงจะนำมานับเป็นมูลค่าการลงทุนของโครงการ หรือนำมาคำนวณเป็นวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลของโครงการ ไม่ได้
กรรมวิธีผลิตที่ได้รับอนุมัติ ตามที่แจ้งมา คือ
- บริษัทจะต้องฉีดขึ้นรูปชิ้นส่วนพลาสติกเอง (ตามข้อ 1)
- สามารถนำไปว่าจ้างพ่นสีหรือพิมพ์ได้ (ตามข้อ 3 และ 4)
ดังนั้น การจะว่าจ้างผู้อื่นฉีดขึ้นรูปชิ้นส่วนพลาสติก โดยใช้แม่พิมพ์และ/หรือวัตถุดิบที่นำเข้าโดยใช้สิทธิหรือไม่ก็ตาม น่าจะขัดกับกรรมวิธีการผลิตตามข้อ 1
กิจการผลิตชิ้นส่วนพลาสติก ถือว่าการฉีดพลาสติกเป็นขั้นตอนสำคัญของโครงการ จึงไม่น่าจะขอแก้ไขกรรมวิธีการผลิต เพื่อจ้างผู้อื่นให้ฉีดชิ้นส่วนพลาสติกแทนได้
กรณีตามที่สอบถาม สินค้าของบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม เครื่องจักรที่มีอยู่เดิมจึงไม่สามารถรองรับความต้องการได้ หากบริษัทจะรับออร์เดอร์นี้ จะต้องลงทุนเครื่องจักรใหม่ เพื่อให้ผลิตสินค้าชนิดใหม่ได้ แต่เนื่องจากบริษัทเปิดดำเนินการครบตามโครงการแล้ว จึงไม่สามารถแก้ไขโครงการโดยมีการลงทุนเครื่องจักรเพิ่มเติมได้ หากจะลงทุนเพิ่ม จะต้องยื่นขอรับส่งเสริมเป็นโครงการใหม่ (กิจการขยาย)
การนำเครื่องจักร แม่พิมพ์ หรืออุปกรณ์ ที่นำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรจาก BOI ไปให้ผู้อื่นใช้ผลิตสินค้าให้ ต้องดำเนินการดังนี้
1. ขอแก้ไขกรรมวิธีการผลิต ให้มีขั้นตอนการนำเครื่องจักร แม่พิมพ์ หรืออุปกรณ์ ไปว่าจ้างผู้อื่นให้ผลิตสินค้าหรือชิ้นส่วนให้
2. ยื่นขออนุญาตนำเครื่องจักร แม่พิมพ์ หรืออุปกรณ์ ไปให้ผู้อื่นใช้ หลังจากได้รับอนุมัติแล้ว จึงจะนำเครื่องจักร แม่พิมพ์ หรืออุปกรณ์ ไปให้ผู้อื่นใช้ ตามที่ได้รับอนุมัติได้
ในบัตรส่งเสริมมีเงื่อนไขเขียนไว้ว่า "จะต้องไม่จำนอง จำหน่าย โอน ให้เช่า หรือให้ผู้อื่นใช้เครื่องจักรที่ได้รับสิทธิยกเว้นหรือลดหย่อนภาษี" หากจะให้ผู้อื่นใช้ จะต้องได้รับอนุญาตจาก BOI ก่อน
ขั้นตอนที่ 3 เขียนว่า
3).นำชิ้นงานพลาสติกอื่น และซื้อบางส่วนจากผู้ประกอบการภายนอก
ผมอ่านไม่เข้าใจว่าขั้นตอนนี้คืออะไร ต้องใช้แม่พิมพ์ Stamping อย่างไร
สรุปคือผมมองไม่เห็นภาพว่า โครงการนี้มีขั้นตอนอย่างไร จะเอาแม่พิมพ์ขั้นตอนไหนไปว่าจ้าง เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่บริษัทควรต้องการทำการผลิตเองหรือไม่ การว่าจ้างนอกจากจะนำแม่พิมพ์ไปจ้างแล้ว ต้องนำวัตถุดิบไปว่าจ้างด้วยหรือไม่ ควรขออนุญาตไปพร้อมกันหรือไม่ ฯลฯ จึงไม่ทราบว่าจะให้คำแนะนำอะไร
ขอตอบเฉพาะหลักการ คือ
1. การนำเครื่องจักร แม่พิมพ์ วัตถุดิบ ที่ใช้สิทธินำเข้าโดยยกเว้นภาษี ไปให้ผู้อื่นใช้ หรือไปใช้เพื่อการอื่น จะต้องได้รับอนุญาตก่อน
2. สินค้าที่มีขั้นตอนการผลิตไม่ตรงกับที่ได้รับส่งเสริม ไม่ถือเป็นสินค้าตามโครงการ จะใช้สิทธิใด ๆ ไม่ได้
1. บริษัทได้รับส่งเสริมผลิตผลิตภัณฑ์ฉีดพลาสติกขึ้นรูป แต่ไม่ฉีดพลาสติกขึ้นเอง จึงน่าจะเป็นการผิดเงื่อนไขที่เป็นสาระสำคัญในการให้การส่งเสริมอย่างร้ายแรง และจะไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้นตามบัตรส่งเสริมได้
2. บริษัทซื้อเครื่องฉีดพลาสติกในประเทศ โดยไม่ได้ใช้สิทธิจาก BOI ดังนั้น การจะขายหรือให้เช่าเครื่องจักรนั้น จึงไม่น่าจะต้องขออนุญาตจาก BOI แต่หากเมื่อให้เช่าเครื่องจักรไปแล้ว ทำให้บริษัทไม่มีเครื่องจักรตามกรรมวิธีการผลิตและกำลังผลิตที่ได้รับส่งเสริม ก็จะขัดกับเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม ซึ่งหากไม่แก้ไขให้ถูกต้อง ก็อาจอยู่ในข่ายที่ต้องถูกเพิกถอนบัตรส่งเสริมต่อไป
3. ในกรณีทั่วไป บริษัทสามารถขอแก้ไขกรรมวิธีการผลิต เพื่อทำการว่าจ้างผลิตชิ้นส่วน พร้อมกับขออนุญาตนำเครื่องจักรไปให้ผู้รับจ้างยืมใช้ ก็ได้ แต่ทั้งนี้ การว่าจ้างต้องไม่ทำให้สาระสำคัญของโครงการลดลงเหลือน้อยกว่าที่จะให้ส่งเสริมต่อไปได้
กรณีนี้ หากได้รับส่งเสริมฉีดพลาสติก แต่จะว่าจ้างฉีดพลาสติก โดยไม่ดำเนินการเอง จะทำให้สาระสำคัญของโครงการลดลงเกินกว่าที่จะให้ส่งเสริมต่อไปได้
เครื่องจักรที่จะนับเป็นการลงทุนของโครงการ และนับกำลังผลิตเพื่อใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จะต้องเป็นไปตามนี้
1. เป็นเครื่องจักรที่ใช้ในกรรมวิธีการผลิตตามที่ได้รับส่งเสริม
2. เป็นเครื่องจักรใหม่
3. กรณีเป็นเครื่องจักรเก่า ต้องได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่าในโครงการ โดยเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ และมีอายุไม่เกินกว่าที่กำหนดในบัตรส่งเสริม โดยมีใบรับรองประสิทธิภาพตามที่ BOI กำหนด
4. จะนำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 28 หรือไม่ก็ได้
กรณีที่สอบถาม หากถูกต้องตามเงื่อนไขข้างต้น ก็จะนับเป็นเครื่องจักรในโครงการ และนับกำลังผลิตเพื่อใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 31 ได้
การขอจำนองเครื่องจักรที่สั่งปล่อยคืนอากร และสั่งปล่อยปกติ มีขั้นตอนเหมือนกัน คือ ยื่นหนังสือถึงสำนักบริหารการลงทุน หรือศูนย์เศรษฐกิจการลงทุน ที่รับผิดชอบโครงการของบริษัท ประกอบด้วย
หนังสือหัวจดหมายบริษัทฯ เรื่อง ขออนุญาตจำนองเครื่องจักรที่ได้ใช้สิทธิตามบัตรส่งเสริม (ไม่มีแบบฟอร์ม พิมพ์ขึ้นได้เอง)
แบบคำขออนุญาตจำนองเครื่องจักรที่ได้ใช้สิทธิตามบัตรส่งเสริม (F IN MC 02) ไม่ต้องแนบรายการเครื่องจักรที่ขอจำนอง ระบุเพียงแค่ชื่อที่อยู่ของบริษัทรับจำนองเท่านั้น เมื่อได้รับอนุมัติจาก BOI แล้ว จึงจะสามารถนำเครื่องจักรที่ใช้สิทธิตามบัตรส่งเสริม ไปจำนองได้
1. เครื่องจักรที่นำเข้าโดยชำระภาษี หากจะนำไปจำนอง ไม่ต้องขออนุญาต BOI
2. หลังจากจำนองแล้ว จะขอสั่งปล่อยคืนอากรได้หรือไม่ / และหากสั่งปล่อยคืนอากรได้ จะขออนุญาตจำนองโดยมีผลย้อนหลัง หรือไม่นั้น
ข้อนี้ให้คำตอบไม่ได้ เพราะไม่มีแนวปฏิบัติที่สามารถนำมาอ้างอิงได้เพื่อป้องกันปัญหา น่าจะยื่นขอสั่งปล่อยคืนอากรก่อน แล้วจึงขออนุญาตจำนองต่อไป
ซึ่งหากภายหลังเปลี่ยนใจจะไม่ใช้สิทธิ ก็สามารถยกเลิกการส่งปล่อยคืนอากร (กรณียังไม่ได้ใช้สิทธิ) หรือขอชำระภาษีตามสภาพ (กรณีใช้สิทธิไปแล้ว) ก็ได้
การขออนุญาตนำเครื่องจักรไปจำนอง ต้องเป็นกรณีที่ผู้ได้รับส่งเสริมเป็นผู้นำเข้าเครื่องจักรดังกล่าวโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีจาก BOI จากนั้นจึงยื่นขออนุญาตนำเครื่องจักรดังกล่าวไปจำนอง จะยื่นขอนำเครื่องจักรไปจำนองเมื่อไรก็ได้ แต่ต้องก่อนมีการจำนอง
ให้ยื่นคำร้องในระบบ eMT
หลังจากยื่นเรื่องผ่านระบบ eMT เจ้าหน้าที่ BOI ประจำสมาคม IC จะเป็นผู้พิจารณาคำร้อง และลงนามหนังสืออนุมัติ ให้บริษัทตรวจสอบผลการพิจารณาในระบบ eMT หากได้รับอนุมัติ ให้ไปติดต่อสมาคม IC เพื่อรับหนังสืออนุมัติ และเก็บรักษาไว้เป็นหลักฐาน
หากในหนังสืออนุมัติ ไม่มีข้อความระบุให้นำบัตรส่งเสริมไปแก้ไขเอกสารท้ายบัตร บริษัทก็ไม่ต้องนำบัตรส่งเสริมไปแก้ไข แต่ให้เก็บหนังสืออนุมัตินั้นไว้เป็นหลักฐาน
หากหนังสืออนุมัติ มีเงื่อนไขให้นำบัตรส่งเสริมไปแก้ไข แต่บริษัทไม่นำบัตรส่งเสริมไปแก้ไข ถือว่าการอนุมัตินั้นยังไม่ผลบังคับ
จะต้องนำบัตรส่งเสริมไปแก้ไข ตามเงื่อนไขที่กำหนดในหนังสืออนุมัติ
การให้การส่งเสริมของ BOI ไม่มีการกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด แต่สิทธิประโยชน์ทางภาษีจะมีระยะสิ้นสุด
เช่น เครื่องจักร 30 เดือน (ขยายเวลาได้ 3 ครั้ง) หรือภาษีเงินได้ 3-8 ปี (ขยายเวลาไม่ได้) เป็นต้น
แม้ว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีจะสิ้นสุดลง แต่บริษัทก็ยังคงมีสถานะเป็นผู้ได้รับส่งเสริม และต้องปฏิบัติเงื่อนไขที่ได้รับส่งเสริมตลอดไปจนกว่ายกเลิกบัตร/หรือถูกเพิกถอนบัตรส่งเสริม
เครื่องจักรที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากร มีเงือนไขคือ จะต้องใช้ในโครงการที่ได้รับส่งเสริมเท่านั้น
การจะจำหน่ายจ่ายโอน หรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้ หรือนำไปใช้เพื่อการอื่น จะต้องได้รับอนุญาตจาก BOI ก่อน ไม่ว่าเครื่องจักรนั้นจะนำเข้ามาแล้วนานเท่าใด โดย BOI จะพิจารณาความเหมาะสม พร้อมกับพิจารณาภาระภาษี (ถ้ามี) ตามอายุเครื่องจักร ตามประกาศ ที่ ป.3/2558
กรณีที่สอบถาม เป็นการขอนำเครื่องจักรที่นำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีไปทำการเช่าซื้อแบบลีสซิ่ง ซึ่งอ้างอิงประกาศ ที่ ป.6/2541 จึงควรยื่นขออนุญาตไปตามขั้นตอนปกติ โดยไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องอายุเครื่องจักร
หากการส่งเครื่องจักรไปซ่อมต่างประเทศ กระทำในนามบริษัทที่ได้รับส่งเสริม และการนำเครื่องจักรดังกล่าวกลับเข้ามาในประเทศ กระทำในนามบริษัทที่ได้รับส่งเสริม ก็สามารถยื่นขออนุญาตส่งซ่อม และขอสั่งปล่อยยกเว้นอากรขาเข้า(ค่าซ่อม) ของเครื่องจักรที่นำกลับเข้ามาได้
ส่วนการมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทน จะต้องกระทำอย่างไรเพื่อให้เป็นตามเงื่อนไขข้างต้น ควรสอบถามกับกรมศุลกากรโดยตรง
การขอส่งเครื่องจักร (ที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรตามมาตรา 28) ไปซ่อม (รวมถึงตรวจสอบ ปรับค่า ฯลฯ) ในต่างประเทศ มีขั้นตอนดังนี้
1. ยื่นคำร้องผ่านระบบ eMT เพื่อขอส่งเครื่องจักรไปซ่อมต่างประเทศ
2. ยื่นคำร้องต่อกรมศุลกากรเพื่อขอทำใบสุทธินำกลับ
3. ส่งเครื่องจักรที่ได้รับอนุญาตตาม 1 และ 2 ไปซ่อมต่างประเทศ
4. เมื่อจะนำกลับเข้ามา ให้ยื่นคำร้องผ่านระบบ eMT เพื่อขอสั่งปล่อยเครื่องจักรที่ส่งไปซ่อมต่างประเทศ โดยเครื่องจักรดังกล่าว จะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับค่าซ่อม ตามสิทธิมาตรา 28 และจะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร ตามสิทธิใบสุทธินำกลับ
1. ขั้นตอนการขอส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศ
- ยื่นคำร้องในระบบ eMT
- เมื่อได้รับอนุมัติให้ส่งคืน จะต้องส่งเครื่องจักรไปต่างประเทศภายใน 90 วัน
- จากนั้นให้บันทึกข้อมูลเลขที่ใบขนสินค้าขาออกในระบบ eMT
2. การส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศ
- ไม่มีภาระภาษีที่ต้องชำระคืน
- ต้องไม่เป็นเครื่องจักรหลัก
- กรณีเป็นเครื่องจักรหลักที่ทำให้กำลังผลิตหรือกรรมวิธีการผลิตเปลี่ยนแปลง จะต้องนำเครื่องจักรใหม่เข้ามาทดแทน หรือยื่นขอแก้ไขโครงการก่อน จึงจะอนุญาตให้ส่งเครื่องจักรคืนไปต่างประเทศได้
กรณีนำเครื่องจักรเข้ามาโดยยกเว้นภาษีอากรตามสิทธิ BOI แต่ต่อมาไม่ต้องการใช้เครื่องจักรดังกล่าวในโครงการ สามารถดำเนินการได้ดังนี้
1. ขอส่งคืนไปต่างประเทศ
- หากเป็นเครื่องจักรหลัก ต้องไม่ทำให้กำลังผลิตลดลงเกินกว่า 20% เว้นแต่จะมีการนำเครื่องจักรใหม่เข้ามาทดแทน
- ไม่มีภาระภาษีอากรที่ต้องชำระคืน
- เรียกเก็บเงินค่าสินค้า (เครื่องจักร) ได้ตามปกติ เนื่องจากเป็นการจำหน่ายสินทรัพย์ออกจากโครงการ
2. ขอจำหน่ายในประเทศ
- หากเป็นเครื่องจักรหลัก ต้องไม่ทำให้กำลังผลิตลดลงเกินกว่า 20% เว้นแต่จะมีการนำเครื่องจักรใหม่เข้ามาทดแทน
- หากนำเข้ายังไม่ครบ 5 ปี ต้องชำระภาษีตามสภาพ ณ วันที่อนุญาตให้จำหน่าย
- เรียกเก็บเงินค่าสินค้า (เครื่องจักร) ได้ตามปกติ เนื่องจากเป็นการจำหน่ายสินทรัพย์ออกจากโครงการ
1. การส่งชิ้นส่วนของเครื่องจักรไปซ่อมต่างประเทศ มีขั้นตอนดังนี้
- เข้าไปที่เมนูส่งซ่อมเครื่องจักรไปต่างประเทศ
- คีย์เลขหนังสืออนุมัติสั่งปล่อยที่ใช้สิทธินำเข้าเครื่องจักรนั้น
- เลือกรายการเครื่องจักร
- ติ๊กช่อง "ชื่อรายการที่ส่งซ่อมไม่ตรงกับชื่อในบัญชี"
- คือในช่อง "ชื่อตามที่ส่งซ่อม" เป็นชื่อชิ้นส่วนที่จะส่งไปซ่อมต่างประเทศ
2. เมื่อซ่อมเสร็จแล้วนำกลับเข้ามา จะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเฉพาะค่าซ่อม ส่วนอากรขาเข้าของชิ้นส่วนที่นำกลับเข้ามา จะต้องทำใบสุทธินำกลับต่อกรมศุลกากร เพื่อยกเว้นอากรขาเข้าในส่วนนั้น
1. กรณีส่งแม่พิมพ์ออกไปซ่อมต่างประเทศ แต่ไม่ได้ทำใบสุทธินำกลับ ให้ยื่นคำร้องขอผ่อนผันใบสุทธินำกลับ ตามขั้นตอนที่กรมศุลกากรกำหนด http://search.customs.go.th:8090/Formality/Re-ImportCertificate.jsp เมื่อนำแม่พิมพ์นั้นกลับเข้ามาในประเทศ จะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับแม่พิมพ์นั้น แต่ต้องชำระภาษีอากรสำหรับค่าซ่อม
2. หากได้ยื่นขออนุญาตส่งแม่พิมพ์ออกไปซ่อมต่อ BOI สามารถขอสั่งปล่อยแม่พิมพ์ที่นำกลับเข้ามาได้ โดยจะได้รับยกเว้นอากรเข้าสำหรับค่าซ่อมแม่พิมพ์นั้น ตามสิทธิประโยชน์ที่บริษัทได้รับอยู่
การนำอะไหล่ที่ส่งไปซ่อม กลับเข้ามาในประเทศ
- จะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าของอะไหล่ ตามสิทธิใบสุทธินำกลับที่ได้ทำไว้ก่อนส่งออก
- จะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าของค่าซ่อม โดยการใช้สิทธิที่ได้รับจาก BOI
วิธีการทำใบขนสินค้า ขอให้สอบถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กรมศุลกากร (หรือ บ.ตัวแทนออกของ)
1. การนำเครื่องจักรที่ส่งซ่อมกลับเข้ามาในประเทศ
หากวันที่นำกลับเข้ามา สิทธิการยกเว้นอากรตามมาตรา 28 สิ้นสุดแล้ว จะไม่สามารถยื่นสั่งปล่อยเครื่องจักรที่นำกลับเข้ามาได้ บริษัทจึงต้องชำระภาษีอากรค่าซ่อม ส่วนอากรเครื่องจักรจะได้รับการยกเว้นตามสิทธิใบสุทธินำกลับ
2. กรณีตามข้อ 1 นี้ สถานะเครื่องจักรจะยังคงค้างเป็น
"ส่งซ่อม" ซึ่งคงต้องค้างสถานะไว้ตามนั้น ไม่ควรแก้ไขสถานะเป็น "ส่งคืน" เพราะจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
จะส่งไปซ่อมกี่ครั้งก็ได้ ไม่มีข้อจำกัด โดยแต่ละครั้งให้อ้างเลขที่อนุมัติล่าสุดที่สั่งปล่อยนำกลับเข้ามา
หมายถึง ในการจะทำคำร้องในระบบ eMT ให้อ้างอิงเลขอนุมัติล่าสุดที่นำเข้าแม่พิมพ์นั้น
หากทำใบสุทธินำกลับ ตอนที่นำกลับเข้ามา จะไม่เสียอากรขาเข้าสำหรับแม่พิมพ์ดังกล่าว และสามารถใช้สิทธิยกเว้นอากรสำหรับค่าซ่อมแม่พิมพ์จาก BOI
ส่วนการสำแดงราคาในอินวอยซ์/ใบขนสินค้า น่าจะสอบถามกับชิปปิ้งหรือกรมศุลกากร
- การส่งเครื่องจักรออกไปต่างประเทศซ่อมแซม ใช้เวลาพิจารณา 1 วันทำการ
- การส่งเครื่องจักรออกไปต่างประเทศซ่อมแซม กรณีเป็นเครื่องจักรหลักและโครงการสิ้นสุดสิทธินำเข้าเครื่องจักรแล้ว กำหนดเวลาพิจารณาไม่เกิน 15 วันทำการ
เครื่องจักรในระบบและนอกระบบ ใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน
การส่งคืนเครื่องจักร (ในระบบ/นอกระบบ) ก็ใช้เวลาพิจารณา 1 หรือ 15 วัน เช่นเดียวกับกรณีส่งซ่อม
การขอส่งเครื่องจักรหลักไปต่างประเทศ
1. ต้องยื่นผ่านระบบ eMT โดยหากสิ้นสุดระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรแล้ว ระยะเวลาพิจารณา 15 วันทำการ
2. หากทำให้กำลังผลิตลดลงเกินกว่า 20% หรือทำให้กรรมวิธีการผลิตไม่ครบถ้วน ต้องยื่นแก้ไขโครงการก่อน
3. การตัดบัญชีเครื่องจักรหลังจากส่งออกไปต่างประเทศแล้ว ให้ยื่นบนระบบ eMT
การขออนุญาตนำเครื่องจักร/แม่พิมพ์ ที่นำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากร ไปซ่อมในประเทศ ไม่มีแบบฟอร์มเป็นการเฉพาะ
กรณีนี้ควรปรึกษากับ จนท BOI ที่รับผิดชอบโครงการของบริษัทโดยตรง ว่าควรยื่นขออนุญาตอย่างไร
ตอบในความเห็นส่วนตัวโดยทั่วไป คือ อาจใช้แบบฟอร์มการขอนำวัตถุดิบ/ส่วนสูญเสียไปเก็บนอกสถานที่ หรือแบบฟอร์มการขอนำเครื่องจักร/แม่พิมพ์ไปใช้เพื่อการอื่น/ให้ผู้อื่นใช้ มาปรับเปลี่ยนให้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่จะขอนำแม่พิมพ์ออกนอกโรงงานเพื่อทำการซ่อม
การส่งแม่พิมพ์ที่นำเข้าโดยใช้สิทธิ BOI ไปซ่อมที่ต่างประเทศ
1. ต้องทำใบสุทธินำกลับต่อกรมศุลฯ เพื่อให้นำกลับเข้ามาโดยไม่มีภาระภาษีอากร
2. ต้องขออนุญาต BOI เพื่อส่งแม่พิมพ์ไปซ่อมต่างประเทศไทย
3. ต้องยื่นขอสั่งปล่อยแม่พิมพ์ที่นำกลับเข้ามาหลังซ่อมเสร็จ เพื่อใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับค่าซ่อม โดยใช้สิทธิ BOI
ส่วนการที่ส่งไปซ่อมที่ประเทศญี่ปุ่น แล้วประเทศญี่ปุ่นเก็บอากรขาเข้านั้น เป็นคนละประเด็นกัน ซึ่งจะมีวิธีการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากรที่ประเทศนั้นๆเรียกเก็บหรือไม่นั้น น่าจะสอบถามกับบริษัทคู่ค้าในประเทศนั้นๆโดยตรง ไม่เกี่ยวกับการยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าตามมาตรา 28, 29 ของ BOI
1. เครื่องจักรที่นำเข้ามาใช้งานทดแทนเป็นการชั่วคราว สามารถขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรได้ โดยขออนุมัติบัญชี และยื่นสั่งปล่อยตามขั้นตอนปกติ
2. เมื่อใช้เสร็จ จะต้องขอส่งคืนไปต่างประเทศ หรือหากจะจำหน่ายในประเทศ ก็ต้องขอชำระภาษีอากรตามขั้นตอนปกติ
1. การส่งเครื่องจักร แม่พิมพ์ไปตรวจสอบต่างประเทศ ให้ยื่นคำร้องในระบบ eMT เช่นเดียวกับการส่งซ่อม
2. แต่หากตรวจสอบหรือซ่อมแล้ว ไม่สามารถนำกลับเข้ามาใช้ได้ ให้ยื่นคำร้องในระบบ eMT เพื่อเปลี่ยนสถานะ การส่งซ่อมเป็นการส่งคืน
1. ข้อมูลที่ต้องใช้ในการคีย์คำขอส่งซ่อม เช่น เลขที่หนังสืออนุมัติสั่งปล่อย รายการเครื่องจักร Serial No. จำนวน เป็นต้น
2. การจะนำเครื่องจักรที่ส่งซ่อมกลับเข้ามา จะต้องทำใบสุทธินำกลับต่อกรมศุลกากร ก่อนการส่งออก เมื่อซ่อมเสร็จและนำกลับเข้ามา ให้ยื่นขอสั่งปล่อยเครื่องจักรที่ส่งซ่อม โดยเครื่องจักรจะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามสิทธิใบสุทธินำกลับ ส่วนค่าซ่อมจะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามสิทธิของ BOI
กรณีเป็นคำถามเกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติงาน ควรเข้าฝึกอบรมการใช้ระบบต่างๆ กับสมาคม IC ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้มีความเข้าใจหลักเกณฑ์เบื้องต้น และป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการปฏิบัติงาน
การส่งคืนหรือจำหน่ายเครื่องจักรที่นำเข้ามาโดยได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้า ไปต่างประเทศ ให้ยื่นเรื่องขอส่งเครื่องจักรไปต่างประเทศ(ส่งคืน) ในระบบ eMT จากนั้นส่งออกภายใน 90 วัน หลังจากส่งออกให้คีย์ข้อมูลในระบบอีกครั้ง เพื่อยืนยันการส่งออก
ขั้นตอนการทำใบสุทธินำกลับ เป็นขั้นตอนของทางกรมศุลกากร จึงไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะบนเว็บบอร์ดนี้ น่าจะปรึกษากับชิปปิ้งหรือกรมศุลกากร จะได้คำตอบที่ถูกต้องกว่า
1. BOI ไม่ได้ตรวจสอบราคาของเครื่องจักรที่สำแดงในอินวอยซ์ขาออก กรณีส่งออกไปซ่อม จึงควรสอบถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกรมศุลกากร เนื่องจากบริษัทจะต้องยื่นขอทำใบสุทธินำกลับต่อกรมศุลกากรด้วย
2. ราคาที่นำกลับเข้ามาหลังซ่อมเสร็จ ต้องแสดงค่าซ่อมด้วย เนื่องจากจะต้องคำนวณอากรขาเข้าสำหรับค่าซ่อมนี้ (ค่าซ่อมสามารถยกเว้นอากรขาเข้า ตามสิทธิที่บริษัทได้รับ)
คำถามที่ไม่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ของ BOI และ IC รบกวนติดต่อสอบถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง
หากส่งเครื่อง Press Machine ไปซ่อม ตอนนำกลับเข้ามา ก็ต้องระบุรายการเป็นเครื่อง Press Machine โดยระบุราคาเฉพาะค่าซ่อม รายะเอียดการทำอินวอยซ์ ขอให้ปรึกษากับชิปปิ้งและกรมศุลกากรโดยตรง
กรณีที่หนังสืออนุมัติแล้ว ไม่สามารถยกเลิกเพียงบางรายการได้ ต้องยกเลิกหนังสือทั้งฉบับ และยื่นเข้าไปใหม่
การขอส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศ หากไม่ทำให้กำลังผลิตลดลงเกิน 20% และไม่ทำให้ขั้นตอนการผลิตขาดหายไป จะอนุมัติให้ส่งคืนทุกกรณี หากไม่อนุมัติ ก็ต้องสอบถามเหตุผลจาก BOI หรือ IC
ต้องขออนุญาต โดยทำรายการเช่นเดียวกับการส่งซ่อม/ส่งคืน ตามปกติ แต่เมื่อถึงขั้นตอนเลือกเครื่องจักร ให้ติ๊กที่ "ชื่อรายการที่ส่งซ่อม/ส่งคืนไม่ตรงกับชื่อในบัญชี" จากนั้นคีย์ ชื่อตามที่ส่งคืน และจำนวน
1. เรื่องมูลค่า ไม่ทราบครับ ไม่เป็นข้อกำหนดของ BOI
2. ความเห็นส่วนตัวคือ มูลค่าส่งซ่อม น่าจะใช้ตาม invoice ขาเข้า ส่วนเมื่อนำกลับ สำแดงมูลค่าตาม invoice ที่ส่งออก + ค่าซ่อม โดยอากรสำหรับสินค้าประธาน (แม่พิมพ์) จะได้รับยกเว้นตามที่ขอทำใบสุทธินำกลับไว้ ส่วนอากรขาเข้าสำหรับค่าซ่อม สามารถขอสั่งปล่อยยกเว้นภาษีอากรตามสิทธิ BOI
ประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับ BOI ขอให้ตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงอีกครั้งหนึ่ง
ให้เข้าไปในระบบ eMT และยื่นเปลี่ยนแปลงจากการส่งซ่อมเป็นส่งคืน ส่วนแม่พิมพ์หลังซ่อม ที่สั่งปล่อยปกติ ก็ปล่อยตามนั้น
1. การส่งเครื่องจักรหรือแม่พิมพ์ที่ไม่ได้ใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าจาก BOI ไปซ่อมต่างประเทศ
- สามารถทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจาก BOI
- ก่อนส่งออก ให้แจ้งกรมศุลกากรเพื่อขอทำใบสุทธินำกลับ
- เมื่อนำกลับเข้ามา ไม่ต้องเสียภาษีอากรเครื่องจักร แต่จะเสียภาษีอากรเฉพาะส่วนค่าซ่อม
2. หากต้องการยกเว้นภาษีอากรค่าซ่อมเครื่องจักร ซึ่งเป็นเครื่องที่ไม่ได้นำเข้าโดยใช้สิทธิ BOI ตั้งแต่แรก
- ยังขาดความชัดเจนด้านนโยบายว่า BOI จะยกเว้นภาษีอากรค่าซ่อม สำหรับเครื่องจักรไม่ได้นำเข้าโดยใช้สิทธิ BOI ได้หรือไม่
- ให้ทำหนังสือถึงสำนักบริหารการลงทุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อขออนุมัติหลักการก่อน
- หากได้รับอนุมัติ ให้ทำเรื่องขอส่งซ่อมนอกระบบ เพื่อบันทึกข้อมูลเครื่องจักรและการส่งซ่อมในระบบ eMT
- ต้องแจ้งกรมศุลกากรเพื่อขอทำใบสุทธินำกลับด้วย
- เมื่อนำกลับเข้ามา จึงจะสามารถสั่งปล่อยบนระบบ eMT เพื่อใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรสำหรับค่าซ่อมได้
ระบบ eMT ในปัจจุบัน ยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลการอนุญาตส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศ หรือการส่งเครื่องจักรไปซ่อมต่างประเทศกับกรมศุลกากร ดังนั้น บริษัทจึงยังต้องไปรับจดหมายครุฑที่สมาคมฯ
งานด้านเครื่องจักร ที่เกี่ยวกับเครื่องจักรที่ผ่านพิธีการขาเข้าไปแล้ว ปัจจุบันยังคงมีการออกหนังสือจากสมาคมฯ การส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศ ก็จะมีการออกหนังสืออนุญาตเช่นกัน
แม้ในบางกรณีอาจจะใช้สำเนาแทนก็ได้ แต่บริษัทควรไปรับหนังสืออนุมัติต้นฉบับจากสมาคม และเก็บไว้เป็นหลักฐานว่าได้ปฏิบัติตามขั้นตอนถูกต้องแล้ว
การนำเข้าเครื่องจักรที่ส่งซ่อมต่างประเทศ จะต้องนำกลับเข้ามาในบัตรเดิมเท่านั้น ระบบ eMT ไม่อนุญาตให้เปลี่ยนบัตรได้ จึงน่าจะมี 2 วิธี คือ
วิธีที่ 1 ทำเรื่องโอนแม่พิมพ์จากบัตร A ไปบัตร B แล้วจึงส่งซ่อมต่างประเทศภายใต้บัตร B ทำเรื่องส่งคืนต่างประเทศ (แต่ที่จริงคือส่งไปซ่อม) จากนั้นจึงนำกลับเข้ามาโดยสั่งปล่อยภายใต้บัตร B
วิธีที่ 2 จะมีปัญหาว่า ระหว่างที่ส่งออก แม่พิมพ์นั้นเป็นทรัพย์สินของใคร ซึ่งอาจทำเป็นการขายให้บริษัทแม่ และเมื่อซ่อมเสร็จ ก็ซื้อคืนกลับมาใหม่ .. ปกติก็น่าจะใช้วิธีที่ 1 ดีกว่า
วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะกับแม่พิมพ์ ไม่สามารถใช้กับเครื่องจักรได้ เพราะจะเป็นการนำเครื่องจักรที่เคยใช้ในบัตรหนึ่งมาใช้ในอีกบัตรหนึ่ง ซึ่งผิดเงื่อนไข BOI
การโอนเครื่องจักร กำหนดระยะเวลาพิจารณาไม่เกิน 15 วันทำการ โครงการที่รับโอนต้องได้รับสิทธิยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าเครื่องจักร และยังมีระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรเหลืออยู่ เอกสารที่ต้องใช้ตามนี้
Checklist รายการเอกสารประกอบการพิจารณา (F IN MC 01-03) หนังสือบริษัท เรื่อง ขออนุญาตโอนเครื่องจักร เรียน เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน .. ไม่มีแบบฟอร์ม ร่างขึ้นเองได้
แบบคำขออนุญาตจําหนาย/โอน/บริจาคเครื่องจักร (F IN MC 04-03)
กรณีที่บัตร A จะโอนแม่พิมพ์ให้บัตร B บัตร A จะสิ้นสุดระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรไปแล้วก็ได้
แต่บัตร B ต้องมีระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรเหลืออยู่
ทำได้ แต่ในการลงบัญชี ก็ต้องลงให้ถูกต้อง คือมีการจำหน่ายออกจากโครงการ A และต่อมาภายหลังมีการซื้อเข้ามาในโครงการ B ส่วนการอินวอยซ์ขายให้ใคร และซื้อจากใคร ก็สุดแล้วแต่บริษัทจะเห็นว่าเหมาะสม
1. ใบสุทธินำกลับ มีระยะเวลา 1 ปี แต่ไม่ทราบว่าขยายเวลาได้หรือไม่
2. กรณีที่ขออนุญาตส่งออกไปซ่อมแล้ว ปรากฏว่าซ่อมไม่เสร็จ ไม่สามารถนำกลับเข้ามาได้ทันภายในกำหนด ให้ยื่นขอเปลี่ยนสถานะในระบบ eMT จากส่งออกไปซ่อม เป็นการส่งคืนไปต่างประเทศ
3. มีปัญหาว่า เมื่อซ่อมเสร็จ แต่พ้นระยะเวลาตามใบสุทธินำกลับไปแล้ว หากจะนำกลับเข้ามาอีก จะถือเป็นการนำเข้าเครื่องจักรเก่าหรือไม่
- โดยส่วนตัวเห็นว่า เนื่องจากบริษัทได้ยื่นเปลี่ยนสถานะเป็นการส่งออก (ตามข้อ 2) ไปแล้ว ดังนั้น แม้ว่าจะนำเครื่องจักรตัวเดิม (Serial No. เดิม) กลับเข้ามาอีก ก็น่าจะถือว่าเป็นการนำเข้าเครื่องจักรเก่า ซึ่งต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพ และโครงการนั้นต้องได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่าในโครงการได้ (หรือแก้ไขโครงการให้ใช้เครื่องจักรเก่าได้) จึงจะนำเครื่องจักรนั้นกลับเข้ามาใช้ในโครงการได้อีก
- แต่ถ้ายังอยู่ในระยะเวลาของใบสุทธินำกลับ และยังเป็นสถานะส่งซ่อม ก็สามารถนำกลับเข้ามาได้โดยใช้สิทธิสั่งปล่อยเครื่องจักรที่นำเข้ามาจากการส่งซ่อม
1. หากนำเครื่องจักรเข้ามาโดยสำแดงราคาไม่ถูกต้อง จะเป็นปัญหาเฉพาะในส่วนกรมศุลกากร แต่ในส่วน BOI ยังถือว่าเครื่องจักรรายการนั้น ยังคงเป็นเครื่องจักรที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากร
2. หากนำเครื่องจักรเข้ามาโดยสำแดงรายการไม่ถูกต้อง จะเป็นปัญหาทั้งในส่วนกรมศุลกากรและ BOI โดย BOI จะถือว่าการสั่งปล่อยไม่ถูกต้อง และต้องเพิกถอนสิทธิยกเว้นภาษีอากรของเครื่องจักรดังกล่าว
ปัจจุบันระบบ eMT ยังไม่รองรับที่จะให้บริษัทยื่นขอจำหน่ายเครื่องจักรโดยเพิกถอนสิทธิยกเว้นภาษีอากร ตามความเห็นส่วนตัวคือ
1. ติดต่อกรมศุลกากรเพื่อขอชำระภาษีอากรและเบี้ยปรับ ตามที่สำแดงรายการเป็นเท็จ หรือ
2. ติดต่อสำนักพัฒนาปัจจัยสนับสนุนการลงทุน ของ BOI เพื่อรวบรวมปัญหาและกำหนดวิธีการดำเนินการ
ในส่วนของ BOI จะอนุมัติการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร โดยพิจารณาเฉพาะรายการและปริมาณของเครื่องจักร โดยไม่พิจารณาเรื่องราคา
หากมีปัญหาเรื่องการสำแดงราคาในการผ่านพิธีการขาเข้า จะต้องสอบถามกับกรมศุลกากรโดยตรง หรือมิฉะนั้น กรมศุลกากรอาจมีหนังสือสอบถามไปยัง BOI เป็นกรณีๆไป
การคืนอากรขาเข้าเครื่องจักรมีขั้นตอนดังนี้
1. ยื่นคำร้องขอทำบัญชีเครื่องจักร/หรือเพิ่มรายการเครื่องจักรในระบบ eMT ให้ตรงกับชื่อเครื่องจักรที่นำเข้ามาแล้ว
2. ยื่นคำร้องขอสั่งปล่อยคืนอากรเครื่องจักรในระบบ eMT
3. จากนั้นไปติดต่อกรมศุลกากร เพื่อยื่นเรื่องขอคืนอากรต่อไป
ทั้งนี้ ภายใต้สิทธิ BOI จะได้รับคืนเฉพาะอากรขาเข้าเท่านั้น ส่วน VAT ที่ได้ชำระไปแล้วให้ใช้วิธีเครดิต VAT (VAT ขาย - VAT ซื้อ) ทุกรอบเดือนตามปกติ หรือหากจำเป็นต้องขอคืน VAT ต้องติดต่อกับกรมสรรพากรโดยตรง
การขอคืนอากรเครื่องจักรมีขั้นตอนดังนี้
1. ยื่นคำร้องขอสั่งปล่อยคืนอากรเครื่องจักรผ่านระบบ eMT
2. เมื่อได้รับอนุมัติ ให้ติดต่อกับกรมศุลกากร เพื่อขอคืนอากรเครื่องจักร แต่จะไม่ได้รับคืน VAT
กรณีที่รับงานต่อจากพนักงานท่านเดิมที่ลาออก
ก่อนอื่นควรเข้ารับการอบรมวิธีการใช้สิทธิประโยชน์เครื่องจักรบนระบบ eMT จากสมาคม IC ซึ่งจัดคอร์สฝึกอบรมเป็นประจำ จากนั้นตรวจสอบข้อมูลคำร้องในระบบ eMT ว่าเคยมีการยื่นสั่งปล่อยคืนอากรเครื่องจักรแล้วหรือไม่ และได้รับอนุมัติแล้วหรือไม่ หากเรื่องได้รับอนุมัติแล้ว ให้ส่งข้อมูลให้กับ บ.ชิปปิ้ง เพื่อให้เป็นตัวแทนยื่นคำร้องขอคืนอากรเครื่องจักรต่อกรมศุลกากรต่อไป
อุปกรณ์สำหรับตรวจสอบคุณภาพสินค้า สามารถขออนุมัติบัญชีในข่ายเครื่องจักร อุปกรณ์ แต่ในการขออนุมัติบัญชี ควรกำหนดชื่อให้ชัดเจนว่าเป็นอุปกรณ์สำหรับตรวจสอบอะไร และอาจต้องระบุโมเดลและ spec ให้ชัดเจน
เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่า ไม่เป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีผลิตหรือประกอบในประเทศไทย
1. หากได้รับอนุมัติชื่อเครื่องจักรดังกล่าวในบัญชีรายการเครื่องจักร (Master List) ก็สามารถขอสั่งปล่อยเพื่อคืนอากรได้
2. การจะขอสั่งปล่อยคืนอากร หน่วยในใบขนสินค้าขาเข้า จะต้องตรงกับหน่วยใน Master List
ให้ยื่นขออนุมัติสั่งปล่อย/หรือขออนุมัติสั่งปล่อยคืนอากร ในระบบ eMT
สามารถใช้สิทธิได้ โดยเลือกการส่งซ่อมเครื่องจักรตามขั้นตอนปกติ แล้วติ๊กตรงช่อง "ชื่อรายการที่ส่งซ่อมไม่ตรงกับชื่อรายการในบัญชี" และกรอกชื่อตามที่ส่งซ่อม
การยืมเครื่องจักรจากต่างประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
1. หากเป็นเครื่องจักรที่ตรงตามรายการใน Master List ก็สามารถนำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรตามมาตรา 28 หรือ 29 ได้ ไม่ว่าจะเป็นการยืม เช่า หรือซื้อ ก็ตาม แต่ทั้งนี้ สภาพใหม่เก่าก็ต้องสอดคล้องกับเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมด้วย ยกเว้นกรณีที่เป็นการยืมมาใช้ชั่วคราวไม่เกิน 1 ปี จะพิจารณาอายุของเครื่องจักรให้ตามความเหมาะสม
2. มูลค่าเครื่องจักรตามหน้าอินวอยซ์ ให้สำแดงตามจริง โดยระบุว่าเพื่อประโยชน์ทางศุลกากร โดยไม่มีการเรียกเก็บเงิน
3. เครื่องจักรที่ได้มาจากบริษัทในเครือโดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน จะต้องระบุไว้ในขั้นขอรับการส่งเสริม จึงจะนับเป็นขนาดการลงทุนได้ โดยจะนับมูลค่าตามบัญชีของบริษัทที่ให้มา ณ วันที่ยื่นขอรับการส่งเสริม (ตามประกาศ สกท ที่ ป.1/2545 ข้อ 1. 2.4) และต้องครอบครองเครื่องจักรนั้นอยู่จนถึงวันเปิดดำเนินการตามโครงการด้วย กรณีที่สอบถาม น่าจะเป็นการยืมใช้ชั่วคราว และไม่น่าจะแจ้งไว้ในขั้นขอรับการส่งเสริม จึงไม่เข้าข่ายที่จะนับเป็นมูลค่าการลงทุน
บริษัทได้รับส่งเสริมจาก BOI โดยให้ใช้เครื่องจักรใหม่ แต่นำเข้ามาเป็นเครื่องจักรเก่า โดยสำแดงใบขนว่าเป็นเครื่องจักรใหม่ กรมศุลกากร
เป็นความผิดสำแดงเท็จ มีบทลงโทษอย่างไร จะต้องแก้ไขอย่างไร ไม่ทราบ ขอให้ติดต่อกับกรมศุลกากรโดยตรง BOI
จะใช้เครื่องจักรเก่านั้นในโครงการ BOI ไม่ได้ และจะไม่ได้รับสิทธิทางภาษีในส่วนของเครื่องจักร ตลอดจนสินค้าที่ผลิตจากเครื่องจักรนั้น ต้องยื่นแก้ไขโครงการ เพื่อขออนุญาตใช้เครื่องจักรเก่า และต้องทำใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่า
หากมีการยกเลิกการสั่งปล่อยเครื่องจักร ระบบ eMT-online จะตรวจสอบข้อมูลกับกรมศุลกากรว่ามีการใช้สิทธินำเข้าเครื่องจักรนั้นโดยยกเว้นภาษีอากรไปแล้วหรือไม่
หากใช้สิทธิไปแล้ว จะยกเลิกสั่งปล่อยไม่ได้ หากไม่ต้องการใช้สิทธิอีกต่อไป จะต้องยื่นขอจำหน่ายเครื่องจักร โดยจะมีภาระภาษีอากรเกิดขึ้น
หากยังไม่ได้ใช้สิทธิ สามารถยกเลิกสั่งปล่อยได้ โดยระบบจะคืนค่าที่สั่งปล่อยไปแล้วเป็น 0
1. เครื่องจักรที่ชำระภาษีอากรเข้ามาเอง สามารถใช้ในโครงการที่ได้รับส่งเสริมได้ แต่ต้องไม่ขัดกับเงื่อนไขของโครงการ เช่น ต้องเป็นเครื่องจักรใหม่ (หรือหากโครงการได้รับอนุมัติให้ใช้เครื่องจักรเก่า ก็ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ และมีใบรับรองประสิทธิภาพ และอายุไม่เกินที่กำหนด) ส่วนเครื่องจักรนั้นจะได้รับอนุมัติในบัญชีหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น
2. การตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษีสำหรับเครื่องจักรที่เกิน 5 ปี ให้ตัดเฉพาะเครื่องจักรที่นำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษี ส่วนเครื่องจักรที่ชำระภาษีเข้ามาเอง ไม่ต้องยื่นตัดบัญชี 5 ปี เพราะไม่มีภาระภาษีที่ต้องยื่นขอตัดอีก
ถ้าชื่อที่ BOI แจ้งสั่งปล่อยไปยังกรมศุลฯ ไม่ตรงกับชื่อในอินวอยซ์และใบขน ก็จะนำไปใช้สร้างใบขนไม่ได้ กรณีที่สอบถาม แม้จะเห็นว่าเป็นของชนิดเดียวกันก็ตาม แต่เนื่องจากชื่อในอินวอยซ์ไม่ตรงกับชื่อที่อนุมัติในบัญชี (คือ มีขีด กับไม่มีขีด) จึงจะติดปัญหา ต้องขอเพิ่มชื่อรองให้ตรงตามอินวอยซ์ก่อน จึงจะสั่งปล่อยได้ การเพิ่มชื่อรองของเครื่องจักร หรือเพิ่มชื่ออะไหล่ หรือชื่อแม่พิมพ์ ใช้เวลาพิจารณาอนุมัติเพียง 1 วัน
ถ้ายังไม่ได้เดินพิธีการ ให้ทำใบขนใหม่ ให้ตรงกับอินวอยซ์ คือไม่นำรายการที่ 3 และ 4 ไปยุบรวมกัน เพื่อที่จะแยกคีย์ข้อมูลในช่องลำดับอินวอยซ์ได้ตรง คือเป็นรายการที่ 3 และ 4 แต่ถ้าเป็นการสั่งปล่อยคืนอากร คงไม่สามารถแก้ไขข้อมูลใบขนได้ จึงคงต้องคีย์ช่องลำดับอินวอยซ์เป็นรายการที่ 3 แต่จำนวนที่ขอคืนอากรคือจำนวนตามหน้าใบขน (รายการที่ 3 และ 4 ในอินวอยซ์รวมกัน)
การสั่งปล่อยคืนอากรเครื่องจักร จะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี นับจากวันสิ้นสุดระยะเวลานำเข้าเครื่องจักร
การสั่งปล่อยคืนอากรเครื่องจักร ไม่ต้องแนบเอกสาร เพียงแค่คีย์ข้อมูลเลขที่/วันที่อินวอยซ์ ใบขน ด่านที่นำเข้า รายการ/จำนวนที่ขอสั่งปล่อย มูลค่า ฯลฯ เท่านั้น
แต่ปัจจุบัน การสั่งปล่อยคืนอากรเครื่องจักรของระบบ eMT ยังไม่ใช่ paperless จึงต้องไปรับหนังสืออนุมัติที่ IC เพื่อนำไปเดินพิธีการ
นอกจากนี้ รายการเครื่องจักรที่จะขอสั่งปล่อยคืนอากร ต้องตรงกับรายการในบัญชีที่ได้รับอนุมัติ หากไม่ตรง ต้องยื่นขอเพิ่มชื่อรองให้ตรงกันก่อน
งานในส่วนศุลกากร ให้ติดต่อกับกรมศุลฯโดยตรง หรือขอข้อมูลจากชิปปิ้ง น่าจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องกว่า
ทั้ง 2 กรณี (และทุกๆ กรณี) ไม่สามารถขอคืน VAT จากการสั่งปล่อยได้โดยตรง ต้องใช้วิธีเครดิตภาษีซื้อภาษีขายคืนตามแบบ ภพ 30 เท่านั้น และถ้าในวันที่นำเข้าเครื่องจักร บริษัทยังไม่ได้จดทะเบียน VAT ก็ไม่สามารถเครดิตภาษี VAT คืนได้
ดังนั้น หากเป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่ ก็ต้องจดทะเบียน VAT ไว้ก่อนที่จะนำเข้าเครื่องจักรนั้น
แม้จะได้รับการส่งเสริมเรียบร้อยแล้ว แต่หากนำเครื่องจักรเข้ามาโดยชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้ว เมื่อจะสั่งปล่อยขอคืนอากร ก็จะได้รับคืนเฉพาะอากรเท่านั้น ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น หากบริษัทจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็จะได้รับคืนในระบบ VAT คือเครดิตภาษีขาย-ภาษีซื้อ
ไม่ใช่การคืนภาษีมูลค่าเต็มตามจำนวนเหมือนกับการคืนอากร แต่ถ้าหากว่า ในวันที่บริษัทนำเข้าเครื่องจักร บริษัทยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีนี้จะไม่ได้รับคืน VAT และไม่สามารถเครดิตภาษีขาย-ภาษาซื้อในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มได้
จึงต้องนำ VAT ที่ชำระไปนั้น ไปรวมเป็นต้นทุนของเครื่องจักร
ไม่เข้าใจคำถาม ปัญหาของบริษัทคืออะไร ชำระภาษีอากรไปก่อนที่บริษัทจะจดทะเบียน VAT หรือหลังจดทะเบียน VAT
1. ถ้าก่อนจดทะเบียน VAT ก็ไม่น่ามีทางจะคืน VAT ได้
2. แต่ถ้าหลังจากจดทะเบียน VAT ก็จะได้คืนจาก VAT ขาย - VAT ซื้อ ไปแล้ว ไม่ใช่หรือ
การรวมบัตรส่งเสริม จะถูกปรับลดสิทธิประโยชน์ให้เหลือเท่ากับระยะเวลาของสิทธิประโยชน์ที่สั้นที่สุด ปกติควรรวมบัตรส่งเสริมเฉพาะกรณีที่เปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้ว และสิทธิประโยชน์ทางภาษีสิ้นสุดแล้ว หรือเหลือเฉพาะสิทธิการนำเข้าวัตถุดิบตามมาตรา 36 ซึ่งแม้จะถูกปรับลดให้สั้นลง แต่ก็สามารถขอขยายเวลาได้ในภายหลัง
กรณีของบริษัทฯ เข้าใจว่าสิทธิประโยชน์ยังไม่สิ้นสุด จึงควรศึกษาผลกระทบที่จะเกิดจากการรวมบัตรส่งเสริม โดยอาจขอรวมเฉพาะบัญชีสต็อกวัตถุดิบเท่านั้น กรณีต้องการรวมบัตรส่งเสริม โดยสิทธิประโยชน์การนำเข้าเครื่องจักรยังเหลืออยู่
1. ให้ขออนุมัติบัญชีเครื่องจักรในบัตรใหม่ (บัตรรวมโครงการ) เฉพาะเครื่องจักรที่ยังนำเข้ามาไม่ครบ
2. กรณีจะนำเข้าอะไหล่สำหรับเครื่องจักรที่นำเข้ามาแล้วใน 2 โครงการแรก ให้ขออนุมัติในบัตรใหม่ (บัตรรวมโครงการ) โดยระบุเครื่องจักรเป็น 0. 5 เครื่อง
3. ข้อมูลเครื่องจักรที่ใช้สิทธินำเข้ามาภายใน 2 บัตรแรก จะไม่โอนย้ายไปยังบัตรใหม่ (บัตรรวมโครงการ) ดังนั้น บริษัทจึงต้องควบคุมข้อมูลทั้ง 3 บัตรไปพร้อมๆกัน
4. หลักเกณฑ์อื่นๆ เช่น ระยะเวลาพิจารณาอนุมัติ เป็นไปตามปกติ
หาก 2 โครงการแรก ยังไม่ได้ใช้สิทธินำเข้าเครื่องจักร ก็สามารถยื่นขออนุมัติบัญชีเครื่องจักรทั้งหมดในบัตรใหม่ (บัตรรวมโครงการ) ได้ แต่จะต้องรอให้มีการออกบัตรใหม่ให้เสร็จสิ้นก่อน เนื่องจากผลของการรวมบัตรส่งเสริม อาจทำให้ชนิดผลิตภัณฑ์ กำลังผลิต และกรรมวิธีการผลิตเปลี่ยนแปลงไป จึงต้องทำบัญชีเครื่องจักรทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง
เนื่องจากเป็นคำถามกว้างๆ ไม่สามารถลงรายละเอียดได้ จึงขอตอบตามหลักการเบื้องต้นดังนี้
1. การนำเข้าสินค้า 1 รายการ เป็นเครื่องจักรและส่วนประกอบ น่าจะมีปัญหาในการกำหนดชื่อรายการสินค้า เนื่องจากไม่ทราบว่าเป็นการถอดแยกเครื่องจักร A เป็นส่วนประกอบหลายๆชิ้น หรือเป็นการซื้อเครื่องจักร A with accesory หรือซื้อเครื่องจักร A และอะไหล่
2. กรณีเป็นการนำเข้าเครื่องจักร A ที่ถอดแยกชิ้นเป็นส่วนประกอบครบชุด และนำเข้าในเที่ยวเรือเดียว สามารถขออนุมัติ Master List เป็นเครื่อง A 1 เครื่องได้
3. กรณีเป็นการนำเข้าเครื่องจักร A with accessory ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ จนท ผู้พิจารณาว่าอาจจะให้ขออนุมัติ Master List เป็นเครื่อง A 1 เครื่อง และแยกขออนุมัติ accessory แต่ละชนิด เป็นแต่ละรายการตามจริง
4. หน่วยของเครื่องจักร หากมีการระบุหน่วยสินค้าตามพิกัดศุลกากร ให้ยื่นขออนุมัติ Master List ตามหน่วยที่กำหนดตามพิกัด แต่หากในพิกัดไม่ได้กำหนด ปกติควรยื่นขอหน่วยเครื่องจักรเป็น PIECE OR UNIT
หากหนังสือแจ้งมติอนุมัติแก้ไขโครงการ ระบุให้ต้องนำบัตรส่งเสริมไปแก้ไข ก็ต้องดำเนินการแก้ไขบัตรส่งเสริมให้เสร็จสิ้นก่อน และจะใช้บัตรส่งเสริมที่แก้ไขเสร็จแล้วเป็นหลักฐาน แต่หากหนังสือแจ้งมติอนุมัติแก้ไขโครงการ ไม่ได้ระบุให้ต้องนำบัตรส่งเสริมไปแก้ไข ก็จะใช้หนังสือแจ้งมติดังกล่าวเป็นหลักฐาน
การแก้ไขบัตรส่งเสริมที่มีเอกสารแนบท้าย กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 1 วันทำการ (ระเบียบ BOI ฉบับที่ 1/2553 เรื่อง กำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติงานส่งเสริมการลงทุน)
คำถามของคุณเข้าใจยากว่าต้องการสอบถามประเด็นใด ควรใช้วิธีแจ้งว่าบริษัทต้องการทำอะไร และติดปัญหาในประเด็นใด จะเข้าใจง่ายกว่า
กรณีมีบริษัทการแก้ไขโครงการ และต้องการขออนุมัติรายการเครื่องจักรเพิ่มเติม แบ่งเป็น 2 กรณีคือ
1. กรณีต้องมีการแก้ไขบัตรส่งเสริม เช่น การเพิ่มชนิดผลิตภัณฑ์ หรือเพิ่มกำลังผลิต - เมื่อได้รับหนังสือแจ้งมติอนุมัติแก้ไขโครงการ ให้นำบัตรส่งเสริมไปติดต่อ BOI เพื่อแก้ไขเอกสารแนบท้ายบัตร - จากนั้นสำนักสารสนเทศ BOI จะทำการแก้ไขข้อมูลในฐานข้อมูลกลาง และ IC จะดึงข้อมูลไปลงในระบบ eMT เพื่อให้บริษัทยื่นแก้ไขบัญชีรายการเครื่องจักรต่อไป
2. กรณีไม่ต้องมีการแก้ไขบัตรส่งเสริม เช่น การแก้ไขกรรมวิธีผลิต - บริษัทสามารถเพิ่มขั้นตอนการผลิตในระบบ eMT จากนั้นเพิ่มรายการเครื่องจักรที่ต้องการขออนุมัติเพิ่มเติม
ในการขออนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักร เครื่องจักรหลัก หมายถึง เครื่องจักรที่จำเป็นต้องมี เพื่อให้ครบตามขั้นตอนการผลิตที่ได้รับส่งเสริม และเป็นเครื่องจักรที่สามารถคำนวณกำลังผลิตได้
หากบริษัทยื่นขออนุมัติรายการเครื่องจักรไม่ตรงกับรายการเครื่องจักรที่จะนำเข้ามาใช้ในโครงการ บริษัทจะใช้สิทธิสั่งปล่อยยกเว้นอากรหรือคืนอากรไม่ได้ ซึ่งในกรณีนี้บริษัทสามารถยื่นขออนุมัติชื่อรองในบัญชีเครื่องจักรให้ตรงกับชื่อที่จะนำเข้าเพื่อสั่งปล่อยยกเว้นหรือคืนอากรเครื่องจักรนั้นได้
แต่ในกรณีที่บริษัทจะไม่ใช้สิทธิยกเว้นอากรเครื่องจักร ชื่อเครื่องจักรในบัญชีรายการที่ขออนุมัติ จะตรงหรือไม่ตรงกับรายการเครื่องจักรที่นำเข้าก็ได้ คือจะไม่ยื่นขออนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักรเลยก็ได้
