Chat
x
toggle menu
toggle menu

Select Groups

All Group
  • All Group
  • นโยบายเเละมาตรการพิเศษในการส่งเสริม
  • การขอรับการส่งเสริมการลงทุน
  • การออกบัตรส่งเสริม
  • การเปิดดำเนินการ
  • การเเก้ไขโครงการ
  • การดำเนินการอื่น ๆ
  • การรายงานความคืบหน้าโครงการ (e-Monitoring)
  • การปฏิบัติหลังการได้รับการส่งเสริม
  • การยกเลิกบัตรส่งเสริม
  • เรื่องทั่วไป
  • การใช้สิทธิด้านที่ดิน
  • การใช้สิทธิด้านเครื่องจักร
  • การใช้สิทธิด้านช่างฝีมือ/ต่างด้าว
  • การใช้สิทธิด้านวัตถุดิบ
  • ประเภทกิจการ - การแพทย์
  • การใช้สิทธิด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล
  • ประเภทกิจการ - รถยนต์ไฟฟ้า
  • ประเภทกิจการ - ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (IBC) IPO และ TISO
  • ประเภทกิจการ - โรงแรม
  • ประเภทกิจการ - ผลิตผลิตภัณฑ์โลหะรวมทั้งชิ้นส่วนโลหะ
  • ประเภทกิจการ - กิจการผลิตเครื่่องจักร อุุปกรณ์และชิ้นส่วน
  • ประเภทกิจการ - กิจการศูนย์กระจายสินค้าระหว่า ประเทศด้วยระบบที่่ทันสมัย (IDC)
บริษัทยื่น ภ.ง.ด. 50 โดยกรอกตัวเลขเฉพาะช่องที่ 3 (รวม) เพียงช่องเดียว แต่ระบบฯ เปิดให้กรอกเฉพาะช่องที่ 1 (กิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้) และช่องที่ 2 (กิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้) เท่านั้น ให้กรอกข้อมูลอย่างไร

เบื้องต้นให้กรอกข้อมูลในช่องที่ 1 (กิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้)

บริษัทต้องการขอ BOI เพื่อทำ R&D, พัฒนาเรื่องยนต์ และ battery สำหรับ Electric Bike ในประเทศไทย ส่วนการผลิตนั้น ปัจจุบัน บริษัทผลิต ส่งออก และขาย Scooter ในประเทศอยู่ และกำลังย้ายโรงงาน เข้าไปตั้งใน free trading zone ทีชลบุรี นอกจากนั้นบริษัทกำลังจะขยายการลงทุนเรื่อง EV เลยอยากทราบเพิ่มเติมอีกโครงการหนึ่งสำหรับการผลิต Scooter บริษัทกังวลว่า ต้องมีเครื่องขนาด 248 ซีซีเท่านั้นจึงจะขอ BOI ได้ เพราะปัจจุบันขนาดเครื่องยนต์ที่ผลิตอยู่ที่มีขนาด 125 และ 200 ซีซีเท่านั้นสำหรับกรณีการทำวิจัย EV จะสามารถขอรับการส่งเสริมได้อย่างไรบ้าง

สำนักงานขอชี้แจงดังนี้

(1) กิจการวิจัยและพัฒนา Electric Bike การพัฒนาเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ในประเทศไทย สามารถขอรับการส่งเสริมได้ในประเภทกิจการ 7.11 กิจการวิจัยและพัฒนามีรายละเอียดดังนี้

เงื่อนไขเฉพาะโครงการ

1. ต้องมีขอบข่ายของการวิจัยและพัฒนา ดังนี้

- การวิจัยขั้นพื้นฐาน (Basic Research) หมายถึง การวิจัยหรือการค้นคว้าเพื่อการค้นพบองค์ความรู้ใหม่ที่มีคุณค่าทางวิชาการและองค์ความรู้นี้อาจนำไปสู่การใช้ประโยชน์หรือแก้ปัญหาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์กระบวนการการผลิตหรือการให้บริการในอนาคต

- การวิจัยประยุกต์ (Applied Research) หมายถึง การวิจัยที่นำความรู้พื้นฐานมาประยุกต์ใช้พเอแก้ปัญหาหรือพัฒนาองค์ความรู้เพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ หรือกระบวนการใหม่ ทั้งนี้รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การคิดค้นสูตร การออกแบบผลิตภัณฑ์และการออกแบบกระบวนการผลิตที่นำไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

