Chat
x
toggle menu
toggle menu

ประเภทกิจการ - ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (IBC) IPO และ TISO

ขอบข่ายธุรกิจในประเภทกิจการ IBC มีรายละเอียดดังนี้

1.1 การบริหารงานทั่วไป การวางแผนทางธุรกิจ และ การประสานงานทางธุรกิจ

1.2 การจัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วน

1.3 การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์

1.4 การสนับสนุนด้านเทคนิค

1.5 การส่งเสริมด้านการตลาดและการขาย

1.6 การบริหารด้านงานบุคคลและการฝึกอบรม

1.7 การให้คำปรึกษาด้านการเงิน

1.8 การวิเคราะห์และวิจัยด้านเศรษฐกิจและการลงทุน

1.9 การจัดการและควบคุมสินเชื่อ

1.10 การให้บริการด้านการบริหารเงินของศูนย์บริหารเงิน (Treasury Center)

1.11 กิจการการค้าระหว่างประเทศ

1.12 การให้กู้ยืมเงินแก่วิสาหกิจในเครือในลักษณะที่ไม่เข้าข่ายการประกอบธุรกิจในข้อ 1.10 และ สามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เช่น

- การให้กู้ยืมเงินสกุลเงินตราต่างประเทศแก่วิสาหกิจในเครือในต่างประเทศ

- การให้กู้ยืมเงินบาทแก่วิสาหกิจในเครือในประเทศไทย

- การให้กู้ยืมเงินบาทแก่วิสาหกิจในประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และประเทศที่ มีพรมแดนติดต่อกับประเทศไทย โดยกิจการที่กู้ยืมเงินจะต้องนำไปใช้เพื่อการค้าหรือการลงทุนในประเทศไทยหรือประเทศดังกล่าวเท่านั้น

1.13 การให้บริการสนับสนุนอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ

ตัวอย่างรายละเอียดกิจกรรมแต่ละขอบข่ายธุรกิจ โปรดดู: International Business Center (IBC).pdf

เนื่องจากปัจจุบันกิจการ International Trading Center (ITC) ได้ยกเลิกการให้ส่งเสริมไปแล้ว ในส่วนของกิจการ IBC เปรียบเหมือนการปรับการให้ส่งเสริมกิจการ International Headquarters (IHQ) เป็นกิจการ IBC จึงมีเงื่อนไขบังคับว่าต้องมีแผนการดำเนินการให้บริการแก่วิสาหกิจในเครือ และให้ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศได้ หากมีการดำเนินธุรกิจ IBC เพื่อให้บริการแก่บริษัทในเครือ (IHQ) ตามที่กำหนดเป็นหลัก

หากจะขยายกิจการทำธุรกิจในกิจการการค้าระหว่างประเทศโดยนำเข้าสินค้ากึ่งสำเร็จรูปมาจำหน่ายในไทยให้ขออนุญาตกองประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ หรือเพิ่มเงินทุนจดทะเบียนชำระเต็มมูลค่าหุ้นหนึ่งร้อยล้านบาทเพื่อดำเนินธุรกิจค้าส่ง หากต้องการดำเนินธุรกิจค้าปลีกจะต้องขออนุญาตกองประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ หรือเพิ่มทุนจดทะเบียนชำระเต็มมูลค่าหุ้นอีกหนึ่งร้อยล้านบาท

ให้ขออนุญาตการดำเนินธุรกิจ TC (Treasury Center) กับธนาคารแห่งประเทศไทย จากนั้นให้ยื่นขอรับ ส่งเสริมการลงทุนในกิจการ IBC สำหรับขอบข่าย “TC (Treasury Center)” หากต้องการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ยื่นขออนุมัติเป็น IBC กับกรมสรรพากร

“วิสาหกิจในเครือ” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีความสัมพันธ์กับศูนย์กลาง ธุรกิจระหว่างประเทศ ในลักษณะดังนี้

(1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งถือหุ้นในศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศทั้งทางตรงหรือทาง อ้อมรวมกันคิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของทุนทั้งหมด

(2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศถือหุ้น หรือเป็นหุ้นส่วนทั้งทาง ตรงหรือทางอ้อมรวมกันคิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของทุนทั้งหมด

(3) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตาม (1) ถือหุ้น หรือเป็นหุ้นส่วนทั้งทางตรงหรือทางอ้อมรวมกันคิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของทุนทั้งหมด

(4) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจควบคุมกิจการหรือกำกับดูแลการดำเนินงานและการ บริหารงานของศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ

(5) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศมีอำนาจควบคุมกิจการหรือกำกับดูแลการดำเนินงานและการบริหารงาน

(6) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตาม (4) มีอำนาจควบคุมกิจการหรือกำกับดูแลการดำเนินงานและการบริหารงาน

