การเปิดดำเนินการ
เครื่องจักร (รวมถึงอุปกรณ์ และชิ้นส่วนต่าง ๆ) ทุกรายการ ที่นำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรตามมาตรา 28 จะต้องแสดงในแบบคำขอเปิดดำเนินการ
ข้อ 2 รายละเอียดเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ติดตั้งใช้ในโครงการ ให้ครบทุกรายการ เว้นแต่รายการที่ได้รับอนุมัติให้ส่งคืน/จำหน่าย/ทำลาย และตัดบัญชีเครื่องจักรไปแล้ว แต่เครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่นำเข้าโดยใช้สิทธิฯ อาจจะไม่อยู่ในทะเบียนสินทรัพย์ของบริษัทก็ได้ ขึ้นอยู่กับนโยบายทางการบัญชีของบริษัทนั้น ๆ เช่น รายการที่มีมูลค่าต่ำกว่า 3,000 บาท จะไม่บันทึกเป็นสินทรัพย์ เป็นต้น
กรณีที่สอบถาม บริษัทไม่มีความจำเป็นต้องชำระภาษีเครื่องจักรที่ไม่อยู่ในทะเบียนสินทรัพย์ แต่ขอให้ปรึกษากับเจ้าหน้าที่ BOI ที่รับผิดชอบในการตรวจสอบเปิดดำเนินการโครงการของบริษัท เพื่อขอคำแนะนำในการเตรียมเอกสารและข้อมูลเพื่อชี้แจงตามข้อเท็จจริง
โครงการที่เปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้ว ยังคงมีสถานภาพเป็นผู้ได้รับส่งเสริม จึงยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติเงื่อนไขตามที่ได้รับการส่งเสริม หากบริษัทนำเครื่องจักร วัตถุดิบ ที่ดิน ช่างต่างชาติ ที่ได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI ไปในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับส่งเสริม จะเป็นการขัดกับเงื่อนไขในการใช้สิทธิประโยชน์นั้น ๆ จึงควรแก้ไขโครงการให้ถูกต้อง เช่น อาจขออนุญาตใช้เครื่องจักร/ที่ดินเพื่อการอื่น หรือขอแก้ไขโครงการเพิ่มชนิดผลิตภัณฑ์โดยไม่มีการลงทุนเพิ่ม เป็นต้น
1.ในบัญชีสินทรัพย์จะต้องระบุว่าเครื่องจักรรายการใด ลงบันทึกสินทรัพย์เป็นของโครงการใด เพื่อให้สามารถคำนวณค่าใช้จ่ายของแต่ละโครงการได้อย่างถูกต้อง ดังนั้น แม้ว่าในอินวอยซ์จะมีการซื้อเครื่องจักรของ 2 โครงการเข้ามาพร้อมกัน ก็ไม่มีปัญหาอะไร
2.กรณีที่บัตรส่งเสริมระบุเวลาทำงานเป็น 24 ชั่วโมง แต่บริษัทผลิตจริงเพียง 8 ชั่วโมง หากคำนวณกำลังผลิตต่อ 1 ชั่วโมง แล้วได้เท่ากัน (บวกลบไม่เกิน 20%) ก็ถือว่ามีกำลังตรงตามบัตรส่งเสริม แม้จะผลิตจริงไม่ถึง 24 ชั่วโมงก็ตาม
3.หากคำนวณกำลังผลิตต่อ 1 ชั่วโมงแล้วได้ไม่ถึง 80% ของกำลังผลิตตามบัตรส่งเสริม ก็จะถูกปรับลดกำลังผลิตในบัตรส่งเสริมให้เหลือเท่ากับกำลังผลิตของเครื่องจักรที่มีอยู่จริง
4.บริษัทสามารถไปติดต่อขอรับคำปรึกษากับ เจ้าหน้าที่ BOI ของกองที่กำกับดูแลกิจการตามประเภทนั้น ๆ
5.หากจะนำเครื่องจักรเข้ามาเพิ่ม จะต้องนำเข้ามาภายในระยะเวลาก่อนสิ้นสุดวันครบกำหนดเปิดดำเนินการเต็มโครงการ มิฉะนั้น เครื่องจักรที่นำเข้ามาเพิ่ม จะไม่นับเป็นกำลังผลิตของโครงการนั้น และไม่นับเป็นเงินลงทุนที่จะคำนวณวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลของโครงการนั้น
1.การยื่นช้าเกินกำหนดเป็นเวลาไม่นาน และมีเอกสารหลักฐานแสดงว่าอยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูลเพื่อยื่นคำขอเปิดดำเนินการ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ BOI ว่าจะผ่อนปรนให้หรือไม่ หากไม่ ก็จะมีมาตรการต่าง ๆ เช่น ระงับการให้สิทธิยกเว้นภาษีอากรวัตถุดิบ และช่างฝีมือ เป็นการชั่วคราว เป็นต้น
2.สำเนาทะเบียนสินทรัพย์ที่ต้องแนบพร้อมแบบคำขอเปิดดำเนินการ ใช้เฉพาะส่วนที่บริษัทนำมานับเป็นขนาดการลงทุน ในแบบคำขอเปิดดำเนินการ ข้อ 2 และ 5.3.2 และ 5.3.4 ก็พอ
การตรวจสอบเปิดดำเนินการ ปกติใช้เวลา 1/2 - 1 วัน วิธีการตรวจสอบอาจแตกต่างกันตามประเภทกิจการ และวิธีการของเจ้าหน้าที่แต่ละคน แต่ปกติจะตรวจสอบการติดตั้งเครื่องจักร กำลังการผลิต และอาจสุ่มตรวจเอกสารทางบัญชี เป็นต้น การเปิดดำเนินการกำหนดระยะเวลาพิจารณา 45 วันทำการ
1.กรณียังไม่ได้เปิดดำเนินการ บริษัทสามารถซื้อเครื่องจักรใหม่ภายในประเทศ เพื่อใช้ในกิจการที่ได้รับส่งเสริมได้ โดยไม่ต้องรายงานต่อ BOI
2.กรณียื่นขอเปิดดำเนินการ ให้จัดทำบัญชีรายการเครื่องจักรทั้งหมดที่ใช้ในกิจการ (ทั้งที่นำเข้าและซื้อในประเทศ) ในแบบคำขออนุญาตเปิดดำเนินการ และยื่นต่อ BOI
1.การขยายเวลาเปิดดำเนินการ มี 2 วิธีคือ
1) ขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรพร้อมกับขยายเวลาเปิดดำเนินการ- ยื่นขยายได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี
- ต้องยื่นขยายเวลาเครื่องจักรผ่านระบบ eMT โดยจะได้รับการขยายเวลาเครื่องจักรไปพร้อมกัน หลังจากนั้นจึงนำบัตรส่งเสริมไปแก้ไข
- กิจการที่ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรตลอดไป ไม่สามารถยื่นขอขยายเวลาเปิดดำเนินการด้วยวิธีนี้
2) ขยายเวลาการเปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียว- ต้องยื่นคำร้องเป็นเอกสารต่อ BOI
- หากยื่นขยายเวลาโดยวิธีนี้ จะไม่สามารถยื่นขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรตามข้อ 1) ได้อีก
การยื่นขยายเวลาการเปิดดำเนินการ ควรยื่นก่อนครบกำหนดเปิดดำเนินการ แต่หากครบกำหนดเปิดดำเนินการไปแล้ว ก็ยังสามารถยื่นขยายเวลาเปิดดำเนินการได้ การขยายเวลาเปิดดำเนินการ กำหนดระยะเวลาพิจารณา 36 วันทำการ 2.การยื่นขอเปิดดำเนินการ- หากยังไม่ครบกำหนดเปิดดำเนินการ แต่บริษัทต้องการยื่นเปิดดำเนินการครบตามโครงการ จะยื่นเมื่อไรก็ได้