- การวิจัยพัฒนาระดับนำร่อง (Pilot Development) หมายถึง การขยายขนาดการผลิตที่เป็นผลมาจากการวิจัยขั้นพื้นฐานและการวิจัยประยุกต์ เป็นการทดลองผลิตผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Prototype) และ/หรือทดสอบกระบวนการผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรมเพื่อวัตถุประสงค์ในการทดสอบตลาดและ/หรือ เก็บรวบรวมข้อมูลสภาวะที่เหมาะสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ในการออกแบบกระบวนการผลิตในระดับอุตสาหกรรม

- การวิจัยพัฒนาเชิงสาธิต (Demonstration Development) หมายถึง การวิจัยพัฒนาที่นำผลการวิจัยพัฒนาระดับนำร่องมาขยายขนาด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบ กระบวนการผลติในระดับอุตสาหกรรมเพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยีและกระบวนการผลิต รวมทั้งสาธิตให้เห็นถึงความเสถียรของกระบวนการและศักยภาพการผลิตเชิงพาณิชย์ ทั้งในส่วนของการควบคุม คุณภาพและการประเมินต้นทุน

2. ต้องเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับขอบข่ายการวิจัยและการพัฒนา จำนวนนักวิจัยตามโครงการตลอดจนประวัติการศึกษาและประสบการณ์ของนักวิจัย

3. หากตั้งอยู่ในเขตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ได้รับการส่งเสริมหรือได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการให้ได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิร้อยละ 50 เป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่กำหนดระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสิ้นสุดลง

4. ต้องมีค่าใช้จ่ายเงินเดือนของบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนาไม่น้อยกว่า 1,500,000 บาทต่อปี หรือมีเงินลงทุนขั้นต่ำที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน)

ทั้งนี้ จะได้รับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับของที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในการวิจัยและ พัฒนารวมทั้งการทดสอบที่เกี่ยวข้องโดยจะอนุมัติให้คราวละ 1 ปี ซึ่งของนำเข้าที่จะได้รับการยกเว้นอากรจะต้องไม่ใช่เครื่องจักรหรือวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่สามารถนำเข้าโดยได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรหรือวัตถุดิบและวัสดุจำเป็น ทั้งนี้ ตามชนิด ปริมาณ ระยะเวลา เงื่อนไข และวิธีการที่ประกาศกำหนด

สิทธิประโยชน์

- ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี (ไม่กำหนดวงเงินภาษีที่ได้รับ)

- ยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร

- ยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบสำหรับวัตถุดิบที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออก

- สิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาษีอากร (การอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการอนุญาตนำเข้าช่างฝีมือต่างด้าว การอำนวยความสะดวกในการทำวีซ่าและใบอนุญาตทำงานแก่ช่างฝีมือต่างด้าว) หลักเกณฑ์การอนุมัติโครงการ

1. ต้องเป็นการลงทุนในเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ใหม่ (เครื่องจักร/อุปกรณ์ต้องซื้อหลังจากวันที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริม)

2. อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจดทะเบียน (หรือส่วนของผู้ถือหุ้น) ไม่เกิน 3 ต่อ 1

ท่านสามารถดูรายละเอียดทั้งหมดนี้รวมถึงขั้นตอนการขอรับการส่งเสริมและเอกสารการยื่นขอรับการส่งเสริม (หน้า 131 - 140)จากคู่มือการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสำหรับการยื่นคำขอรับการส่งเสริมโปรดกรอกแบบคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน บริการ (F PA PP 03-08) ตามลิงค์ :

https://www.boi.go.th/upload/content/F%20PA%20PP%2003(Th)%20e-Form_5cf9da6cca46d.pdf และสามารถศึกษาการกรอกแบบคำขอได้ตามคู่มือการกรอกแบบคำขอฯ ตามลิงค์ : https://www.boi.go.th/upload/content/expla_app_89488.pdf กรณียื่นคำขอออนไลน์ กรุณาลงทะเบียนตามลิงค์ : https://boi-investment.boi.go.th/public/

(2) สำหรับกิจกรรมการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (Scooter) เป็นกิจการที่ไม่เข้าข่ายประเภทกิจการที่สำนักงานให้การส่งเสริม