กิจการการค้าระหว่างประเทศภายใต้ประเภทกิจการ 7.34 IBC ปัจจุบัน มีเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับแตกต่างจากประเภท 7.6 ITC เดิม โดยมีเงื่อนไขเฉพาะประเภทกิจการดังนี้

1.ต้องมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท (เหมือนเดิม)

2.ต้องมีการจ้างพนักงานประจำที่มีความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับ IBC ไม่น้อยกว่า 10 คน เว้นแต่กรณี IBC ที่มีเฉพาะการให้บริการด้านการบริหารเงินแก่วิสาหกิจในเครือ ต้องมีการจ้างพนักงานประจำที่มีความรู้และทักษะไม่น้อยกว่า 5 คน

3.กรณีเป็นการดำเนินกิจการการค้าระหว่างประเทศ จะต้องมีขอบข่ายธุรกิจในข้อ 1.1 – 1.10 ร่วมด้วยไม่น้อยกว่า 1 ข้อ

4.ไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร (มาตรา 28) และไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นสำหรับส่วนที่ผลิตเพื่อการส่งออก (มาตรา 36)

เงื่อนไขในการยื่นขอและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับเปลี่ยนไป ทั้งด้านการจ้างงานบุคลากรที่เพิ่มขึ้น ด้านขอบข่ายการบริการที่ต้องมีการให้บริการวิสาหกิจในเครือด้วยที่เพิ่มขึ้น และด้านสิทธิประโยชน์ด้านการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร (ม.28) ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบ (ม.36) ที่ถูกยกเลิกไป

BOI มีแนวทางการพิจารณาว่าหากกิจการต้องการจะดำเนินกิจการการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้ประเภทกิจการ 7.34 IBC จะต้องมีการดำเนินการในขอบข่ายธุรกิจในข้อ 1.1 – 1.10 ของประเภทกิจการ IBC ด้วยอย่างมีนัยสำคัญ

การให้บริการวิสาหกิจในเครือในประเภท 7.34 IBC ตามขอบข่ายที่ 1.1 – 1.10 จะต้องให้บริการวิสาหกิจในเครือที่อยู่ต่างประเทศอย่างน้อย 1 ประเทศ และจะให้บริการวิสาหกิจในเครือในประเทศด้วยก็ได้

ในเบื้องต้นจะดูจากวุฒิการศึกษา และตำแหน่งงานรวมถึงลักษณะงานที่ทำในโครงการ IBC และจะตรวจสอบทุกครั้งที่มีการใช้สิทธิประโยชน์

กิจการ IBC ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรเฉพาะเครื่องจักรที่ใช้วิจัยและพัฒนาและฝึกอบรม โดยไม่ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบ

สามารถยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ได้ตามลิงค์: https://www.boi.go.th/index.php?page=form_app1

เปลี่ยนได้โดยจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ IBC

ควรยื่นขอรับการส่งเสริมในกิจการ IBC เพิ่มเติม เนื่องจากกรณีเปลี่ยนประเภทกิจการจาก ITC เป็นกิจการ IBC จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร (ม.28) และไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบเพื่อการส่งออก (ม.36)

สามารถยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการ IBC สำหรับการขยายธุรกิจดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้อง จัดตั้งบริษัทใหม่

ที่มา: ได้ยกเลิกการให้ส่งเสริมการลงทุนกิจการ International Headquarters (IHQ), International Trading Center (ITC) โดยกิจการ IBC เปรียบเหมือนการปรับการให้ส่งเสริมในกิจการ International Headquarters (IHQ) มาเป็นกิจการ IBC จึงมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีแผนการดำเนินการให้บริการแก่วิสาหกิจในเครือ และส่งเสริมให้ดำเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ได้ หากมีการดำเนินธุรกิจให้บริการแก่บริษัทในเครือ (IHQ) เป็นหลัก

(1) เงื่อนไข:

- ต้องมีการจ้างพนักงานประจำที่มีความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับ IBC ไม่น้อยกว่า 10 คน เว้นแต่กรณี IBC ที่มีเฉพาะการให้บริการด้านการบริหารเงินแก่วิสาหกิจในเครือ ต้องมีการจ้างพนักงานประจำที่มีความรู้และทักษะไม่น้อยกว่า 5 คน

- กรณีเป็นการดำเนินกิจการการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้ประเภทกิจการ 7.34 IBC จะต้องมีขอบข่ายธุรกิจในข้อ 1.1 – 1.10 ของกิจการ IBC ร่วมด้วยไม่น้อยกว่า 1 ข้อ

(2) สิทธิประโยชน์: ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบของ BOI ได้ แต่สามารถขอคืนภาษีนำเข้ากับกรมศุลกากรได้

หากการได้รับการส่งเสริมการลงทุนในประเภทกิจการ “IHQ และ ITC” ครอบคลุมการดำเนินธุรกิจของโครงการ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมาขอรับการส่งเสริมการลงทุน “IBC” แต่หากประสงค์จะเปลี่ยนเป็นกิจการ IBC จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของกิจการ IBC