- การขยายเวลาเปิดดำเนินการ กำหนดระยะเวลาพิจารณา 45 วันทำการ
- ขั้นตอนฉีดพลาสติก
- ขั้นตอนประกอบ
- ขั้นตอนตรวจสอบ
ให้คำนวณ Cycle Time ในการผลิตของ 3 ขั้นตอนนี้ ขั้นตอนที่มี Cycle Time สูงที่สุด จะเป็นตัวกำหนดกำลังผลิตของโครงการ (Bottle Neck)โดยหลักการ น่าจะเข้าใจถูกต้องแล้ว หากเครื่องฉีดพลาสติกมี cycle time ในการผลิต 8 ชิ้น ต่อ 15.5 วินาที จะเท่ากับ 30.96 ชิ้น/นาที/เครื่อง จากนั้น คูณกับจำนวนเครื่อง และเวลาทำงานตามบัตรส่งเสริม เป็นกำลังผลิตสูงสุดต่อปี หากกำลังผลิตสูงสุดที่คำนวณได้ บวกลบไม่เกิน 20% ของกำลังผลิตตามบัตรส่งเสริม ก็จะให้เปิดดำเนินการตามกำลังผลิตในบัตรส่งเสริม
แต่กรณีที่สอบถาม หากสินค้าที่ได้รับส่งเสริมเป็นการประกอบชิ้นส่วนพลาสติกหลายชิ้นเข้าด้วยกัน การคำนวณ cycle time ก็ต้องคำนวณจากสินค้าที่ผลิตจำหน่าย ไม่ใช่คำนวณจากชิ้นส่วนพลาสติกแต่ละชิ้น
ปัจจุบันตามนโยบายใหม่ กิจการซอฟต์แวร์ที่ยื่นขอรับส่งเสริมตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป จะให้ส่งเสริมในประเภท 5.7 โดยจะไม่กำหนดเงื่อนไขการลงทุนขั้นต่ำ 1 ล้านบาท แต่จะกำหนดเงื่อนไขเงินเดือนของบุคลากรด้านพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี กรณีที่สอบถามได้รับส่งเสริมซอฟต์แวร์ในประเภท 5.8 จึงเป็นการส่งเสริมตามนโยบายเก่า ก่อนปี 2558 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขขนาดการลงทุนไม่น้อยกว่าไว้ 1 ล้านบาท
ตอบคำถามตามนี้
1.หากปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุในบัตรส่งเสริมครบถ้วน จะยื่นขอเปิดดำเนินการในปีใดก็ได้ แต่ต้องไม่เกินระยะเวลาที่ระบุในบัตรส่งเสริม เว้นแต่จะได้รับอนุมัติขยายเวลาเปิดดำเนินการ
2.หากปฏิบัติตามเงื่อนไขขั้นต่ำครบถ้วน เช่น มีขนาดการลงทุนเกิน 1 ล้าน ก็สามารถยื่นขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ แม้ว่าจะยังไม่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการตามข้อ 1 ก็ตาม เพราะเป็นการพิจารณาคนละประเด็นกัน
กิจการซอฟต์แวร์ ไม่มีการกำหนดกำลังผลิตสูงสุด และได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยไม่กำหนดวงเงินสูงสุดตามขนาดการลงทุน ดังนั้น เมื่อดำเนินการครบตามเงื่อนไขที่ได้รับส่งเสริม จะยื่นขอเปิดดำเนินการเลยก็ได้ ไม่มีผลเสียอะไร
การเปิดดำเนินการ ให้กรอก แบบขออนุญาตเปิดดำเนินการ (F PM OP 01) และยื่นต่อบีโอไอ จากนั้น เจ้าหน้าที่ จะพิจารณาเอกสารหลักฐาน และตรวจสอบสถานประกอบการว่ามีการดำเนินการตามเงื่อนไขที่ได้รับส่งเสริม สรุปภาพรวมการตรวจสอบเปิดดำเนินการคร่าวๆ ตาม Link : http://www.faq108.co.th/boi/operate/operate.php
การขออนุญาตเปิดดำเนินการต่อ BOI เป็นการแจ้งต่อ BOI ว่า บริษัทได้มีการลงทุนครบตามโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริม สามารถผลิตสินค้าหรือให้บริการให้ครบตามกำลังผลิตหรือขอบข่ายการให้บริการ ที่ระบุในบัตรส่งเสริม และมีขนาดการลงทุน เงินทุนจดทะเบียน ที่ตั้งโรงงาน ฯลฯ ถูกต้องตามเงื่อนไขที่ระบุในบัตรส่งเสริม โดยปกติ BOI จะกำหนดระยะเวลาที่จะต้องเปิดดำเนินการ คือภายใน 3 ปี นับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริม กรณีที่บริษัทยังลงทุนไม่ครบตามโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริม เช่น ยังนำเครื่องจักรเข้ามาไม่เต็มกำลังผลิต บริษัทสามารถเริ่มผลิตไปก่อนได้ โดยไม่ต้องยื่นขอเปิดดำเนินการต่อ BOI จนกระทั่งลงทุนครบตามโครงการที่ขอรับส่งเสริมแล้ว จึงค่อยยื่นขอเปิดดำเนินการต่อ BOI
ตอบคำถาม
1. ยื่นเป็นเอกสารตามแบบฟอร์มที่กำหนด โดยต้องจัดเตรียมเอกสารแนบเพิ่มเติมอีกประมาณ 10 รายการ
2. ถ้างบการเงินยังไม่เสร็จ น่าจะยังไม่ใช่กรณีที่ครบเงื่อนไขต้องยื่นขอเปิดดำเนินการต่อ BOI
ค่าก่อสร้างคลังเก็บสินค้าและวัตถุดิบที่ใช้ในกิจการที่ได้รับส่งเสริม ถือเป็นขนาดการลงทุนที่สามารถนำมาคำนวณเป็นวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ โดยจะอยู่ในอาคารเดียวกันกับอาคารโรงงานหรือไม่ก็ได้ แต่ต้องอยู่ในท้องที่ตามที่กำหนดไว้ในบัตรส่งเสริม และหากมีการเก็บสินค้าหรือวัตถุดิบอื่นที่นอกเหนือจากโครงการที่ได้รับส่งเสริม ก็ต้องปันส่วนค่าก่อสร้างตามพื้นที่ใช้งาน
น่าจะระบุวันที่ออกบัตรส่งเสริมผิด คือ ควรจะเป็น 9 ก.พ. 56
1. เจ้าหน้าที่แนะนำถูกต้องแล้ว เนื่องจากหากขอขยายเวลาเปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียว จะขอได้เพียง 1 ครั้ง (1 ปี) เท่านั้น
- แต่หากขอระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรพร้อมกับขยายเปิดดำเนินการ จะขอได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี และจะขอขยายเฉพาะเปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียว ได้อีก 1 ครั้ง (1 ปี) คือ รวมสามารถขยายเวลาเปิดดำเนินการได้สูงสุด 4 ปี
2. หากบริษัทยื่นขอขยายเวลานำเข้าและขยายเปิดดำเนินการ โดยได้รับอนุมัติแล้วเมื่อวันที่ 8 ม.ค. 58
