Chat
x
toggle menu
toggle menu

การแก้ไขโครงการ

บริษัทได้รับส่งเสริมผลิตชิ้นส่วนพลาสติก ซึ่งกรรมวิธีเดิมมีการใช้ชิ้นส่วน คือ terminal ซึ่งต้องนำเข้าจาก ตปท. แต่ต่อมาต้องการนำ Tin plated มาผลิตเป็น terminal เองในโรงงาน

1. สามารถขอผลิต terminal และชิ้นส่วน โดยจะยื่นแก้ไขโครงการ หรือจะยื่นเป็นโครงการใหม่ก็ได้

1.1 กรณีแก้ไขโครงการ

- ต้องยังไม่ครบกำหนดเปิดดำเนินการ เนื่องจากจะต้องนำเครื่องจักร (ยกเว้นกิจการในหมวด 5 อุตสาหกรรมเครื่องไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วน จะเปิดดำเนินการครบตามโครงการแล้วก็ได้ เนื่องจากได้รับสิทธิให้นำเข้าเครื่องจักรมาปรับปรุงโครงการได้ตลอดระยะเวลาที่ได้รับส่งเสริม)

- จะได้รับสิทธิประโยชน์เท่าที่เหลืออยู่ของโครงการเดิม

1.2 กรณีขอโครงการใหม่

- จะได้รับสิทธิประโยชน์ใหม่

2. การเพิ่มทุนจดทะเบียนในโครงการใหม่หรือการแก้ไขโครงการ จะพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป โดยดูจากผลประกอบการของบริษัทและขนาดการลงทุนที่จะลงทุนเพิ่มขึ้น เช่น หากบริษัทมีกำไรสะสม หรือมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้นไม่สูง ก็อาจไม่ต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนก็ได้

3. terminal ที่จะขอผลิตเป็นชิ้นส่วนในโครงการเดิมแล้ว ยังสามารถขอจำหน่ายเป็นชิ้นส่วนได้ด้วย แต่จะต้องระบุในคำขอให้ชัดเจน

4. หลักเกณฑ์การอนุญาต คือตามข้อ 1 และ 2

1. การผ่อนผันให้นำเข้าชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูปมาใช้ในการผลิต จะอนุญาตให้ตามที่จำเป็นจริง แต่ต้องไม่ขัดกับสาระสำคัญของโครงการนั้น เช่น

- โครงการผลิต TV เดิมมีขั้นตอนฉีดพลาสติก ประกอบแผงวงจร (PCBA) และอื่นๆ หากจะขอนำเข้าชิ้นส่วนพลาสติกที่ขึ้นรูปแล้ว ก็จะพิจารณาว่าไม่ใช่สาระสำคัญ เนื่องจากหากไม่มีขั้นตอนนี้เลย ก็ยังสามารถให้ส่งเสริมได้ ดังนั้น ในกรณีนี้ไม่ควรใช้วิธีผ่อนผัน แต่ควรแก้ไขกรรมวิธีผลิตเป็น ฉีดขึ้นรูปชิ้นส่วนพลาสติกฉีดหรือจัดซื้อมา เพื่อที่จะทำได้ทั้ง 2 วิธี

- โครงการผลิตชิ้นส่วนพลาสติก เดิมมีขั้นตอนการฉีดพลาสติกและพ่นสี หากขอผ่อนผันนำเข้าชิ้นส่วนพลาสติกที่ฉีดแล้วมาพ่นสีอย่างเดียว ก็คงอนุญาตลำบาก เว้นแต่หากจำเป็นจริงๆ ก็อาจผ่อนผันเป็นกรณีไป โดยอาจกำหนดจำนวนที่น้อยที่สุดในครั้งนั้นครั้งเดียว และกำหนดว่ารายได้ในส่วนนี้ไม่ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ เป็นต้น

2. ที่ต้องกรอก คือ

- ข้อมูลทั่วไปสำหรับการแก้ไขทุกประเภท

- เรื่องที่ขอแก้ไข

- เหตุผลที่ขอแก้ไข

- และข้อ 4.2 ชนิด ปริมาณและระยะเวลาที่จะนำเข้าชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูป

3. การผ่อนผันกรรมวิธีการผลิตเพื่อนำวัตถุดิบไปว่าจ้างผลิต มีแนวทางพิจารณาคล้ายๆ กับการผ่อนผันนำเข้าชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูปตามข้อ 1 คือต้องดูว่าจะกระทบกับสาระสำคัญของโครงการมากน้อยเพียงใด ถ้าไม่กระทบหรือกระทบน้อย ก็ให้ได้ แต่ถ้ากระทบมาก ก็จะไม่อนุญาต

การขอผ่อนผันนำเข้าชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูป และการขอนำวัตถุดิบไปว่าจ้างผลิต เป็นคนละกรณีกัน ดังนั้น แม้ว่าจะได้รับอนุมัติให้นำเข้าชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูป A แต่ต่อมาอยากจะเปลี่ยนเป็นขอนำวัตถุดิบไปว่าจ้างผลิตชิ้นส่วน A ก็ต้องขออนุมัติด้วย ซึ่งหากบริษัทเตรียมการตั้งแต่ต้น จะยื่นการแก้ไขทั้ง 2 วิธีนี้เข้ามาพร้อมกันในคำขอเดียวกันก็ได้

1. กรณีที่เปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้ว ก็ยังสามารถขอแก้ไขโครงการได้ หากไม่มีการลงทุนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มกำลังผลิตหรือเพิ่มขั้นตอนการผลิต แต่ถ้าเป็นกิจการในหมวด 5 (เครื่องไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วน) แม้จะเปิดดำเนินการแล้ว จะแก้ไขอย่างไรก็ได้

2. กรณีที่สอบถาม เป็นการผ่อนผันกรรมวิธีการผลิตชั่วคราว เพื่อนำเข้าชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูปมาผลิตเป็นสินค้า ซึ่งไม่ต้องลงทุนเครื่องจักรเพิ่มเติม ดังนั้น แม้จะเปิดดำเนินการครบตามโครงการแล้ว ก็ยังขอผ่อนผันกรรมวิธีผลิตได้

3. หากได้รับผ่อนผันตามข้อ 2 ปกติจะได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบ แต่การยกเว้นภาษีเงินได้ จะพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป

จะต้องขออนุมัติสูตร และแก้ไขบัญชีรายวัตถุดิบและ Max Stock เหมือนกับเป็นการเพิ่มสินค้าอีก 1 โมเดล เพื่อให้สามารถสั่งปล่อยชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูป และสามารถตัดบัญชีได้อย่างถูกต้อง ไม่สับสนกับโมเดลที่ผลิตอยู่เดิม

ขั้นตอนคือ ทำหนังสือหัวจดหมายบริษัท ยื่นพร้อมแบบฟอร์มขอแก้ไข แนบรายละเอียดอื่นๆ ที่จำเป็น เช่น รูปภาพ หรือ flowchart นำไปยื่นที่สำนักบริการลงทุน 1-4 ที่เป็นผู้พิจารณาอุตสาหกรรมนั้น หรือจะยื่นผ่าน สนง.บีโอไอ ต่างจังหวัด ก็ได้ แต่จะพิจารณาที่กรุงเทพ และหากจำเป็นต้องชี้แจงรายละเอียด ก็จะต้องชี้แจงที่กรุงเทพ การแก้ไขกรรมวิธีการผลิต มีหลายกรณี ดูข้อมูลเบื้องต้นได้จาก link http://faq108.co.th/boi/modify/process.php

1.หากกรรมวิธีการผลิตที่ได้รับการส่งเสริม ได้รับอนุญาตให้นำวัตถุดิบ/ชิ้นส่วนไปทำการว่าจ้างผลิตบริษัทก็สามารถนำวัตถุดิบ/ชิ้นส่วนนั้นๆ ไปทำการว่าจ้างผลิตนอกโรงงานได้

2.กรณีนำวัตถุดิบไปว่าจ้างผลิตที่ต่างประเทศ หรือในเขต EPZ / Free Zone หากกรรมวิธีการผลิตได้รับอนุญาตให้มีการนำวัตถุดิบ/ชิ้นส่วนไปว่าจ้างผลิต ก็สามารถดำเนินการได้ แต่จะมีปัญหาคือวัตถุดิบ/ชิ้นส่วนที่นำกลับเข้ามา จะมีอากรขาเข้า ซึ่งสามารถดำเนินการได้หลายวิธี เช่น