Commercial Distribution แบบ Out-Out ดังกล่าวอยู่ในขอบข่ายกิจการ ITC ที่บริษัทได้รับการ ส่งเสริมอยู่ ปัจจุบันหลังจากที่กระทรวงการคลังปรับนโยบายเป็นให้การส่งเสริมการลงทุนกิจการ IBC และยุติ การอนุมัติให้เป็น IHQ หรือ ITC รายได้ดังกล่าวไม่สามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ

กรมสรรพากรยุติการอนุมัติให้เป็น IHQ หรือ ITC และประกาศให้ส่งเสริมกิจการ IBC ซึ่งมีเงื่อนไขเข้มงวดมากขี้น หากต้องการขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีกับกรมสรรพากร จะต้องเปลี่ยนมาขอรับการส่งเสริม IBC แทน

ขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัท หากยังคงเป็นกิจการ IHQ สามารถใช้สิทธิและโยชน์ทางด้านภาษีในปัจจุบันต่อไปถึงระยะเวลาที่กำหนด (15 รอบปีบัญชี)

ขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัท หากประสงค์จะขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ยื่นขออนุมัติเป็น IBC กับกรมสรรพากรโดยจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ IBC

ไม่เปลี่ยนแปลง

กิจการ 7.34 IBC คือกิจการที่ให้บริการบริษัทในเครือและในกลุ่มเป็นหลัก ทำหน้าที่เสมือน Headqaurters หรือ Regional Operating Headquarters นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Trading แต่กิจกรรมนี้สามารถให้บริการใครก็ได้ แต่จะต้องทำกิจกรรมให้บริการ HQ เป็นหลักก่อน ถึงจะสามารถขอกิจกรรม Trading ได้เพิ่มเติมได้

กิจการ 7.37 IPO คือกิจการจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบ จากหลายๆแหล่ง ให้แก่ลูกค้าซึ่งเป็นโรงงานอุตสาหกรรม หรือตัวแทนจำหน่าย โดยจะเป็นการค้าส่งในประเทศ และ/หรือส่งออกต่างประเทศ ทำหน้าที่เสมือน Sourcing Unit ของให้แก่ลูกค้าที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมหรือ Distributors