- การจะได้รับขยายถึงเมื่อไร ให้ตรวจสอบจากหนังสือแจ้งมติ
- ปกติจะได้รับขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร 1 ปี (กรณีนี้ควรได้รับขยายเครื่องจักรถึงวันที่ 9 ส.ค. 58) และได้รับขยายเวลาเปิดดำเนินการ 1 ปี (กรณีนี้ควรได้รับขยายเวลาเปิดดำเนินการถึงวันที่ 9 ก.พ. 59)
- เมื่อได้รับหนังสือแจ้งมติแล้ว จะต้องนำบัตรส่งเสริมตัวจริงไปยื่นเพื่อขอแก้ไขด้วย จึงจะเสร็จสิ้นขั้นตอน
3. หากบริษัทไม่สามารถนำเข้าเครื่องจักรและเปิดดำเนินการได้ทันตามที่ได้รับขยายเวลาตามข้อ 2
- เมื่อใกล้ครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ก็ให้ยื่นเรื่องขยายระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรและขยายเวลาเปิดดำเนินการอีกเป็นครั้งที่ 2
วันครบกำหนดเปิดดำเนินการคือ 36 เดือน นับจากวันออกบัตรส่งเสริม บัตรส่งเสริมออกวันที่ 28 ม.ค. 56 จึงครบกำหนดเปิดดำเนินการวันที่ 28 ม.ค. 59 ถูกต้อง
1. ถ้ายังไม่พร้อมเปิดดำเนินการ สามารถขยายเวลาเปิดดำเนินการได้ ตามประกาศ สกท ที่ ป.1/2548 กรณีขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร สามารถขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรได้ 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ปี โดยจะได้รับการขยายเวลาเปิดดำเนินการออกไปอีก 6 เดือน นับจากวันครบกำหนดวันนำเข้าเครื่องจักรแต่ละครั้ง
กรณีขอขยายเฉพาะการเปิดดำเนินการ จะขยายให้ 1 ครั้ง ไม่เกิน 1 ปี
2. กิจการ IPO หรือ ITC ปกติจะไม่มีการนำเข้าเครื่องจักร จึงเป็นกรณีหลัง คือสามารถขอขยายเฉพาะการเปิดดำเนินการได้ 1 ครั้ง ไม่เกิน 1 ปี
3. การเปลี่ยนประเภทกิจการที่ได้รับส่งเสริม จาก IPO เป็น ITC จะขอแก้ไขหลังจากเปิดดำเนินการครบตามโครงการแล้วก็ได้
การยื่นขยายเวลาเปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียว ใช้แบบฟอร์ม F PM EX 06-02 ถูกต้อง แต่จะขยายเวลาได้เพียงครั้งเดียว โดยหลังจากนี้จะขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรและเวลาเปิดดำเนินการไม่ได้อีก เอกสารแนบใช้สำเนาบัตรส่งเสริมและเอกสารแนบท้ายบัตรฯ เท่านั้น โดยอาจจะแนบสำเนาหนังสือรับรองจดทะเบียน และสำเนางบการเงินล่าสุดไปด้วยก็ได้
บริษัทได้ขยายระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรครบ 3 ครั้งแล้ว ปัจจุบันพ้นกำหนดที่จะต้องเปิดดำเนินการแล้ว หากมีความจำเป็น เช่น ยังติดตั้งเครื่องจักรไม่เสร็จ อาจขอขยายเปิดอีก 1 ครั้ง ไม่เกิน 1 ปี ได้เป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นจะต้องยื่นเปิดดำเนินการ หรือถ้าปัจจุบันพร้อมแล้ว ก็ควรยื่นขอเปิดดำเนินการ เพราะเลยกำหนดเปิดไปแล้ว ขั้นตอนขอเปิดดำเนินการ ก็กรอกแบบคำขออนุญาตเปิดดำเนินการ พร้อมกับเตรียมเอกสารตามที่กำหนด และยื่นต่อ BOI
ค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน ไม่นับเป็นขนาดการลงทุนของโครงการ ตารางที่ 5.3 ให้กรอกเฉพาะการลงทุนส่วนที่นับเป็นขนาดการลงทุนตามประกาศ BOI ป.1/2545 เท่านั้น
การกำหนดกำลังการผลิตของโครงการ ปกติจะดูจากกำลังการผลิตของเครื่องจักรในขั้นตอนที่น่าจะเป็นคอขวด (Bottle Neck) ตามตัวอย่างที่สอบถาม ปกติก็ควรเป็นขั้นตอนที่ 1 ฉีดพลาสติก คือกำหนดตามกำลังผลิตของเครื่องฉีดพลาสติก ส่วนขั้นตอนที่ 3 และ 4 ถ้าใช้แรงคนเป็นหลัก ปกติจะไม่นับเป็นขั้นตอนที่กำหนดกำลังผลิต เพราะถ้ารับพนักงานเพิ่ม ก็สามารถผลิตเพิ่มได้
ปกติก็ควรเป็นเช่นนั้น แต่หากสินค้าของบริษัท ต้องทำการตรวจสอบ 100% ด้วยเครื่องจักรทันสมัย ขั้นตอนตรวจสอบก็อาจจะเป็นตัวกำหนดกำลังการผลิตของโครงการก็ได้ ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของโครงการนั้น ๆ ด้วย
ในใบอนุญาตเปิดดำเนินการ จะระบุเพียงแค่ว่า "อนุญาตให้เปิดดำเนินการได้ ตามใบอนุญาตเลขที่ ....... ลงวันที่ ........." โดยไม่มีการระบุว่า ให้เปิดดำเนินการได้ตั้งแต่เมื่อใด ส่วนในการเริ่มใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 31 นั้น กำหนดไว้ตาม พรบ. และเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมอยู่แล้ว คือ "ตั้งแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับส่งเสริม" ซึ่งวันที่เริ่มมีรายได้ ซึ่งสามารถเริ่มใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นี้ ปกติจะเป็นวันก่อนที่จะออกใบอนุญาตเปิดดำเนินการอยู่แล้ว
วันเริ่มใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ ให้ยึดตามวันที่เริ่มมีรายได้ครั้งแรกตามโครงการ โดยไม่ต้องอิงกับวันที่ในใบอนุญาตเปิดดำเนินการ เช่น ถ้าในปีที่ 1 บริษัทเริ่มมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าตามโครงการ ก็ให้เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่มีรายได้นั้น ส่วนใบอนุญาตเปิดดำเนินการ อาจจะออกตามหลังมาอีก 3 ปี ก็ไม่เป็นไร เพราะใบอนุญาตเปิดดำเนินการในความหมายของบีโอไอ ไม่ใช่ออกเพื่ออนุญาตให้บริษัทเริ่มประกอบกิจการได้ แต่เป็นการออกเพียงการยืนยันว่า บริษัทมีการลงทุนครบตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม
เครื่องจักรที่ไม่ได้รับส่งเสริม คืออะไร