ไม่ต้องยกเลิก เนื่องจากหากไม่ใช้สิทธิสั่งปล่อย ปริมาณนำเข้าเครื่องจักรดังกล่าวจะเป็น 0 เครื่อง ซึ่งไม่มีปัญหาใดๆ และในอนาคต หากจำเป็นต้องนำเข้าอะไหล่เครื่องจักรดังกล่าวจากต่างประเทศ ก็สามารถขออนุมัติบัญชีอะไหล่ได้โดยไม่ต้องขอเพิ่มรายการเครื่องจักรนั้นอีก
อะไหล่ จะเป็น part เดียวๆ หรือเป็นชิ้นที่ประกอบจาก part หลายชนิดก็ได้ แต่หากจะขอนำชิ้นส่วนแยกชิ้น เพื่อนำมาประกอบเป็นอะไหล่ ต้องขออนุมัติบัญชีอะไหล่รายการนั้นเป็น BOM
ใช่ครับ
ได้ครับ แต่ขอให้ตรวจสอบข้อมูลกับกรมศุลกากรโดยตรงด้วย
BOI จะอนุมัติยกเว้นอากรขาเข้าของที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ BOI เช่น เป็นอะไหล่สำหรับเครื่องจักรที่ใช้ในโครงการ และเป็นอะไหล่ที่ไม่มีผลิตในประเทศ แต่ BOI จะไม่ทราบว่าบริษัทจะนำเข้ามาโดยใช้สิทธิร่วมกับมาตรการอื่นหรือไม่ และมาตรการนั้นๆ มีข้อกำหนดอย่างไร จึงตอบเฉพาะในส่วนของ BOI คือ บริษัทสามารถขออนุมัติสั่งปล่อยอะไหล่ของเครื่องจักรที่ใช้ในโครงการได้
สามารถสั่งปล่อยคืนอากรอะไหล่ที่เคยนำเข้ามาแล้วโดยเสียภาษีได้ โดยวันนำเข้าจะต้องอยู่ในระยะเวลาที่ได้รับสิทธิมาตรา 28 และจะได้รับคืนเฉพาะอากรขาเข้าเท่านั้น
หากเป็นเครื่องจักรที่จะทำให้กำลังผลิตและกำลังผลิตครบตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม ก็สามารถยื่นขอเพิ่มรายการเครื่องจักรได้ แต่หากเป็นเครื่องจักรที่นำเข้ามาเพิ่มกำลังผลิตหรือเพิ่มขั้นตอนการผลิต ให้ยื่นขอแก้ไขโครงการก่อน
1. การขออนุมัติบัญชีแม่พิมพ์ จะต้องระบุว่าแม่พิมพ์ที่จะขออนุมัตินั้น ใช้ในขั้นตอนการผลิตใด แต่เนื่องจากการระบุขั้นตอนการผลิต จะต้องระบุในการขออนุมัติบัญชีเครื่องจักร ดังนั้น การจะขออนุมัติบัญชีแม่พิมพ์ จึงต้องขออนุมัติบัญชีเครื่องจักรให้เสร็จสิ้นก่อน
2. ขั้นตอนการใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าแม่พิมพ์ที่บริษัทต้องดำเนินการจึงเป็นดังนี้ ขออนุมัติบัญชีเครื่องจักร -> ขออนุมัติรายการแม่พิมพ์ -> ขอสั่งปล่อยแม่พิมพ์
3. ระยะเวลาการพิจารณา การอนุมัติบัญชีเครื่องจักร 60 วันทำการ (ขึ้นอยู่กับปริมาณงานของ จนท แต่โดยทั่วไปน่าจะประมาณ 3-4 สัปดาห์) การอนุมัติรายการแม่พิมพ์ 3 วันทำการ (ปกติจะพิจารณาอนุมัติใน 1 วัน)
4. กรณีที่บริษัทไม่มีแผนจะนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศเลย บริษัทยังคงต้องขออนุมัติบัญชีเครื่องจักรก่อน เพื่อคีย์ขั้นตอนการผลิตที่ได้รับส่งเสริมในระบบ eMT เพื่อให้สามารถขออนุมัติรายการแม่พิมพ์ได้ในภายหลัง โดยกรณีนี้ บริษัทอาจขออนุมัติเครื่องจักรอะไรสักตัวหนึ่ง ในบัญชีเครื่องจักร เช่น เครื่องจักรสำหรับการตรวจสอบคุณภาพ ก็ได้
Jig & Fixture ให้ขออนุมัติในบัญชีแม่พิมพ์ เพราะจะอนุมัติโดยไม่กำหนดปริมาณสูงสุด แต่เนื่องจากระบบ eMT ออกแบบให้ต้องขอบัญชีเครื่องจักรก่อน จึงจะเริ่มขอบัญชีอะไหล่ หรือบัญชีแม่พิมพ์ได้
กรณีนี้จึงน่าจะขอบัญชีเครื่องจักร โดยใส่เครื่อง Inspection อะไรไปสักเครื่องหนึ่ง (ซึ่งไม่ต้องนำเข้ามาจริงก็ได้) เมื่อได้รับอนุมัติบัญชีเครื่องจักรแล้ว จึงค่อยยื่นขอบัญชีแม่พิมพ์ต่อไป
ถ้าเป็นโคมไฟแว่นขยายตั้งโต๊ะ อาจขอบัญชีไม่ได้ เพราะอาจอยู่ในข่ายมีผลิตในประเทศ ส่วนบัญชีแม่พิมพ์ ไม่ต้องเป็นรายการที่เกี่ยวข้องกับรายการเครื่องจักร หรือไม่อย่างนั้น ก็ยื่นขออนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักร เป็นโคมไฟแว่นขยายตั้งโต๊ะ แต่ระบุปริมาณเป็น 0. 5 เครื่อง (ซึ่งจะสั่งปล่อยไม่ได้) และชี้แจงเหตุผลว่า เป็นการขออนุมัติบัญชีเครื่องจักรโดยไม่มีวัตถุประสงค์จะนำเข้า แต่ต้องการให้ระบบเดินได้ เพื่อจะยื่นขออนุมัติบัญชีแม่พิมพ์ต่อไปอย่างนี้ก็ได้
ให้ใช้ข้อมูลจากการประมาณการ เช่น การกลึงขึ้นรูปชิ้นงาน 1 ชิ้น ต้องใช้เวลาการกลึงกี่นาที จากนั้นคำนวณกลับเป็นกำลังผลิตต่อชั่วโมง และคูณเวลาทำงานตามบัตรส่งเสริม คูณวันทำงานตามบัตรส่งเสริม ออกมาเป็นกำลังผลิตของเครื่องจักรเครื่องนั้น
เนื่องจากเป็นการคำนวณกำลังผลิตสูงสุดของเครื่องจักร จึงจะคำนวณจากชิ้นส่วนที่เล็กที่สุดที่ผลิตก็ได้ แต่หากทำให้ตัวเลขที่คำนวณได้ สูงกว่ากำลังผลิตที่ขอรับส่งเสริมมากเกินไป จะคำนวณจากชิ้นส่วนมาตรฐาน (คือชิ้นส่วนที่ผลิตมากที่สุด หรือชิ้นส่วนที่เป็นค่าเฉลี่ย) ก็ได้
หากเปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้ว จะไม่สามารถขอขยายเวลานำเครื่องจักร เพื่อนำเข้าเครื่องจักร อะไหล่ แม่พิมพ์ เข้ามาโดยยกเว้นภาษีได้อีก เว้นแต่กิจการบางประเภท เช่น เครื่องไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อาจมีการระบุในบัตรส่งเสริมให้สามารถนำเข้าเครื่องจักรได้ตลอดระยะเวลาที่ได้รับส่งเสริม
ถ้าเป็นระบบ eMT online สามารถดูรายการเครื่องจักร และรายการสั่งปล่อย ได้จากรายงานในระบบ eMT online แต่ถ้าเป็นระบบ eMTเก่า ปัจจุบันปิดการใช้งานไปแล้ว ให้ทำจดหมายขอข้อมูลไปยังสมาคม IC
การอนุมัติบัญชีเครื่องจักรในระบบ eMT Online ไม่มีการออกเลขอนุมัติ หากบริษัทกรอก pin code เพื่อรับผลพิจารณาแล้วก็ถือว่าการอนุมัติเสร็จสิ้น สามารถเรียกรายการเครื่องจักรนั้นมาสั่งปล่อยได้
การจะใช้เครื่องจักรเก่าอายุเกิน 10 ปี จะต้องแจ้งต่อ BOI ตั้งแต่ตอนที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริม ซึ่งหากได้รับอนุญาต จะมีการแจ้งผลอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่า 10 ปี ใน "หนังสือแจ้งมติให้การส่งเสริม" ซึ่งหากจะไม่ให้ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรเกิน 10 ปี ดังกล่าว ก็จะมีระบุในหนังสือแจ้งมตินั้นด้วย
กรณีที่ไม่ได้แจ้งไว้ในขั้นยื่นขอรับการส่งเสริมว่าจะมีการใช้เครื่องจักรเกิน 10 ปี จะต้องยื่นขอแก้ไขโครงการ เพื่อขอใช้เครื่องจักรเก่าเกิน 10 ปี และต้องได้รับอนุมัติให้เสร็จสิ้นก่อน
กรณีที่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่าเกิน 10 ปี โดยไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า หากต้องการนำเข้าอะไหล่โดยใช้สิทธิยกเว้นภาษี ให้ยื่นขออนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักรนั้น โดยใส่ปริมาณเป็น 0. 5 เครื่อง โดยให้ชี้แจงว่าเป็นการยื่นขอบัญชีเครื่องจักรเพื่อใช้สิทธิเฉพาะอะไหล่ของเครื่องจักรเท่านั้น เมื่อได้รับอนุมัติบัญชี 0. 5 เครื่อง จะสั่งปล่อยเครื่องจักรไม่ได้ แต่สามารถสร้างบัญชีอะไหล่ของเครื่องจักรรายการนั้น เพื่อขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีต่อไป ทั้งนี้ อะไหล่ที่จะใช้สิทธินำเข้า จะต้องไม่เป็นรายการที่มีผลิตในประเทศ และมีปริมาณเพียงพอที่จะจัดซื้อมา
1. และ 2. เครื่องจักรที่นำเข้ามาโดยชำระภาษี และเครื่องจักรที่ซื้อในประเทศ ไม่ต้องยื่นขออนุมัติใน Master List
3. เครื่องจักร อุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องมือ ส่วนประกอบ ทุกรายการ ที่จะขอยกเว้นอากรขาเข้า ต้องยื่นขออนุมัติใน Master List
4. หากนำเครื่องจักรเข้ามายังไม่ครบตามกำลังผลิตที่ได้รับส่งเสริม สามารถขอขยายระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี
5. การเปิดดำเนินการ ขอให้แยกเป็นคำถามใหม่ โดยตั้งไว้ในหมวดการเปิดดำเนินการ เท่าที่ดูเบื้องต้น บริษัทอาจทำผิดเงื่อนไข คือมีการใช้เครื่องจักรเก่าเกิน 10 ปี ในโครงการ โดยไม่ได้รับอนุญาต - ให้ตรวจสอบคำขอรับการส่งเสริม และหนังสือแจ้งมติให้การส่งเสริมว่า เคยมีการแจ้งและได้รับอนุมัติว่าจะมีการใช้เครื่องจักรเก่าเกิน 10 ปี แล้วหรือไม่
- หากไม่เคย จะต้องยื่นขอใช้เครื่องจักรเก่าเกิน 10 ปี
1. ให้ยื่นแก้ไขโครงการตามแบบฟอร์ม เพื่อขอใช้เครื่องจักรเก่าเกิน 10 ปี โดยกรอกรายละเอียดเครื่องจักรที่เกิน 10 ปี (รายการ จำนวน ปีที่ผลิต นำเข้าจาก มูลค่า) และแนบใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่า
2. หากไม่ได้รับอนุมัติ จะไม่สามารถใช้เครื่องจักรเหล่านั้นในโครงการที่ได้รับส่งเสริมได้ เมื่อไม่สามารถใช้เครื่องจักรนั้น กรรมวิธีการผลิตและกำลังผลิตจึงอาจไม่เป็นไปตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม และหากเป็นขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญ และไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องภายในกำหนดเปิดดำเนินการ ก็อาจเปิดดำเนินการไม่ได้ และอาจถูกเพิกถอนบัตรส่งเสริม
การอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเกิน 10 ปี ปกติจะไม่ให้ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร จึงขอให้ตรวจสอบในหนังสือแจ้งมติโดยละเอียดว่า เป็นการอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเกิน 10 ปี โดยไม่ให้ได้รับการยกเว้นอากรเครื่องจักร ใช่หรือไม่ และตรวจสอบบัตรส่งเสริม สิทธิประโยชน์มาตรา 28 ว่ามีการระบุว่าให้ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรสำหรับเครื่องที่ผลิตตั้งแต่ปี .... (คือไม่เกิน 10 ปี) ใช่หรือไม่ หากใช่ก็คือ โครงการนี้ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่าเกิน 10 ปี โดยไม่ให้ยกเว้นอากรเครื่องจักรที่เกิน 10 ปีนั้น ดังนั้น การไม่ได้รับอนุมัติในระบบ eMT ก็ถูกต้องแล้ว เพราะเครื่องจักรรายการนั้นไม่ได้รับสิทธิยกเว้นอากร บริษัทจึงไม่จำเป็นต้องแก้ไขอะไร
1. แปลว่าที่ได้รับอนุมัติให้ใช้เครื่องจักรเก่าเกิน 10 ปี จำนวน 2 เครื่อง ไม่เพียงพอ บริษัทต้องการขอใช้เครื่องจักรเกิน 10 ปี มากกว่านั้นอีก ใช่ไหม ถ้าใช่ก็ต้องยื่นแก้ไข โดยปกติควรทำหนังสือนำเป็นหนังสือหัวจดหมายบริษัทแนบไปด้วย
2. ไม่ต้องนำบัตรส่งเสริมไปแก้ไขครับ เพราะระบุในหนังสือแจ้งมติแล้ว
3. หากสิทธินำเข้าสิ้นสุดลง และอยู่ระหว่างขยายเวลา ก็ต้องนำเข้ามาโดยชำระภาษีสงวนสิทธิหรือขอใช้ธนาคารค้ำประกัน แล้วจึงยื่นสั่งปล่อยคืนอากรหรือถอนธนาคารค้ำประกัน ภายหลังจากที่ได้รับอนุมัติให้ขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรแล้ว
1. เครื่องจักรที่ตรงกับบัญชีรายการที่มีผลิตในประเทศ (Negative List) จะต้องแสดงรายละเอียดเพื่อพิสูจน์ว่า เครื่องจักรที่จะนำเข้าเป็นรายการที่ไม่สามารถผลิตได้ในประเทศ เมื่อได้รับอนุมัติ ก็จะต้องนำเข้าเครื่องจักรที่มีรายละเอียดตรงกับที่ได้รับอนุมัติไว้ จะนำเข้าเครื่องอื่นที่อาจมี spec ต่างกันไม่ได้
2. กรณีที่สอบถาม หากเครื่องจักรที่จะนำเข้า เป็นรายการเดียวกับที่ได้รับอนุมัติ ก็จะต้องแก้ไขอินวอยซ์ให้ตรงกับรายการที่อนุมัติ แต่หากเป็นคนละรายการกัน ก็ต้องยื่นขอแก้ไขบัญชีเครื่องจักร เพื่อขอเพิ่มรายการใหม่ และให้ BOI พิจารณาอนุมัติใหม่
ระบบ eMT Online สามารถตรวจสอบรายงานได้ว่าโครงการนั้นสั่งปล่อยเครื่องจักรอะไรไปแล้วบ้าง ตามหนังสือสั่งปล่อยเลขที่เท่าใดแต่ข้อมูลนี้ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่า เครื่องจักรที่จะขอจำหน่าย เป็นรายการเดียวกันกับที่นำเข้าโดยใช้สิทธิ BOI หรือไม่
การขออนุมัติจำหน่ายเครื่องจักร นอกจากจะต้องใช้หลักฐานการอนุมัติให้ยกเว้นภาษีอากรเครื่องจักรแล้ว ยังต้องใช้สำเนาใบขนขาเข้าที่แสดงการใช้สิทธิ BOI ตามเลขที่หนังสือสั่งปล่อยนั้นๆ ดังนั้น บริษัทจึงต้องตรวจสอบจากหลักฐานต่างๆ ที่บริษัทมีอยู่ด้วย
1. การจำหน่ายเครื่องจักรที่ไม่ได้ใช้สิทธินำเข้าจาก BOI สามารถจำหน่ายได้โดยไม่ต้องขออนุญาต และไม่ต้องรอให้ครบ 5 ปี และไม่ต้องยื่นตัดบัญชีเครื่องจักร แต่หากเครื่องจักรนั้นเป็นเครื่องจักรหลัก ซึ่งหากจำหน่ายไปแล้วจะทำให้กำลังผลิตลดลง หรือทำให้กรรมวิธีการผลิตมีไม่ครบถ้วนตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม ก็จะมีปัญหาตามมาภายหลัง
2. เครื่องจักรที่มีหนังสือสั่งปล่อย แต่บริษัทจ่ายภาษี 5% แสดงว่าบริษัทได้รับสิทธิลดหย่อนอากรขาเข้ากึ่งหนึ่งตามมาตรา 29 ซึ่งสิทธินี้จะใช้ได้เฉพาะกรณีที่อากรเครื่องจักรเกินกว่า 10% เท่านั้น แต่เครื่องจักรดังกล่าวมีอากรขาเข้า 5% บริษัทจึงไม่ได้ใช้สิทธิการลดหย่อนอากรขาเข้า แต่คาดว่าบริษัทน่าจะได้ใช้สิทธิการยกเว้น VAT ไป
3. ลองตรวจสอบใบขนขาเข้า และหลักฐานการชำระภาษีให้ชัดเจนว่า ได้ชำระอากรขาเข้า แต่ไม่ได้ชำระ VAT (ตามที่อธิบายในข้อ 2) หรือว่าได้ชำระทั้งอากรขาเข้าและ VAT (คือไม่ได้ใช้สิทธิสั่งปล่อย)
4. การเปิดดำเนินการ กำหนดให้สิ้นสุดภายใน 6 เดือนนับจากวันสิ้นสุดระยะเวลานำเข้าเครื่องจักร หากต้องการขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร เพื่อใช้สิทธินำเข้าแม่พิมพ์ ก็ให้ยื่นขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร (ขยายได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี) พร้อมกับขยายระยะเวลาเปิดดำเนินการออกไปด้วย
หากจะไม่ทำการผลิตแม่พิมพ์อีกต่อไป สามารถยื่นขออนุญาตจำหน่ายเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตแม่พิมพ์ทั้งหมดโดยชำระภาษีตามสภาพ โดยชี้แจงเหตุผลว่าเนื่องจากจะขอยกเลิกผลิตภัณฑ์คือแม่พิมพ์ และเมื่อจำหน่ายเครื่องจักรและเคลียร์บัญชีวัตถุดิบ (หากมี) เสร็จแล้ว ก็ให้ยื่นแก้ไขโครงการเพื่อยกเลิกชนิดผลิตภัณฑ์แม่พิมพ์ เหลือไว้แค่ผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนพลาสติก
ขอทราบข้อมูลเพิ่มเติม คือโครงการนี้เคยสิ้นสุดระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรไปแล้ว แต่ต่อมาได้รับอนุมัติขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรอีก 2 ปี เพื่อให้นำเครื่องจักรเข้ามาทดแทนเครื่องที่เสียหายจากอุทกภัย ใช่ไหม
บัตรส่งเสริมที่ขึ้นต้นด้วยเลข 5 คือ บัตรที่ออกตามมาตรการฟื้นฟูการลงทุนจากวิกฤติอุทกภัย เช่น โครงการเดิมอาจจะสิ้นสุดระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรไปแล้ว แต่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย จึงให้ได้รับสิทธินำเข้าเครื่องจักรใหม่อีกครั้งหนึ่ง เป็นเวลา 30 เดือน และกำหนดให้เปิดดำเนินการภายใน 6 เดือนนับจากวันสิ้นสุดการนำเข้าเครื่องจักร ประเด็นที่สอบถาม น่าจะหมายความว่า บริษัทสามารถขอนำอะไหล่สำหรับเครื่องจักรเดิมที่มีอยู่ในโครงการเดิม เข้ามาเพิ่มเติม ได้หรือไม่
กรณีนี้เข้าใจว่า จะต้องใช้ คำชี้แจงเรื่องแนวทางปฏิบัติตามมาตรการฟื้นฟูการลงทุนจากวิกฤติอุทกภัย ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2556 ตามข้อ 2. 1.2 กำหนดไว้ว่า เครื่องจักรในโครงการเก่าที่ยังใช้งานได้ จะต้องโอนย้ายไปยังโครงการที่ขอรับส่งเสริมใหม่ โดยจะคัดข้อมูลเครื่องจักรที่นำเข้าโดยใช้สิทธิจากสมาคม IC และแจ้งรายการต่อ BOI ภายใน 3 เดือน นับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริมฉบับใหม่
หากดำเนินการตามที่ BOI ประกาศ เครื่องจักรที่มีอยู่ในโครงการเดิม ก็จะถูกย้ายไปในบัญชีเครื่องจักรของโครงการใหม่ ซึ่งน่าจะขอนำเข้าอะไหล่ของเครื่องจักรส่วนนี้ได้เช่นเดียวกับเครื่องจักรใหม่ที่นำเข้ามาใหม่ภายหลัง
ส่วนการนำเครื่องจักรเข้ามาเพิ่มเติมในกระบวนการผลิต หากไม่ทำให้กำลังผลิต หรือชนิดผลิตภัณฑ์เปลี่ยนแปลงไป น่าจะทำได้ เนื่องจากในคำชี้แจง ข้อ 5. 1 ระบุว่า จะไม่อนุมัติในกรณีเป็นการเพิ่มกำลังผลิต หรือเพิ่มชนิดผลิตภัณฑ์ แต่หากเป็นการแก้ไขอื่นๆ สามารถแก้ไขได้ตามเกณฑ์
การแจ้งบีโอไอในที่นี้ คือการยื่นขอใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้า การที่บีโอไออนุมัติสั่งปล่อยเครื่องจักรโดยยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้า จะทำให้บริษัทได้รับการค้ำประกันและถอนค้ำประกัน VAT ด้วย (คือไม่ต้องชำระ VAT) ดังนั้น แม้ว่าเครื่องจักรจะมีอากรเป็น 0 แต่หากไม่ต้องการชำระ VAT ก็สามารถยื่นขอใช้สิทธิสั่งปล่อยได้ แต่หากปรากฏว่ามีการนำเครื่องจักรดังกล่าวไปใช้งานผิดเงื่อนไขที่ได้รับส่งเสริม และถูกเพิกถอน บริษัทจะต้องชำระ VAT พร้อมกับค่าปรับ และเงินเพิ่ม ย้อนหลังไปถึงวันที่นำเข้าเครื่องจักร
1. แม้ว่าจะได้รับสิทธิยกเว้นหรืออากรเครื่องจักร ตามมาตรา 28 และ 29 แต่หากจะนำเครื่องจักรเข้ามาโดยชำระอากรขาเข้าและ VAT ตามปกติ ก็สามารถทำได้ แต่เครื่องจักรนั้นต้องมีสภาพใหม่เก่าตรงตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม และหากเป็นเครื่องจักรเก่าก็ต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพ
2. เครื่องจักรที่นำเข้าโดยชำระภาษีอากรเข้ามาเอง จะเป็นเครื่องจักรหลักของโครงการก็ได้ และมูลค่าเครื่องจักรนี้ก็นับเป็นขนาดการลงทุนของโครงการสามารถนำไปรวมคำนวณวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ตามปกติ
3. เครื่องจักรที่ไม่ได้ใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้า ไม่ต้องยื่นขอตัดบัญชีเพื่อปลอดภาษีหลังนำเข้าครบ 5 ปี
4. ไม่ต้องใส่เครื่องจักรนั้นใน Master List ก็ได้ เพราะปัจจุบัน Master List จะให้ยื่นขอเฉพาะรายการที่ต้องการใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากร
เครื่องมือสำหรับตรวจสอบชิ้นงาน ให้ยื่นขออนุมัติในบัญชีรายการเครื่องจักรทั่วไป ระยะเวลาพิจารณาอนุมัติแก้ไขบัญชีเครื่องจักร (ชื่อหลัก) กำหนดไว้ 30 วันทำการ แต่หากยื่นขออนุมัติไม่กี่รายการ และไม่มีประเด็นที่เป็นปัญหา โดยทั่วไปก็น่าจะใช้เวลา 2-3 วัน
เมื่อยื่นคำร้องขออนุมัติหรือแก้ไขบัญชีเครื่องจักร บริษัทสามารถตรวจสอบสถานภาพโดยดูในระบบ eMT ได้ว่า เจ้าหน้าที่คนไหนถือครองงานอยู่ การพิจารณาอนุมัติจะผ่าน 3 ระดับ คือ เจ้าหน้าที่ หัวหน้าฝ่าย และ ผอ. โดยระบบจะแสดงเฉพาะชื่อ โดยไม่แสดงระดับ ดังนั้น หากจะติดตามงาน ก็สามารถติดตามจากคนที่แสดงชื่อว่าถือครองงานนั้นอยู่ได้โดยตรง
การทำใบขนฯ เป็นคำถามในส่วนของงานศุลกากร จึงขอให้ปรึกษากับกรมศุลฯ และ/หรือชิปปิ้ง จะได้คำตอบที่ถูกต้องชัดเจนกว่า
ตามความเข้าใจส่วนตัว กรณีหีบห่อบรรจุเป็นวัสดุคงทนมีค่า เช่น โลหะ พลาสติก ฯ ควรแสดงรายการในใบขน และชำระอากรขาเข้าในส่วนนี้ แต่ถ้าเป็นหีบห่อบรรจุที่ไม่คงทนมูลค่าต่ำ จะรวมไปในรายการเครื่องจักร และสั่งปล่อยโดยใช้สิทธิ์ยกเว้น/ลดหย่อนภาษีอากรไปพร้อมกับเครื่องจักรก็ได้
ขั้นตอนคร่าวๆ คือ
1. สมัครใช้บริการระบบ eMT
2. ยื่นขออนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักร (Master List) ผ่านระบบ eMT
3. ยื่นขอสั่งปล่อยเครื่องจักรที่นำเข้าตามบัญชีรายการที่ได้รับอนุมัติ
4. ส่งข้อมูลผลอนุมัติให้ชิปปิ้งเพื่อทำใบขนขาเข้าโดยการยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าตามสิทธิที่ได้รับอนุมัติ
B (ต่างประเทศ) ส่งเครื่องจักรมายังไทย -------> C (BOI) นำเข้าโดยใช้สิทธิ BOI และขออนุญาตนำเครื่องจักรไปให้ผู้อื่นใช้ -------> A (BOI) กรณีนี้สามารถทำได้ โดย A จะต้องใช้เครื่องจักรเพื่อประโยชน์ตามโครงการที่ได้รับส่งเสริมของ C เช่น C อาจจะนำเข้าแม่พิมพ์โดยใช้สิทธิ BOI และขออนุญาตนำแม่พิมพ์นั้นไปให้ A ยืมใช้ เพื่อรับจ้างผลิตชิ้นส่วนให้ C เป็นต้น
แต่ทั้งนี้ กรรมวิธีการผลิตที่ได้รับส่งเสริมของ C จะต้องระบุไว้ด้วยว่า จะมีการนำแม่พิมพ์ไปว่าจ้างผู้อื่นให้ผลิตชิ้นงานให้ เป็นต้น
กรณีนี้แม่พิมพ์ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของ C เพียงแค่ขอนำไปให้ A ยืมใช้ตามกรรมวิธีที่ได้รับส่งเสริมเท่านั้น
ถ้า B (BOI) นำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ โดยใช้สิทธิ BOI แต่ B จ่ายเงินให้ A (ไทย) ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายของ C (ต่างประเทศ) เข้าใจว่าไม่น่าจะมีปัญหา
กิจการที่ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร แต่จะไม่ใช้ดังกล่าว คือจะนำเข้าเครื่องจักรโดยการชำระภาษีอากรขาเข้าก็ได้ ไม่มีปัญหาอะไร
เครื่องจักรที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยชำระภาษี สามารถนำมาใช้ในผลิตผลิตภัณฑ์ในโครงการ BOI ได้
- ต้องเป็นเครื่องจักรใหม่