2.1 ชำระภาษีอากรวัตถุดิบ/ชิ้นส่วนที่นำกลับเข้ามา

2.2 ทำใบสุทธินำกลับ เพื่อยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบ/ชิ้นส่วนที่นำกลับเข้ามา แต่จะมีภาษีอากรในส่วนค่าว่าจ้าง

2.3 แก้ไขชนิดผลิตภัณฑ์ โดยการเพิ่มชิ้นส่วนดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ในบัตรส่งเสริม ซึ่งเมื่อส่งชิ้นส่วนไปว่าจ้างผลิต ให้ทำในลักษณะการจำหน่ายสินค้า และเมื่อนำกลับเข้ามาให้ทำในลักษณะการนำเข้าวัตถุดิบ แต่จะต้องปรึกษากับ เจ้าหน้าที่ BOI ก่อนว่าจะพิจารณาอนุญาตให้ได้หรือไม่

ขอตอบตามความเห็นของ admin ดังนี้

1.การอนุมัติกรรมวิธีการผลิตให้มีขั้นตอนการนำเครื่องจักร/แม่พิมพ์และวัตถุดิบไปว่าจ้างผลิตชิ้นส่วน เนื่องจาก

1.1 เพื่อให้สามารถอนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักรและวัตถุดิบ เพื่อให้บริษัทสามารถนำเครื่องจักร/แม่พิมพ์และวัตถุดิบเข้ามาได้โดยยกเว้นภาษีอากร

1.2 เพื่อให้สามารถนำมูลค่าการลงทุนเครื่องจักร/แม่พิมพ์ที่นำไปจ้างผลิตในประเทศ มานับเป็นขนาดการลงทุนของโครงการ เพื่อกำหนดวงเงินสูงสุดในการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

2.กรณีที่บริษัทนำเข้าเครื่องจักร/แม่พิมพ์และวัตถุดิบเข้ามาโดยใช้สิทธิ จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ BOI กำหนด

3.ในอดีต เป็นที่ทราบว่า บริษัทจะต้องขออนุญาตต่อ BOI ก่อนนำเครื่องจักร/แม่พิมพ์ และวัตถุดิบไปว่าจ้างผลิต

4.ปัจจุบัน ทราบว่า BOI มีแนวทางปฏิบัติคือ กรณีที่บริษัทได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมโดยมีขั้นตอนการนำแม่พิมพ์ไปว่าจ้างผลิตชิ้นส่วน บริษัทไม่ต้องยื่นขออนุญาต BOI ก่อนนำแม่พิมพ์ไปว่าจ้างผลิต

การจะหยุดกิจการเป็นเวลาตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป จะต้องแจ้ง BOI เพื่อขออนุญาตก่อน แต่การชะลอการผลิต โดยการหยุดผลิตไป 1 สายการผลิต ไม่ต้องแจ้งขออนุญาต

การแก้ไขโครงการเพื่อเพิ่มกำลังผลิต ให้ใช้แบบฟอร์มแก้ไขโครงการ เอกสารอื่นที่ต้องใช้ เช่น งบการเงินปีล่าสุด และรายละเอียดที่ไม่สามารถกรอกลงในแบบฟอร์มก็ให้ทำเป็นเอกสารแนบ หลักเกณฑ์การพิจารณา จะอ้างอิงจากประกาศที่ ป.3/2547 คือ

- จะต้องยังไม่ได้เปิดดำเนินการเต็มโครงการ

- จะเพิ่มกำลังผลิตได้ไม่เกิน 30% ของกำลังผลิตเดิมในบัตรแรก (หากเกินกว่า 30% ต้องยื่นขอเป็นโครงการใหม่) แต่หากสิทธิประโยชน์ในการแก้ไขโครงการกับการขอโครงการใหม่ไม่แตกต่างกัน จะขอเพิ่มกำลังผลิตเกินกว่า 30% ก็ได้

กรณีที่จะจำหน่ายเครื่องจักรหลัก ที่ทำให้กำลังผลิตลดลงเกินกว่า 20% โดยจะไม่มีการนำเข้าเครื่องจักรใหม่มาทดแทนกำลังผลิตที่ขาดหายไป จะต้องยื่นขอแก้ไขโครงการเพื่อลดขนาดกิจการก่อน จึงจะอนุญาตให้จำหน่ายเครื่องจักรดังกล่าวได้