2.1 สำนักงานให้การส่งเสริมการลงทุนในประเภทกิจการผลิตรถจักรยานยนต์ ในประเภทกิจการ 4.12 โดยมีเงื่อนไขของโครงการ คือ ต้องเป็นรถจักรยานยนต์ที่มีความจุของเครื่องยนต์ตั้งแต่ 248 ซีซี ขึ้นไป ดังนั้น กรณีที่ท่านต้องการผลิตรถจักรยานยนต์ที่มีความจุของเครื่องยนต์ที่ 125 และ 200 ซีซี จึงไม่เข้าข่ายประเภทกิจการที่สำนักงานให้การส่งเสริม

(3) การผลิตรถจักรยานยนต์ EV เป็นกิจการที่ไม่เข้าข่ายประเภทกิจการที่สำนักงานให้การส่งเสริม อย่างไรก็ตาม สำนักงานมีประเภทกิจการที่อาจเกี่ยวข้องกับการขอรับการส่งเสริมของท่าน เช่น ประเภทกิจการ 4.8.3 กิจการผลิตอุปกรณ์สำหรับรถยนต์ Hybrid, Battery Electric Vehicles (BEV) และ Plug-in Hybrid Electric Vehicles (PHEV) ทั้งนี้ ท่านสามารถศึกษาประเภทกิจการที่เกี่ยวข้องภายใต้ประเภทกิจการ 4.8.3 จากคู่มือขอรับการส่งเสริมการลงทุน

บริษัทได้รับการส่งเสริมการลงทุน โดยมี 4 บัตรส่งเสริม และยังไม่ได้ขอเปิดดำเนินการ ต่อมาทางบริษัทต้องการแยกบัตรที่ 1 และบัตรที่ 2 เป็นอีกบริษัท โดยตั้งชื่อเป็นบริษัทใหม่ มีทุนจดทะเบียนใหม่ แต่ตั้งอยู่ที่เดิมจะต้องทำอย่างไรบ้าง

ต้องทำเรื่องโอนและรับโอนกิจการ เพื่อโอนโครงการตามบัตรที่ 1 และบัตรที่ 2 จากบริษัทที่ได้รับส่งเสริมเดิม ไปให้บริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่ (แม้ว่าจะเป็นบริษัทในเครือเดียวกันก็ตาม)

กรณีที่บริษัทเดิมเป็นหุ้นไทยข้างมาก บริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่สามารถตั้งอยู่ที่เดิมได้ แต่หากบริษัทเดิมเป็นหุ้นต่างชาติข้างมาก และถือครองที่ดินโดยสิทธิประโยชน์มาตรา 27 จาก BOI อาจจะเกิดปัญหา เนื่องจาก BOI จะอนุญาตให้นำที่ดินที่ถือครองกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 27 ไปให้ผู้อื่น เช่น บริษัทในเครือ

ถ้าในกรณีที่ส่งขายให้ลูกค้าที่เป็นเขตปลอดอากร และลูกค้าส่งไปขายต่อยังต่างประเทศ และผู้ที่จะส่งกลับมาให้ซ่อมคือต่างประเทศ ถือว่าอยู่ในข่ายที่สามารถขออนุมัติได้หรือไม่

A(BOI) -> B(Free Zone) -> C(ต่างประเทศ) A สามารถนำสินค้าจาก C กลับเข้ามา เพื่อซ่อมแซม แล้วส่งกลับออกไปให้ C โดยขอใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 36 ได้

บ. ได้รับบัตรส่งเสริม 2 โครงการคือ 4.10 กิจการชิ้นส่วนยานพาหนะ และ 4.1.3 กิจการโลหะ ในการผลิตผลิตภัณฑ์เหมือนกัน ขั้นตอนการผลิตเหมือนกัน แต่ต้องการรวมโครงการให้เป็นโครงการเดียว (ยกเลิก 4.1.3) จะสามารถ จำหน่าย / โอน เครื่องจักรจาก โครงการ 2 มาใช้ในโครงการ 1 ได้หรือไม่ โครงการ 1 ขยายสิทธิการนำเข้าเครื่องจักรครบแล้ว 3 ครั้ง ปัจจุบันรอยื่นขอเปิดดำเนินการอย่างเดียว