- กรณีเป็นเครื่องจักรเก่า ต้องได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่าตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม และต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่า และต้องไม่เคยนำไปใช้ในโครงการอื่นในประเทศมาก่อน เครื่องจักรที่ซื้อในประเทศ สามารถนำมาผลิตผลิตภัณฑ์ในโครงการ BOI ได้
- แต่ต้องเป็นเครื่องจักรใหม่เท่านั้น
1. เครื่องจักรผลิตปี 2002 นำเข้ามาในปี 2011 แต่ไม่ได้รับอนุมัติ
- ทราบเหตุผลในการไม่อนุมัติหรือไม่ครับ ปกติ BOI น่าจะมีการแจ้งผลในการไม่อนุมัติให้ทราบ
- การไม่อนุมัติคืออะไร ไม่อนุมัติให้ใช้ในโครงการ หรือไม่อนุมัติให้ได้รับยกเว้นภาษี ช่วยอธิบายรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีกหน่อยครับ
2. เครื่องจักรเก่าที่อายุไม่เกิน 10 ปี และนำเข้ามาได้รับอนุมัติยกเว้นภาษีอากรขาเข้า แต่หลังจากใช้งานไปเรื่อยๆ ก็จะมีอายุเกิน 10 ปี กรณีไม่ต้องขออนุญาตใช้เครื่องจักรอายุเกิน 10 ปีอีก
เหตุผลที่ไม่อนุมัติ มีหลายกรณี เช่น
- เป็นรายการที่มีผลิตในประเทศ
- เป็นเครื่องจักรเก่าโดยที่โครงการไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้เครื่องจักรเก่า
- เป็นเครื่องจักรเก่าที่ไม่มีใบรับรองประสิทธิภาพ
- เป็นเครื่องจักรเก่าเกินกว่า 10 ปี
- ไม่ตรงกับกรรมวิธีผลิตที่ได้รับอนุมัติ
- กำลังผลิตเกินกว่าที่ได้รับส่งเสริม ... เป็นต้น
ลองตรวจทานดูว่าเข้าข่ายข้อไหนบ้าง ไม่อย่างนั้นก็เช็คกับพนักงานของบริษัทฯที่เคยรับผิดชอบในช่วงนั้น (แม้อาจจะลาออกไปแล้ว ก็น่าจะติดต่อได้) แต่หากตรวจสอบแล้ว หาสาเหตุไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องนำเอกสารและข้อมูลเท่าที่จะมี ไปปรึกษากับ จนท. BOI
1-3,5 ระหว่างที่รออนุมัติโครงการ จะยังใช้สิทธิใดๆไม่ได้ ในกรณีนี้จึงต้องชำระภาษีอากรเครื่องจักรไปก่อน จากนั้นเมื่อได้รับบัตรส่งเสริม จึงขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรย้อนหลังไปจนถึงวันที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริม จากนั้นจึงยื่นสั่งปล่อยขอคืนอากรเครื่องจักร 4. การอนุมัติบัญชีเครื่องจักร กำหนดระยะเวลาไว้ 60 วันทำการ แต่ส่วนใหญ่จะพิจารณาอนุมัติได้เร็วกว่านั้น ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่และรายละเอียดของโครงการนั้นๆ โดยเฉลี่ยน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2-3 อาทิตย์
ไม่จำเป็นต้องเป็น CIF ครับ จะเป็น FOB ก็ได้ หากเป็น FOB บริษัทก็ต้องแสดงค่า Insurance และ Freight เพื่อรวมคำนวณเป็นต้นทุนในการได้มาซึ่งเครื่องจักรดังกล่าวไว้ในหน้าใบขน เพื่อคำนวณอากรและ VAT BOI จะยกเว้นอากรขาเข้าและ VAT ตามรายการในหน้าใบขน ซึ่งตรงกับรายการที่อนุมัติสั่งปล่อย
หากระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรสิ้นสุดแล้ว และขยายเวลานำเข้าครบ 3 ครั้งแล้ว ก็ไม่สามารถนำเข้าอะไหล่โดยใช้สิทธิยกเว้นภาษี ต้องนำเข้าโดยชำระภาษีอากรตามปกติ
การขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร เข้าใจว่าไม่น่าจะมีข้อกำหนดว่าจะต้องเริ่มนำเข้าเครื่องจักรมาบางส่วนแล้ว จึงน่าจะยื่นขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรได้ตามปกติ
เนื่องจากคำถามมีข้อมูลไม่เพียงพอ จึงขอตอบในภาพรวม โดยแยกเป็น 2 เรื่อง ดังนี้
1. การนำเข้าเครื่องจักรภายหลังได้รับใบอนุญาตเปิดดำเนินการเต็มโครงการ
เมื่อบริษัทได้รับใบอนุญาตเปิดดำเนินการจาก BOI จะถือว่าบริษัทได้มีการลงทุนครบตามเงื่อนไขที่ระบุในบัตรส่งเสริมแล้ว
ดังนั้น หากจะนำเครื่องจักรเข้ามาเพิ่มเติมอีก จะไม่ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และไม่นับเครื่องจักรดังกล่าวเป็น
มูลค่าการลงทุนของโครงการ และหากมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้นกว่าที่ระบุในบัตรส่งเสริม กำลังผลิตส่วนที่เพิ่มขึ้นจะไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
ทั้งนี้ ไม่รวมกิจการบางประเภท เช่น กิจการผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องไฟฟ้า และชิ้นส่วน ซึ่งมีเงื่อนไขอนุญาตให้นำเครื่องจักรเข้ามาเพื่อเพิ่มกำลังผลิตได้ แม้จะเปิดดำเนินการครบตามโครงการไปแล้วก็ตาม
2. การนำเข้าเครื่องจักรเก่าเข้ามาใช้ในโครงการหลังเปิดดำเนินการเต็มโครงการ
กรณีที่บัตรส่งเสริมกำหนดเงื่อนไขให้ต้องใช้เครื่องจักรใหม่ บริษัทไม่สามารถใช้เครื่องจักรเก่าในโครงการได้ ไม่ว่าจะได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้วหรือไม่ก็ตาม
ให้ตรวจสอบความคืบหน้าการพิจารณาจากเมนูในระบบ eMT
- หากเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณา จะอยู่ในเมนู "คำขอที่อยู่ในขั้นตอนอนุมัติ"
- หากเรื่องพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว จะอยู่ในเมนู "คำขอที่ดำเนินการแล้ว"
กรณีที่เรื่องพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว โดยได้รับอนุมัติให้ขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร ให้บริษัทพิมพ์ผลการพิจารณา เลขที่หนังสืออนุมัติ และนำไปยื่นพร้อมกับบัตรส่งเสริมฉบับจริง ที่แผนกบัตรส่งเสริม เพื่อดำเนินการแก้ไขเอกสารแนบท้ายบัตรส่งเสริมต่อไป
1. เมื่อขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรครบ 3 ครั้งแล้ว จะไม่สามารถขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรได้อีก
2. หลังจากขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรครบ 3 ครั้งแล้ว สามารถขยายเวลาเปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียวได้อีก 1 ครั้ง เป็นเวลาไม่เกิน 1 ปี
3. หากไม่ขยายเวลาเปิดดำเนินการ จะต้องยื่นคำขอเปิดดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด หากไม่ยื่นคำขอเปิดดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด อาจไม่สามารถขอขยายเวลาการปฏิบัติงานของช่างฝีมือต่างชาติ หรืออาจไม่สามารถขยายเวลานำเข้าวัตถุดิบได้
4. การขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร ให้ยื่นผ่านระบบ eMT โดยจะได้รับอนุมัติให้ขยายเวลาเปิดดำเนินการไปด้วยให้พร้อมกัน ส่วนการขอขยายเวลาเปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียว ให้ยื่นคำขอขยายเวลาเปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียว (F PM EX 02) ที่สำนักงาน
กรณีที่ระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรสิ้นสุดแล้ว แต่มีการขยายระยะเวลาการเปิดดำเนินการครบตามโครงการออกไป หากบริษัทจะนำเข้าเครื่องจักร อะไหล่ แม่พิมพ์ เพื่อให้ครบตามโครงการ ก็ต้องชำระภาษีอากรตามปกติ
หากนำเข้าเครื่องจักรเข้ามาในช่วงที่สิทธิมาตรา 28 ยังไม่ขาดก็สามารถสั่งปล่อยยกเว้นภาษีได้ตามปกติ แต่ถ้านำเข้ามาในช่วงที่สิทธิขาด และอยู่ระหว่างขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร ก็ต้องชำระภาษีอากรโดยสงวนสิทธิไว้
เมื่อได้รับอนุมัติขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร ต้องแก้ไขท้ายบัตรส่งเสริม และแก้ไขระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรในระบบ eMT จากนั้นจึงสามารถยื่นสั่งปล่อยขอคืนอากรเครื่องจักรได้ แต่ VAT จะไม่ได้รับคืนโดยสิทธิ BOI โดย VAT จะเข้าสู่ระบบ VAT ขาย - VAT ซื้อ ตามปกติ
กิจการ ITC ที่มีการใช้เครื่องจักร เช่น เครื่องตรวจสอบ สามารถขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี เช่นเดียวกับกิจการอื่นๆ
1. การขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร กำหนดไว้ในประกาศ สกท ที่ ป.1/2548 โดยจะให้ขยายครั้งละ 1 ปี ไม่เกิน 3 ครั้ง ปกติจึงจะขยายครั้งที่ 4 ไม่ได้ แต่ตามข้อ 6 ของประกาศ ระบุว่า หากเลขาธิการ BOI เห็นสมควร อาจนำเสนอคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาได้
ความเห็นส่วนตัวคือ หากจะขอขยายเวลาครั้งที่ 4 จะต้องเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถคาดการณ์และหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น จึงจะมีน้ำหนักเพียงพอที่ BOI อาจจะรับไว้พิจารณา
2. กรณีไม่สามารถนำเครื่องจักรเข้ามาในกำหนดระยะเวลาที่ได้รับสิทธิประโยชน์
บริษัทยังสามารถนำเข้าเครื่องจักรได้จนครบกำหนดเปิดดำเนินการ แต่จะไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรที่นำเข้ามาหลังพ้นกำหนดระยะเวลานำเข้า หากครบกำหนดเปิดดำเนินการแล้ว แต่ยังนำเข้าเครื่องจักรไม่ครบ BOI จะลดกำลังผลิต / กรรมวิธีผลิต / และขนาดของโครงการ ให้เหลือเท่าที่มีการลงทุน
ตามหลักเกณฑ์ปัจจุบัน ระยะเวลานำเข้าแม่พิมพ์ จะสิ้นสุดพร้อมกับระยะเวลานำเข้าเครื่องจักร ดังนั้น หากบริษัทจำเป็นต้องนำเข้าแม่พิมพ์ หลังจากที่นำเครื่องจักรเข้ามาครบแล้ว ก็ควรขยายระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรออกไปอีก โดยสามารถขอขยายได้สูงสุด 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี แต่หากขยายระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรครบ 3 ครั้งแล้ว แม่พิมพ์ที่นำเข้าหลังจากนั้น ก็ต้องชำระภาษีอากร
1. สิทธิหมด แปลว่า ระยะนำเข้าเครื่องจักรโดยได้รับยกเว้นภาษี สิ้นสุดไปแล้ว แต่การจะส่งคืนหรือจำหน่ายเครื่องจักร จะทำเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องยื่นขออนุมัติก่อน
2. การส่งแม่พิมพ์คืนกลับไปต่างประเทศ ต้องยื่นเรื่องในระบบ eMT ตามขั้นตอนดังนี้
- ขออนุญาตส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศ
- ส่งออกใน 90 วัน
- ยื่นตัดบัญชีเครื่องจักรจากการส่งคืน
กิจการผลิตเครื่องไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สามารถนำเข้าเครื่องจักรตลอดระยะเวลาที่ได้รับส่งเสริม เพื่อปรับปรุงและทดแทนเครื่องจักรเดิม หรือเพิ่มกำลังผลิตของโครงการเดิมไม่ว่าจะเปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้วหรือไม่ก็ตาม ตามประกาศ ที่ 6/2549
กรณีที่สอบถาม
1. กรณีนำเครื่องจักรเข้ามาเพิ่มเติมก่อนครบกำหนดเปิดดำเนินการ ในขั้นตรวจสอบเปิดดำเนินการ BOI จะอนุญาตให้แก้ไขกำลังผลิตตามที่ตรวจพบจริง แต่ไม่เกิน 30% ของกำลังผลิตตามบัตรแรก โดยเครื่องจักรที่นำเข้ามาก่อนวันครบกำหนดเปิดดำเนินการ จะนับเป็น cap วงเงินให้ด้วยตามสัดส่วนที่เพิ่มกำลังผลิตไม่เกิน 30% รายละเอียดดูได้จาก คำชี้แจงของ BOI ตาม link: http://www.boi.go.th/index.php?page=faq_inside&group_id=300¤tpage=5&language=th คำถามที่ 23 หลักเกณฑ์การพิจารณาการแก้ไขโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามนโยบายเดิม ภายหลังวันที่ 1 มกราคม 2558
2. กรณีนำเครื่องจักรเข้ามาเพิ่มเติมหลังครบกำหนดเปิดดำเนินการ สามารถทำได้ โดยจะยังคงได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรตามประกาศ ที่ 6/2549 โดย BOI จะพิจารณาแก้ไขเพิ่มกำลังผลิตให้ไม่เกิน 30% ของบัตรแรก แต่จะไม่แก้ไข cap วงเงินยกเว้นภาษีเงินได้ เนื่องจากเป็นการลงทุนเพิ่มเติมหลังวันครบกำหนดเปิดดำเนินการไปแล้ว
กิจการที่ได้รับสิทธิยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าเครื่องจักร สามารถขอขยายระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรและเปิดดำเนินการ ได้ 3 ครั้ง หากบริษัทไม่เคยขยายเวลานำเข้ามาก่อน ก็สามารถขอขยายได้ เอกสารที่ใช้คือ
1. หนังสือนำส่งของบริษัท เพื่อแสดงความประสงค์ขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร
2. แบบขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรและเปิดดำเนินการ (F IN EM 02) จำนวน 1 ชุด
3. สำเนาหนังสือ BOI ที่อนุมัติให้ขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรครั้งล่าสุด (ถ้ามี) จำนวน 1 แผ่น
1. การยื่นขยายเวลาเครื่องจักร ต้องยื่นที่ BOI โดยกำหนดเวลาพิจารณาไว้ไม่เกิน 45 วันทำการ (หรือ 20 วัน กรณีขยายเวลาเฉพาะแม่พิมพ์) แต่ส่วนใหญ่มักจะใช้เวลาไม่นานมากนัก
2. การยื่นก่อนล่วงหน้ากี่วัน ไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจน แต่หากดูจากระยะเวลาพิจารณาที่ BOI กำหนด ก็ควรยื่นล่วงหน้าได้ตั้งแต่ 2 - 2. 5 เดือน ก่อนครบกำหนดวันนำเข้าเครื่องจักร
3. หากเครื่องจักรเข้ามาหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาไปแล้ว แต่การพิจารณาอนุมัติขยายเวลายังไม่แล้วเสร็จ บริษัทต้องยื่นขออนุญาตใช้ธนาคารค้ำประกันภาษีอากร หรือชำระภาษีอากรไปก่อน จากนั้น เมื่อได้รับอนุมัติขยายระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรเรียบร้อยแล้ว จึงสามารถยื่นสั่งปล่อยถอนค้ำประกันหรือสั่งปล่อยคืนอากรได้ต่อไป
1. ให้กรอกข้อมูลทั้งเครื่องจักรและแม่พิมพ์ที่ต้องการขยายระยะเวลานำเข้า
2. วันที่ยื่นขอรับการส่งเสริม ไม่จำเป็นต้องกรอกก็ได้
3. ให้ยื่นใบรายการเอกสารหลักฐานที่ใช้ประกอบการพิจารณาฯ ไปด้วยพร้อมกัน
การยื่นงานบางเรื่อง BOI ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขให้ต้องยื่นหนังสือนำส่งด้วย แต่ปกติควรทำหนังสือนำส่ง (หัวจดหมายบริษัท) แนบไปด้วยทุกครั้ง
ระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรจะนับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริม กรณีสอบถามคือ 6 ม.ค.59 - 5 ก.ค 61
การจะนำเข้าแม่พิมพ์โดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรขาเข้า มีเงื่อนไขคือ
- ต้องนำเข้ามาในช่วงระยะเวลาที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี
- ต้องเป็นแม่พิมพ์ที่สอดคล้องกับกรรมวิธีการผลิตที่ได้รับส่งเสริม
ส่วนการจะขออนุมัติสูตรการผลิตแล้วหรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการขอใช้สิทธินำเข้าเครื่องจักรแม่พิมพ์ เช่น กิจการที่ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายในประเทศ จะไม่ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบ และไม่ต้องทำสูตรการผลิต แต่หากได้รับสิทธิตามมาตรา 28, 29 ก็สามารถขอยกเว้น/ลดหย่อนอากรขาเข้าเครื่องจักรและแม่พิมพ์ได้ โดยไม่ต้องทำสูตรการผลิต
รายการเครื่องจักรที่ขอขยายเวลานำเข้า เป็นเพียงแผนการเท่านั้น เมื่อจะมีการนำเข้าจริง ก็ต้องขออนุมัติแก้ไขเพิ่มเติมบัญชีรายการเครื่องจักรเหล่านั้นให้เรียบร้อยก่อน จึงจะนำเข้ามาโดยใช้สิทธิได้ ดังนั้น แม้ว่าในการขอขยายเวลานำเข้าครั้งที่ 1 หรือ 2 จะมีการแจ้งข้อมูลคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง แต่เมื่อได้รับอนุมัติไปแล้ว ก็ถือว่าขั้นตอนจบเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องชี้แจงแก้ไขอะไรอีก ครั้งนี้หากจะยื่นขยายเวลานำเข้าเป็นครั้งที่ 3 ก็ขอให้เตรียมข้อมูลให้ถูกต้อง
การกำหนดให้ขยายระยะเวลานำเข้าเครื่องจักร 3 ครั้ง เป็นไปตามประกาศ ป.1/2548 ซึ่งกำหนดว่า หากไม่สามารถดำเนินการได้ตามนี้ ให้เลขาธิการ BOI เป็นผู้พิจารณาความเหมาะสม และนำเสนอคณะอนุกรรมการ แต่ตอบตรงๆว่า ถ้าเป็นเหตุผลทั่วๆไป เช่น เศรษฐกิจไม่ดี โน่นนี่นั่น ไม่เป็นเหตุผลที่จะขอขยายเวลาเกินกว่า 3 ครั้ง เพราะถ้าไม่พร้อมตอนนี้ จะรอไว้ยื่นเป็นโครงการใหม่ภายหลังเมื่อพร้อมก็ได้ หรือถ้าเป็นกิจการหมวดเครื่องไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่อนุญาตให้นำเข้าเครื่องจักรได้ตลอดระยะเวลาที่ได้รับการส่งเสริม ก็จะไม่เจอปัญหานี้
เมื่อได้รับอนุมัติหนังสืออนุมัติขยายระยะเวลานำเข้าเครื่องจักร บริษัทจะต้องนำบัตรส่งเสริมและหนังสืออนุมัติดังกล่าว ไปติดต่อกับฝ่ายบัตรส่งเสริมของ BOI เพื่อให้ทำการบันทึกการแก้ไขในท้ายบัตรส่งเสริม หากได้ทำการบันทึกแก้ไขท้ายบัตรส่งเสริมเสร็จสิ้นแล้ว หนังสือแจ้งมติอนุมัติก็ไม่จำเป็นต้องใช้อีกต่อไป เนื่องจากให้ใช้บันทึกการแก้ไขท้ายบัตรส่งเสริมแทน
การขยายระยะเวลานำเข้าเครื่องจักร สามารถขอขยายได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี กรณีที่ลืมขยาย และสิ้นสุดระยะเวลาไปแล้ว (เช่น ตามกรณีที่สอบถาม) สามารถยื่นขอขยายเวลาได้ โดยจะนับระยะเวลาต่อจากวันที่สิ้นสุดเดิม
ถ้ายื่นขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร (ข้อ 3 ในแบบฟอร์ม) ก็ให้ขอขยายเวลาเปิดดำเนินการเต็มโครงการ (ข้อ 4 ในแบบฟอร์ม) ไปด้วยพร้อมกัน ถ้าขอขยายเวลาเครื่องจักร 1 ปี ก็ขยายเวลาเปิดดำเนินการออกไปอีก 1 ปี (ระบุวันที่) เช่นกัน
1. เมื่อครบกำหนดนำเข้าเครื่องจักรแล้ว แต่บริษัทไม่ประสงค์จะขยายเวลานำเข้า เพราะเครื่องจักรเข้ามาครบแล้ว บริษัทก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ แต่ถ้าเป็นกิจการผลิต ซึ่งปกติจะต้องนำเข้าแม่พิมพ์ หรืออะไหล่เครื่องจักรเข้ามาอีก ก็น่าจะขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรออกไปอีก เพราะสามารถนำมูลค่าแม่พิมพ์หรืออะไหล่มารวมคำนวณเป็นขนาดการลงทุนของโครงการ เพื่อคำนวณวงเงินยกเว้นภาษีเงินนิติบุคคลได้
2. การขยายระยะเวลานำเข้าเครื่องจักร และระยะเวลาเปิดดำเนินการ สามารถขยายเวลาได้ 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ปี โดยใช้เอกสารดังนี้ครับ หนังสือบริษัท เรื่อง ขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร เรียน เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (ไม่มีแบบฟอร์ม ร่างขึ้นได้เอง) รายการเอกสารหลักฐานที่ไประกอบการพิจารณาเรื่องการขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรแบบคำขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร
สำเนาหนังสืออนุมัติให้ขยายเวลานำเขาเครื่องจักรครั้งล่าสุด เอกสารให้กรรมการผู้มีอำนาจลงนามประทับตรา และยื่นต่อสำนักบริหารการลงทุนที่รับผิดชอบโครงการของบริษัท
การขอขยายระยะเวลาเปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียว โดยไม่ขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร สามารถยื่นขอขยายได้ 1 ครั้ง เป็นเวลาไม่เกิน 1 ปี โดยใช้เอกสารดังนี้
- หนังสือบริษัท เรื่อง ขอขยายเวลาเปิดดำเนินการ เรียน เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (ไม่มีแบบฟอร์ม ร่างขึ้นได้เอง)
- แบบรายการเอกสารหลักฐานที่ใช้ประกอบการพิจารณาตรวจสอบ
- แบบคําขอขยายเวลาเปิดดําเนินการ (F PM EX 06)
เอกสารข้างต้นสามารถ ดาวน์โหลด เพื่อมาพิมพ์ข้อมูลเพิ่มเติมได้ ส่วนระยะเวลาการพิจารณาของ BOI กำหนดไว้ไม่เกิน 36 วันทำการ จึงน่าจะยื่นเรื่องประมาณ 2 เดือนล่วงหน้า
การขยายเวลานำเข้าแม่พิมพ์ที่ไม่มีการผลิตในประเทศ ให้กับบริษัทที่สิ้นสุดระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรไปแล้ว ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานเพื่อนำเสนอคณะกรรมการ ที่ผ่านมา แม่พิมพ์ที่อนุญาตให้ขยายเวลานำเข้าตามบัญชี positive list จำกัดขอบเขตทำให้มีบริษัทที่ยื่นขอขยายเวลาไม่มากนัก นอกจากนี้กิจการในอุตสาหกรรมเครื่องไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ก็สามารถนำเข้าเครื่องจักรและแม่พิมพ์ตลอดระยะเวลาที่ได้รับส่งเสริม ตลอดจนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็มีการลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตแม่พิมพ์เกิดขึ้นในประเทศไทยมาก ดังนั้น จึงอาจมีความเป็นไปได้ที่ BOI อาจจะไม่ขยาย
1. เครื่องจักร (ทั้งจากในและนอกประเทศ) ที่ซื้อมาก่อนวันยื่นคำขอรับการส่งเสริม จะนำมารวมเป็นเครื่องจักรในโครงการไม่ได้
2. หากต้องการใช้เครื่องจักรที่ซื้อมาก่อนวันยื่นคำขอรับส่งเสริม จะต้องระบุในคำขอรับการส่งเสริมด้วยว่า ได้มีการซื้อเครื่องจักรมาก่อนที่จะยื่นคำขอ และขอใช้เครื่องจักรนั้นในโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมด้วย
3. กรณีที่มีการระบุในคำขอ ตามข้อ 2 และยืนยันได้ว่าบริษัทไม่เคยใช้เครื่องจักรนั้นในเชิงพาณิชย์มาก่อน BOI จะอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรนั้นในโครงการ โดยจะให้รวมมูลค่าของเครื่องจักรนั้นเป็นขนาดการลงทุนของโครงการ เพื่อคำนวณวงเงินยกเว้นภาษีตามมาตรา 31 ได้ด้วย
แต่ทั้งนี้ หากเป็นเครื่องจักรที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ก่อนยื่นคำขอรับส่งเสริม จะไม่ให้ยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าตามมาตรา 28 หรือ 29 แม้ว่าจะอนุมัติให้ใช้ในโครงการได้ก็ตาม