ก. เครื่องจักรที่นำเข้ามาโดยไม่ได้ใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้า ข. เครื่องจักรที่ผิดเงื่อนไขตามบัตรส่งเสริม (เช่น เครื่องจักรเก่าที่ไม่มีใบรับรองประสิทธิภาพ หรือเครื่องจักรเก่าซื้อในประเทศ เป็นต้น)ตอบคำถาม
1. หากเป็นเครื่องจักรตามข้อ ก. ก็ต้องระบุด้วย มิฉะนั้น กรรมวิธีการผลิตหรือกำลังผลิตอาจไม่ครบตามบัตรส่งเสริม แต่หากเป็นข้อ ข. จะระบุหรือไม่ ก็มีปัญหา เพราะกำลังทำผิดเงื่อนไขในการส่งเสริม
2. ช่อง 5.3 เป็นการกรอกมูลค่าการลงทุนเพื่อนำไปกำหนดวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ถ้าเป็นโครงการริเริ่ม จะนับค่าสินทรัพย์ และค่าใช้จ่ายก่อนเปิดดำเนินการ เป็นขนาดการลงทุนได้ด้วย แต่ต้องเป็นโครงการขยาย จะนับได้เฉพาะค่าเครื่องจักร และค่าก่อสร้างส่วนที่เพิ่มเติม ในบัตรส่งเสริมระบุเงื่อนไขไว้อย่างไร และประเด็นที่สอบถามคืออะไร ขอรายละเอียดอีกหน่อย
1. เครื่องจักรที่จะกรอกให้แบบฟอร์มการขอเปิดดำเนินการ ให้รวมถึงเครื่องจักรด้านสาธารณูปโภคได้ด้วย เพราะเป็นการลงทุนที่นับเป็นขนาดการลงทุนเพื่อคำนวณวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ด้วย
2. ตามที่แอดมินเข้าใจคือ โครงการตามนโยบายฟื้นฟูฯ จะได้รับอนุญาตให้นำเครื่องจักรจากโครงการเก่าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย มาใช้ในโครงการใหม่ได้ โดยกำลังผลิตของเครื่องจักรเก่านั้น สามารถนับรวมกำลังในโครงการใหม่ได้ด้วย และจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้มากกว่าปกติ เช่น จะได้รับวงเงินยกเว้นภาษีเท่ากับ 150% ของขนาดการลงทุนโดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน เป็นต้น
แต่ขนาดการลงทุนไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน ที่จะคำนวณวงเงินยกเว้นภาษี จะนับเฉพาะการลงทุนที่เกิดขึ้นใหม่ และการลงทุนในการซ่อมแซมอาคารหรือเครื่องจักรเท่านั้น แต่ไม่รวมไปถึงค่าก่อสร้างอาคารและค่าเครื่องจักรที่มีอยู่ในโครงการเดิม ซึ่งเคยนับเป็นวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้ไปแล้วครั้งหนึ่ง
การกรอกข้อ 5.3 (B) จึงควรเป็น- ค่าก่อสร้าง กรอกเฉพาะส่วนที่ก่อสร้างใหม่ ก่อสร้างเพิ่มเติม หรือการซ่อมแซมส่วนเดิมที่ได้รับความเสียหาย
- ค่าเครื่องจักร กรอกเฉพาะในส่วนที่ลงทุนใหม่ หรือที่ซ่อมแซมเครื่องจักรเดิมที่ได้รับความเสียหาย
- ค่าใช้จ่ายก่อนเปิดดำเนินการ ไม่นับ เพราะไม่ใช่โครงการริเริ่ม
- ค่าสินทรัพย์ ไม่นับ เพราะไม่ใช่โครงการริเริ่ม
อย่างไรก็ตาม การกรอกข้อมูลเครื่องจักรในข้อ 2 ควรต้องกรอกข้อมูลเครื่องจักรทั้งหมด คือทั้งที่ลงทุนใหม่ และที่นำมาใช้จากโครงการเดิม (แต่ส่วนที่นำมาจากโครงการเดิมจะไม่นับเป็นขนาดการลงทุน)โครงการตามนโยบายฟื้นฟูฯ ค่อนข้างแตกต่างจากกิจการปกติ หากเป็นไปได้ ควรนัดหมายเข้าไปพบกับเจ้าหน้าที่ BOI ผู้ดูแลโครงการ เพื่อขอรับคำปรึกษาโดยตรง จะได้ข้อมูลที่ชัดเจนกว่า
กรณีเป็นเครื่องจักร ก็ให้ใช้ราคาทุน/ราคาที่ได้มาของเครื่องจักร รวมถึงค่าติดตั้ง ค่าทดลองเครื่อง และค่าวิชาการที่รวมอยู่ในต้นทุนเครื่องจักรด้วย
โดยปกติหลังจากที่ได้รับการส่งเสริมแล้ว ทางผู้ได้รับการส่งเสริมจะต้องยื่นแบบขอเปิดดำเนินการเต็มโครงการภายใน 36 เดือนนับแต่วันที่ได้รับบัตรส่งเสริม ในกรณีที่ไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ตามกำหนด สามารถขอขยายระยะเวลาในการเปิดดำเนินการได้ 1 ครั้ง ขยายไปอีก 1 ปี ในกรณีหากยังไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ หรือปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ อาจจะถูกพิจารณาเพิกถอนบัตรและสิทธิประโยชน์ทั้งหมด เสมือนไม่เคยได้รับการส่งเสริมตั้งแต่ต้น
แม้จะมีการขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรย้อนหลังไปจนถึงวันที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริม แต่ระยะเวลาการเปิดดำเนินการก็ยังคงเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในบัตรส่งเสริมเหมือนเดิม ไม่ถูกร่นให้เร็วขึ้น
ขอยกตัวอย่างใหม่เป็นดังนี้ 1 ม.ค. 54 ยื่นคำขอรับการส่งเสริม 1 ก.พ. 54 นำเข้าเครื่องจักรโดยชำระภาษี 1 มี.ค. 54 อนุมัติให้การส่งเสริม 1 เม.ย. 54 ออกบัตรส่งเสริม (เริ่มนับระยะเวลาการยกเว้นภาษีอากรเครื่องจักร) 1 ต.ค. 56 สิ้นสุดระยะเวลานำเข้าเครื่องจักร (30 เดือน นับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริม) 1 เม.ย. 57 ครบกำหนดเปิดดำเนินการ (6 เดือน นับจากวันที่สิ้นสุดระยะเวลานำเข้าเครื่องจักร)
กรณีข้างต้นนี้ หากบริษัทยื่นขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรย้อนหลัง เพื่อยกเว้นภาษีอากรเครื่องจักรที่นำเข้ามาก่อนออกบัตรส่งเสริม BOI จะขยายระยะเวลานำเข้าย้อนหลังไปจนถึงวันที่ 1 ม.ค. 54 (วันที่ยื่นคำขอรับส่งเสริม) แต่ระยะเวลาสิ้นสุดการนำเข้าเครื่องจักรยังคงเป็นวันเดิม (1 ต.ค. 56) และวันครบกำหนดเปิดดำเนินการก็ยังคงเป็นวันเดิม (1 เม.ย. 57)
ใช้เอกสารตามนี้
หนังสือนำส่งของบริษัท