กรณีได้รับส่งเสริมมากกว่า 1 โครงการ บริษัทสามารถขอรวมโครงการเข้าด้วยกันได้ (ไม่ใช่การโอนเครื่องจักรของบัตรหนึ่งให้กับอีกบัตรหนึ่ง) ซึ่งเมื่อรวมโครงการ ปกติจะถูกปรับลดสิทธิประโยชน์ลงให้เหลือเท่ากับโครงการที่สั้นที่สุด กรณีที่สอบถาม บริษัทจะขอรวมโครงการโดยมีผลิตภัณฑ์ 2 ชนิด และ 2 ประเภทกิจการ ตามที่ได้รับส่งเสริมอยู่เดิมก็ได้ หรือจะขอรวมโครงการพร้อมกับแก้ไขชนิดผลิตภัณฑ์และประเภทกิจการให้เหลือชนิดเดียวก็ได้ กรณีนี้น่าจะเตรียมข้อมูลและนำไปปรึกษากับ จนท BOI เพื่อเลือกวิธีดำเนินการที่เหมาะสม

อยากทราบความแตกต่างระหว่างกิจการ IBC, IPO และ TISO
กิจการ 7.34 IBC คือกิจการที่ให้บริการบริษัทในเครือและในกลุ่มเป็นหลัก ทำหน้าที่เสมือน Headqaurters หรือ Regional Operating Headquarters นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Trading แต่กิจกรรมนี้สามารถให้บริการใครก็ได้ แต่จะต้องทำกิจกรรมให้บริการ HQ เป็นหลักก่อน ถึงจะสามารถขอกิจกรรม Trading ได้เพิ่มเติมได้

กิจการ 7.37 IPO คือกิจการจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบ จากหลายๆแหล่ง ให้แก่ลูกค้าซึ่งเป็นโรงงานอุตสาหกรรม หรือตัวแทนจำหน่าย โดยจะเป็นการค้าส่งในประเทศ และ/หรือส่งออกต่างประเทศ ทำหน้าที่เสมือน Sourcing Unit ของให้แก่ลูกค้าที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมหรือ Distributors

กิจการ 7.7 TISO เป็นกิจการสนับสนุนด้านการค้าการลงทุนของอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีหลายขอบข่ายธุรกิจที่บริษัทสามารถขอรับการส่งเสริมได้ เช่น การให้บริการทางวิศวกรรม การให้คำปรึกษา การติดตั้ง บำรุงรักษา ซ่อมแซมเครื่องจักร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แต่ละประเภทกิจการจะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป (สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงื่อนไขกิจการได้ที่คู่มือขอรับการส่งเสริม)
ทำไม BOI จึงพิจารณานำกิจการ IPO กลับมาให้ส่งเสริมอีกครั้ง และอยากทราบความแตกต่างระหว่างกิจการ IBC, IPO และ TISO
เนื่องจาก BOI ได้ยกเลิกการส่งเสริมกิจการ International Trading Center (ITC) โดยได้กำหนดกิจการใหม่เป็น IBC ที่รวมการทำ Trading ไปด้วย แต่เนื่องจากจะต้องดำเนินธุรกิจ Headquarters เป็นหลักก่อน จึงจะสามารถทำกิจกรรม Trading ได้ ทำให้บางบริษัท ที่ไม่ต้องการจะเป็น HQ จะไม่สามารถขอรับการส่งเสริมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Trading ได้ นอกจากนี้ รัฐบาลไทยได้มุ่งเน้นผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนของภูมิภาค และได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของกิจการ IPO ซึ่งถือเป็นธุรกิจในภาคบริการที่มีส่วนสำคัญต่อภาคการผลิตในประเทศ ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานอย่างครบวงจร จึงกลับมาส่งเสริมกิจการ IPO อีกครั้ง เพื่อกระตุ้นภาคเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ สำหรับความแตกต่างกิจ IPO IBC และ TISO อ้างอิงคำตอบจากข้อ 1.
สอบถามเพิ่มเติม เนื่องจากปัจจุบัน ผู้ดูแลของทั้ง 2 โครงการไม่ใช่กองเดียวกัน ควรที่จะเข้าปรึกษากับกองไหนดี ประเภท 4.10 อยู่กอง 2 / ประเภท 4.1.3 อยู่กอง 3

หากรวมแล้ว จะเป็นประเภท 4.10 ก็ควรปรึกษากับ จนท กอง 2 แต่ถ้ารวมแล้ว ยังแยกเป็น 2 ประเภทกิจการ ไม่แน่ใจว่าควรปรึกษากับกองที่ดูแลบัตรส่งเสริมฉบับแรกที่ได้รับ หรือควรปรึกษากับกองที่ดูแลกิจการของบัตรที่มีขนาดการลงทุนสูงกว่า เบื้องต้นลองปรึกษากับ จนท กอง 2 (ประเภท 4.10) ดูก่อน