หลักการคือ ระยะเวลานำเข้าเครื่องจักร จะอนุมัติให้เป็นเวลา 36 เดือนนับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริมวันที่ออกบัตรส่งเสริม ระบุอยู่ในหน้าสุดท้ายของบัตรส่งเสริม ส่วนวันที่สิ้นสุดนำเข้าเครื่องจักร ระบุในข้อ 1. 1 ของเงื่อนไขเฉพาะโครงการ (ในหน้าที่ 6 หรือ 7 ในบัตรส่งเสริม) แต่หากมีการอนุมัติให้ขยายเวลานำเข้า จะระบุในเอกสารแนบท้ายบัตรส่งเสริม
ถูกต้องครับ สามารถใช้สิทธิได้อย่างต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 25 ส.ค. 2559 และเมื่อใกล้จะครบกำหนดเวลา หากยังนำเครื่องจักรเข้ามาไม่ครบ ก็ค่อยยื่นขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร
ระยะเวลาสิ้นสุดการนำเข้าเครื่องจักร จะระบุไว้ในบัตรส่งเสริม ในข้อ 1. 1 ของเงื่อนไขเฉพาะโครงการ (ประมาณหน้าที่ 6 หรือ 7 ในบัตรส่งเสริม) การขยายเวลา ควรยื่นเรื่องก่อนวันสิ้นสุด ประมาณ 1-1. 5 เดือน
เมื่อได้รับอนุมัติให้ขยายเวลา จะต้องนำบัตรส่งเสริมไปที่ BOI เพื่อให้เพิ่มเงื่อนไขในเอกสารแนบท้ายบัตรส่งเสริม ดังนั้น การตรวจสอบวันสิ้นสุดการนำเข้าเครื่องจักรในครั้งต่อๆไป ให้ดูจากเอกสารแนบท้ายบัตรส่งเสริม
การอนุมัติขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทสามารถนำเครื่องจักรเข้ามาได้ครบถ้วนตามกำลังผลิตและกรรมวิธีผลิตที่ได้รับส่งเสริม ดังนั้น เมื่อบริษัทได้รับอนุมัติเปิดดำเนินการจาก BOI แล้ว ก็เป็นการแสดงว่า บริษัทได้นำเครื่องจักรเข้ามาครบถ้วนแล้ว จึงไม่สามารถขยายเวลานำเข้าได้อีก ยกเว้นกรณีที่มีการประกาศไว้เป็นการเฉพาะ เช่น เครื่องจักรในกิจการเครื่องไฟฟ้าหรืออิเล็กทรอนิกส์ หรือเครื่องจักรที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนา หรือเครื่องจักรที่ใช้ขจัดหรือป้องกันมลภาวะแวดล้อม จะสามารถนำเข้าได้ตลอดระยะเวลาที่ได้รับส่งเสริม ปล. เข้าใจว่า คำว่า "เปิดกิจการกับ BOI " ที่คุณเขียน คือ การได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการจาก BOI
1. หากยังนำเข้าเครื่องจักรไม่ครบ จะต้องขอขยายระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรและระยะเวลาเปิดดำเนินการ
2. หากนำเครื่องจักรเข้ามาครบหรือเกือบครบ จะขอเปิดดำเนินการ หรือจะขอขยายระยะนำเข้าเครื่องจักรออกไปก่อนก็ได้ เผื่ออาจจำเป็นต้องปรับปรุงสายการผลิตโดยนำเข้าเครื่องจักรบางส่วนเข้ามาในระยะอันใกล้
3. หากนำเครื่องจักรเข้ามาเกิน และจะผลิตเกินกว่าบัตรส่งเสริม ควรขอเปิดดำเนินการ เพื่อให้กำลังผลิตในส่วนที่เกินจากบัตรส่งเสริม สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ด้วย
ประกาศคณะกรรมการ ที่ 5/2556 เรื่อง การยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับแม่พิมพ์ ให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าแม่พิมพ์ที่ยังไม่สามารถผลิตได้ในประเทศ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2556 แม้จะโครงการนั้นจะสิ้นสุดระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรไปแล้วก็ตาม
ประกาศดังกล่าวเป็นอำนาจคณะกรรมการ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นรองประธานและกรรมการ แต่เนื่องจากคณะกรรมการได้ครบวาระไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ก่อนที่จะมีการยุบสภา ดังนั้น คณะกรรมการชุดเก่าจึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรักษาการได้ ต้องรอให้มีนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ให้เสร็จก่อน จึงจะดำเนินการต่อได้
ในอดีตที่ผ่านมา กรณีที่มีการออกประกาศล่าช้าด้วยเหตุผลภายใน เช่น วาระการประชุมมีมาก จนทำให้ต้องเลื่อนการพิจารณาบางเรื่องออกไปก่อน แต่เมื่อกรรมการพิจารณาอนุมัติเรื่องดังกล่าว ก็มักจะให้มีผลย้อนหลังต่อเนื่องจากประกาศเดิม เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับผู้ประกอบการ
แต่ในกรณีนี้ เนื่องจากคณะกรรมการครบวาระไปก่อนหน้านั้นแล้ว และเรื่องนี้อาจจะไม่ได้บรรจุในวาระค้างพิจารณา (ข้อมูลไม่ยืนยัน) ดังนั้น แม้ว่าจะมีคณะกรรมการชุดใหม่ในอีก 1-2 เดือนหน้า แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่า จะมีการขยายเวลาการยกเว้นอากรขาเข้าแม่พิมพ์ต่อไปอีกหรือไม่ รวมถึงจะขยายย้อนหลังให้ต่อจากวันครบกำหนดเดิม คือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 หรือไม่ โดยทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการชุดใหม่
อย่างไรก็ตาม สำหรับกิจการที่ยังมีระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรเหลืออยู่ และกิจการในอุตสาหกรรมเครื่องไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรตลอดระยะเวลาที่ได้รับส่งเสริม ยังคงสามารถนำเข้าแม่พิมพ์ได้ตามสิทธิประโยชน์ที่ได้รับอยู่เดิม
1-2. กรณีที่เปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้ว แต่หากได้รับสิทธินำเข้าเครื่องจักรตลอดระยะเวลาที่ได้รับส่งเสริม
(1) หากเป็นการนำเข้าอะไหล่ แม่พิมพ์ เครื่องจักรที่ไม่กระทบกับกำลังผลิต และเครื่องจักรเพื่อทดแทนเครื่องจักรเดิม ภายใต้กำลังผลิตและกรรมวิธีผลิตที่ได้รับส่งเสริมอยู่เดิม สามารถยื่นขอเพิ่มรายการนั้นๆได้โดยไม่ต้องแก้ไขโครงการ
(2) หากเป็นการนำเข้าเครื่องจักรหลักเพื่อเพิ่มกำลังผลิต หรือเพิ่มขั้นตอนการผลิต จะต้องแก้ไขโครงการก่อน จึงจะขอเพิ่มรายการเครื่องจักรนั้นๆได้
3. cap วงเงินการยกเว้นภาษีเงินได้ที่เคยกำหนดไปแล้ว ณ วันเปิดดำเนินการเต็มโครงการ จะไม่ได้รับอนุญาตให้แก้ไขอีก แม้จะมีการนำเข้าเครื่องจักรเพิ่มเติมตามข้อ 1-2 ก็ตาม
ถ้าได้รับสิทธินำเข้าเครื่องจักรตลอดไป ระยะเวลาสิ้นสุดการนำเข้าในระบบ eMT จะกำหนดเป็นปี 2599 (หรือ 2099 ไม่แน่ใจ) จึงไม่ต้องยื่นขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร
1. กรณีที่บริษัท A และ B มีการซื้อขายเครื่องจักรกันที่ต่างประเทศ บริษัท C (BOI) สามารถซื้อและนำเข้าเครื่องจักรดังกล่าวโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 28ได้ ทั้งนี้ สภาพของเครื่องจักร (ใหม่/เก่า) ต้องเป็นตามที่กำหนดในบัตรส่งเสริม
2. Washing Machine เป็นเครื่องจักรในบัญชี Negative List ต้องการถามว่าอะไรหรือ
คำถามที่สอบถาม ไม่มีความสัมพันธ์กัน
การยกเว้นอากรเครื่องจักร/แม่พิมพ์ จะต้องเป็นเครื่องจักร/แม่พิมพ์ที่ใช้ผลิตสินค้าตามกรรมวิธีการผลิตที่ได้รับอนุมัติ ส่วนจะขายสินค้าให้กับใคร ไม่มีการกำหนดเป็นเงื่อนไข
สรุปคือ หากแม่พิมพ์นั้นนำเข้ามาเพื่อใช้ผลิตสินค้าที่ระบุในบัตรส่งเสริม และมีกรรมวิธีการผลิตตามที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริม ก็ใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรตามมาตรา 28 ได้
1. การจะนำเข้าเครื่องจักรโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าจาก BOI ต้องยื่นขออนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักร (Master List) ก่อน โดย BOI กำหนดระยะเวลาพิจารณาอนุมัติไว้ 60 วันทำการ
2. เครื่องจักรที่จะได้รับอนุมัติบัญชี Master List ต้องเป็นเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิตที่ได้รับส่งเสริม และมีกำลังผลิตสูงสุดไม่เกินกว่าที่ระบุในบัตรส่งเสริม และต้องเป็นเครื่องจักรที่ไม่สามารถผลิตได้ในประเทศ
3. กรณีต้องการนำเข้าเครื่องจักรเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มกำลังผลิต จะต้องยื่นแก้ไขโครงการเพื่อเพิ่มกำลังผลิตต่อ BOI และต้องได้รับอนุมัติก่อน จากนั้นจึงจะสามารถยื่นแก้ไข Master List เพื่อเพิ่มจำนวนเครื่องจักร เพื่อให้มีกำลังสูงสุดตามกำลังผลิตใหม่ที่ได้รับอนุมัติจาก BOI
4. การแก้ไขโครงการเพื่อเพิ่มกำลังผลิต จะต้องยังไม่ครบกำหนดเปิดดำเนินการเต็มโครงการ
1. รถยก (Forklift) ถือเป็นเครื่องจักรของกิจการที่ต้องมีการยกและเคลื่อนย้ายวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม หากเป็นรถยกที่ไม่ผลิตในประเทศ สามารถขออนุมัติบัญชีเครื่องจักร เพื่อใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรตาม ม.28 ได้ แต่หากเป็นรถยกที่มีการผลิตในประเทศ จะไม่ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 28
2. รถยก สามารถนับเป็นมูลค่าการลงทุนในข่ายเครื่องจักรได้ แต่หากบริษัทมีหลายโครงการ และเคยลงบัญชีเป็นสินทรัพย์ของโครงการอื่นไปแล้ว ก็จะนำมานับเป็นมูลค่าการลงทุนอีกไม่ได้
1. การซื้อเครื่องจักรในประเทศเพื่อใช้ในกิจการที่ได้รับส่งเสริม
- ต้องเป็นเครื่องจักรใหม่เท่านั้น
- สามารถนำมาลงบัญชีเป็นสินทรัพย์เพื่อนับเป็นขนาดการลงทุนของโครงได้
- ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าตามมาตรา 28 และ 29
2. การขยายเวลาเครื่องจักร สามารถขอขยายได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี
- สามารถยื่นขอขยายเวลาหลังจากที่ระยะเวลานำเข้าเดิมสิ้นสุดแล้วก็ได้ แต่จะนับเวลาต่อเนื่องจากวันที่สิ้นสุดเดิม
- การยื่นคำร้อง ให้ยื่นบนระบบ eMT และเมื่อได้รับอนุมัติแล้วให้นำบัตรส่งเสริมไปยื่นขอแก้ไขเอกสารแนบท้ายบัตร
กิจการผลิตผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ได้รับสิทธิยกเว้นอากรเครื่องจักรตลอดระยะเวลาที่ได้รับส่งเสริม กรณีที่เปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้ว และจำเป็นต้องนำเครื่องจักรเข้ามาเพิ่ม
1. หากเป็นเครื่องจักรที่ไม่ใช่ขั้นตอนหลักของโครงการ หรือเป็นอุปกรณ์ อะไหล่ แม่พิมพ์ เครื่องมือ สามารถขอเพิ่มรายการได้
2. หากเป็นเครื่องจักรหลักที่เข้ามาทดแทนเครื่องเดิม สามารถขอเพิ่มรายการได้ แต่ต้องชี้แจงเหตุผลให้ชัดเจนว่านำมาปรับเปลี่ยนหรือทดแทนเครื่องจักรใด
3. หากเป็นเครื่องจักรหลักที่นำเข้ามาเพิ่มกำลังผลิตหรือกรรมวิธีการผลิต ต้องแก้ไขโครงการเพิ่มกำลังผลิตหรือกรรมวิธีผลิตให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะให้เพิ่มรายการเครื่องจักรได้
ให้วิศวกรที่โรงงานเป็นคนคำนวณให้ครับก่อนอื่นให้คำนวณหาไซเคิลของการฉีด 1 ครั้ง ว่าใช้เวลากี่นาที และฉีดเป็นชิ้นงานกี่ชิ้น ก็จะคำนวณหากำลังผลิตต่อเครื่องต่อชั่วโมงได้ จากนั้นคำนวณกับวันเวลาทำงานที่ระบุในบัตรส่งเสริม จะออกมาเป็นกำลังผลิตสูงสุดตามเวลาทำงานในบัตรส่งเสริมครับ
กำลังผลิต = จำนวนเครื่อง x กำลังผลิตต่อเครื่องต่อชั่วโมง x ชั่วโมงทำงานตามบัตรส่งเสริม x วันทำงานตามบัตรส่งเสริม
การกรอกกำลังผลิตสูงสุดต่อหน่วยเวลา (B) ไม่มีข้อกำหนดตายตัวว่าต้องกรอกอย่างไร เช่น ถ้าผลิตไซเคิลละ 15 นาที ได้ชิ้นงาน 6 ชิ้น จะกรอกเป็น 15 นาที / 6 ชิ้น = 24 ชิ้น / ชั่วโมง ก็ได้ จากนั้น ก็คูณด้วยจำนวนเครื่อง ชั่วโมงทำงาน วันทำงานตามบัตร ตามตัวอย่างที่เขียนอยู่ในแบบฟอร์มนั่นแหละ
การแก้ไขบัญชีเครื่องจักรทั่วไป (ชื่อหลัก) กำหนดเวลาพิจารณาไว้ไม่เกิน 30 วันทำการ
กรณีนี้น่าจะเข้าข่ายเรื่องค่าบริการด้านวิศวกรรม จึงขออธิบายความหมายก่อน ดังนี้
บริษัท A (ในประเทศ) จ่ายเงินให้บริษัท B (ต่างประเทศ) เพื่อจ้างผลิตแม่พิมพ์ราคา 1 ล้านบาท โดยไม่นำแม่พิมพ์เข้ามา แต่ให้ส่งแม่พิมพ์ไปให้บริษัท C (ต่างประเทศ) เพื่อว่าจ้างผลิตชิ้นส่วนพลาสติกจำนวน 200,000 ชิ้น ในราคาชิ้นละ 10 บาท และจึงนำชิ้นส่วนพลาสติกเข้ามาในประเทศ ในกรณีเช่นนี้ กรมศุลกากรจะพิจารณาว่า ราคาที่นำเข้าชิ้นละ 10 บาท นั้น ไม่ใช่ราคาที่แท้จริง เพราะต้องนำค่าแม่พิมพ์มารวมคำนวณเป็นราคาสินค้าด้วย
แม่พิมพ์ 1 ล้านบาท หากผลิตชิ้นส่วนพลาสติกได้ 200,000 ชิ้น ก็เท่ากับว่า ชิ้นส่วนพลาสติก 1 ชิ้น ต้องใช้แม่พิมพ์ 5 บาท ดังนั้น ราคาที่แท้จริงของชิ้นส่วนพลาสติกจึงเป็น 10 + 5 = 15 บาท เมื่อบริษัท A นำเข้าชิ้นส่วนพลาสติกจากต่างประเทศ แม้จะจ่ายเงินให้บริษัท C ในราคาชิ้นละ 10 บาท แต่ต้องสำแดงราคาเพื่อประเมินภาษีอากรในราคาชิ้นละ 15 บาท ตอบคำถาม
การซื้อแม่พิมพ์ที่ต่างประเทศ แต่ไม่นำเข้ามาในประเทศ ใช้สิทธิอะไรจาก BOI ไม่ได้ เพราะยังไม่เกิดภาระภาษีอะไร เมื่อนำชิ้นส่วนที่ผลิตจากแม่พิมพ์ดังกล่าวเข้ามาในประเทศ ต้องสำแดงราคาชิ้นส่วนซึ่งรวมราคาแม่พิมพ์ด้วย ซึ่งหากนำเข้ามาเพื่อผลิตส่งออก ก็สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรได้ตามมาตรา 36 (1)
วิธีการตามข้อ 2 คือสำแดงราคาสินค้าโดยการบวกค่าบริการด้านวิศวกรรมเข้าไปด้วย เป็นขั้นตอนการเดินพิธีการศุลกากร แอดมินไม่ทราบรายละเอียด แต่เข้าใจว่าน่าจะสำแดงราคาบนหน้าใบขนได้เลย ลองปรึกษากับบริษัทชิปปิ้งหรือกรมศุลกากรดูนะ
กับบีโอไอไม่ต้องแจ้งอะไร เพราะถ้าเป็นวัตถุดิบที่นำมาผลิตตามโครงการแล้วส่งออก ก็ใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรตาม ม.36 ได้ตามปกติ แม้ราคาวัตถุดิบนั้นจะมีค่าบริการทางวิศวกรรมรวมอยู่ด้วยหรือไม่ก็ตาม
1. อะไหล่ของแม่พิมพ์ ต้องเป็นส่วนประกอบของแม่พิมพ์ที่นำเข้ามาใช้ในโครงการที่ได้รับส่งเสริม แต่แม่พิมพ์นั้นจะนำเข้ามาโดยยกเว้นภาษีหรือชำระภาษีก็ได้
2. ดังนั้น แม้ว่าบริษัทจะนำเข้าแม่พิมพ์เข้ามาโดยชำระภาษี แต่ก็สามารถขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีอะไหล่แม่พิมพ์ได้ โดยไม่เงื่อนไขในการใช้สิทธิคือ ต้องใช้เฉพาะในโครงการที่ได้รับส่งเสริมเท่านั้น
3. แม่พิมพ์ และอะไหล่ สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีนำเข้ามาโดยไม่จำกัดจำนวน แต่ตามที่อธิบายไปแล้วคือต้องใช้เฉพาะโครงการที่ได้รับส่งเสริมเท่านั้น
1. ต้องใช้เฉพาะในโครงการที่ได้รับส่งเสริม คือ
- หากบริษัทมีหลายกิจการ ทั้งที่ได้รับส่งเสริมและไม่ได้รับส่งเสริม ก็ต้องใช้ในกิจการส่วนที่ได้รับส่งเสริมเท่านั้น
- กิจการที่ได้รับส่งเสริม ก็ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนดในบัตรส่งเสริมอยู่แล้ว
2. คำถามที่สอง ไม่เข้าใจครับว่าจะถามอะไร
ในวันตรวจสอบเปิดดำเนินการ
- เจ้าหน้าจะตรวจสอบขั้นตอนการผลิตและกำลังผลิต ว่าเป็นไปตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม
- ส่วนการจะตรวจสอบว่า เครื่องจักร (รวมถึงอะไหล่) ทุกตัวอยู่ที่โรงงานหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่แต่ละคน แม้ว่าในทางปฏิบัติส่วนใหญ่อาจไม่ได้ตรวจก็ตาม
- การจำหน่ายเครื่องจักรหรือนำออกไปใช้นอกโครงการ โดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบในวันเปิดดำเนินการ สามารถตรวจสอบจากเอกสารอื่นได้ หากหน่วยงานราชการ เช่น กรมศุลกากรตรวจพบการกระทำผิด BOI ก็สามารถเพิกถอนสิทธิเครื่องจักรนั้นๆได้ แม้ว่าจะเปิดดำเนินการไปแล้วหรือไม่ก็ตาม
เงื่อนไขในบัตรส่งเสริมกำหนดไว้ว่า
"จะต้องไม่จำนอง จำหน่าย โอน ให้เช่า หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้เครื่องจักรที่ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้า ในกรณีที่ได้รับอนุญาตให้จำนองเครื่องจักร............."
กล่าวคือ ถ้าจะจำนองเครื่องจักรที่ใช้สิทธิยกเว้นอากร ต้องขออนุญาตก่อน แต่ถ้าจะจำนองเครื่องจักรที่ไม่ได้ใช้สิทธิยกเว้นอากร ก็ไม่ต้องขออนุญาต ตอบคำถามดังนี้
1. สามารถทำได้ เพราะหลักเกณฑ์การพิจารณาคืนอากรเครื่องจักร จะพิจารณาเพียงว่าเครื่องจักรนั้นตรงตามบัญชีรายการเครื่องจักรที่ได้รับอนุมัติไว้แล้วหรือไม่ หากตรงตามบัญชี ก็สามารถยื่นขอคืนอากรได้
2. การขออนุมัติต่างๆ ปกติจะกำหนดให้มีผลตั้งแต่วันที่บริษัทยื่นขอ จะไม่ย้อนหลังไปในอดีต
3. ปกติไม่ควรอนุมัติย้อนหลัง จึงขอไม่ตอบ
เรื่องที่สอบถาม น่าจะทำได้ 2 วิธีคือ วิธีที่ 1 ยื่นขอคืนอากรเครื่องจักร
- เมื่อได้รับอนุมัติคืนอากรแล้วจึงยื่นขออนุญาตนำเครื่องจักรไปจำนอง
- เมื่อได้รับอนุมัติให้จำนอง ควรทำสัญญาจำนองอีกรอบหนึ่ง ให้มีผลตั้งแต่วันที่ได้รับอนุมัติให้จำนอง (แก้ไขเพิ่มเติม ณ 18 ส.ค. 58) - สำหรับการจำนองก่อนหน้านั้น ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะในขณะที่จำนองนั้น ยังเป็นเครื่องจักรที่ไม่ได้รับยกเว้นอากร ซึ่งจะยื่นขออนุญาตจำนองในขณะนั้นไม่ได้ วิธีที่ 2 ยกเลิกการจำนองไปก่อน
- จากนั้นจึงยื่นขอคืนอากรเครื่องจักร
- เมื่อได้รับอนุมัติแล้วจึงทำเรื่องขออนุญาตนำเครื่องจักรไปจำนอง
- จากนั้นจึงทำการจำนองใหม่อีกครั้งหนึ่ง จะเลือกใช้วิธีไหน น่าจะปรึกษากับ จนท BOI ที่ดูแลงานเครื่องจักรของบริษัท
เครื่องจักร ส่วนประกอบ แม่พิมพ์ ที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าจาก BOI หากชำรุดเสียหาย สามารถดำเนินการโดยวิธีต่างๆ ตามนี้
ทำลาย
- ต้องขออนุมัติวิธีทำลายก่อน จากนั้นจึงให้บริษัท inspector ตรวจสอบก่อนและหลังการทำลาย
- ไม่มีภาระภาษี
ส่งออก
- ต้องขออนุญาตก่อน
- ไม่มีภาระภาษี
บริจาคให้กับส่วนราชการ องค์การของรัฐ หรือองค์กรสาธารณะกุศล
- ต้องขออนุญาตก่อน
- ไม่มีภาระภาษี
จำหน่ายในประเทศ
- ต้องขออนุญาตชำระภาษีตามสภาพ
เก็บไว้จนครบ 5 ปีนับจากวันนำเข้า
- เมื่อครบ 5 ปีจึงขอตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษี แล้วจึงจำหน่ายได้โดยไม่มีภาระภาษี
การอนุมัติบัญชี เป็นเพียงขั้นตอนในการจะขอใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร หากจะไม่ใช้สิทธิ ก็ไม่มีปัญหาอะไร
การส่งคืนอะไหล่ของเครื่องจักรไปต่างประเทศ หากเป็นอะไหล่ที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 28 (หรือ29) ให้ยื่นขออนุญาตบนระบบ eMT ด้วย
เครื่องจักรจะซื้อในประเทศก็ได้ แต่ต้องเป็นเครื่องจักรใหม่เท่านั้น
กรณีที่ได้รับใบอนุญาตเปิดดำเนินการครบตามโครงการแล้ว แต่ต่อมา เครื่องจักรเสียหายใช้งานไม่ได้บริษัทสามารถซื้อเครื่องจักรใหม่เข้ามาทดแทนได้ แต่จะไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร (เพราะระยะเวลายกเว้นอากรจะสิ้นสุดไปแล้ว) การซื้อเครื่องจักรใหม่มาทดแทนนี้ ไม่ต้องขออนุญาตจาก BOI โดยเครื่องจักรใหม่ที่ซื้อมาเพิ่มเติมนี้ บริษัทสามารถบันทึกบัญชีเป็นสินทรัพย์ของโครงการที่ได้รับส่งเสริมอยู่เดิมได้ และกำลังผลิตที่เกิดขึ้นจากเครื่องจักรใหม่ที่ซื้อมาเพิ่มนี้ ก็สามารถใช้สิทธิตามโครงการที่ได้รับส่งเสริมอยู่เดิมได้ แต่จะไม่แก้ไขเพิ่มเติมกำลังผลิต และไม่แก้ไขเพิ่ม cap วงเงินยกเว้นภาษีให้ คือ ยังต้องใช้กำลังผลิต และ cap วงเงินยกเว้นภาษีตามเดิม
คำถามไม่ชัดเจน เครื่องจักรคืออะไร เป็นเครื่องจักรหลัก หรือแม่พิมพ์ หรืออะไร ขอตอบในภาพรวม เพื่อเป็นแนวทางไปเปรียบเทียบต่อ ดังนี้
1. A (BOI) ต้องการซื้อชิ้นส่วนพลาสติกจาก B (BOI) โดย A จะเป็นผู้ลงทุนแม่พิมพ์ และนำไปจ้างให้ B ฉีดชิ้นส่วนพลาสติกให้
กรณีนี้ A สามารถขอแก้ไขกรรมวิธีผลิต เพื่อให้มีขั้นตอนการนำแม่พิมพ์ไปว่าจ้างผลิตชิ้นส่วน เมื่อได้รับอนุมัติแก้ไขกรรมวิธีผลิตดังกล่าว A จะสามารถนำเข้าแม่พิมพ์โดยใช้สิทธิของ A จากนั้นให้ยื่นขออนุญาตนำแม่พิมพ์ไปให้ผู้อื่นใช้ เพื่อผลิตชิ้นส่วนให้กับ A
2. B (BOI : ผลิตชิ้นส่วนพลาสติก) นำแม่พิมพ์เข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากร เพื่อผลิตชิ้นส่วนพลาสติกจำหน่ายให้ A หาก B จะขายแม่พิมพ์ให้กับ A B จะต้องยื่นขออนุญาตจำหน่ายเครื่องจักร(แม่พิมพ์) และจะต้องชำระภาษีอากรตามสภาพ
บริษัทเทรดดิ้ง นำเข้าเครื่องจักร โดยชำระอากรขาเข้าและ vat ตามปกติ จากนั้นจำหน่ายให้กับ บริษัทคุณที่เป็น BOI กรณีนี้ บริษัทสามารถซื้อเครื่องจักรจากเทรดดิ้งดังกล่าว เพื่อมาใช้ในโครงการที่ได้รับส่งเสริมได้ แต่จะต้องเป็นเครื่องจักรใหม่เท่านั้น และบริษัทก็ไม่ต้องแจ้งหรือขออนุญาตใดๆจาก BOI เพราะไม่ขัดเงื่อนไขใดๆ แต่ในกรณีนี้ บริษัทไม่ใช่ผู้นำเข้าโดยตรง จึงไม่สามารถใช้สิทธิยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าเครื่องจักรดังกล่าวได้
การซื้อเครื่องจักรใหม่หลังเปิดดำเนินการ ไม่ต้องขออนุญาต เนื่องจากไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร (ระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรสิ้นสุดแล้ว) เครื่องจักรใหม่ที่ซื้อเพิ่มเติมภายหลังนี้ หากจะใช้ในโครงการที่ได้รับส่งเสริม ก็ต้องลงบัญชีเป็นสินทรัพย์ของโครงการที่ได้รับส่งเสริมนั้น แต่จะไม่ให้แก้ไขกำลังผลิตในบัตรส่งเสริม และไม่ให้แก้ไข cap วงเงินยกเว้นภาษีเงินได้ ทั้งนี้ ไม่รวมถึงกิจการที่มีประกาศกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เช่น กิจการผลิตเครื่องไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