กิจการ 7.7 TISO เป็นกิจการสนับสนุนด้านการค้าการลงทุนของอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีหลายขอบข่ายธุรกิจที่บริษัทสามารถขอรับการส่งเสริมได้ เช่น การให้บริการทางวิศวกรรม การให้คำปรึกษา การติดตั้ง บำรุงรักษา ซ่อมแซมเครื่องจักร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แต่ละประเภทกิจการจะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป (สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงื่อนไขกิจการได้ที่คู่มือขอรับการส่งเสริม)
เนื่องจาก BOI ได้ยกเลิกการส่งเสริมกิจการ International Trading Center (ITC) โดยได้กำหนดกิจการใหม่เป็น IBC ที่รวมการทำ Trading ไปด้วย แต่เนื่องจากจะต้องดำเนินธุรกิจ Headquarters เป็นหลักก่อน จึงจะสามารถทำกิจกรรม Trading ได้ ทำให้บางบริษัท ที่ไม่ต้องการจะเป็น HQ จะไม่สามารถขอรับการส่งเสริมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Trading ได้ นอกจากนี้ รัฐบาลไทยได้มุ่งเน้นผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนของภูมิภาค และได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของกิจการ IPO ซึ่งถือเป็นธุรกิจในภาคบริการที่มีส่วนสำคัญต่อภาคการผลิตในประเทศ ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานอย่างครบวงจร จึงกลับมาส่งเสริมกิจการ IPO อีกครั้ง เพื่อกระตุ้นภาคเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ สำหรับความแตกต่างกิจ IPO IBC และ TISO อ้างอิงคำตอบจากข้อ 1.
ปัจจุบัน BOI ยังไม่มีแผนพิจารณาการนำกิจการ ITC กลับมาส่งเสริมอีกครั้งแบบแยกประเภท เนื่องจาก ITC มีให้การส่งเสริมอยู่แล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจการ IBC ในปัจจุบัน
สิทธิประโยชน์ 1. การยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบ สำหรับวัตถุดิบที่นำมาขายต่อให้ผู้ผลิตเพื่อผลิต ผสม ประกอบ และส่งออกไปต่างประเทศ 2. การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรสำหรับใช้ในกิจการ IPO 3. การถือหุ้นต่างชาติข้างมาก 4. การถือครองที่ดิน 5. สิทธิ Visa และ Work Permit ของการนำต่างชาติเข้ามาทำงานในโครงการ IPO สำหรับข้อจำกัด หรือเงื่อนไขการขอรับการส่งเสริมคือ 1. จะต้องมีทุนจดทะเบียนเรียกชำระ 10 ล้านบาท 2. มีการลงทุนขั้นต่ำ เช่น การซื้อสินทรัพย์ที่ใช้ในโครงการ การเช่าพื้นที่ การปรับปรุง Office เป็นต้น (ไม่รวมค่าที่ดินและเงินทุนหมุนเวียน) ขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ภายใน 3 ปี 3. เงื่อนไขเฉพาะโครงการอื่นๆ ตามประกาศประเภทกิจการ 7.37 เช่น ต้องมีหรือเช่าคลังสินค้า มีระบบจัดการสินค้าในคลังสินค้า มีการตรวจสอบสินค้าอย่างเหมาะสม มีการจัดซื้อในประเทศไทยอย่างน้อย 1 ราย เป็นต้น
บริษัทสามารถขอรับการส่งเสริมได้พร้อมกัน (แยก Application) เนื่องจาก 1 บริษัทสามารถขอรับการส่งเสริมกี่ประเภทกิจการก็ได้ แต่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเฉพาะกิจการให้ได้ครบทุกเงื่อนไขของแต่ละประเภท
สามารถยื่นขอรับการส่งเสริมได้ที่ ระบบ e-Investment ใน Website ของ BOI ที่ https://boi-investment.boi.go.th/public/index_en.php ทั้งนี้ บริษัทสามารถ Download แบบฟอร์มเป็น pdf file มาศึกษาก่อนได้ ที่ https://www.boi.go.th/upload/content/F%20PA%20PP%2003(Th)%20e-Form_6008fa2cee5a7.pdf จากนั้นหากบริษัทได้ยื่นขอรับการส่งเสริมในระบบ เจ้าหน้าที่จะนัดสัมภาษณ์รายละเอียดของโครงการ และจัดทำรายงานเพื่อเสนอคณะกรรมการ โดยจะใช้ระยะเวลาที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับเงินลงทุนของบริษัท เช่น หากลงทุนไม่เกิน 200 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดินและเงินทุนหมุนเวียน) จะใช้เวลา 40 วันทำการนับตั้งแต่วันยื่นคำขอ หากลงทุน 200-2,000 ล้านบาท ใช้ระยะเวลา 60 วันทำการ และหากเกิน 2,000 ล้านบาท จะใช้ระยะเวลาประมาณ 90 วันทำการ