ถ้านำกลับมาจาก C เพื่อซ่อม แต่ซ่อมเสร็จส่งไป B ได้หรือไม่

สามารถทำได้ หากเป็นการนำสินค้าที่ a ส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ กลับเข้ามาซ่อม เพื่อส่งออก ก็สามารถใช้สิทธิได้

ทางบริษัทได้ขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนอยู่ 2 บัตร ทั้ง 2 บัตรได้เปิดดำเนินการแล้ว และสิ้นสุดสิทธิภาษีเงินได้แล้ว ความประสงค์จะขอรวมบัตรเพื่อให้ง่ายต่อการบริหาร มีคำถามว่า

- ถ้ารวมบัตรแล้วสิทธิที่ทางบริษัทจะได้รับจะเท่าเดิมหรือไม่

- เรื่อง Max Stock ที่เราจะได้รับจะได้เท่ากับ 2 บัตรเดิม รวมกันหรือไม่

- เรื่องวัตถุดิบและวัสดุจำเป้นของเดิมที่มีอยู่ทั้ง 2 โครงการจะทำอย่างไร จะมีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้างในการรวมบัตร

1. การรวมบัตรส่งเสริม จะถูกปรับลดสิทธิประโยชน์ลงเท่าที่เหลือตามระยะเวลาของบัตรที่สั้นที่สุด เช่น บริษัทเปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้ว และสิ้นสุดระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้แล้ว หากรวมบัตรส่งเสริม จะถูกปรับลดเฉพาะระยะเวลานำเข้าเครื่องจักร/แม่พิมพ์ (ถ้ามี) และระยะเวลานำเข้าวัตถุดิบ ลงเหลือเท่ากับระยะเวลาของบัตรที่สั้นที่สุด และในการออกบัตรส่งเสริม บริษัทจะต้องโอนย้ายบัญชีรายการเครื่องจักรและวัตถุดิบที่เหลือของบัตรฉบับเดิม ไปเป็นค่าตั้งต้นของบัตรส่งเสริมฉบับใหม่ด้วย

2. หากบริษัทต้องการลดภาระเฉพาะการบริหารจัดการวัตถุดิบ บริษัทสามารถขอรวมเฉพาะบัญชีปริมาณสต็อกวัตถุดิบ โดยไม่ต้องรวมบัตรส่งเสริมก็ได้ โดยจะได้รับอนุมัติบัญชีสต็อกวัตถุดิบใหม่ (บัญชีรวมสต็อก) ซึ่งจะมีระยะเวลานำเข้าเท่ากับระยะเวลาที่สั้นที่สุดของบัตรเดิม และต้องย้ายรายการและปริมาณวัตถุดิบคงเหลือของแต่ละบัตร ไปเป็นค่าตั้งต้นของบัญชีรวมสต็อกด้วย

การให้เช่าพื้นที่ BOI ในเขต กนอ. สอบถามเรื่องการเช่าที่ดินในเขตนิคมค่ะ ค่าเช่าสามารถนำมานับเป็นเงินลงทุนในโครงการได้หรือไม่คะ

เงินค่าเช่าที่ดินที่จะนับเป็นขนาดการลงทุนของโครงการ มีหลักเกณฑ์ดังนี้

1.ต้องเป็นการเช่าซึ่งมีอายุสัญญาเช่ามากกว่า 3 ปี (เช่น 3 ปี 1 เดือน) และจดทะเบียนสัญญาเช่ากับกรมที่ดิน

2.กรณีเป็นการเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จะต้องแยกค่าเช่าที่ดินและค่าเช่าสิ่งปลูกสร้างไว้ในสัญญา

การเช่าที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม หากเป็นไปตามเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อนี้ ก็สามารถนับเป็นขนาดการลงทุนของโครงการได้

ภ.ง.ด. 50 ในระบบฯ มีรายการไม่ครบ ระบบฯ มีข้อผิดพลาดหรือไม่

ระบบฯ ไม่ได้มีข้อผิดพลาดแต่อย่างใด แต่เพื่อไม่ให้เป็นภาระในการกรอกข้อมูล ระบบฯ จึงมีเฉพาะช่องรายการที่จำเป็นเท่านั้น

ในเอกสาร F PM OP 01 - 06 อยากทราบว่า ราคาทุน คือ ราคาสินค้า (CIF) รวมอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มหรือค่าอื่นๆ ด้วยหรือเปล่า