การซื้อเครื่องจักรในประเทศ ต้องเป็นเครื่องจักรใหม่เท่านั้น เครื่องจักรที่ซื้อในประเทศ จะไม่ยื่นขออนุมัติบัญชีก็ได้ แต่หากในอนาคตจำเป็นต้องนำเข้าอะไหล่ของเครื่องจักรดังกล่าว ให้ยื่นขออนุมัติบัญชีเครื่องจักรรายการนั้นเผื่อไว้ด้วย โดยระบุจำนวนเป็น 0. 5 set ซึ่งจะสั่งปล่อยเครื่องจักรไม่ได้ แต่สามารถขออนุมัติบัญชีอะไหล่เพื่อโยงกับเครื่องจักรรายการนั้นได้ การยื่นขออนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักรที่ซื้อในประเทศ ไม่ต้องแนบเอกสารใดเป็นพิเศษ การแนบเอกสาร จะเป็นกรณีขออนุมัติบัญชีเครื่องจักรเก่า (แนบใบรับรองประสิทธิภาพ) หรือการขออนุมัติเครื่องจักรที่เป็น Negative List (แนบ Specification ว่าเป็นรุ่นที่ไม่สามารถผลิตได้ในประเทศ)
1. ในการขอรับการส่งเสริม จะซื้อเครื่องจักรหลักจากในประเทศหรือนำเข้าจากต่างประเทศก็ได้ โดยสามารถนับเป็นกำลังผลิตของโครงการได้ทั้งสิ้น แต่มีเงื่อนไขดังนี้
1. 1 กรณีซื้อเครื่องจักรในประเทศ
- ต้องเป็นเครื่องจักรใหม่เท่านั้น
1. 2 กรณีซื้อเครื่องจักรจากต่างประเทศ
- หากเป็นเครื่องจักรเก่า ต้องมีอายุไม่เกิน 10 ปี และต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่า
- เครื่องจักรเก่าอายุเกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี จะไม่นับเป็นเงินลงทุนสำหรับคำนวณวงเงินการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
- หากเครื่องจักรดังกล่าวมีการผลิตในประเทศ แต่บริษัทต้องการนำเข้าจากต่างประเทศ จะไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร
2. กิจการประเภท 4. 10 การผลิตรถไฟหรือรถไฟฟ้าหรืออุปกรณ์หรือชิ้นส่วน (เฉพาะระบบราง) ตามประกาศฉบับปัจจุบัน เป็นประเภท A2 ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี
กิจการ 2. 9.3 การผลิตเหล็กทรงยาวสำหรับงานอุตสาหกรรม ได้รับสิทธิประโยชน์ในกลุ่ม A4 คือ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรตามมาตรา 28 และยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบตามมาตรา 36
ตอบคำถามตามนี้
1. บริษัทสามารถซื้อเครื่องจักรที่ผลิตหรือประกอบในประเทศได้ แต่จะต้องเป็นเครื่องจักรใหม่เท่านั้น
2. การซื้อเครื่องจักรในประเทศ ไม่สามารถใช้สิทธิมาตรา 28 เพื่อยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มได้ แต่จะนับมูลค่าเครื่องจักรเป็นมูลค่าการลงทุนของโครงการ เพื่อคำนวณวงเงินที่จะให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 31
3. กรณีเป็นเครื่องจักรที่มีผลิตหรือประกอบในประเทศ หากบริษัทจะนำเครื่องจักรเข้ามาจากต่างประเทศ จะไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 28
การขอจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศ เมนูในระบบ eMT ไม่มีช่องให้ติ๊กว่า "ชื่อไม่ตรง" จึงจะต้องเป็นการจำหน่ายเครื่องจักรทั้งเครื่อง เท่านั้น กรณีที่จะขอจำหน่ายชิ้นส่วนเครื่องจักรในประเทศ ให้เลือกเมนู "จำหน่ายเครื่องจักร / นอกระบบ" (แม้ว่าจะนำเข้ามาโดยระบบ eMT ก็ตาม) และกรอกข้อมูลชิ้นส่วนเครื่องจักรที่จะขอจำหน่าย
ประกาศ BOI เกี่ยวกับเครื่องจักรทุกฉบับ กำหนดหลักเกณฑ์ว่า โครงการที่ได้รับส่งเสริมต้องใช้เครื่องจักรใหม่ หากจะใช้เครื่องจักรเก่าต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพและได้รับอนุญาตจาก BOI (ยกเว้นบางกรณีที่มีข้อยกเว้น เช่น แม่พิมพ์ เป็นต้น) และในบัตรส่งเสริม ก็จะระบุเงื่อนไขเช่นเดียวกัน หากบริษัทยังคงมีสถานะเป็นผู้ได้รับส่งเสริม (ไม่ว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรเครื่องจักรหรือไม่ / ไม่ว่าจะเปิดดำเนินการแล้วหรือไม่) หากจะใช้เครื่องจักรเก่า ก็ยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข คือ ต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพ และต้องได้รับอนุญาตจาก BOI
แม้ว่าบริษัทจะเปิดดำเนินการแล้ว ก็ยังคงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม คือ
1) เครื่องจักรที่ใช้ในโครงการต้องเป็นเครื่องจักรใหม่ หรือ
2) กรณีได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่า ต้องเป็นเครื่องจักรที่นำเข้าจากต่างประเทศ มีใบรับรองประสิทธิภาพ และอายุไม่เกินกว่าที่กำหนดในบัตรส่งเสริม
กรณีได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้ว แต่ต่อมามีการซื้อเครื่องจักรเก่ามาใช้ โดยชำระภาษีเอง หากไม่มีใบรับรองประสิทธิภาพ จะขัดกับเงื่อนไขข้อ 2
ดังนั้น ผลผลิตที่เกิดจากเครื่องจักรดังกล่าว จะเป็นผลผลิตที่ไม่ได้รับการส่งเสริม ซึ่งไม่สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ จึงควรทำใบรับรองประสิทธิภาพให้ถูกต้องตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม
ถ้าจะลงรายละเอียด ขอให้ช่วยให้ข้อมูลให้ครบด้วย เช่น กิจการอะไร กรรมวิธีผลิตที่ได้รับอนุมัติเป็นอย่างไร บัตรส่งเสริมอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่าหรือไม่ เครื่องจักรเก่าที่จะนำเข้าคืออะไร
เงื่อนไขเครื่องจักรเก่าต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพ กำหนดไว้ในประกาศ สกท ที่ ป.2/2546 และประกาศ กกท ที่ 6/2558 หากไม่อยู่ในข่ายข้อยกเว้น จะต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพ
1. ประกาศ BOI เกี่ยวกับเครื่องจักร ค้นได้จาก http://www.faq108. co.th/boi/announcement/ โดยเลือกหมวดหมู่เป็น "เครื่องจักร"
2. ความหมายของเลขบัตรส่งเสริม ดูได้จาก Link : http://faq108. co.th/boi/certificate/overview.php
กรณีนำอะไหล่เข้ามาทดลองใช้กับเครื่องจักร เช่น เพื่อต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร หรือเพื่อลดต้นทุนค่าอะไหล่ ถือว่ามีเจตนาที่ต้องการนำอะไหล่นั้นมาใช้ในโครงการที่ได้รับส่งเสริม จึงน่าจะอยู่ในข่ายที่สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรได้ตามปกติ แต่หากนำมาทดลองแล้ว ปรากฏว่าไม่สามารถใช้ได้ บริษัทก็ต้องขออนุญาตส่งคืนอะไหล่ดังกล่าวออกไปต่างประเทศ หรือขอจำหน่ายในประเทศโดยมีภาระภาษีตามสภาพ
คำถามขาดรายละเอียด จึงขอตอบเฉพาะหลักการดังนี้
หากบริษัท B จะใช้สิทธิตามมาตรา 28 เพื่อยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร B จะต้องมีสถานะเป็นผู้นำเข้า จึงจะใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรตามมาตรา 28 ได้
กรณีได้รับอนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักรแล้ว สามารถยื่นขอแก้ไขหน่วยของเครื่องจักรได้ แต่จะต้องยังไม่เคยยื่นสั่งปล่อยเครื่องจักรรายการที่จะแก้ไขหน่วยนั้น
หากในการขออนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักร ระบุว่าไม่ใช่เครื่องจักรหลัก แต่ในขั้นเปิดดำเนินการจะระบุว่าเป็นเครื่องจักรหลัก ก็สามารถทำได้ ตามข้อเท็จจริง โดยไม่ต้องแก้ไขอะไรเพิ่มเติม
เนื่องจากเป็นคำถามที่กว้างมาก จึงขอตอบเฉพาะกรอบใหญ่ ๆ ดังนี้
1. การขออนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักร (Master List)
- สมัครใช้บริการระบบ eMT กับสมาคม IC
- ยื่นคำร้องขออนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักรผ่านระบบ eMT
2. การขออนุมัติบัญชีปริมาณสต็อกวัตถุดิบ (Max Stock)
- ยื่นแบบคำขออนุมัติบัญชีปริมาณสต็อกวัตถุดิบต่อ BOI
- สมัครใช้บริการระบบ RMTS กับสมาคม IC
- นำข้อมูลบัญชีปริมาณสต็อกวัตถุดิบที่ได้รับอนุมัติจาก BOI ไปบันทึกในระบบ RMTS
เมื่อสมัครใช้บริการระบบ eMT และ RMTS กับสมาคม IC แล้วจะได้รับสิทธิเข้ารับการฝึกอบรมวิธีการใช้งานระบบนั้น ๆ
หรือหากต้องการศึกษาวิธีปฏิบัติหลังได้รับการส่งเสริมสามารถเข้ารับการฝึกอบรมจากคอร์สต่างๆ ที่สมาคม IC จัดขึ้นเป็นประจำ
http://icis.ic.or.th/i-regist/index.php?r=site/courseให้ขออนุมัติเป็นรายการใหม่ (ระบบ eMT นับการเว้นวรรคเป็นอักขระ)
ให้แยกเป็น 2 เรื่องดังนี้
1. สามารถใช้เครื่องจักรเก่าได้หรือไม่
ตอบ ให้ตรวจสอบเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมว่ามีการอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่าได้หรือไม่
หากมี กำหนดอายุเครื่องจักรเก่าไว้อย่างไร ก็ต้องปฏิบัติตามนั้น
หากไม่มี หมายความว่า ไม่สามารถใช้เครื่องจักรเก่าในโครงการได้ ไม่ว่าจะเสียภาษีอากรเข้าขาเองก็ตาม
2. ต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่าหรือไม่
ตอบ กรณีที่บัตรส่งเสริมอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่า จะกำหนดเงื่อนไขด้วยว่าต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่าด้วย ยกเว้นเครื่องจักรบางรายการ เช่น แม่พิมพ์ JIG&FIGTURE ได้รับยกเว้นไม่ต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่า
กรณีที่บริษัทได้รับการส่งเสริม และได้รับสิทธิตามมาตรา 28
1. เครื่องจักรในการผลิตน้ำ จะสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีตามมาตรา 28 ได้
2. เครื่องจักรในการสูบน้ำ และระบบท่อส่งน้ำ จะสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีตามมาตรา 28 ได้ แต่ ทั้งนี้ ในโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมและได้รับอนุมัติ จะต้องระบุว่ามีกระบวนการสูบน้ำจาก .... และส่งน้ำจากโรงงานไปยัง .... เป็นระยะทาง .... ด้วย
ทั้งนี้ เครื่องจักรที่จะได้รับสิทธิตามข้อ 1 และ 2 จะต้องไม่เป็นเครื่องจักรมีผลิตหรือประกอบในประเทศ ซึ่งมีคุณภาพใกล้เคียงกัน และมีปริมาณเพียงพอที่จะจัดหามาใช้ได้
1. การดำเนินการจ่ายค่าอากรไปก่อน และแจ้งสงวนสิทธิไปก่อนนั้นถูกต้องแล้วในหลักการ
2. ขั้นตอนต่อไปจะต้องออกบัตรส่งเสริมก่อน แล้วติดต่อขอ username/password ที่ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ (ชั้น 3 บีโอไอ สนญ) เพื่อเข้าระบบ eMT ได้
3. เมื่อเข้าระบบ eMT แล้วจะต้องทำการขออนุมัติ Master List เพื่ออนุมัติชื่อและจำนวนเครื่องจักรที่สามารถใช้สิทธิ์ได้
4. เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว จึงขอสั่งปล่อยเครื่องจักรแบบคืนอากรกับสมาคมสโมสรนักลงทุน เพื่อให้มีหนังสือจากสำนักงานไปยังศุลกากร เพื่อทำเรื่องขอคืนอากรต่อไป
5. สำหรับเอกสารประกอบการสั่งปล่อยโปรดติดต่อสมาคมสโมสรนักลงทุน
โทรศัพท์ (66) 0 2936 1429
โทรสาร (66) 0 2936 1441-2
เว็บไซต์ : http://www.ic.or.th
อีเมล์ : is-investor@ic.or.th
6. สำหรับการติดต่อคืนอากรโปรดติดต่อ
ฝ่ายเอกสิทธิและส่งเสริมการลงทุน ส่วนบริการกลาง สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ โทร. 0-2667-7000 ต่อ 20-7641, 20-5525 หรือ 20-5536
ฝ่ายเอกสิทธิและส่งเสริมการลงทุน ส่วนบริการกลาง สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โทร. 0-2134-1250, 0-2134-1251 หรือ 0-2134-1245
ฝ่ายเอกสิทธิและส่งเสริมการลงทุน ส่วนบริการกลาง สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังโทร. 0-2667-7000 ต่อ 25-7873, 25-7910, 25-7913 หรือ 25-7875
หรือหากมีข้อเสนอแนะประการใดโปรดติดต่อ ฝ่ายเอกสิทธิและส่งเสริมการลงทุน ส่วนบริการกลาง สานักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ โทร. 0-2667-7641
แม้ว่าบริษัทจะได้รับใบอนุญาตเปิดดำเนินการแล้ว ก็ยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้งหมดในบัตรส่งเสริม ดังนั้น หากจะมีการจำหน่ายเครื่องจักรหลัก และทำให้กำลังผลิตลดลงมากกว่า 20% ของบัตรส่งเสริม จะต้องแจ้ง BOI เพื่อขอแก้ไขโครงการ และขออนุญาตจำหน่ายหรือส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศ
การนำเข้าเครื่องจักรเก่าใช้แล้ว เพื่อมาใช้ในโครงการที่ได้รับการส่งเสริม มีเงื่อนไขดังนี้
1. ในบัตรส่งเสริมจะต้องมีข้อความระบุการอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่าในโครงการที่ได้รับส่งเสริม
2. อายุของเครื่องจักรเก่า ต้องเป็นไปตามที่ระบุในบัตรส่งเสริม
3. ต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่าตามหลักเกณฑ์ที่ BOI กำหนด
กรณีที่บัตรส่งเสริมระบุให้ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากรเครื่องจักรเก่า สามารถยื่นสั่งปล่อยผ่านระบบ eMT ได้ตามปกติ
แต่หากบัตรส่งเสริมระบุไม่ให้ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากรเครื่องจักรเก่า ก็ให้นำเข้าโดยชำระภาษีอากรตามปกติ และไม่ต้องยื่นสั่งปล่อยต่อ BOI แต่จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อข้างต้น
ศบท. ได้ชี้แจงว่าสิทธิตามมาตรา 36 นั้นใช้ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิตตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม ด้วยเครื่องจักรที่อยู่ในโครงการที่ได้รับส่งเสริม และผลิตแล้วจะส่งออกทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งเครื่องจักรที่อยู่ในโครงการที่ได้รับส่งเสริมนั้นอาจจะใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 28 หรือลดหย่อนตามมาตรา 29 หรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้อาจจะพิจารณาเบื้องต้นว่าเครื่องจักรอยู่ในโครงการหรือไม่โดยการดูรายละเอียดเครื่องจักรในเอกสารตรวจเปิดดำเนินการก็ได้หากได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการแล้ว
หากบริษัทนำรายการอะไหล่ ไปยื่นขออนุมัติในบัญชีเครื่องจักร และได้รับอนุมัติแล้ว จะปล่อยเลยตามเลยไปก็ได้ แต่จะมีข้อเสียคือ หากจะนำเข้าเพิ่มเติม ก็ต้องยื่นขอเพิ่มจำนวนเครื่องจักรทุกครั้ง (แต่หากเป็นอะไหล่จะไม่กำหนดจำนวนอนุมัติสูงสุด)
กรณีต้องการแก้ไขให้ถูกต้อง หากยังไม่ได้ใช้สิทธิสั่งปล่อยเครื่องจักร (อะไหล่) รายการนั้นก็ให้ยื่นขอยกเลิกรายการเครื่องจักร จากนั้นให้ยื่นขออนุมัติใหม่ในบัญชีรายการอะไหล่
แต่หากใช้สิทธิสั่งปล่อยเครื่องจักร (อะไหล่) รายการนั้นไปแล้ว จะยกเลิกรายการเครื่องจักรนั้นไม่ได้ และในกรณีนี้ก็จะยื่นขออนุมัติเป็นชื่ออะไหล่ไม่ได้ด้วย เนื่องจากระบบ eMT จะล็อคไม่ให้ยื่นขอชื่ออะไหล่โดยใช้ชื่อที่ซ้ำกับชื่อเครื่องจักร
การนำเข้าแม่พิมพ์จากต่างประเทศมาทดลองใช้ สามารถใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 28 ได้
และหากทดลองแล้วไม่ผ่าน เมื่อจะส่งคืนก็ให้ยื่นขออนุญาตส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศ จากนั้นนำหลักฐานส่งออกมายื่นตัดบัญชีเครื่องจักรต่อไป
กรณีส่งแม่พิมพ์ไปซ่อมแล้ว แต่ซ่อมไม่ได้จึงไม่ต้องการนำกลับเข้ามาให้ยื่นคำร้องเพื่อเปลี่ยนสถานะการส่งซ่อมเป็นส่งคืนจากเมนูส่งซ่อม/ส่งคืน ในระบบ eMT
หากนำเข้าเครื่องจักรเข้ามาเกิน 30% ในช่วงที่ยังไม่ครบกำหนดเปิดดำเนินการ สามารถนำเครื่องจักรนั้นไปรวมเป็นการลงทุนของโครงการนั้นได้ แต่ BOI จะแก้ไขกำลังผลิตให้ในวันที่อนุญาตให้เปิดดำเนินการเท่านั้น
ทั้งนี้ หากสิทธิประโยชน์ของโครงการนั้น แตกต่างกับสิทธิประโยชน์กรณียื่นเป็นคำขอใหม่ในปัจจุบัน จะอนุญาตให้เพิ่มกำลังผลิตได้ไม่เกิน 30% และแก้ไขวงเงินลงทุน (วงเงินยกเว้นภาษีเงินได้) ให้ตามสัดส่วนของกำลังผลิตที่อนุญาตให้เพิ่มขึ้น โดยส่วนที่ผลิตเกินกว่านั้น ต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล
Master List หมายถึง บัญชีรายการเครื่องจักรที่จะขอใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 28 หรือ 29 จาก BOI โดยแบ่งเป็น 3 บัญชี คือ
- บัญชีเครื่องจักร
- บัญชีอะไหล่
- บัญชีแม่พิมพ์
ส่วน BOM หมายถึง กรณีนำเข้าเครื่องจักรตามรายการใน Master List โดยถอดแยกชิ้นไม่ครบชุด หรือครบชุดแต่แยกนำเข้าหลายเที่ยวเรือ จะต้องระบุรายการชิ้นส่วนนั้นๆ โดยผูกไว้กับรายการเครื่องจักรนั้นๆ ด้วย
เช่น หากบริษัทจะนำเข้าชิ้นส่วน A1, A2, A3 จากต่างประเทศ เพื่อมาประกอบเข้ากับชิ้นส่วน A4 ที่ซื้อในประเทศ เป็นเครื่องจักร A กรณีนี้จะต้องยื่นอนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักรเป็น A โดยมี BOM เป็น A1, A2, และ A3
ตรวจสอบได้จาก ประกาศ สกท ที่ ป.2/2556
ขอตอบในเบื้องต้นดังนี้
1. การที่บริษัท ก จะขอรับการส่งเสริมจาก BOI บริษัท ก จะต้องมีการลงทุนเครื่องจักรเองโดยการซื้อหรือเช่า ดังนั้น การที่บริษัท ก จะรับเครื่องจักรจากบริษัท ข มาเพื่อผลิตสินค้าให้กับบริษัท ข ตามสัญญาจ้างทำของ โดยบริษัท ก ไม่มีการลงทุนเครื่องจักรเอง จึงไม่อยู่ในข่ายที่จะขอรับส่งเสริม
2. แต่หากบริษัท ก เช่าเครื่องจักรจากบริษัท ข (หากเช่าในประเทศ ต้องเป็นเครื่องจักรใหม่ที่ไม่เคยใช้งานเชิงพาณิชย์มาก่อน) จากนั้นผลิตสินค้าให้กับบริษัท ข ตามสัญญาจ้างทำของ
กรณีนี้ บริษัท ก สามารถยื่นขอรับส่งเสริมได้ โดยรายได้จากการทำของ ที่ตรงกับชนิดผลิตภัณฑ์ที่ระบุในบัตรส่งเสริม และมีกรรมวิธีการผลิตครบถ้วนตามที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริม ถือเป็นรายได้ที่สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 31 และหากบริษัท ก เป็นนิติบุคคลต่างชาติ จะต้องยื่นขอใบรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จากสํานักบริหารการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อประกอบธุรกิจรับจ้างทำของ ตามที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI ด้วย
สำคัญ ! เนื่องจากคำตอบที่ 1 แม้ว่าอาจเคยมีการตีความกฎหมายมาแล้ว แต่เข้าใจว่าไม่มีประกาศหรือคำสั่งจาก BOI ที่จะนำมาอ้างอิงได้ จึงจะขอตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง และหากมีข้อมูลเพิ่มเติม จะอัพเดตให้ทราบต่อไป
3. ตามคำตอบที่ 2 หากบริษัท ก ไม่มีสถานะเป็นผู้นำเข้าเครื่องจักร บริษัท ก จะใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรขาเข้าเครื่องจักรตามมาตรา 28 หรือ 29 ไม่ได้
คำถามนี้น่าจะเป็นคำถามเชิงสมมุติ ซึ่งในทางปฏิบัติอาจไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากหากบริษัท ก มีเครื่องจักรอยู่แล้ว บริษัท ข ไม่น่าจะมีความเป็นต้องซื้อเครื่องจักรอีกชุดหนึ่ง แล้วส่งมาจ้างให้บริษัท ก ผลิตสินค้าให้ เพราะจะทำให้ต้นทุนการได้มาซึ่งสินค้าของบริษัท ข จะสูงกว่าการซื้อสินค้าตามปกติ
แต่หากสมมุติว่าเกิดขึ้นได้จริง ก็น่าจะเข้าข่ายตามคำตอบแรก คือเป็นการผลิตสินค้าที่บริษัท ก ไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ในเครื่องจักร (ไม่ได้ซื้อ/ไม่ได้เช่า) จึงไม่น่าจะเข้าข่ายที่จะนับเป็นโครงการที่ได้รับส่งเสริม
กรณีที่ A (BOI) จะขายเครื่องจักรที่นำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรจาก BOI ให้กับ B (BOI)
- A (BOI) สามารถจำหน่ายเครื่องจักรได้ โดยยื่นคำขอจำหน่ายเครื่องจักรโดยมีภาระภาษีตามสภาพ แต่หากทำให้กรรมวิธีการผลิตไม่ครบถ้วนตามที่ได้รับส่งเสริม หรือทำให้กำลังผลิตลดลงมากกว่า 20% โดยไม่มีการซื้อเครื่องจักรใหม่มาทดแทน จะต้องยื่นขอแก้ไขโครงการด้วย
- B (BOI) สามารถรับซื้อเครื่องจักรนั้นได้ แต่ไม่สามารถนำมาใช้ในโครงการที่ได้รับส่งเสริม เนื่องจากเป็นเครื่องจักรเก่าที่เคยใช้งานเชิงพาณิชย์ในประเทศมาแล้ว
โดยหลักการ โครงการที่ได้รับส่งเสริมแต่ละโครงการ ไม่สามารถใช้เครื่องจักรร่วมกันได้ เพราะจะถือเป็นการสวมสิทธิ คือนำเครื่องจักรที่เคยใช้ผลิตเพื่อยกเว้นภาษีเงินได้ในโครงการหนึ่ง ไปใช้ผลิตเพื่อใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ในอีกครั้งในโครงการอื่น
แต่หากเป็นเครื่องจักรเป็นที่ไม่มีผลกระทบต่อกำลังผลิตและกรรมวิธีการผลิต เช่น แม่พิมพ์ รถโฟลค์ลิฟต์ อาจอยู่ในข่ายที่จะขอใช้ร่วมกันได้ ซึ่งมี 3 แนวทางคือ
1. แจ้งในขั้นยื่นขอรับส่งเสริมโครงการที่ 2 ว่าจะขอใช้เครื่องจักรร่วมกับโครงการที่ 1 ในขั้นตอน
2. ยื่นขอแก้ไขโครงการที่ 2 (กรณีได้รับบัตรส่งเสริมโครงการที่ 2 แล้ว) เพื่อขอแก้ไขโครงการเพื่อใช้เครื่องจักรร่วมกับโครงการที่ 1 ในขั้นตอน ....