ไม่มีแบบฟอร์ม ใช้หนังสือหัวจดหมายบริษัท เรื่องขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรย้อนหลัง เรียนเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ลงนามโดยกรรมการผู้มีอำนาจและประทับตรารับรอง
แบบขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรและเปิดดำเนินการ (F IN EM 02) 1 ชุด กรอกข้อมูลในข้อ 1 และ 2 และเลือกข้อ 3.1
สำเนาหนังสือแจ้งมติให้การส่งเสริม (หน้าแรก) 1 ชุด
รายการเครื่องจักรที่ต้องใช้ประกอบการยื่นเปิดดำเนินการ ต้องเป็นรายการดังนี้
- ทำให้กำลังผลิตครบถ้วนตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม - ทำให้กรรมวิธีการผลิตครบถ้วนตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม - เป็นเครื่องจักรใหม่ (หากเป็นเครื่องจักรเก่า โครงการต้องได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่า โดยเป็นเครื่องจักรนำเข้าจากต่างประเทศ มีอายุไม่เกินกว่าที่กำหนด และมีใบรับรองประสิทธิภาพถูกต้องตามที่กำหนด) - เป็นรายการที่จะนำมารวมเป็นขนาดการลงทุน เพื่อคำนวณวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล1. เครื่องจักรใหม่ที่ซื้อในประเทศ สามารถนำมาใช้ในโครงการได้
เนื่องจากตรงตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม คือ เงื่อนไขเฉพาะโครงการข้อ 1 ซึ่งระบุว่าเครื่องจักรที่ใช้ในกิจการที่ได้รับส่งเสริมต้องเป็นเครื่องจักรใหม่ แต่ไม่ได้กำหนดว่าต้องซื้อจากที่ไหน
2. เครื่องจักรใหม่ที่ซื้อในประเทศ นับเป็นขนาดการลงทุนและกำลังผลิตของโครงการได้
เพราะเป็นการลงทุนที่ตรงตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมตามข้อ 1 การให้การส่งเสริมการลงทุน ไม่ได้มีเจตนาต้องการให้ซื้อเครื่องจักรจากต่างประเทศ แต่หากบริษัทได้รับส่งเสริม จำเป็นเครื่องจักรนำเครื่องจักรเข้ามาจากต่างประเทศ BOI ก็จะช่วยลดภาระการลงทุน โดยการยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าให้ แต่ไม่ได้แปลว่า โครงการที่ได้รับส่งเสริม "ต้อง" ใช้เครื่องจักรจากต่างประเทศ
1. ไม่มีประกาศเรื่องให้ใช้เครื่องจักรใหม่ในประเทศได้ เนื่องจากไม่มีข้อห้ามใดๆ ที่ทำให้ต้องออกเป็นประกาศ
2. การนับมูลค่าเครื่องจักรเป็นมูลค่าการลงทุนเพื่อคำนวณวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล กำหนดตาม ประกาศ สกท ที่ ป.12/2544
การขอขยายเวลาเปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียว คือ การขยายเวลาการเปิดดำเนินการที่ไม่ได้มีสาเหตุจากการขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร การขอขยายเวลาเปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียว จะสามารถยื่นได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น และหลังจากนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้การเวลาเปิดดำเนินการอีก โครงการที่ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร หากยังนำเข้าเครื่องจักรไม่ครบ แต่หากยื่นขอขยายเปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียวก่อน จะไม่สามารถขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรได้อีก ดังนั้น จึงขอให้ยื่นขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรให้ครบก่อน (หลักเกณฑ์ปัจจุบันให้ขยายได้ 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ปี) และสุดท้ายจึงค่อยยื่นขอขยายเปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียว
ตอบคำถาม
การขอขยายเปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียว ให้ยื่นแบบ F PM EX 06-02 และหนังสือรับทราบเงื่อนไขว่าจะไม่สามารถขยายระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรได้ (ไม่มีแบบฟอร์ม) ต่อสำนักบริหารการลงทุน 1-4 ที่ดูแลกิจการของบริษัท หรือยื่นต่อสำนักงาน BOI ภูมิภาค และเมื่อได้รับอนุญาตให้ขยายเปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียว ให้นำบัตรส่งเสริมไปติดต่อฝ่ายบัตร เพื่อแก้ไขเอกสารแนบท้ายบัตรส่งเสริม
กรรมการเป็นผู้ลงนามและปรับตราในเอกสาร แต่จะให้ใครไปยื่นแทนก็ได้ ไม่ต้องมีหนังสือมอบอำนาจในการไปยื่นเรื่อง
Link ตามนี้ https://www.boi.go.th/upload/content/F%20PM%20EX%2006%20e-form_5bbc2a008049b.pdf
ใช้ชื่อเรื่องว่า การรับทราบเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ตามมาตรา 28 เนื้อความในหนังสือให้ระบุเหตุผลที่ต้องการขยายเวลาเปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียว และมีข้อความว่า บริษัทรับทราบเงื่อนไขสิทธิประโยชน์การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรตามมาตรา 28 ว่า หากบริษัทยื่นขอขยายเวลาเปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียว บริษัทจะไม่สามารถยื่นขอขยายระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรตามมาตรา 28 ได้อีก ส่วนเนื้อความที่เหลือ เขียนเพิ่มเติมเองได้ให้หนังสือสมบูรณ์
กรณีที่บัตรส่งเสริมกำหนดกำลังผลิตสูงสุดเป็น "น้ำหนัก" ย่อมหมายถึง น้ำหนักของผลิตภัณฑ์ โดยไม่ได้รวมถึงน้ำหนักของ runner ดังนั้น การคำนวณกำลังผลิตของเครื่องฉีดพลาสติก จึงควรคำนวณจากน้ำหนักของชิ้นงาน โดยไม่รวมน้ำหนัก runner ได้