ปัจจุบัน ยังไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด
ปัจจุบัน ยังไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด
เนื่องจากกิจการ ITC และ กิจการ IPO เป็นการให้บริการในลักษณะเดียวกัน ซึ่ง IPO เป็นส่วนหนึ่งของ ITC หากบริษัทมีบัตร ITC อยู่แล้ว จะสามารถครอบคลุมทุกกิจกรรมของ IPO และสามารถประกอบธุรกิจทุกอย่างที่ IPO ทำได้ ภายใต้บัตร ITC โดยไม่เงื่อนไขเฉพาะที่กำหนดเหมือน IPO ดังนั้น บริษัทไม่จำเป็นต้องยกเลิกบัตร ITC เพื่อขอบัตรใหม่ IPO เพราะ ITC มีเงื่อนไขที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า หากมีบัตร ITC อยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องขอบัตร IPO อีกบัตร เนื่องจากเป็นการบริการที่เหมือนกัน
ไม่จำเป็นต้องขอใหม่ เนื่องจากเป็นการให้บริการลักษณะที่เหมือนกัน และเงื่อนไขและสิทธิและประโยชน์ต่าง ๆ ไม่ได้แตกต่างกัน
หากมีบัตร IBC อยู่แล้ว บริษัทสามารถขอรับการส่งเสริมกิจการ IPO ได้ เนื่องจาก 1 บริษัท สามารถขอรับการส่งเสริมได้หลายบัตรหรือหลายกิจการ ทั้งนี้ บริษัทจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเฉพาะโครงการของกิจการแต่ละประเภท อย่างไรก็ตามบริษัทไม่สามารถนำบัตร IBC มาเปลี่ยนประเภทเป็นกิจการ IPO ได้ เนื่องจากเป็นคนละประเภทกิจการกัน และมีลักษณะการให้บริการที่แตกต่างกัน
ขอบข่ายการให้บริการภายใต้กิจการ IPO เป็นการให้บริการทางด้านการจัดหา จัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต รวมถึงการให้บริการตรวจสอบคุณภาพและการบรรจุสินค้า เป็นต้น
จะต้องจัดตั้งเป็นบริษัทนิติบุคคลในไทย โดยสามารถเป็นหุ้นไทยข้างมาก หรือหุ้นต่างชาติข้างมากได้
กิจการ IPO ไม่สามารถทำกิจกรรม Out-Out ได้ เนื่องจากมีเงื่อนไขจะต้องมี Warehouse ในประเทศ (สามารถลงทุนสร้างเอง หรือเช่าได้) เพื่อทำการตรวจสอบสินค้า หรือ Repackage ก่อนส่งสินค้าให้ลูกค้า
ไม่ได้มีข้อกำหนดถึงขนาด (Size)หรือรูปแบบของ Warehouse แต่จะต้องมีขนาดและอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับปริมาณและชนิดสินค้าที่บริษัทจะขาย ซึ่งสามารถเช่า Warehouse หรือลงทุนสร้างและปรับปรุงเองได้ นอกจากนี้ ระบบหรือซอฟต์แวร์ ควรเป็นชนิดที่สามารถอัพเดทได้อย่าง Real Time ว่ามีกี่ชิ้นคงเหลือในคลังสินค้า สินค้าอยู่ Shelf ไหน สามารถ Link การทำงานของทุกแผนกที่เกี่ยวข้องกับสินค้าได้ ทั้งนี้ สำนักงานไม่ได้ระบุชนิดซอฟต์แวร์เฉพาะ แต่ห้ามเป็นระบบ Manual อย่าง Excel หรือ Word ที่ทำตารางเอง และไม่สามารถดู Real Time ได้
ระบบหรือซอฟต์แวร์ ควรเป็นชนิดที่สามารถอัพเดทได้อย่าง Real Time ว่ามีกี่ชิ้นคงเหลือในคลังสินค้า สินค้าอยู่ Shelf ไหน สามารถ Link การทำงานของทุกแผนกที่เกี่ยวข้องกับสินค้าได้ ทั้งนี้ สำนักงานไม่ได้ระบุชนิดซอฟต์แวร์เฉพาะ แต่ห้ามเป็นระบบ Manual อย่าง Excel หรือ Word ที่ทำตารางเอง และไม่สามารถดู Real Time ได้
ไม่ได้มีข้อกำหนดถึงขนาด (Size) หรือรูปแบบของ Warehouse แต่จะต้องมีขนาดและอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับปริมาณและชนิดสินค้าที่บริษัทจะขาย ซึ่งสามารถเช่า Warehouse หรือลงทุนสร้างและปรับปรุงเองได้ นอกจากนี้ ระบบหรือซอฟต์แวร์ ควรเป็นชนิดที่สามารถอัพเดทได้อย่าง Real Time ว่ามีกี่ชิ้นคงเหลือในคลังสินค้า สินค้าอยู่ Shelf ไหน สามารถ Link การทำงานของทุกแผนกที่เกี่ยวข้องกับสินค้าได้ ทั้งนี้ สำนักงานไม่ได้ระบุชนิดซอฟต์แวร์เฉพาะ แต่ห้ามเป็นระบบ Manual อย่าง Excel หรือ Word ที่ทำตารางเอง และไม่สามารถดู Real Time ได้