3. ยื่นเรื่องในสถานะโครงการที่ 1 เพื่อขออนุญาตใช้เครื่องจักรเพื่อการอื่น (คือขอนำไปใช้ในโครงการที่ 2)
เนื่องจากเรื่องนี้ BOI ไม่มีคำสั่งหรือระเบียบปฏิบัติที่สามารถนำมาอ้างอิงได้โดยชัดเจน จึงควรปรึกษา จนท BOI ที่พิจารณาโครงการของบริษัทโดยตรงด้วย
กรณีที่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการจาก BOI แล้ว แต่ต่อมาภายหลังเครื่องจักรชำรุดเสียหาย บริษัทสามารถซื้อเครื่องจักรใหม่เข้ามาทดแทนเครื่องจักรที่ชำรุดเสียหาย เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ตามที่เหลืออยู่ของโครงการเดิมได้ โดยเครื่องจักรที่ซื้อมาทดแทนนี้
- จะต้องเป็นเครื่องจักรใหม่ (หรือกรณีที่บัตรส่งเสริมอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่า จะต้องเป็นเครื่องจักรเก่าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งผลิตไม่ก่อนปีที่กำหนดในบัตรส่งเสริม และมีใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่า)
- จะไม่ได้รับสิทธิยกเว้นถาษีอากรขาเข้า (ยกเว้นเป็นประเภทกิจการที่ระบุในบัตรส่งเสริมให้ได้รับสิทธิเครื่องจักรตลอดระยะเวลาที่ได้รับส่งเสริม)
- จะต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ของโครงการที่ได้รับส่งเสริมนั้น
- บริษัทจะยังคงมีกำลังผลิตและมูลค่าวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามที่ระบุในบัตรส่งเสริมอยู่เดิม แม้ว่าเครื่องจักรที่ซื้อมาทดแทนนี้จะทำให้บริษัทมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้นหรือลดลงกว่าเดิมก็ตาม
กรณีนี้ไม่ต้องแจ้ง BOI เนื่องจากเป็นเครื่องจักรที่นำเข้ามาทดแทนโดยไม่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษี และในบัตรส่งเสริมไม่มีเงื่อนไขระบุให้ต้องแจ้งรายงานต่อ BOI
หากนำเข้าแม่พิมพ์ที่ส่งไปซ่อมต่างประเทศ กลับเข้ามาไม่ทันระยะเวลาที่ได้รับสิทธิตามมาตรา 28 หรือ 29 ให้ดำเนินการดังนี้
- ให้ยื่นคำร้องเปลี่ยนเรื่องการส่งซ่อมต่างประเทศ เป็นส่งคืนต่างประเทศ เพื่อไม่ให้แม่พิมพ์ดังกล่าวติดค้างในบัญชีรายการที่ใช้สิทธิ
- ในการนำแม่พิมพ์กลับเข้ามาหลังสิ้นสุดสิทธิ น่าจะใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเฉพาะตัวแม่พิมพ์ตามที่ได้ทำใบสุทธินำกลับไว้ได้ แต่ค่าซ่อม จะต้องชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มตามปกติ ครับ
1. เหตุผล จะกรอกอย่างไรก็ได้ ตามข้อเท็จจริงที่ต้องการเปลี่ยนสถานะจากส่งซ่อมเป็นส่งคืน
2. วันที่ยื่นเปลี่ยนสถานะ จะยื่นในวันที่ทราบชัดว่าไม่สามารถซ่อมเสร็จแล้วนำกลับเข้ามาได้ทันกำหนด หรือจะยื่นวันสุดท้ายของวันสิ้นสุดระยะเวลานำเข้า ก็ได้
ตามที่ท่านได้สอบถามเกี่ยวกับการนำเข้าเครื่องจักร มีแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้
1. บริษัทเตรียมข้อมูลขออนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักร (Machinery’s Master List) โดยนำส่งข้อมูลรายการเครื่องจักรที่ใช้ทั้งหมดในโครงการ
2. บริษัทยื่นคำร้องบัญชีรายการเครื่องจักรผ่านระบบ eMT
3. เมื่อสำนักงาน รับคำร้องบัญชีรายการเครื่องจักรแล้ว จะใช้เวลาพิจารณาอนุมัติ / ไม่อนุมัติ ภายใน 60 วันทำการ ผ่านระบบ eMT
4. บริษัทยื่นขออนุมัตินำเข้าเครื่องจักร โดยยื่นขออนุมัติสั่งปล่อยเครื่องจักร (F IN MI) ซึ่งสามารถขอสั่งปล่อยเครื่องจักรเฉพาะรายการได้ ผ่านระบบ eMT โดยสมาคมสโมสรนักลงทุน (IC) ดำเนินการภายใน 3 ชั่วโมง
ทั้งนี้ ท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจาก ประกาศสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ ป.2/2554 เรื่อง วิธีปฏิบัติในการใช้สิทธิประโยชน์สำหรับเครื่องจักรด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร (Electronic Machine Tracking (eMT online))
กรณีสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมท่านสามารถติดต่อสมาคมสโมสรนักลงทุน (Investor Club Association : IC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานบีโอไอ ให้บริการสิทธิประโยชน์ด้านเครื่องจักรและวัตถุดิบแก่บริษัทที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ให้บริการตอบคำถาม วิธีปฏิบัติ ขั้นตอนการดำเนินงาน ประสานงานแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับโปรแกรมการใช้งาน สำหรับงานสิทธิและประโยชน์ด้านเครื่องจักรด้วยระบบ eMT Online โทร.0 2936 1429 หรือติดต่อสมาคมสโมสรนักลงทุน เลขที่ 1 อาคารทีพีแอนด์ที ชั้น 12 ถนน วิภาวดีรังสิต แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
ในระบบ eMT การขอสั่งปล่อยคืนอากร จะมีช่องให้ระบุราคาเครื่องจักรด้วย โดยข้อมูลราคาเครื่องจักรนี้ เป็นเพียงการเก็บข้อมูลเชิงสถิติของ BOI เท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติ
ดังนั้น ในส่วนของ BOI จึงจะไม่มีขั้นตอนการพิจารณาตรวจสอบว่ามูลค่าเครื่องจักรที่บริษัทระบุในระบบ eMT นั้น ตรงกับเอกสารหลักฐานหรือไม่
แต่ทั้งนี้การสำแดงราคาเครื่องจักรในใบขนสินค้าขาเข้าจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และข้อกำหนดของกรมศุลกากร
1. บริษัทสามารถจำหน่ายเครื่องจักรที่ซื้อมาโดยไม่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรขาเข้าตามมาตรา 28, 29 โดยไม่ต้องแจ้งขออนุญาตต่อ BOI ไม่ว่าเครื่องจักรนั้นจะซื้อมาครบ 5 ปีหรือไม่ก็ตาม
2. การจำหน่ายเครื่องจักรตามข้อ 1 จะต้องไม่ทำให้กำลังผลิตลดลงเกินกว่า 20% จากกำลังผลิตในบัตรส่งเสริม และไม่ทำให้กรรมวิธีการผลิตเปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริม เว้นแต่จะมีการซื้อเครื่องจักรใหม่มาทดแทนส่วนที่ขาดหายไป
3. หากการจำหน่ายเครื่องจักร ทำให้ขนาดกิจการลดลงเกินกว่า 20% จากกำลังผลิตในบัตรส่งเสริม หรือทำให้กรรมวิธีการผลิตเปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริม จะต้องยื่นขอแก้ไขโครงการ เพื่อลดขนาดกิจการ หรือเพื่อลดขั้นตอนการผลิต แล้วแต่กรณี
กรณีที่สอบถาม เป็นการจำหน่ายเครื่องจักรตามข้อ 1 และไม่ขัดกับหลักเกณฑ์ตามข้อ 2 จึงไม่ต้องแจ้งหรือขออนุญาตใดๆ ต่อ BOI
การขอส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศ จะไม่มีภาษี แม้ว่าเครื่องจักรนั้นจะนำเข้ามาครบ 5 ปีหรือไม่ก็ตาม แต่จะต้องไม่ทำให้กำลังผลิตลดลงมากกว่า 20% ของกำลังผลิตในบัตรส่งเสริม และต้องไม่ทำให้กรรมวิธีการผลิตที่ได้รับส่งเสริมขาดหายไป ยกเว้นแต่จะมีการนำเครื่องจักรใหม่เข้ามาทดแทน
แต่หากจะส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศ ซึ่งทำให้กำลังผลิตลดลงมากกว่า 20% โดยไม่นำเครื่องจักรใหม่มาทดแทน เนื่องจากจะยกเลิกโครงการให้ยื่นขออนุญาตส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศผ่านระบบ eMT และชี้แจงเหตุผลว่าขอส่งคืน เนื่องจากจะขอยกเลิกโครงการ
การใช้สิทธิยกเว้น/ลดหย่อนอากรขาเข้าเครื่องจักรตามมาตรา 28 หรือ 29 ผู้นำเข้าจะต้องเป็นผู้ได้รับการส่งเสริมซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวเท่านั้น
หากผู้นำเข้าเป็นผู้ไม่ได้รับการส่งเสริม แล้วนำมาจำหน่ายให้กับผู้ได้รับส่งเสริม กรณีนี้ผู้ได้รับส่งเสริมจะใช้สิทธิยกเว้นลดหย่อนอากรขาเข้าเครื่องจักรนั้นไม่ได้
หากผู้ได้รับส่งเสริม (A) จำเป็นต้องนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ (C) โดยซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายในประเทศ (B) สามารถใช้สิทธิยกเว้นลดหย่อนอากรขาเข้าเครื่องจักรได้ โดยต้องดำเนินการดังนี้
1. A (BOI) สั่งซื้อเครื่องจักรจากบริษัทตัวแทนจำหน่ายในประเทศ B (non-BOI) เพื่อซื้อเครื่องจักรจากจาก C (ต่างประเทศ)
2. C ส่งเครื่องจักรมายังประเทศไทย โดยออกอินวอยซ์เรียกเก็บเงินจาก B (sold to B) และส่งเครื่องจักรไปยัง A (ship to A) 3. เมื่อเครื่องจักรมาถึงประเทศไทย A และ B ติดต่อกรมศุลกากรเพื่อขอโอนสิทธิการเป็นผู้นำเข้าเครื่องจักรจาก B ให้กับ A 4. A เป็นผู้เดินพิธีการขาเข้า และหาก A ได้รับอนุมัติสั่งปล่อยเครื่องจักรดังกล่าวจาก BOI ก็สามารถใช้สิทธิยกเว้น/ลดหย่อนอากรขาเข้าเครื่องจักรดังกล่าวได้
การสงวนสิทธิคืนอากรและสั่งปล่อยคืนอากร มีขั้นตอนดังนี้
1. นำเข้าเครื่องจักรภายใต้ชื่อบริษัทที่ได้รับส่งเสริม โดยระบุเป็นการชำระภาษีอากรสงวนสิทธิ
2. ขออนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักร โดยมีชื่อรองที่ตรงตามชื่อที่ระบุในอินวอยซ์และใบขนสินค้าขาเข้า
3. ยื่นคำร้องขอสั่งปล่อยคืนอากรเครื่องจักรผ่านระบบ eMT
4. ติดต่อกรมศุลกากรเพื่อขอคืนเฉพาะอากรขาเข้า ตามสิทธิที่ได้รับอนุมัติ
5. สำหรับ VAT จะไม่ได้รับคืนตามข้อ 4 แต่จะเป็นการเครดิต VAT ซื้อ VAT ขาย ตามปกติ
1. กรณีเป็นอะไหล่/แม่พิมพ์ ที่นำเข้าเกิน 5 ปีแล้ว หากต้องการตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษี แต่ยังจะไม่จำหน่าย ขอแนะนำให้ยื่นขออนุญาตตามขั้นตอน คือ ยื่นเฉพาะการตัดบัญชีเครื่องจักรเกิน 5 ปี เพื่อปลอดจากภาระภาษีหลังจากนั้น เมื่อต้องการจำหน่าย จึงค่อยยื่นเรื่องขออนุญาตจำหน่าย
2. เครื่องจักรที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่าย สามารถจำหน่ายได้ทันที แต่หากเป็นเครื่องจักรที่ยังมีภาระภาษี โดยการอนุญาตให้จำหน่ายระบุเงื่อนไขให้ต้องชำระภาษี บริษัทจะต้องชำระภาษีให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะจำหน่ายได้
3. หลักเกณฑ์การตัดบัญชีเพื่อปลอดจากภาระภาษีหลังจากนำเข้ามาครบ 5 ปี เป็นไปตาม ประกาศ สกท ที่ ป.3/2538
กรณีนำเข้าเครื่องจักรโดยใช้สิทธิBOI เรียบร้อยแล้ว และนำเข้ายังไม่เกิน 5 ปี แต่เครื่องจักรไม่สามารถใช้งานได้ (ไม่ได้ชำรุดหรือเสียหาย) บริษัทจะต้องดำเนินการอย่างไร และต้องชำระภาษีหรือไม่
A: เครื่องจักรที่นำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรจาก BOI จะสามารถตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษีหลังจากนำเข้าแล้วเป็นเวลา 5 ปี
กรณีที่สอบถาม เป็นเครื่องจักรที่นำเข้าโดยใช้สิทธิ และยังไม่ครบ 5 ปี แต่บริษัทไม่ต้องการใช้งานต่อ เนื่องจากสินค้าอาจมีการเปลี่ยนรุ่น เป็นต้น
1. หากจะจำหน่ายในประเทศ จะต้องขออนุญาตจำหน่าย และชำระภาษีตามสภาพ ณ วันอนุญาต
2. หากจะส่งคืน จะต้องขออนุญาตส่งคืน โดยจะไม่มีภาระภาษี
3. หากไม่ส่งคืน และไม่ต้องการชำระภาษีตามข้อ 1 จะต้องเก็บไว้ที่โรงงานจนครบ 5 ปี จากนั้นจึงยื่นขอตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษี แล้วจึงขออนุญาตจำหน่ายโดยไม่มีภาระภาษี ครับ
การส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศไม่มีข้อกำหนดว่าต้องเป็นเครื่องจักรที่ชำรุดหรือเสียหาย หรือนำเข้ามาแล้วเป็นเวลาเท่าใด แต่สามารถขอส่งคืนได้ทุกกรณี โดยไม่มีภาษี
แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ทำให้กำลังผลิตของโครงการลดลงมากกว่า 20% ของกำลังผลิตตามบัตรส่งเสริม และไม่ทำให้กรรมวิธีการผลิตที่ได้รับส่งเสริมขาดหายไป เว้นแต่จะมีการนำเครื่องจักรใหม่เข้ามาทดแทน
กรณีที่ซื้อเครื่องจักรดังกล่าวก่อนวันที่ได้รับใบอนุญาตเปิดดำเนินการ เครื่องจักรดังกล่าวจะถูกนับรวมกำลังผลิตและนับเป็นขนาดการลงทุนเพื่อกำหนดวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย จึงไม่มีประเด็นพิเศษใดๆ
แต่หากเป็นการซื้อเครื่องจักรหลังจากได้รับใบอนุญาตเปิดดำเนินการแล้ว (เช่น เพื่อทดแทนเครื่องจักรเดิมที่ชำรุดเสียหาย หรือเพื่อให้สอดคล้องกับ spec ของสินค้าที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงไป เป็นต้น) หากเครื่องจักรดังกล่าวเป็นเครื่องจักรใหม่ และสอดคล้องกับกรรมวิธีการผลิตที่ได้รับส่งเสริม ก็สามารถนับกำลังผลิตของเครื่องจักรดังกล่าวเป็นของโครงการได้ แต่ทั้งนี้ จะไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมกำลังผลิตและวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้อีก
คำตอบตามวรรคสอง ไม่มีประกาศอ้างอิง แต่พิจารณาตามข้อเท็จจริงว่าไม่ขัดกับเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม และไม่ขัดกัปประกาศใดๆของ BOI
กรณีได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้ว แต่ยังมีระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรเหลืออยู่
1. สามารถนำอะไหล่หรือแม่พิมพ์เข้ามาได้ภายในระยะเวลาที่เหลืออยู่ แต่หากจะนำเข้าเครื่องจักรหลัก จะต้องเป็นการนำเข้าเพื่อทดแทนเครื่องจักรเดิมที่ชำรุดเสียหายเท่านั้น
2. ไม่สามารถขอขยายระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรได้อีก แม้จะยังขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรไม่ครบ 3 ครั้งก็ตาม
หากระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรสิ้นสุดแล้ว การนำเข้าเครื่องจักรหลักเพื่อมาทดแทนเครื่องจักรเดิม หรือนำเข้าอะไหล่เพื่อซ่อมแซม ต้องชำระภาษีอากรตามปกติ
กรณีบริษัทได้รับส่งเสริม 2 โครงการ โดยได้นำอะไหล่เครื่องจักรเข้ามาโดยใช้สิทธิประโยชน์ผิดโครงการ แนะนำให้ไปติดต่อปรึกษากับเจ้าหน้าที่ BOI ที่รับผิดชอบโครงการของบริษัท ซึ่งหากเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นว่าทั้ง 2 โครงการมีการใช้เครื่องจักรชนิดเดียวกัน และใช้อะไหล่ชนิดเดียวกัน และวันที่นำเข้าอะไหล่ดังกล่าว อยู่ภายในระยะเวลาการได้รับสิทธิประโยชน์ของทั้ง 2 โครงการ BOI อาจออกหนังสืออนุญาตให้นำอะไหล่ที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิของโครงการหนึ่ง ไปใช้ในอีกโครงการหนึ่งได้ โดยไม่ต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงการใช้สิทธินำเข้าอะไหล่นั้น
1. สามารถทำได้ แต่จะเป็นการนำเข้าอะไหล่เก่า ซึ่งต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่าตามหลักเกณฑ์ที่ BOI กำหนด จึงจะใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรได้
2. การส่งคืนเครื่องจักร/อะไหล่ ให้ยื่นคำร้องในระบบ eMT ในเมนูส่งคืนเครื่องจักร
1. การนำเข้าอะไหล่ใหม่ ไม่ต้องใช้ใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่า
2. สามารถนำเข้าอะไหล่เครื่องจักรโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษี หากระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรยังไม่สิ้นสุด
หากอะไหล่ที่จะนำเข้ามามีชื่อตรงกับที่ได้รับอนุมัติบัญชีไว้ก็สามารถนำเข้าโดยใช้สิทธิได้ แต่หากไม่ตรงก็สามารถแก้ไขบัญชีเพื่อเพิ่มรายการอะไหล่ได้
กรณีได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้ว จะไม่สามารถนำเข้าเครื่องจักรหลักเพิ่มเติมโดยใช้สิทธิประโยชน์ได้อีก
1. หากในบัตรส่งเสริมระบุเงื่อนไขให้ใช้เครื่องจักรเก่า ก็สามารถใช้เครื่องจักรเก่าที่ตรงกับเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรหลักหรือไม่ก็ตาม
2. การใช้เครื่องจักรเก่าในโครงการ จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขตามข้อ 1 ไม่ว่าจะนำเข้าโดยยกเว้นภาษีหรือชำระภาษีก็ตาม
การได้รับใบอนุญาตเปิดดำเนินการจาก BOI เป็นการแสดงว่าบริษัทมีการลงทุนครบถ้วนตามที่ได้รับการส่งเสริมแล้ว (หรือหากไม่ครบตามกำลังผลิตหรือกรรมวิธีผลิตเดิม ก็แสดงว่าได้มีการปรับลดขนาดโครงการให้ตรงกับที่ได้ลงทุนจริงไปแล้ว) จึงไม่อนุญาตให้นำเครื่องจักรเข้ามาเพิ่มเติมโดยได้รับสิทธิยกเว้นภาษี ภายหลังได้รับใบอนุญาตเปิดดำเนินการได้อีก หรือหากจะนำเข้าเองโดยชำระภาษี ก็ไม่นับเป็นขนาดการลงทุน ตามโครงการนั้น
ประเด็นที่บริษัทสอบถาม ขาดข้อมูลสำคัญ เช่น ได้ยื่นแก้ไขโครงการในเรื่องใด เครื่องจักรเก่าที่จะนำเข้าคือเครื่องอะไร เกี่ยวข้องกับการแก้ไขโครงการอย่างไร และ BOI มีหนังสืออนุมัติอย่างไร เป็นต้น
คำตอบข้างต้นเป็นการตอบตามหลักการปกติ แต่หากไม่ชัดเจน ขอให้สอบถามเพิ่มเติมโดยให้ข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง
โครงการที่ได้รับส่งเสริมต้องใช้เครื่องจักรใหม่ หรือเครื่องจักรเก่าเฉพาะที่นำเข้าจากต่างประเทศตามหลักเกณฑ์ที่ BOI กำหนด
เหตุผลที่ไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่าในประเทศ เนื่องจากเป็นเครื่องจักรที่เคยใช้เชิงพาณิชย์ในประเทศแล้ว การนำเครื่องจักรเก่าดังกล่าวมาใช้อีกจึงไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในเชิงพาณิชย์เพียงพอที่จะให้ได้รับสิทธิประโยชน์อีก และอาจเป็นเครื่องจักรเก่าซึ่งเคยใช้งานในโครงการ BOI มาก่อนแล้ว จึงจะเป็นการเวียนเทียนนำเครื่องจักรเดียวกันมายื่นขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้หลายครั้ง
กรณีนำเข้าเครื่องจักรเก่าจากต่างประเทศ หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นเครื่องจักรที่เคยใช้งานเชิงพาณิชย์ในประเทศมาก่อนก็จะไม่อนุญาตให้ใช้ในโครงการที่ได้รับส่งเสริม
ไม่มีประกาศ เครื่องจักรเก่าในประเทศที่ส่งไปต่างประเทศ แล้วนำกลับเข้ามาใหม่ก็ยังคงเป็นเครื่องจักรเครื่องเดิมซึ่งไม่อนุญาตให้ใช้ จึงคิดว่าไม่จำเป็นจะต้องมีประกาศ
กิจการประเภท 6. 6 การผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม อยู่ภายใต้การรับผิดชอบของกอง 3 ของ BOI กรณีที่สอบถาม ให้ติดต่อกับกอง 3 เพื่อให้กำหนดชื่อเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานเครื่องจักรของบริษัท เมื่อ BOI กำหนดชื่อเจ้าหน้าที่แล้ว (ประมาณ 1-2 วัน) บริษัทจะสามารถยื่นคำร้องขออนุมัติบัญชีรายการวัตถุดิบได้ตามปกติ
การส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศ โดยมีการตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษีของเครื่องจักรที่เกิน 5 ปีแล้ว
1. ต้องยื่นขออนุญาตส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศ เนื่องจากแม้จะตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษีของเครื่องจักรที่เกิน 5 ปีแล้ว แต่ยังคงมีเงื่อนไขต้องใช้เครื่องจักรดังกล่าวในโครงการที่ได้รับส่งเสริม
2. ไม่มีภาระภาษีที่ต้องชำระคืน เนื่องจาก 1) เป็นการส่งคืนไปต่างประเทศ และ 2) ตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษีแล้ว
3. การส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศ เข้าใจว่ามี VAT เป็น 0%
1. โครงการที่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการเต็มโครงการ โดยมีการปรับเปลี่ยนวงเงินที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไปแล้วนั้น จะไม่มีการปรับเปลี่ยนวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลอีกแม้จะมีการจำหน่ายเครื่องจักรออกจากโครงการก็ตาม
2. การส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศจะเป็นการจำหน่ายไปก็ได้ จึงสามารถออกอินวอยซ์ขายตามปกติ โดยรายได้จากการจำหน่ายเครื่องจักรที่หมดสภาพหรือไม่เหมาะสมที่จะใช้งานต่อไปถือเป็นรายได้ที่สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประกาศกรมสรรพากร ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2530
กรณีเปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้ว
1. การส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศ เพื่อนำเครื่องจักรใหม่มาทดแทน ให้ยื่นคำร้องขอส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศ ผ่านระบบ eMT
โดยหากเป็นเครื่องจักรหลักซึ่งทำให้กำลังผลิตลดลงมากกว่า 20% ของบัตรส่งเสริม ให้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าจะมีการนำเข้าเครื่องจักรใหม่มาทดแทน เครื่องจักรที่ส่งคืนต่างประเทศจะไม่มีภาระภาษีแม้จะไม่ได้ยื่นตัดบัญชีเกิน 5 ปีเพื่อปลอดภาระภาษีหรือไม่ก็ตาม
2. เครื่องจักรใหม่ที่นำเข้ามาทดแทนเครื่องจักรเดิม สามารถใช้ในโครงการที่ได้รับส่งเสริมได้ แต่จะไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากรตามมาตรา 28 เนื่องจากโครงการนั้นเปิดดำเนินการครบตามโครงการแล้ว และจะไม่นำมูลค่าเครื่องจักรใหม่นั้นมารวมเป็นขนาดการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
1. เครื่องจักรที่ตัดบัญชี 5 ปี เพื่อปลอดภาษีแล้ว สามารถขอส่งคืนไปต่างประเทศได้โดยไม่มีภาระภาษีอากร
2. การที่บริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่นจะนำเข้าเครื่องจักรเก่าจากประเทศไทย จะมีกฎระเบียบของประเทศญี่ปุ่นอย่างไร ควรติดต่อสอบถามกับบริษัทแม่ที่ต่างประเทศโดยตรง
ตาม คำชี้แจง สกท เรื่อง การปฏิบัติเกี่ยวกับเครื่องจักรที่เสียหายจากอุทกภัย ข้อ 2. 4 กรณีที่บริษัทประกันภัยมีหนังสือรับรองความเสียหายจากอุทกภัย เพื่อรับรองว่าเครื่องจักรดังกล่าวเสียหายจากอุทกภัย โดยมีสภาพความเสียหายทั้งสิ้น ให้ถือว่าเป็นการทำลายเครื่องจักรโดยไม่ต้องขออนุมัติการทำลาย และสามารถใช้เอกสารดังกล่าวมาขอตัดบัญชีเครื่องจักรได้ โดยไม่มีภาระภาษีอากรขาเข้าเครื่องจักร
ดังนั้น หากบริษัทมีหนังสือรับรองความเสียหายจากอุทกภัยจากบริษัทประกันภัย ตามรูปแบบที่ BOI กำหนดก็สามารถตัดบัญชีเครื่องจักรได้โดยไม่มีภาระภาษี
1. เครื่องจักรเก่าที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในโครงการ โดยไม่ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า > ไม่ต้องยื่นขออนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักร
2. แต่หากจำเป็นต้องนำอะไหล่ใหม่ ของเครื่องจักรดังกล่าวเข้ามาซ่อมบำรุง > สามารถยื่นขออนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักรดังกล่าวเป็น 0. 5 เครื่อง และขออนุมัติบัญชีรายการอะไหล่ เพื่อนำเข้าอะไหล่โดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าได้
กรรมวิธีการผลิตที่บันทึกในระบบ eMT ให้บันทึกให้ตรงกับกรรมวิธีการผลิตที่ได้รับอนุมัติตามหนังสือแจ้งมติให้การส่งเสริม
กรณีที่มีหลายผลิตภัณฑ์ และมีกรรมวิธีการผลิตบางขั้นตอนที่เหมือนกัน ให้บันทึกกรรมวิธีการผลิตที่เหมือนกันเพียงครั้งเดียว จากนั้นจึงผูกความสัมพันธ์ของผลิตภัณฑ์กับกรรมวิธีการผลิต ซึ่งผลิตภัณฑ์ต่างชนิดกัน สามารถผูกเข้ากับกรรมวิธีการผลิตที่ซ้ำกันได้
1. การขออนุญาตส่งเครื่องจักรคืนไปต่างประเทศ ใช้เวลาพิจารณาภายใน 1 วันทำการ ยกเว้นกรณีเป็นเครื่องจักรหลักที่กระทบกับกำลังผลิตหรือกรรมวิธีการผลิต จะใช้เวลาพิจารณาภายใน 15 วันทำการ
2. ปกติการจะส่งเครื่องจักรคืนไปต่างประเทศ เข้าใจว่าบริษัทน่าจะมีเวลาเตรียมการล่วงหน้าพอสมควร จึงควรรอให้ได้รับอนุญาตจาก BOI ก่อน จึงส่งเครื่องจักรคืนไปต่างประเทศ
กรณีตอบรับมติการให้การส่งเสริมแล้ว แต่ยังไม่ได้ออกบัตรส่งเสริม บริษัทสามารถยื่นขออนุญาตผ่อนผันใช้ธนาคารค้ำประกันแทนการชำระภาษีอากรเครื่องจักรได้ และเมื่อได้รับบัตรส่งเสริม และได้รับอนุมัติบัญชีเครื่องจักรเสร็จสิ้นแล้ว สามารถยื่นสั่งปล่อยเพื่อถอนการใช้ธนาคารค้ำประกันแทนการชำระภาษีอากรได้