การตรวจสอบกำลังผลิต ณ วันเปิดดำเนินการ ในทางทฤษฎี เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบกำลังผลิตจริง จากทั้งรายงานการผลิต (production report) ของโรงงาน และตรวจสอบจับเวลาเครื่องจักรส่วนที่เป็น bottle neck แต่ในทางปฏิบัติ เนื่องจากแต่ละโครงการมีรายละเอียดแตกต่างกัน จึงขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่คนนั้น ๆ
สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับหลังเปิดดำเนินการเสร็จแล้ว ไม่มีครับ การเปิดดำเนินการให้ครบตามโครงการ เป็น "เงื่อนไข" ที่จะต้องทำ หากไม่สามารถทำได้ภายในเวลาที่กำหนด จะถูกเพิกถอนบัตรส่งเสริม และถูกเพิกถอนสิทธิประโยชน์ทั้งหมด ในขั้นตอนการเปิดดำเนินการ จะมีสิ่งที่กระทบกับสิทธิประโยชน์ของโครงการ ดังนี้
โครงการที่มีเงื่อนไขกำหนดวงเงินสูงสุดในการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จะมีการตรวจสอบขนาดการลงทุน ที่ได้ลงทุนไปจริง จากนั้น จะปรับเปลี่ยนวงเงินสูงสุดที่จะให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้เป็นไปตามเงินที่ได้ลงทุนจริง ซึ่งอาจจะมากขึ้นหรือลดน้อยลงจากวงเงินที่เคยกำหนดไว้เดิมก็ได้ตามข้อเท็จจริง จะมีการตรวจสอบกำลังผลิตของเครื่องจักรที่ติดตั้งจริง ซึ่งหากมีกำลังผลิตของเครื่องจักร มากกว่ากำลังผลิตในบัตรส่งเสริม บริษัทสามารถขอแก้ไขกำลังผลิตในบัตรส่งเสริมให้มากขึ้นเท่ากับตามที่ตรวจสอบได้จริง ซึ่งจะทำให้กำลังผลิตส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้ ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย
งานเปิดดำเนินการ กำหนดเวลาทำงานไว้ไม่เกิน 45 วันทำการ (คือ 2 เดือนเศษ) แต่ในทางปฏิบัติ ส่วนใหญ่จะใช้เวลานานกว่านั้น เช่น 3 เดือน หรือ 5-6 เดือนก็มี เนื่องจากต้องตรวจสอบเอกสารมาก ทั้งรายการเครื่องจักร สภาพเก่าใหม่ การคำนวณกำลังผลิต ขั้นตอนการผลิต และการตรวจวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นต้น หากยื่นเรื่องขอเปิดไปแล้ว แม้ว่าการพิจารณาอนุมัติเปิดดำเนินการจะล่าช้าไปบ้าง แต่บริษัทก็ยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆได้ งานเปิดดำเนินการเป็นงานที่ต้องใช้เวลา ดังนั้น หากเจ้าหน้าที่คนนั้นต้องดูแลงานหลายอย่าง เช่น เครื่องจักร วัตถุดิบ ฯ เจ้าหน้าที่มักจะให้เวลากับงานเครื่องจักร และวัตถุดิบ ซึ่งเป็นงานเร่งด่วนมากกว่างานเปิดดำเนินการ
การคำนวณกำลังการผลิตตามแบบฟอร์มขอเปิดดำเนินการ ข้อ 3 หน้า 3 ให้คำนวณจากเวลาตามบัตรส่งเสริม คือ 16 ชม./วัน 290 วัน/ปี และในข้อ 4 หน้า 3 ให้ติ๊กช่องขอเพิ่มกำลังผลิตโดยการเพิ่มเวลาทำงาน และให้ใส่กำลังผลิตและเวลาผลิต ที่คำนวณจาก 22 ชม./วัน 290 วัน/ปี
1. ขั้นตอนการผลิตหลัก คือขั้นตอนการผลิตที่สำคัญซึ่งบริษัทต้องลงทุนเครื่องจักรให้เพียงพอ หากไม่ผ่านขั้นตอนเหล่านี้ ก็จะไม่สามารถผลิตเป็นสินค้าตามโครงการที่ได้รับส่งเสริมได้ โครงการที่ได้รับส่งเสริมแต่ละโครงการอาจมีกรรมวิธีการผลิตต่างกัน ขั้นตอนการผลิตหลักจึงต่างกัน หากจะคิดว่าเครื่องจักรที่สามารถคำนวณกำลังผลิตได้ เป็นขั้นตอนหลัก ก็ไม่ผิดอะไร
2. ขั้นตอนการผลิตที่เป็นตัวกำลังผลิตของโครงการ ปกติจะเป็นขั้นตอนที่จำเป็นต้องผลิต แต่มีกำลังผลิตน้อยกว่าขั้นตอนอื่น จึงเป็นคอขวดที่เป็นตัวกำหนดกำลังผลิต
3. หัวข้อการเปิดดำเนินการและแก้ไขโครงการ ให้ติ๊กตามข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงตอนนี้คืออะไร ช่วยอธิบายให้ทราบก่อน
4. process chart ก็เพียงนำกรรมวิธีการผลิตที่ได้รับอนุมัติไปเขียนเป็น chart ส่วน machine layout ทางฝ่าย production น่าจะมีอยู่แล้ว
ข้อเท็จจริงคือ บัตรส่งเสริมระบุว่ามีกำลังผลิต 900 ตัน (เวลาทำงานคือ 16 ชั่วโมง/วัน 290 วัน/ปี) แต่หากคำนวณตามเวลาทำงานดังกล่าว บริษัทจะผลิตได้เพียง 215 ตัน ใช่หรือไม่
-> หากใช่ แปลว่า มีกำลังผลิตไม่ครบตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม หากต้องการเปิดดำเนินการ (คือไม่ต้องการนำเข้าเครื่องจักรเข้ามาอีกแล้ว) ก็ให้กรอกข้อ 3 ตามกำลังผลิตจริงคือ 215 ตัน และติ๊กข้อ 4 ที่ช่องแรกว่าขอแก้ไขขนาดกิจการให้เป็นไปตามกำลังผลิตที่มีอยู่จริง (คือลดโครงการ)
ส่วนเครื่องมือเล็กๆน้อยๆ หากต้องการนำไปนับเป็นขนาดการลงทุนเพื่อกำหนดวงเงินสูงสุดในการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ก็ให้ใส่ไปในตารางเครื่องจักรด้วย แต่หากไม่ต้องการนำไปนับวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้ จะไม่ใส่ก็ได้
หากขยายระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรครบ 3 ครั้งแล้ว และสิ้นสุดระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรไปแล้ว หากยังต้องการนำเครื่องจักรเข้ามาอีก ก็ต้องชำระภาษีอากร
คำถามนี้ไม่น่าจะมีคำตอบที่เป็นหลักเกณฑ์ตายตัวกับทุกอุตสาหกรรม จึงขอตอบตามความเห็นส่วนตัว ดังนี้