กรณีเป็นเครื่องจักร ก็ให้ใช้ราคาทุน/ราคาที่ได้มาของเครื่องจักร รวมถึงค่าติดตั้ง ค่าทดลองเครื่อง และค่าวิชาการที่รวมอยู่ในต้นทุนเครื่องจักรด้วย

ค่าวัตถุดิบที่ให้ระบุในแบบแจ้งยืนยันฯ หมายความรวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่นำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ด้วยหรือไม่

บรรจุภัณฑ์ ถือเป็นวัตถุดิบของสินค้าตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม ค่าบรรจุภัณฑ์จึงรวมเป็นค่าวัตถุดิบตามโครงการได้

กรณีที่ยื่นคำขอรับส่งเสริมในนามบุคคล และได้รับอนุมัติให้การส่งเสริม โดย BOI ได้ส่งหนังสือแจ้งมติมายังที่อยู่ของผู้ขอรับการส่งเสริม แต่หากในระหว่างนี้ ผู้ขอรับส่งเสริมได้จัดตั้งบริษัทเสร็จแล้ว จะต้องให้กรรมการของบริษัทเป็นผู้ตอบรับมติการให้การส่งเสริมหรือไม่

การยื่นคำขอรับการส่งเสริมในนามบุคคล ผู้ที่มีสิทธิลงนามตอบรับมติให้การส่งเสริม จึงต้องเป็นผู้ขอรับการส่งเสริมเท่านั้น ดังนั้น แม้จะจัดตั้งบริษัทเสร็จก่อนตอบรับมติ กรรมการบริษัทก็ไม่สามารถลงนามตอบรับมติได้

บริษัทต้องการใช้สิทธิและประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล อยากทราบว่าบริษัทสามารถระบุปริมาณการจำหน่าย/การให้บริการ ในข้อ 1.4 ตามแบบฟอร์มขอใช้สิทธิฯ เกิน ปริมาณกำลังผลิต/ขนาดบริการที่ระบุในบัตรส่งเสริมได้หรือไม่

แบบคำขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ข้อ 1.4 ช่องที่ 5 ให้ระบุปริมาณการจำหน่ายตามจริง ซึ่งอาจจะเกินกำลังผลิตในบัตรส่งเสริมก็ได้ แต่ช่องที่ 6 ปริมาณที่ขอใช้สิทธิ จะต้องไม่เกินกว่ากำลังผลิตในบัตรส่งเสริม และไม่เกินกว่ากำลังผลิตของเครื่องจักรที่ติดตั้งแล้ว

การลงทุนตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพ ของกิจการในกลุ่ม B
กิจการในกลุ่ม B สามารถได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ ได้อย่างไรบ้าง

1. กิจการกลุ่ม B คือกลุ่มที่ไม่ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายส่งเสริมการลงทุน แต่ในบางช่วงเวลา BOI อาจกำหนดให้กิจการกลุ่ม B (เฉพาะกรณีเป็นการลงทุนใหม่) ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมหากมีการลงทุนตามมาตรการเป้าหมาย เช่น มีการนำใช้ระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์มาใช้ หรือมีการนำเทคโลยีดิจิทัลมาใช้ เป็นต้น โดยจะให้สิทธิประโยชน์ด้านเครื่องจักรและภาษีเงินได้เป็นสัดส่วนเฉพาะเท่าที่ลงทุนเพิ่มเติมตามมาตรการเป้าหมายนั้นๆ เท่านั้น

2. ปัจจุบันสำนักงานได้มีมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพ เช่น การลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (ประกาศ กกท ที่ 1/2564) จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ วงเงินไม่เกิน 50% ของเงินลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ แต่มีเงื่อนไขว่าโครงการเดิมที่จะลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์ ต้องไม่ได้รับสิทธิ/หรือสิ้นสุดสิทธิภาษีเงินได้แล้วซึ่งกิจการกลุ่ม B สามารถขอรับการส่งเสริมในมาตรการนี้ได้

3. การขอรับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งในกรณีการลงทุนตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพ และกรณีการลงทุนของกิจการกลุ่ม B ที่ขอรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้เป็นวงเงินไม่เกิน 50% (บางกรณี 100%) ของการลงทุนเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรการนั้นๆ เท่านั้น เช่น หากจะลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์มูลค่า 10 ล้านบาท จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ไม่เกิน 5 ล้านบาท หรือโครงการในกลุ่ม B หากจะลงทุน 100 ล้านบาท โดยเป็นระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์ 10 ล้านบาท จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ไม่เกิน 5 ล้านบาท (บางกรณีไม่เกิน 10 ล้านบาท หรือร้อยละ 100 ของเงินลงทุน)