สอบถามเพิ่มเติม การเสียภาษีสงวนสิทธิ์นำเข้าเครื่องจักร ต่างจากการใช้ธนาคารค้ำประกัน อย่างไร จะเลือกใช้ในกรณีใด
1. กรณีเสียภาษีสงวนสิทธิ หากได้รับสั่งปล่อยคืนอากร จะได้รับคืนเฉพาะอากรขาเข้าเครื่องจักรส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะไม่ได้รับคืนจากการสั่งปล่อย ต้องเป็นการเครดิตภาษีขาย - ภาษีซื้อ ที่ยื่นตามปกติทุกเดือน
2. กรณีใช้ธนาคารค้ำประกันภาษีอากร หากได้รับสั่งปล่อยถอนประกัน จะไม่ต้องชำระทั้งอากรขาเข้าเครื่องจักรและภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่หากไม่ได้รับอนุมัติสั่งปล่อยถอนประกัน จะต้องชำระภาษีอากรย้อนหลังและค่าปรับ VAT
1. หากบริษัทจะนำเครื่องจักรที่นำเข้าโดยได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากร ไปผลิตสินค้าอื่นที่ไม่ได้ระบุในบัตรส่งเสริม
- สามารถยื่นขออนุญาตนำเครื่องจักรไปใช้เพื่อการอื่น ตาม ประกาศ สกท ที่ ป.7/2559 ข้อ 5 แต่จะต้องเป็นกรณีที่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้วเท่านั้น
2. กรณีที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการเต็มโครงการ
- หากสินค้าใหม่ที่จะผลิต อยู่ในข่ายที่จะได้รับส่งเสริม อาจยื่นขอแก้ไขโครงการเพื่อเพิ่มชนิดผลิตภัณฑ์ โดยใช้เครื่องจักรที่มีอยู่เดิมได้ แต่จะต้องไม่ทำให้กำลังผลิตที่ได้รับการส่งเสริม เพิ่มไปจากเดิม
3. กรณีที่จะลงทุนซื้อเครื่องจักรมาใหม่
- หากสินค้าใหม่ที่จะผลิต อยู่ในข่ายที่จะได้รับส่งเสริม สามารถยื่นขอรับส่งเสริมเป็นกิจการขยาย (บัตรส่งเสริมฉบับที่ 2) ได้ แต่จะต้องไม่ใช้เครื่องจักรร่วมกันระหว่างบัตรที่ 1 และบัตรที่ 2
อะไหล่เครื่องจักรที่นำเข้ามายังไม่ครบ 5 ปี หากจะจำหน่ายในประเทศ ก็ต้องยื่นขอชำระภาษีอากรตามสภาพ
ในกรณีที่ทางบริษัทไม่ได้จำหน่าย แต่จะทำลาย ก็ต้องยื่นขอทำลายในระบบ eMT ก่อนใช่ไหม
การทำลายเครื่องจักร รวมถึงอะไหล่ และแม่พิมพ์ ต้องเป็นกรณีที่ชำรุดเสียหายเท่านั้น
- หากชำรุดเสียหาย ให้ยื่นขอทำลายในระบบ eMT
- แต่หากไม่ชำรุดเสียหาย ให้ยื่นขอจำหน่ายโดยมีภาระภาษีตามสภาพ
ในส่วนของอะไหล่ที่เป็นกระดาษทราย ซึ่งใช้แล้วหมดไป แต่ระยะเวลาการนำเข้ายังไม่ครบ 5 ปี กรณีนี้ต้องทำอย่างไร
กระดาษทราย เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีผลิตในประเทศ ปกติจะไม่อนุมัติให้ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 28 กรณีที่ได้รับอนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักรเป็นกระดาษทราย หากเสื่อมสภาพไม่สามารถใช้งานต่อได้ สามารถขออนุมัติทำลายตาม ประกาศ สกท ที่ ป.3/2555
กรณีบริษัทนำเข้าโดยใช้สิทธิ BOI โดยนำเข้าอุปกรณ์เสริม เช่น Metal Mold, Jig, Tool สายพาน เกิน 5 ปี บริษัทจะต้องทำเรื่องขอปลอดภาระภาษีอากรหรือไม่
กรณีนำเข้าเกิน 5 ปี
- หากไม่ประสงค์จะใช้ในโครงการอีกต่อไป สามารถยื่นขอจำหน่ายในประเทศโดยไม่มีภาระภาษี ซึ่งจะได้รับการตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษีไปพร้อมกัน
- แต่ถ้าจะยังคงใช้ในโครงการ ก็สามารถยื่นขอตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษี
หากผู้นำเข้าเครื่องจักรเป็น บ.Trading แล้วขายให้กับบริษัทที่ยื่นขอรับการส่งเสริม ถือเป็นการซื้อเครื่องจักรใหม่ในประเทศ แต่กรณีนี้ บริษัทที่ยื่นขอรับส่งเสริม จะไม่สามารถใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรนั้นได้ การจะใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร จะต้องนำเข้าในนามบริษัทที่ได้รับส่งเสริม และวันนำเข้าจะต้องไม่ก่อนวันที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริม
1. การติดตั้งเครื่องจักรที่ได้รับสิทธิประโยชน์ของ 2 โครงการ ไว้ในบริเวณพื้นที่เดียวกัน สามารถทำได้ แต่ควรจะต้องแสดงป้ายหรือสัญลักษณ์ที่จะบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า เครื่องจักรใดเป็นของโครงการใด เนื่องจากตามหลักการ หากไม่ได้รับอนุญาตจาก BOI จะนำเครื่องจักรที่ใช้สิทธิประโยชน์ของบัตรหนึ่ง ไปใช้ในกิจการอื่นไม่ได้
2. การขอใช้เครื่องจักรร่วมกัน มีแนวทางการพิจารณาดังนี้
- กรณีที่ทั้ง 2 โครงการได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการเต็มโครงการ และสิ้นสุดระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว จะอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรร่วมกันได้ ตามเหตุผลความจำเป็นของบริษัท
หากการขอส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศ ได้รับอนุมัติจาก BOI แล้ว บริษัทไม่ต้องยื่นแก้ไขเหตุผลในการขอส่งคืน แม้ว่าเหตุผลสุดท้ายจะแตกต่างไปจากที่เคยแจ้งไว้กับ BOI ก็ตาม
สอบถามเพิ่มเติม เนื่องจากมีปัญหาตามหลังคือ พอดีปิดงบแล้วก็ยื่น ภงด.50 ค่าเครื่องจักรมันลดลง แต่ไม่ส่งผลต่อกำลังการผลิต เหตุผลตอนส่งกับความเป็นจริง มันขัดแย้งกัน เจ้าหน้าที่จึงขอคำชี้แจงจากบริษัท
คำตอบ
หากเจ้าหน้าที่ขอทราบเหตุผล เพื่อประกอบการพิจารณาในงานอื่น บริษัทน่าจะทำหนังสือชี้แจงเพิ่มเติมให้กับเจ้าหน้าที่ได้ โดยไม่ต้องแก้ไขข้อมูลย้อนหลังในระบบ eMT อีกทั้งระบบ eMT ก็ไม่ได้ออกแบบให้สามารถแก้ไขข้อมูลของงานที่พิจารณาเสร็จสิ้นไปแล้ว
การจำหน่ายเครื่องจักรแบบไม่มีภาระภาษีเนื่องจากเกิน 5 ปีแล้ว การยื่นคำขอในระบบ eMT จะต้องแนบ ใบขนแบบใด กรณีเป็นการสงวนสิทธินำเข้า (ทำการขอคืนอากรแล้ว) ซึ่งใบขนดังกล่าวระบุเลข นร. สามารถใช้เป็นเอกสารแนบในระบบได้หรือไม่
ตอบ:
1. หากเป็นเครื่องจักรที่มีข้อมูลการใช้สิทธิในระบบ eMT ไม่ต้องแนบเอกสาร แต่สามารถเลือกเครื่องจักรจากรายการสั่งปล่อยคืนอากรที่เคยอนุมัติอยู่เดิม
2. หากเป็นเครื่องจักรที่ไม่มีข้อมูลในระบบ eMT (เช่น ได้รับอนุมัติให้โอนมาจากโครงการอื่น หรือนำเข้าก่อนการเริ่มใช้ระบบ eMT ฯลฯ) ให้แนบหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่า เครื่องจักรที่ขออนุญาตนั้นได้รับยกเว้นภาษีอากรโดยใช้สิทธิ BOI
กรณีเป็นเครื่องจักรที่นำเข้าโดยชำระภาษี และขอคืนอากรภายหลังนั้น เอกสารที่ต้องใช้ เช่น สำเนาหนังสืออนุมัติสั่งปล่อยคืนอากรเครื่องจักร หรือสำเนาหนังสือคืนอากรจากกรมศุลกากรที่มีการอ้างถึงการใช้สิทธิของ BOI
เครื่องจักรมีอายุการใช้งานประมาณ 20 ปี ต้องการถอดชิ้นส่วนเพื่อจำหน่าย จะต้องดำเนินการในระบบ eMT อย่างไร
A2:
เครื่องจักรที่นำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรจาก BOI หากต้องการจำหน่ายทั้งตัวเครื่องจักร หรือส่วนประกอบของเครื่อง จะต้องได้รับอนุญาตจาก BOI ก่อน
กรณีเป็นเครื่องจักรที่นำเข้ามาเกิน 5 ปี ไม่ได้ใช้ในโครงการ คือไม่กระทบกับกำลังผลิตและกรรมวิธีการผลิตตามที่ได้รับส่งเสริมแล้ว จึงควรยื่นขอจำหน่ายเครื่องจักร (จำหน่ายออกจากโครงการ) หลังจากได้รับอนุญาตจาก BOI แล้ว บริษัทจะนำไปทำลาย หรือถอดแยกชิ้นจำหน่ายอย่างไรก็ได้ โดยไม่ต้องแจ้งหรือขออนุญาตจาก BOI อีก
Q2. 1:
บริษัทจะต้องยื่นเรื่องในระบบ eMT ในหัวข้อใด ระหว่างการขออนุญาตจำหน่ายเครื่องจักร หรือตัดบัญชีเครื่องจักรนำเข้าเกิน 5 ปี และเอกสารที่ต้องใช้คืออะไร หากบริษัทไม่สามารถหาใบขนสินค้าขาเข้าได้ บริษัทฯ จะต้องดำเนินการอย่างไร (เพราะเครื่องจักรเข้ามาอายุเกิน 20 ปี เอกสารไม่น่าจะมีเก็บไว้แล้ว)
A2. 1:
ตาม ประกาศ BOI ที่ ป.7/2559
1) การขอจำหน่าย คือ การจำหน่ายออกจากโครงการ คือบริษัทจะตัดเครื่องจักรดังกล่าวออกจากทะเบียนสินทรัพย์ของโครงการนั้น แล้วจะนำไปจำหน่าย ทำลาย ส่งออก บริจาค อย่างไรก็ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตจาก BOI
2) การขอตัดบัญชี คือ การตัดภาระภาษีของเครื่องจักรที่นำเข้ามาเกินกว่า 5 ปี เพื่อเป็นเครื่องจักรดังกล่าวจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีในภายหลัง แต่ทั้งนี้ ยังคงต้องใช้เครื่องจักรดังกล่าวในโครงการที่ได้รับส่งเสริมนั้นต่อไป จนกว่าจะขออนุญาตจำหน่าย ทำลาย ส่งคืน หรือบริจาค
ตอบคำถามดังนี้
1. บริษัทต้องการถอดแยกชิ้นส่วนของเครื่องจักรที่นำเข้าเกิน 20 ปี เพื่อนำไปจำหน่าย โดยจะไม่ใช้เครื่องจักรในโครงการที่ได้รับส่งเสริมอีกต่อไป จึงต้องยื่นเรื่องเป็นการขอจำหน่ายเครื่องจักร
2. BOI จำเป็นต้องตรวจสอบว่า เครื่องจักรที่ยื่นขออนุญาตจำหน่าย เป็นเครื่องจักรที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรตามมาตรา 28, 29 ของ พรบ.ส่งเสริมการลงทุน หรือไม่ หากไม่ใช่ BOI ก็ไม่มีอำนาจในการอนุมัติให้จำหน่ายหรือไม่จำหน่ายเครื่องจักรดังกล่าว ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องมีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประกอบการพิจารณา เช่น สำเนาใบขนขาเข้า หรือสำเนาหนังสืออนุมัติสั่งปล่อย เป็นต้น ในเบื้องต้นอาจสอบถามกับ IC ว่ายังมีข้อมูลอนุมัติสั่งปล่อยในระบบเก่า (MCTS) หรือไม่ หากไม่มี อาจต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ BOI ที่รับผิดชอบโครงการของบริษัท เพื่อหารือวิธีดำเนินการ
กรณีนำเข้าเครื่องจักร A และต้องการส่งส่วนประกอบของเครื่องจักร A (สมมุติว่าคือ Motor) ไปซ่อมต่างประเทศ
- ให้ยื่นขอส่งออกไปซ่อมโดยเลือกรายการที่เคยได้รับอนุมัติสั่งปล่อย (เครื่องจักร A)
- จากนั้นให้คลิกในช่องที่ระบุว่าชื่อที่ขอส่งซ่อมไม่ตรงกับชื่อที่นำเข้า จากนั้นระบุชื่อรายการที่จะส่งซ่อมให้ตรงกับที่จะขอส่งออกไปซ่อม (Motor)
คำถาม: หากเป็นการส่งไปคืน ไม่ใช่ส่งไปซ่อม จะต้องดำเนินการอย่างไร
คำตอบ: หากจะขอส่งคืนชิ้นส่วนของเครื่องจักร ให้ยื่นคำร้องขอส่งคืนเครื่องจักร โดยอ้างอิงจากเลขที่หนังสืออนุมัติสั่งปล่อยเครื่องจักร จากนั้นทำเครื่องหมายในช่องชื่อส่งคืนไม่ตรงกับชื่อที่นำเข้า และระบุชื่อรายการของชิ้นส่วนที่จะขอส่งคืน
แนะนำให้ขอเพิ่มชื่อรองของเครื่องจักร ให้ตรงกับอินวอยซ์ เช่น ในกรณีที่สอบถามคือ เพิ่มชื่อรองเป็น Injection machine MNB44A-01 และยื่นสั่งปล่อยให้ตรงกับชื่อใบขนสินค้าขาเข้า(และอินวอยซ์)
กรณีบริษัทนำเข้าเครื่องจักร (แม่พิมพ์ อะไหล่ ฯลฯ) เข้ามาเกินกว่า 5 ปี และประสงค์จะจำหน่ายออกจากโครงการ บริษัทสามารถยื่นขอจำหน่ายโดยไม่มีภาระภาษี ซึ่งเมื่อได้รับอนุมัติแล้ว จะนำไปจำหน่ายเป็นเศษเหล็ก หรือทำลาย หรือจัดการอย่างใดก็ได้ โดยไม่ต้องแจ้งขออนุญาตจาก BOI และไม่ต้องยื่นหลักฐานในการจำหน่ายต่อ BOI เพียงแต่จะต้องตัดรายการนั้นออกจากทะเบียนสินทรัพย์ของโครงการที่ได้รับส่งเสริมนั้น
การสั่งปล่อยเครื่องจักรที่นำกลับเข้ามาจากการส่งไปซ่อมต่างประเทศ จะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าและ VAT เฉพาะสำหรับค่าซ่อม
ส่วนอากรขาเข้าของเครื่องจักร จะได้รับยกเว้นตามใบสุทธินำกลับที่บริษัทยื่นดำเนินการไว้กับกรมศุลกากร
เนื่องจากหน่วย SET มีความหมายทั้งกรณีที่เป็นชุด (หลายชิ้น) หรือ 1 เครื่อง ดังนั้น ตามปกติเจ้าหน้าที่ BOI จึงจะไม่อนุมัติหน่วยของเครื่องจักรเป็น SET แต่จะอนุมัติเป็น PIECE OR UNIT
หากชื่อเครื่องจักรตามอินวอยซ์ เป็นรายการที่ตรงกับชื่อเครื่องจักรที่ได้รับอนุมัติในบัญชีรายการเครื่องจักร และในบัญชีระบุหน่วยเป็น PIECE OR UNIT ควรระบุหน่วยในอินวอยซ์เป็น UNIT (หรือ PIECE) เช่นกัน เพื่อให้การทำใบขนสินค้ามีหน่วยเป็น C62 ตรงตามการอนุมัติสั่งปล่อย
1) ตัดบัญชีภาระภาษีเพื่อปลดภาระภาษีของเครื่องจักร/แม่พิมพ์ที่นำเข้ามาเกินกว่า 5 ปี แต่ยังจะต้องใช้ในโครงการต่อไปจนกว่าจะขอจำหน่ายออกจากโครงการ
2) จำหน่ายออกจากโครงการเพื่อปลดจากการเป็นเครื่องจักร BOI เช่น การจำหน่าย ส่งออกไปต่างประเทศ ทำลาย บริจาค หรือชำระภาษี เป็นต้น
กรณีที่สอบถาม บริษัท A ทำเรื่องตัดบัญชีภาระภาษีแม่พิมพ์ที่นำเข้ามาเกินกว่า 5 ปี แต่ไม่ได้ทำเรื่องจำหน่ายออกจากโครงการ คือ ได้ยื่นเรื่องขอโอนแม่พิมพ์ให้บริษัท B ทำให้เงื่อนไขการต้องใช้แม่พิมพ์ในโครงการ และภาระการขอจำหน่ายออกจากโครงการ ถูกโอนมาเป็นภาระหน้าที่ของ B ดังนั้น B ต้องยื่นขอจำหน่ายแม่พิมพ์ดังกล่าวออกจากโครงการ
หากในหนังสือที่ BOI อนุมัติให้ B รับโอนแม่พิมพ์ ระบุรายละเอียดครบถ้วน เช่น เลขที่/วันที่หนังสืออนุมัติสั่งปล่อย หรือเลขที่/วันที่ใบขนสินค้าขาเข้า หรือหาก B มีสำเนาใบขนสินค้าขาเข้าที่ได้รับจาก A บริษัท B น่าจะสามารถยื่นขอจำหน่ายเครื่องจักร (นอกระบบ/ไม่มีภาษี) ได้ แต่หากเอกสารไม่ครบถ้วน/ไม่เพียงพอ อาจติดปัญหาในขั้นตอนการอนุมัติของเจ้าหน้าที่ BOI
ทั้งนี้ หากท่านมีข้อสงสัยต้องการสอบถามเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่กองส่งเสริมการลงทุน 1 - 4 โทร 02-553-8111 กด 1 กดเลือก กองส่งเสริมการลงทุนที่ดูแลประเภทกิจการของท่าน หรือเข้าหารือได้ที่ : https://booking.boi.go.th
ตอบคำถามดังนี้
ข้อ 1 และ 2. เครื่องจักรที่นำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 28, 29 จะต้องใช้ในกิจการที่ได้รับส่งเสริมเท่านั้น หากจะนำไปผลิตสินค้าอื่นที่ไม่ได้รับส่งเสริม จะต้องได้รับอนุญาตจาก BOI ก่อน ซึ่งปกติจะอนุญาตในกรณีที่โครงการนั้นเปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้ว
ข้อ 3. และ 4. การผลิตสินค้าที่ไม่ได้รับส่งเสริม จะใช้สิทธิใดๆ ของโครงการที่ได้รับส่งเสริมไม่ได้ บริษัทจะต้องชำระภาษีอากรตามปกติ
5. เครื่องจักรที่นำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 28, 29 และลงไว้ในทะเบียนสินทรัพย์จะนับเป็นมูลค่าการลงทุนของโครงการที่ได้รับส่งเสริมเท่านั้น
Q ถาม 2. 1:
หากเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันและมีกระบวนการผลิตเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่การขายสินค้าสำเร็จรูป (Finish Goods) เป็นการขายแบบ BOI กับ NON BOI ก็ตามใช่หรือไม่
A ตอบ 2. 1:
ผลิตภัณฑ์ตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม คือผลิตภัณฑ์ที่ระบุในบัตรส่งเสริม และผลิตตามขั้นตอนการผลิตที่ได้รับอนุมัติ โดยใช้เครื่องจักรใหม่ตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม หรือใช้เครื่องจักรเก่าจากต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตตามเงื่อนไขของประกาศบริษัทจะต้องจัดทำบัญชีภายในแยกระหว่างโครงการ BOI และ Non BOI ให้ชัดเจน เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่เป็น Non BOI จะไม่สามารถใช้สิทธิและประโยชน์ของ BOI ได้
1. Negative List หมายถึง บัญชีรายการเครื่องจักรที่มีผลิตหรือประกอบในประเทศ จึงไม่สามารถนำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้น/ลดหย่อนอากรขาเข้าตามมาตรา 28 หรือ 29 ได้
2. ในการใช้สิทธิยกเว้นลดหย่อนอากรขาเข้าเครื่องจักร ผู้นำเข้าจะต้องเป็นผู้ได้รับส่งเสริม จึงจะใช้สิทธิได้
- หากจำเป็นต้องซื้อจาก บ.Trading จะต้องมีการโอนสิทธิการนำเข้าจาก บ.Trading เป็นผู้ได้รับส่งเสริม (สลักหลัง consignee ชื่อผู้ได้รับการส่งเสริม) ในใบขนก่อนการเดินพิธีการขาเข้า และผ่านพิธีการขาเข้าโดยมีชื่อผู้ได้รับส่งเสริมเป็นชื่อผู้นำเข้า จึงจะใช้สิทธิได้
- แต่หาก บ.Trading เป็นผู้นำเข้าโดยชำระอากรขาเข้าแล้ว และต่อมาจำหน่ายให้ผู้ได้รับส่งเสริม จะไม่สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีตามมาตรา 28, 29 ของผู้ได้รับส่งเสริม
BOI ไม่ได้กำหนดนิยามของการส่งเครื่องจักรไป Modify ต่างประเทศ โดยการขอส่งเครื่องจักรไป Modify ต่างประเทศ สามารถยื่นขออนุญาต/และยื่นสั่งปล่อยในหัวข้อการส่งเครื่องจักรไปซ่อมต่างประเทศ ซึ่งจะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามสิทธิที่ได้รับอยู่เดิม และบริษัทยังคงต้องทำใบสุทธินำกลับ เช่นเดียวกับการส่งเครื่องจักรไปซ่อมต่างประเทศ
BOI ได้กำหนดวิธีการใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรจากเดิมที่เก็บข้อมูลและเอกสารหลักฐานต่างๆ ด้วยกระดาษมาเป็นเก็บข้อมูลบนฐานข้อมูลระบบ MCTS (ยื่นข้อมูลด้วย Diskette) ประมาณปี 2544 และต่อมาพัฒนาเป็นระบบ eMT (ยื่นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต) ประมาณปี 2554
เนื่องจากการพัฒนาระบบแต่ละครั้ง มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างฐานข้อมูล ดังนั้นในช่วงรอยต่อของการปรับเปลี่ยนระบบ เครื่องจักรที่ได้นำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรแล้ว จะยังคงเก็บข้อมูลไว้ในระบบเดิม แต่เครื่องจักรที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ จะอนุมัติสั่งปล่อยด้วยระบบใหม่
ดังนั้นโครงการที่ได้รับส่งเสริมมาเป็นเวลานาน และได้รับสิทธินำเข้าเครื่องจักรหรือแม่พิมพ์ตลอดระยะเวลาที่ได้รับส่งเสริม อาจนำเข้าเครื่องจักรโดยยกเว้นอากรขาเข้าภายใต้ระบบ eMT, MCTS และหนังสืออนุมัติสั่งปล่อย (กรณีสั่งปล่อยก่อนเริ่มใช้ระบบ MCTS) ร่วมกันก็ได้
กรณีเป็นการสั่งปล่อยตามหนังสืออนุมัติ ที่ไม่มีข้อมูลในระบบ eMT บริษัทสามารถยื่นขอตัดภาระภาษีเครื่องจักรได้ เนื่องจากนำเข้าเกินกว่า 5 ปีแล้ว โดยให้ยื่นเรื่องในระบบ eMT โดยเลือกเมนู "สั่งปล่อยนอกระบบ" และแนบสำเนาหลักฐานแสดงการนำเข้าโดยใช้สิทธิ เช่น สำเนาใบขนขาเข้า หรือสำเนาหนังสืออนุมัติสั่งปล่อย
1. เครื่องจักรที่นำเข้ามาก่อนวันที่ขอรับส่งเสริม สามารถใช้ในโครงการได้ แต่จะไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรนั้น ทั้งนี้จะต้องระบุในคำขอฯว่าจะมีการใช้เครื่องจักรที่นำเข้ามาก่อนวันที่ขอรับส่งเสริม และเครื่องจักรนั้นจะต้องไม่เคยใช้ผลิตในเชิงพาณิชย์มาก่อน
2. วันที่ขอรับการส่งเสริม คือวันที่ BOI ตรวจสอบข้อมูลและออกเลขที่/วันที่ลงรับคำขอ ไม่ใช่วันที่บริษัทส่งยื่นคำขอในระบบออนไลน์
บริษัทฯ นำเข้าเครื่องจักรโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้ามากกว่าจำนวนเครื่องจักรที่ติดตั้งอยู่จริง ดังนั้น เครื่องจักรที่ไม่ได้ติดตั้งอยู่จริง จึงเป็นเครื่องที่ใช้สิทธิผิดเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม และมีภาระต้องชำระภาษีอากรตามสภาพ ณ วันที่นำเข้า และเบี้ยปรับ VAT
ขั้นตอนคือเมื่อได้รับอนุญาตจาก BOI ให้ชำระภาษีแล้ว ให้ติดต่อกรมศุลกากรเพื่อขอชำระภาษีอากร หลังจากชำระภาษีเสร็จสิ้นแล้ว ให้ยื่นตัดบัญชีเครื่องจักรในระบบ eMT ต่อไป
สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรตามมาตรา 28 ได้ โดยมีข้อที่ต้องระวังคือ
1. ชื่อผู้นำเข้า จะต้องเป็นชื่อบริษัทที่ได้รับส่งเสริม
2. ต้องใช้ในโครงการที่ได้รับส่งเสริม
3. การนำเข้า อาจไม่มีการเรียกเก็บค่าแม่พิมพ์ก็ได้ เช่น ลูกจ้าง ต่างประเทศส่งแม่พิมพ์มาเพื่อว่าจ้างผลิต โดยแม่พิมพ์ยังเป็นสินทรัพย์ของลูกค้า แต่จะต้องระบุราคาประเมิน เพื่อการประเมินภาษีศุลกากรให้ถูกต้อง
ถาม Q1. 1:
ในการประเมินภาษีศุลกากร อันนี้ หมายถึง อากรขาเข้า 0% + ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ใช่หรือไม่ เพราะ ม.28 คือ ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า
ตอบ A1. 1:
แม้ว่าจะใช้สิทธิ ม.28 ในการยกเว้นอากรขาเข้าและ VAT แต่ในขั้นตอนผ่านพิธีการศุลกากร ก็ต้องระบุพิกัดสินค้า และราคาสินค้า ให้ถูกต้อง เพื่อการประเมินภาษีอากร (แม้จะได้รับยกเว้นภาษีก็ตาม)
ถาม Q1. 2:
ในกรณีที่มีบริษัทแม่อยู่ที่ประเทศจีน แล้วบริษัทแม่ไปจ้าง vender ทำแม่พิมพ์ มีการจ่ายเงินกันเรียบร้อย แต่ฝากแม่พิมพ์ไว้ที่ vender อยากทราบว่า ทรัพย์สินจะเป็นของบริษัทแม่หรือว่า vender และถ้าบริษัทลูกต้องการใช้แม่พิมพ์ตัวนี้ บริษัทแม่สามารถโอนแม่พิมพ์มาให้บริษัทลูกที่ไทยได้หรือไม่
ตอบ A1. 2:
เป็นคำถามที่ไม่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ของ BOI จึงขอตอบตามความเห็นส่วนตัว คือ
1. แม่พิมพ์เป็นสินทรัพย์ของบริษัทแม่ แต่ทำสัญญากับเวนเดอร์ เพื่อว่าจ้างผลิต โดยฝากเก็บแม่พิมพ์ไว้กับเวนเดอร์
2. บริษัทแม่จะโอน (จำหน่าย) แม่พิมพ์ให้กับบริษัทลูกในประเทศไทยก็ได้ และบริษัทลูกสามารถใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าแม่พิมพ์นั้นได้ตามหลักเกณฑ์ปกติ
หากบริษัทไม่ประสงค์จะใช้เครื่องจักรที่นำเข้า โดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรตามมาตรา 28 ในโครงการที่ได้รับส่งเสริมอีกต่อไป ให้ยื่นขอจำหน่ายเครื่องจักรออกจากโครงการ ไม่ว่าเครื่องจักรนั้นจะนำเข้ามากี่ปีแล้วก็ตาม
โดยหากเครื่องจักรนั้นมีอายุเกินกว่า 5 ปีนับจากวันนำเข้า จะอนุญาตให้จำหน่ายออกจากโครงการโดยไม่มีภาระภาษี
1. ยื่นคำร้องในระบบ eMT ในหัวข้อ “ส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศ”
2. หากเครื่องจักรที่จะส่งคืน มีข้อมูลในระบบ eMT ให้เลือกข้อ 1 เป็น “ในระบบ” แต่หากไม่มีข้อมูลในระบบ eMT ให้เลือกข้อ 1 เป็น “นอกระบบ” พร้อมแนบหลักฐานการใช้สิทธิยกเว้นภาษีของเครื่องจักรนั้น เช่น สำเนาใบขนสินค้าขาเข้าที่ระบุเลขอนุมัติสั่งปล่อยของ BOI เป็นต้น
3. หลังจากได้รับอนุมัติ จะต้องส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศภายใน 90 วัน
4. ยืนยันการส่งออก โดยคีย์เลขใบขนขาออกลงในระบบ
5. เครื่องจักรที่ส่งคืนกลับไปต่างประเทศ จะไม่มีภาระภาษี
6. หากการส่งคืนเครื่องจักร ทำให้กำลังผลิตของโครงการลดลงมากกว่า 20% หรือทำให้กรรมวิธีการผลิตไม่ครบถ้วนตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม จะต้องลดขนาดกิจการหรือแก้ไขขั้นตอนการผลิตให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงด้วย
1. ตามประกาศ สามารถขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรได้ 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ปี
2. กรณีนำเครื่องจักรเข้ามาครบแล้ว แต่จะขอขยายเวลานำเข้าเพื่อนำเข้าแม่พิมพ์ หรืออะไหล่ของเครื่องจักร อาจไม่ได้รับอนุมัติให้ขยายเวลา เนื่องจาก BOI อาจพิจารณาว่าบริษัทได้ลงทุนครบตามโครงการที่ยื่นขอส่งเสริมแล้ว
3. แต่หากบริษัทชี้แจงเหตุผลที่เชื่อได้ว่า กำลังผลิตหรือกรรมวิธีการผลิตยังไม่ครบถ้วนตามที่ได้รับส่งเสริม เช่น คำนวณกำลังผลิตของเครื่องจักรผิดพลาด สูงเกินกว่าที่ผลิตได้จริง ทำให้มีกำลังผลิตยังไม่ครบตามโครงการ หรือมีการผลิตสินค้ารุ่นใหม่/มาตรฐานใหม่ ซึ่งต้องมีนำเข้าเครื่องตรวจสอบชนิดใหม่เพิ่มเติม ก็เป็นเหตุผลที่สามารถอนุมัติให้ขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรได้
ขออภัยครับ ไม่มีข้อมูลส่วนนี้ ในภาษาที่ท่านเลือก !
Sorry, There is no information support your selected language !
Download และ ติดตั้งโปรแกรมอ่าน PDF
Download PDF ReaderSite map