รถเข็น และชั้นวางของ/เก็บของ มีลักษณะใช้งานอเนกประสงค์ ปกติควรนับเป็นการลงทุนประเภทสินทรัพย์อื่นๆ แต่ในกรณีของบางอุตสาหกรรม เช่น กิจการคลังสินค้า ซึ่งลักษณะธุรกิจเป็นการขนย้ายและจัดเก็บสินค้า อาจถือว่ารถเข็นและชั้นเก็บสินค้า เป็นการลงทุนในข่ายเครื่องจักร (เครื่องมือ เครื่องใช้) ในกิจการนั้นได้ เช่นเดียวกับกรณีของกิจการการค้าระหว่างประเทศ (ITC/IPO) ซึ่งถือว่าเครื่องคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ เป็นการลงทุนเครื่องจักรของโครงการ
กรณีที่สอบถามนี้ หากมีผลโดยตรงต่อการคำนวณขนาดการลงทุนขั้นต่ำเพื่อให้เกิน 1 ล้านบาท แนะนำให้ปรึกษากับ เจ้าหน้าที่ BOI ที่รับผิดชอบกิจการของบริษัทโดยตรง
นิยามของเครื่องจักรภายใต้ พรบ.ส่งเสริมการลงทุนของ BOI ค่อนข้างกว้าง คือ รวมถึงส่วนประกอบ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆ ด้วย (ประกาศ สกท ที่ ป.1/2546) รายการที่สอบถาม หากเข้าข่ายส่วนประกอบ อุปกรณ์ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ ในระบบผลิตกระแสไฟฟ้า ก็นับเป็นการลงทุนในข่ายเครื่องจักรได้
1. การยกเลิกคำร้องที่ยื่นต่อ BOI ไปแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา สามารถร่างจดหมายขอยกเลิกขึ้นได้เอง ไม่มีแบบฟอร์ม
2. กรณีนำเครื่องจักรเข้ามาไม่ครบ process แต่สิ้นสุดระยะเวลาเปิดดำเนินการไปแล้ว ยังไม่ควรทำหนังสือยกเลิก แต่ควรปรึกษาเจ้าหน้าที่ก่อน เพราะอาจต้องขอแก้ไขโครงการเป็นกรณีๆไป
![]() |
1. สิทธิประโยชน์ที่ได้รับตามบัตรส่งเสริมแต่ละฉบับ จะเลือกใช้เป็นบางมาตรา หรือจะไม่ใช้สิทธิเลยก็ได้
2. การเปิดดำเนินการตามเงื่อนไข BOI คือ การตรวจสอบว่าบริษัทได้มีการลงทุนครบถ้วนตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมแล้ว (เช่น สถานที่ตั้ง เครื่องจักร กำลังผลิต กรรมวิธีผลิต เป็นต้น) จึงไม่เกี่ยวกับการจะใช้/ไม่ใช้สิทธิประโยชน์หรือไม่
หลังจากได้รับใบอนุญาตเปิดดำเนินการ บริษัทยังคงมีหน้าที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมต่อไป จนกว่าจะขอยกเลิกบัตรส่งเสริม กรณีเปิดดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดไม่ได้ จะถูกเพิกถอนบัตรส่งเสริม
3. กรณีต้องการยกเลิกบัตรส่งเสริม ให้ยื่นหนังสือแจ้งขอยกเลิกบัตรส่งเสริมต่อ BOI โดยอาจจะต้องชำระภาษีอากรเครื่องจักร/วัตถุดิบ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
กรณีบริษัทมีกำลังผลิตสูงสุดต่ำกว่ากำลังผลิตในบัตรส่งเสริม สามารถขอลดขนาดกิจการในขั้นตอนการเปิดดำเนินการได้
โดย BOI จะปรับลดมูลค่าการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามที่มีการลงทุนจริง และปรับลดปริมาณบัญชีสต็อกวัตถุดิบสูงสุดตามกำลังผลิตที่ปรับลดลง
ใบอนุญาตเปิดดำเนินการของ BOI เป็นเอกสารแสดงว่าบริษัทได้มีการลงทุนครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดในบัตรส่งเสริมแล้ว
หลังจากบริษัทได้รับใบอนุญาตเปิดดำเนินการ บริษัทยังคงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในบัตรส่งเสริม และจะต้องรายงานผลการดำเนินการประจำปี ตาม ประกาศ สกท ที่ ป.2/2561 จนกว่าจะสิ้นสุดสภาพการเป็นผู้ได้รับการส่งเสริม
เครื่องจักร อะไหล่ แม่พิมพ์ ฯลฯ ที่นำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากร จะต้องยื่นแสดงรายการในแบบคำขอเปิดดำเนินการด้วย
แต่กรณีที่สอบถาม น่าจะเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาต่ำ และอาจไม่ได้บันทึกในทะเบียนสินทรัพย์ ซึ่งอุปกรณ์ลักษณะนี้ หากมีเป็นจำนวนมาก และบริษัทไม่ประสงค์จะนำมารวมเป็นมูลค่าการลงทุนเพื่อคำนวณวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล อาจใช้วิธีจัดทำเป็นเอกสารแนบ โดยพิมพ์รายงานการสั่งปล่อยจากระบบ eMT เพื่อแนบเป็นหลักฐานว่ามีการใช้สิทธินำเข้า แต่ไม่ประสงค์จะนำมารวมเป็นมูลค่าการลงทุน ก็ได้
1. สัญญาเช่าโรงงานหรือสำนักงานที่มีอายุสัญญาเช่าเกินกว่า 3 ปี และจดทะเบียนสัญญาเช่าต่อกรมที่ดินสามารถนำมาคำนวณเป็นขนาดการลงทุน และเพื่อคำนวณวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้จึงให้กรอกมูลค่าเช่า ในช่องค่าก่อสร้าง
2. สัญญาเช่าโรงงานหรือสำนักงานที่มีอายุสัญญาเช่าไม่เกิน 3 ปี เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่นำมานับเป็นขนาดการลงทุนจึงไม่ต้องกรอกในช่องค่าก่อสร้าง
การขยายเวลาเปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียวของกิจการ ITC ให้เตรียมเอกสารดังนี้
1. แบบคำขอขยายเวลาปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียว (F PM EX 06)
2. แผนการลงทุนเพื่อให้มีขนาดการลงทุนครบ 1 ล้านบาท (กรณีขยายเวลาเนื่องจากยังลงทุนไม่ครบ 1 ล้านบาท)
3. แผนการจำหน่าย/ชื่อสินค้า/ชื่อลูกค้า/ชื่อซัพพลายเออร์ ในลักษณะ IN-OUT, IN-IN, OUT-IN, OUT-OUT (กรณีมีการจำหน่ายในครบตามเงื่อนไข)
ข้อ 3 หน้า 3/7 รายละเอียดเครื่องจักรที่ติดตั้งในโครงการของผลิตภัณฑ์ตามบัตรส่งเสริม ให้กรอกข้อมูลเครื่องจักรที่ใช้ในโครงการตามบัตรส่งเสริม เฉพาะที่มีในทะเบียนสินทรัพย์ ณ ปัจจุบันแม้จะเป็นโครงการได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการเต็มโครงการไปแล้วก็ตาม
ข้อ 5 หน้า 5/7 การคำนวณกำลังผลิตของผลิตภัณฑ์ตามบัตรส่งเสริม ให้แสดงการคำนวณกำลังผลิตจากเครื่องจักรที่มีอยู่จริงตามข้อ 3