ไม่ได้มีข้อกำหนดถึงขนาด (Size) หรือรูปแบบของ Warehouse แต่จะต้องมีขนาดและอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับปริมาณและชนิดสินค้าที่บริษัทจะขาย ซึ่งสามารถเช่า Warehouse หรือลงทุนสร้างและปรับปรุงเองได้ สามารถใช้พื้นที่สำนักงานได้ แต่ต้องตรวจสอบว่า ทางอาคารของพื้นที่ที่เช่าจะอนุญาตให้เป็นคลังสินค้าได้หรือไม่ หรือติดกฎหมายอื่นๆ หรือไม่
ยังคงมีเงื่อนไขนี้ โดยระบบหรือซอฟต์แวร์ ควรเป็นชนิดที่สามารถอัพเดทได้อย่าง Real Time ว่ามีกี่ชิ้นคงเหลือในคลังสินค้า สินค้าอยู่ Shelf ไหน สามารถ Link การทำงานของทุกแผนกที่เกี่ยวข้องกับสินค้าได้ ทั้งนี้ สำนักงานไม่ได้ระบุชนิดซอฟต์แวร์เฉพาะ แต่ห้ามเป็นระบบ Manual อย่าง Excel หรือ Word ที่ทำตารางเอง และไม่สามารถดู Real Time ได้
สามารถเช่าคลังสินค้าได้ โดยจะต้องแจ้งตอนยื่นขอรับการส่งเสริม รวมถึงระบุว่า คลังสินค้าที่จะเช่า จะรวมการตรวจสอบคุณภาพและ Repacking ด้วย
IPO สามารถซื้อขายวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบได้ ซึ่งจะไม่รวมสินค้าสำเร็จรูปที่พร้อมใช้งาน (เช่น ปากกาที่พร้อมใช้งาน ไม่ต้องเอาไประกอบก่อนใช้งาน) ดังนั้น วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบจะยังคงไม่สามารถใช้งานได้ทันที จะต้องนำไปผลิต ผสม หรือประกอบต่อ เพื่อทำเป็นสินค้าสำเร็จรูป
ถูกต้อง เฉพาะเครื่องจักรที่ใช้ในโครงการของกิจการ IPO เท่านั้นที่จะสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร (ตามมาตรา 28) แต่เครื่องจักรที่นำเข้ามาเพื่อจำหน่ายจะไม่ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้า นอกจากนั้น มีข้อพึงระวังคือ เครื่องจักรจัดเป็นสินค้าสำเร็จรูป ไม่ใช่วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบ การจำหน่ายเครื่องจักรจึงไม่อยู่ในข่ายดำเนินการภายใต้กิจการ IPO ได้
สำหรับ IPO ปัจจุบัน มีการกำหนดให้จะต้องมีการจัดซื้อจากในประเทศ อย่างน้อย 1 ราย โดยไม่กำหนดเปอร์เซ็น ทั้งนี้ แม้ไม่ได้มีการหนดเปอร์เซ็น และบริษัทสามารถมีการจัดซื้อในไทยน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นได้ แต่ควรมีการจัดซื้อในประเทศอย่างเหมาะสม ไม่ใช่การเลี่ยงเพื่อให้ผ่านเงื่อนไขของ BOI
IPO กำหนดเงื่อนไขจะต้องมีการจัดซื้อจากในประเทศ อย่างน้อย 1 ราย โดยไม่กำหนดเปอร์เซ็น ทั้งนี้ แม้ไม่ได้มีการหนดเปอร์เซ็น และบริษัทสามารถมีการจัดซื้อในไทยน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นได้ แต่ควรมีการจัดซื้อในประเทศอย่างเหมาะสม ไม่ใช่การเลี่ยงเพื่อให้ผ่านเงื่อนไขของ BOI นอกจากนี้ ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขการส่งออกว่าต้องมีกี่เปอร์เซ็นต์
สามารถเพิ่มทุนให้ครบและเรียกชำระให้ครบ 10 ล้านบาท หลังยื่น Application ได้ แต่จะต้องก่อนออกบัตรส่งเสริม ทั้งนี้ ใน Application จะต้องมีการระบุว่า บริษัทจะเพิ่มทุนจดทะเบียน
BOI มีเกณฑ์ Debt/Equity ratio ซึ่งจะตรวจสอบจากงบการเงินล่าสุดของบริษัทว่ายังคงอยู่ในเกณฑ์ D/E ไม่เกิน 3/1 หรือไม่ หากไม่เกินเกณฑ์ที่ BOI กำหนด บริษัทไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุนจดทะเบียน โดยสามารถใช้เงินลงทุนของโครงการใหม่จากกำไรสะสมของบริษัทได้ หรือใช้เงินกู้จากในประเทศหรือต่างประเทศได้ อย่างไรก็ตาม หาก D/E เกิน 3/1 อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มทุนจดทะเบียน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเงินลงทุนของโครงการ IPO สำหรับการขอรับการส่งเสริมฯ บริษัทจะใช้บริษัทเดิมที่ดำเนินธุรกิจอยู่แล้วมาขอได้ หรือจะจัดตั้งบริษัทใหม่มาขอก็ได้
ไม่มีกำหนดเงื่อนไขการจ้างงานในกิจการ IPO