ถาม Q15.1:

กิจการกลุ่ม B มีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นไปอีก 3 เท่า ต้องการขอรับการส่งเสริมเป็นบัตรใหม่ โดยยังไม่มีการลงทุนในโซลาร์เซลล์ในตอนแรก เมื่อได้รับการส่งเสริมแล้วสามารถขอส่งเสริมตามมารการปรับปรุงประสิทธิภาพในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อให้ได้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ครึ่งหนึ่งของมูลค่าการลงทุนโซลาร์เซลล์ภายหลังได้หรือไม่

ตอบ A15.1:

1. กิจการผลิตในกลุ่ม B หากจะนำโครงการเดิมที่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการแล้ว มายื่นขอรับส่งเสริมตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพ โดยการลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์กรณีนี้สามารถทำได้หากประเภทกิจการไม่ขัดกับบัญชี negative list ของกิจการกลุ่ม B ที่ไม่ให้สิทธิประโยชน์ตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพ (ตามประกาศ สกท ที่ ป.1/2564)
2. กรณีลงทุนใหม่ในกิจการผลิตในกลุ่ม B โครงการนั้นจะต้องเปิดดำเนินการเต็มโครงการให้เสร็จสิ้นก่อน จากนั้นจึงจะนำโครงการนั้นมายื่นขอรับส่งเสริมตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพได้ ทั้งนี้เนื่องจากการขอรับส่งเสริมตามมาตรการปรับปรุง จะมีการยกเลิกบัตรส่งเสริมฉบับเดิมแต่หากบัตรส่งเสริมฉบับเดิมไม่ได้เปิดดำเนินการเต็มโครงการจะเป็นการผิดเงื่อนไขสำคัญ และจะถูกเพิกถอนสิทธิประโยชน์ของโครงการนั้น

ถาม Q15.2:

หากโครงการเดิมได้รับการส่งเสริมก่อนที่จะมีการจัดประเภทกิจการแบบใหม่เป็น A, B เราได้สิทธิภาษี 8 ปี ได้สิทธิครึ่งหนึ่ง 5 ปี ตอนนี้หมดไปแล้ว 8 ปี อยู่ในช่วง 5 ปีหลัง แต่ปัจจุบันประเภทกิจการเป็นกลุ่ม B จะเข้าข่ายการขอรับการส่งเสริมหรือไม่ หรือที่เขียนหมายถึงโครงการกลุ่ม B ที่ได้รับการส่งเสริมตอนที่มีการจัดประเภทกิจการแบบใหม่แล้วเท่านั้น

ตอบ A15.2:

กิจการกลุ่ม B ในที่นี้ หมายถึง ตามประเภทกิจการ ณ วันที่ยื่นขอรับส่งเสริมตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยก่อนหน้านี้ (ก่อนจะยื่นขอรับส่งเสริมตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพ) จะเป็นกิจการในประเภท/หรือกลุ่มใดก็ได้

ถาม Q15.3:

การเปิดดำเนินการเต็มโครงการของกิจการในกลุ่ม B ดำเนินการเช่นเดียวกับกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้หรือไม่ (เป็นกิจการที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าเครื่องจักรได้ตลอดระยะเวลาส่งเสริมแต่ไม่ได้รับสิทธิภาษีเงินได้)

ตอบ A15.3:

1. การตรวจสอบเปิดดำเนินการ (กรณีกิจการผลิต) มีหลักการเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นกิจการในกลุ่มใด 2. กรณีได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร 30 เดือน สามารถขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี และจะต้องเปิดดำเนินการภายใน 6 เดือน หลังวันสิ้นสุดระยะเวลานำเข้าเครื่องจักร และขอขยายเวลาเปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียว ได้ 1 ครั้ง ไม่เกิน 1 ปี 3. กรณีได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรตลอดระยะเวลาที่ได้รับส่งเสริมจะต้องเปิดดำเนินการภายใน 36 เดือน นับจากวันที่ออกบัตรและขอขยายเปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียวได้ 1 ครั้ง ไม่เกิน 1 ปี
กรณีที่ทางบริษัทต้องการใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลครั้งแรกสำหรับบัตรส่งเสริมฟื้นฟูอุทกภัย (อ้างถึงแบบฟอร์ม F PM TA 01-01 ข้อ 1.3 การลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์) บริษัทสามารถระบุค่าซ่อมแซมเครื่องจักร และค่าเครื่องจักรที่ลงทุนใหม่ ตั้งแต่วันที่กำหนดว่ามีการซื้อครั้งแรกในปี 2554 จนถึง ณ วันสิ้นรอบบัญชีปีที่ขอใช้สิทธิฯ วันที่ 30 ก.ย. 2557 ถูกต้องหรือไม่