1. สามารถตัดออกจากรายการ Asset List ได้ไหม เช่น ใบมีด ณ ปัจจุบัน ไม่มีของแล้วหรือผู้ใช้งานอาจทิ้งไปแล้ว บริษัทตัดบัญชี 5 ปี แล้ว จะสามารถดำเนินการอย่างไรได้ต่อเพื่อตัดรายการออกจาก List ในโครงการได้
2. ราคาเครื่องจักรใน Asset List ณ วันยื่นเรื่องเปิดดำเนินการ กับ ใน invoice ไม่ตรงกัน สามารถแก้ไขได้ไหม กรณีเปิดดำเนินการแล้ว (สิทธิและประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล หมดสิ้นปี 2564) เช่น ใบมีดรายการหนึ่ง ราคาที่แจ้งไว้ในทะเบียนทรัพย์สิน 169,233.31 บาท แต่ใน invoice กับที่สั่งปล่อยในระบบ EMT มูลค่า175,433.88 บาท หากเป็นเช่นนี้จำเป็นต้องแก้ไขข้อมูลเพื่อให้ตรงกันไหม หรือข้อมูลในเอกสารไม่ต้องสนใจ ให้ยึดจาก invoice และ ข้อมูลที่สั่งปล่อยในระบบแทน
3. เนื่องจากตัวเลขไม่ตรงกัน ทำให้มีผลกระทบกับราคาทุน สำหรับฝ่ายบัญชีต้องดำเนินการอย่างไร
4. หลังจากที่ขออนุญาตจำหน่ายเครื่องจักรออกจากโครงการแล้ว สามารถตัดเครื่องจักรออกจากทะเบียนสินทรัพย์และตัดออกจากราคาทุนด้วย ได้หรือไม่
ตอบคำถามดังนี้
1. ใบมีด หากนำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรตามมาตรา 28 และนำเข้าเกิน 5 ปีแล้ว ให้ยื่นขออนุญาตจำหน่ายออกจากโครงการ โดยไม่มีภาระภาษีอากร
2. มูลค่าเครื่องจักรที่บันทึกในทะเบียนสินทรัพย์ กับมูลค่าเครื่องจักรที่แจ้งในระบบ eMT หากไม่ตรงกัน ไม่ต้องยื่นแก้ไขใด ๆ
3. ตัวเลขสำหรับฝ่ายบัญชีของบริษัท เป็นตัวเลขตามทะเบียนสินทรัพย์และงบการเงิน ไม่เกี่ยวกับตัวเลขที่แจ้งในระบบ eMT
4. เมื่อได้รับอนุญาตจำหน่ายออกจากโครงการ คือ จะไม่ใช้เครื่องจักรดังกล่าวในโครงการนั้นอีกต่อไป จึงต้องตัดออกจากบัญชีสินทรัพย์ของโครงการนั้น
Q: แล้วหากเป็นแม่พิมพ์ที่เรานำไปให้ supplier ที่อยู่ในประเทศไทยใช้ผลิตวัตถุดิบให้เรา จะนับหรือไม่
A: หากแม่พิมพ์เป็นรายการในทะเบียนสินทรัพย์ของบริษัท และนำไปว่าจ้าง Supplier ในประเทศ ตามที่ BOI อนุญาต ถือเป็นการลงทุนที่สามารถนำมาคำนวณวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้
Q: หากตอนเปิดดำเนินการ วงเงินที่ได้รับสำหรับยกเว้นภาษีเงินได้ ได้ถูกรวมค่าใช้จ่ายตัวนี้ไปแล้ว และทางผู้ตรวจสอบบัญชีแนะนำว่าให้ใช้สิทธิโดยไม่เอายอดเงินจากแม่พิมพ์พวกนี้มารวม ทำได้ไหม โดยไม่ต้องแก้ไขการเปิดดำเนินการ หรือเอกสารการเปิดดำเนินการจากบีโอไอ
A: กรณีที่เปิดดำเนินการโดยกำหนดวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้ไปแล้ว แต่ต่อมาบริษัทส่งแม่พิมพ์ไปว่าจ้างบริษัทที่ต่างประเทศให้ผลิตให้ (โดยกรรมวิธีการผลิตที่ได้รับส่งเสริมมีขั้นตอนให้นำแม่พิมพ์ไปว่าจ้างผู้อื่นผลิต)
เนื่องจากแม่พิมพ์ที่นำไปว่าจ้างบริษัทที่ต่างประเทศจะไม่นับเป็นการลงทุนเพื่อคำนวณวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้ ความเห็นของแอดมิน คือ บริษัทควรใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ โดยไม่นำมูลค่าแม่พิมพ์นี้มารวมเป็นวงเงินยกเว้นภาษี เพื่อลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง แต่ไม่ต้องยื่นแก้ไขปรับลดวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้ในบัตรส่งเสริมและใบอนุญาตเปิดดำเนินการ
1. ผู้รับโอน ไม่ต้องยื่นขออนุญาตเปิดดำเนินการต่อ BOI อีก โดยในบัตรส่งเสริมของผู้รับโอนจะไม่ระบุเงื่อนไขวันครบกำหนดที่ต้องเปิดดำเนินการ เนื่องจากเป็นโครงการที่ได้ตรวจสอบการเปิดดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว
2. การรายงานความคืบหน้าปีละ 2 ครั้ง เป็นเงื่อนไขต้องปฏิบัติจนกว่าจะได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการเต็มโครงการ ดังนั้น กรณีนี้ก็ไม่ต้องยื่นรายงานความคืบหน้าเช่นเดียวกัน
หากกำลังผลิตที่ BOI ตรวจสอบ ณ วันเปิดดำเนินการ มากกว่าหรือน้อยกว่าไม่เกิน 20% ของกำลังผลิตตามบัตรส่งเสริม ถือว่ามีกำลังการผลิตตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม
กรณีที่สอบถาม หากมีกำลังผลิตจริง 680,000 เครื่อง จากกำลังผลิตในบัตรส่งเสริม 800,000 เครื่อง ถือว่าเป็นไปตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม
Q11.1:
ในกรณีที่กำลังการผลิตน้อยกว่า 20% หมายความว่าผิดเงื่อนไขและไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ใช่หรือไม่
A11.1:
หากในการตรวจสอบเปิดดำเนินการพบกว่ากำลังผลิตที่มีอยู่จริงต่ำกว่า 80% ของกำลังผลิตที่ระบุในบัตรส่งเสริม จะแก้ไขกำลังผลิตในบัตรส่งเสริมให้เหลือเท่าที่ตรวจสอบได้จริง และเปิดดำเนินการให้ตามกำลังผลิตนั้น
Q11.2:
ในกรณีที่เปิดดำเนินการตามการผลิตจริง จะส่งผลกระทบต่อ MAX STOCK หรือไม่ ทางบริษัทต้องไปดำเนินการลด MAX STOCK ด้วยหรือไม่
A11.2:
Max Stock จะได้รับอนุมัติเป็นปริมาณเท่ากับกำลังผลิต 4 เดือนของกำลังผลิตที่ได้รับส่งเสริม ดังนั้นเมื่อมีการปรับลดกำลังผลิตในขั้นตอนเปิดดำเนินการและแก้ไขบัตรส่งเสริม ก็จะต้องดำเนินการแก้ไขเพื่อปรับลด Max Stock ลงด้วยเช่นกัน
ขออภัยครับ ไม่มีข้อมูลส่วนนี้ ในภาษาที่ท่านเลือก !
Sorry, There is no information support your selected language !
Download และ ติดตั้งโปรแกรมอ่าน PDF
Download PDF ReaderSite map