บริษัทจะต้องมีการดำเนินธุรกิจตามที่กำหนดในเงื่อนไขของ IPO ซึ่งจะต้องเป็นการจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบเท่านั้น หากอาหารสัตว์เป็นสินค้าสำเร็จรูปที่พร้อมให้สัตว์รับประทาน จะไม่สามารถขอรับการส่งกิจการ IPO ได้เนื่องจากไม่ใช่วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบ
IPO อนุญาตให้ซื้อขาย (ไม่รวมการผลิต ผสม ประกอบเอง) วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบเท่านั้น โดยไม่รวมสินค้าสำเร็จรูป ทั้งนี้ บริษัทจะต้องดูก่อนว่า สิ่งที่จะขายจะต้องไม่ใช่สินค้าสำเร็จรูปที่พร้อมใช้งาน และถ้าขายในประเทศ จะต้องขายส่งเท่านั้น (ห้ามขายให้ผู้ใช้รายสุดท้าย) ในกรณี Prefabricated House หากสิ่งที่บริษัทจะขายเป็นเพียงแค่ชิ้นส่วน หรือ ส่วนประกอบ เช่น โครงสร้างเหล็ก เป็นต้น จะสามารถเข้าข่ายกิจกรรม IPO ได้ เนื่องจากไม่ใช่ผลิตภัณฑ์สินค้าสำเร็จรูปหรือบ้านสำเร็จรูปที่พร้อมใช้งาน ซึ่งผู้ซื้อ (บริษัทรับเหมาก่อสร้าง) จะต้องนำไปประกอบต่อเป็นสินค้าสำเร็จรูปก่อนนำไปขายให้ End User หรือเจ้าของบ้านอีกครั้ง
เบื้องต้นจะต้องตรวจสอบว่า ธุรกิจ Prefabricated House ที่บริษัทหมายถึง คือเฉพาะส่วนที่ซื้อขายชิ้นส่วนและส่วนประกอบ หรือธุรกิจรับประกอบและสร้างบ้าน สำหรับการซื้อขาย (ค้าส่งในประเทศ หรือส่งออกต่างประเทศ) ชิ้นส่วนและส่วนประกอบ จะเข้าข่ายกิจการ IPO ได้ โดยจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของสำนักงาน BOI หากเป็นธุรกิจอื่นๆ เช่น การรับประกอบหรือสร้างบ้าน จะต้องติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่ DBD ว่าเข้าข่ายบัญชีท้ายของ พรบ. การประกอบธุรกิจคนต่างด้าวหรือไม่ นอกจากนี้ หากไม่อยู่ในขอบข่าย IPO หรือกิจการที่ BOI ให้การส่งเสริม บริษัทจะต้องขออนุญาตหรือจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่นๆ ซึ่งควรจะต้องแยกบัญชีภายในเพื่อง่ายต่อการจัดการของบริษัทเองหากมีการตรวจสอบจากหน่วยงานอื่นๆ แม้ว่าจะไม่ได้รับสิทธิและประโยชน์ทางภาษี
บริษัทต้องแจ้งรายละเอียดวัตถุดิบ บริษัทที่จัดซื้อ และบริษัทลูกค้าที่จะขาย รวมถึงอุตสาหกรรมของสินค้าที่จะขายคร่าวๆ ใน Application อย่างไรก็ตาม หากมีการใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบ จะต้องแจ้งรายชื่อเพื่อขออนุญาตยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบ รวมถึงแจ้งปริมาณก่อนนำเข้าทุกครั้ง สำหรับน้ำมันหล่อลื่น ที่ใช้สำหรับเครื่องจักรผลิต ถือเป็นสินค้าพร้อมใช้งาน หรือสินค้าสำเร็จรูป ไม่ได้นำไปผลิตต่อ จึงไม่เข้าข่าย IPO
IPO ไม่อนุญาตให้ซื้อขายสินค้าสำเร็จรูปได้
IPO ไม่ได้รับสิทธิและประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาจากกรมสรรพากร
สิทธิประโยชน์ของ BOI ภายใต้กิจการ IBC จะได้รับสิทธิและประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับภาษีอากร เช่น การถือหุ้นต่างชาติข้างมาก การถือครองที่ดิน และสิทธิ Visa และ Work Permit ของการนำต่างชาติเข้ามาทำงานใน เป็นต้น รวมถึงการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่อจักรสำหรับเพื่อใช้ในกิจกรรมการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการฝึกอบรม ทั้งนี้ กรมสรรพากร จะให้สิทธิและประโยชน์ทางภาษี ในการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล และบุคคลธรรมดาสำหรับชาวต่างชาติ โดยมีรายละเอียดและเงื่อนไขตาม Link นี้ https://www.rd.go.th/fileadmin/images/IBC/Presentation%20by%20Revenue%20Department%20%28EN%29.pdf สำหรับภาษาอังกฤษ และhttps://www.rd.go.th/fileadmin/images/IBC/Presentation%20by%20Revenue%20Department%20%28JP%29.pdf สำหรับภาษาญี่ปุ่น