ข้อ 1.3 ต้องเป็นเครื่องจักรที่ซื้อมาหลังจากวันที่ยื่นขอรับการส่งเสริมเท่านั้น หากบริษัทซื้อเครื่องจักรมาก่อนหน้าที่จะยื่นคำขอ จะต้องอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจนในขั้นชี้แจงโครงการ โดย BOI จะพิจารณาเหตุผลเป็นกรณีๆไป และอาจอนุญาตให้นับเครื่องจักรนั้นเป็นขนาดการลงทุนของโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมได้ โดยจะระบุการอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรที่ซื้อมาก่อนยื่นคำขอฯไว้ในบัตรส่งเสริมโดยชัดเจน กรณีที่สอบถาม จะขอย้อนกลับไปถึงปี 2554 ซึ่งน่าจะเป็นวันก่อนยื่นคำขอรับส่งเสริมตามนโยบายฟื้นฟูอุทกภัย จึงไม่สามารถทำได้ ให้ใส่เฉพาะเครื่องจักรและการซ่อมแซม ที่เกิดหลังจากวันที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริมเท่านั้น เว้นแต่ในบัตรส่งเสริมจะระบุไว้เป็นอย่างอื่น จึงจะสามารถรวมค่าเครื่องจักรก่อนนั้นได้

หลังจากที่ตอบมติแล้ว และจัดตั้งบริษัทเสร็จแล้ว หากบริษัทต้องการออกบัตรส่งเสริม ก็ต้องให้ผู้ที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริม เป็นผู้ยื่นคำร้องขอรับบัตรส่งเสริมหรือไม่ หรือสามารถยื่นขอโดยกรรมการบริษัทได้ ?

กรณีที่ได้รับส่งเสริมในนามบุคคล ผู้ที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริม จะต้องเป็นผู้ลงนามในแบบขอรับบัตรส่งเสริมและเอกสารแนบทั้งหมด โดยในครั้งนี้ จะต้องแนบหลักฐานการจดทะเบียนบริษัทที่ต้องการจะให้ BOI ออกบัตรส่งเสริมมาด้วย และผู้ที่จะมารับบัตร จะต้องเป็นกรรมการคนใดคนหนึ่งของบริษัท

บัตรส่งเสริมระบุว่า ให้ไว้ ณ วันที่ 27 กันยายน 2556 ครบ 1 ปี คือ วันที่เท่าไหร่ 26 กันยายน 2556 หรือ นับเดือนไปเลย เป็น 27 กรกฎาคม 2557

หลักเกณฑ์การนับวันในบัตรส่งเสริมของ BOI ใช้แนวทางดังนี้ กรณีเกี่ยวกับสิทธิและประโยชน์

- นับวันชนวัน

- เช่น ถ้าได้รับสิทธิ 2 ปีนับจากวันออกบัตร และบัตรออกวันที่ 1 ก.ค. 57 ก็จะได้รับสิทธิถึงวันที่ 30 มิ.ย. 59

กรณีเกี่ยวกับเงื่อนไข

- นับวันทับวัน

- เช่น ถ้ามีเงื่อนไขต้องปฏิบัติภายใน 2 ปีนับจากวันออกบัตร และบัตรออกวันที่ 1 ก.ค. 57 ก็จะต้องปฏิบัติให้ได้ภายในวันที่ 1 ก.ค. 59 กรณีที่สอบถาม เป็นเงื่อนไข จึงจะครบ 1 ปี ในวันที่ 27 กันยายน 2557

ขออภัยครับ ไม่มีข้อมูลส่วนนี้ ในภาษาที่ท่านเลือก !

Sorry, There is no information support your selected language !

Download และ ติดตั้งโปรแกรมอ่าน PDF

Download PDF Reader

Site map