สำหรับเงื่อนไขหรือข้อจำกัดของ BOI บริษัทจะต้องมีการลงทุนขั้นต่ำ (ไม่รวมค่าที่ดินและเงินทุนหมุนเวียน) ไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ในระยะเวลา 3 ปี ซึ่ง 1 ล้านบาทสามารถรวมค่าสินทรัพย์ที่ใช้ในการให้บริการลูกค้าตามขอบข่ายธุรกิจที่บริษัทขอ ค่า Renovate Office ค่าเช่าอาคารที่มากกว่า 36 เดือน เป็นต้น รวมถึงจะต้องมีการจ้างงานขั้นต่ำ 10 คน (รวมทั้งคนไทยและต่างชาติ)
บริษัทจะต้องยื่นขออนุญาตการเป็นศูนย์บริหารเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยจะต้องกรอกรายละเอียดลงแบบฟอร์ม พร้อมจัดเตรียมเอกสารตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด (Request forms of Treasury Centers) เช่น หนังสือรับรองการจัดตั้งบริษัท และเอกสารอื่นๆ โดยจะใช้เวลาอนุมัติประมาณ 60 วัน ซึ่งสามารถตรวจสอบรายละเอียดเงื่อนไขและการเตรียมเอกสารได้ที่ https://www.bot.or.th/Thai/FinancialMarkets/ForeignExchangeRegulations/ForeignMeansOfPaymenBusinesses/Pages/TreasuryCenter.aspx นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดทำรายละเอียดและแปลขอบข่ายศูนย์บริหารเงินเป็นภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษ สามารถ Download ได้ที่ https://www.rd.go.th/fileadmin/images/IBC/Presentation%20by%20Bank%20of%20Thailand%20%28EN%29.pdf สำหรับภาษาอังกฤษ และhttps://www.rd.go.th/fileadmin/images/IBC/Presentation%20by%20Bank%20of%20Thailand%20%28JP%29.pdf สำหรับภาษาญี่ปุ่น
บริษัทสามารถเลือกประกอบธุรกิจข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้
1. การกำกับดูแล และ/หรือการให้บริการบริษัทในเครือและในกลุ่ม ทั้งนี้ ให้รวมถึงการให้บริการจัดหา หรือให้เช่าอาคารสำนักงาน หรืออาคารโรงงานให้บริษัทในเครือและในกลุ่มด้วย
2. การให้คำปรึกษาและแนะนำในการประกอบธุรกิจ ยกเว้น ธุรกิจด้านการซื้อขายหลักทรัพย์ และด้านแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ สำหรับธุรกิจด้านบัญชีด้านกฎหมาย ด้านโฆษณา ด้านสถาปัตยกรรมและด้านวิศวกรรมโยธา ต้องได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องก่อนยื่นคำขอรับการส่งเสริม
3. การให้บริการข้อมูลข่าวสารด้านการจัดซื้อจัดหาสินค้า
4. การให้บริการทางวิศวกรรมและเทคนิคที่ไม่รวมถึงการให้บริการทางสถาปัตยกรรมและทางวิศวกรรมโยธา
5. กิจกรรมทางธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องจักร เครื่องกล เครื่องมือ และอุปกรณ์ ได้แก่
- การนำเข้าเพื่อค้าส่ง
- การให้บริการฝึกอบรม
- การติดตั้ง บำรุงรักษา และซ่อมแซม
- การปรับ (Calibration)
6. การค้าส่งสินค้าที่ผลิตในประเทศ
7. การให้บริการรับจ้างบริหารระบบธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Process Outsourcing) โดยต้องให้บริการผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมในด้านต่าง เช่น Administration Services, Finance & Accounting Services, Human Resource Services, Sales and Marketing Services, Customer Services, Data Processing เป็นต้น
สิทธิประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับภาษีอากร เช่น การถือหุ้นต่างชาติข้างมาก การถือครองที่ดิน สิทธิ Visa และ Work Permit ของการจ้างงานคนต่างชาติในโครงการ TISO
ไม่สามารถให้เช่าที่ดินได้ ทั้งนี้ บริษัทจะสามารถให้เช่าพื้นที่อาคารสำนักงาน (พื้นที่ส่วนน้อย) ที่เหลือจากการประกอบธุรกิจหลักของ TISO โดยสามารถให้เช่าแก่บริษัทในเครือและในกลุ่มเท่านั้น และไม่ได้เป็นการประกอบธุรกิจให้เช่าอาคารเป็นหลัก ตามขอบข่ายธุรกิจข้อที่ 1. การกำกับดูแล และ/หรือการให้บริการบริษัทในเครือและในกลุ่ม ทั้งนี้ ให้รวมถึงการให้บริการจัดหา หรือให้เช่าอาคารสำนักงาน หรืออาคารโรงงานให้บริษัทในเครือและในกลุ่มด้วย
BOI จะอนุมัติให้ถือครองที่ดินตามความจำเป็น เฉพาะที่ดินที่ประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมเท่านั้น หากได้รับการส่งเสริม TISO BOI จะพิจารณาจำนวนการถือครองที่ดินตามความจำเป็นของการให้บริการภายใต้ขอบข่ายธุรกิจของ TISO
กิจการ Trading ถือเป็นธุรกิจบริการตามบัญชี 3 ของ พรบ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ DBD ซึ่งหากบริษัทเป็นหุ้นต่างชาติข้างมาก จะต้องขออนุญาตก่อนประกอบธุรกิจ โดยสามารถขอ Foreign Business License (FBL) ได้ที่ DBD หรือหากเป็นประเภทที่มีการส่งเสริมจาก BOI สามารถขอรับการส่งเสริมก่อนได้ หากได้รับการอนุมัติเป็นผู้ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ จะสามารถขอ Foreign Business Certificate (FBC) จาก DBD ได้ทันที โดยไม่ต้องขออนุญาตเพื่อได้ใบ FBL อีกครั้งจาก DBD

ขออภัยครับ ไม่มีข้อมูลส่วนนี้ ในภาษาที่ท่านเลือก !

Sorry, There is no information support your selected language !

Download และ ติดตั้งโปรแกรมอ่าน PDF

Download PDF Reader

Site map