ขั้นตอนคือ

1. ยื่นแบบคำขออนุญาตแก้ไขโครงการ (F PA PC 01) เพื่อขอลดขนาดกิจการ โดยชี้แจงเหตุผล และรายละเอียดต่าง ๆที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแนบงบการเงินล่าสุดด้วย

2. หลังจากอนุมัติ จะต้องนำบัตรส่งเสริมไปแก้ไขด้วย ส่วนการจำหน่ายเครื่องจักร สามารถยื่นขอได้หลังจากที่ยื่นแบบแก้ไขโครงการตามข้อ 1 ต่อ BOI แล้ว

การยื่นขออนุญาตจำหน่ายเครื่องจักรหลักเกินกว่า 20% ต้องยื่นขอแก้ไขโครงการก่อน จึงจะยื่นขออนุญาตจำหน่ายเครื่องจักรได้ ถ้ายื่นเรื่องตามขั้นตอนนี้แล้ว ปรากฏว่า การขออนุญาตจำหน่ายเครื่องจักรได้รับอนุมัติก่อน ก็จำหน่ายเครื่องจักรนั้นได้ โดยไม่ต้องรอผลอนุมัติแก้ไขโครงการ

การจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศ จะต้องยื่นแบบคำขอจำหน่ายเครื่องจักรต่อ BOI แต่ถ้าเป็นการจำหน่ายไปต่างประเทศ (ส่งคืน) ให้ยื่นขอส่งคืนเครื่องจักรบนระบบ eMT

บริษัท 1 บริษัท สามารถขอรับการส่งเสริมจาก BOI ได้หลายโครงการ โดยจะผลิตสินค้าชนิดเดียวกันหรือต่างกันก็ได้ แต่มีเงื่อนไขคือ แต่ละโครงการจะต้องมีเครื่องจักรสำหรับผลิตสินค้าเฉพาะของโครงการนั้นๆ เท่านั้น จะใช้เครื่องจักรร่วมกับโครงการอื่นไม่ได้ (เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก BOI) กรณีที่สอบถาม ให้ข้อมูลน้อยเกินกว่าจะตอบได้ว่า ควรยื่นขอเป็นโครงการใหม่ หรือขอแก้ไขโครงการเดิม

จึงขอตอบเฉพาะหลักเกณฑ์ดังนี้

1.กรณียื่นขอเป็นโครงการใหม่

- ต้องมีการลงทุนเครื่องจักรใหม่ครบสายการผลิต โดยไม่ใช้เครื่องจักรร่วมกับโครงการเดิม

- จะได้รับสิทธิประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ ณ วันยื่นคำขอ

- ต้องแยกรายรับรายจ่ายของโครงการใหม่และโครงการเดิม และแยกใช้สิทธิประโยชน์ของโครงการใหม่และโครงการเดิม

2.กรณีแก้ไขโครงการเดิม

- โครงการเดิมต้องยังไม่เปิดดำเนินการเต็มโครงการ (ยกเว้นกิจการอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน)

- เพิ่มกำลังผลิตได้ไม่เกิน 30% ของบัตรฉบับแรก หากเกิน ต้องยื่นขอเป็นโครงการใหม่ (ยกเว้นกรณีสิทธิประโยชน์เดิมและใหม่ได้รับเท่ากัน)

- จะได้รับสิทธิประโยชน์เท่าที่เหลืออยู่ของโครงการเดิม

กรณีที่เปิดดำเนินการแล้ว แต่ต่อมาภายหลังมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้น น่าจะเกิดจาก 3 สาเหตุคือ

1. แจ้งกำลังผลิตในขั้นเปิดดำเนินการ ต่ำกว่าความเป็นจริง

- ไม่อยู่ในข่ายที่จะขอแก้ไขกำลังผลิต

2. cycle time ในการผลิตลดลง (เช่น สินค้ามีขนาดเล็กลง หรือ) ทำให้ผลิตสินค้าได้เพิ่มขึ้น

- อาจขอแก้ไขได้เป็นกรณี ๆ ไป ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ BOI

3. มีการลงทุนเครื่องจักรเพิ่มเติมหลังจากได้รับใบอนุญาตเปิดดำเนินการไปแล้ว

- ไม่อยู่ในข่ายที่จะขอแก้ไขกำลังผลิต

กิจการอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องไฟฟ้า สามารถแก้ไขกำลังผลิตได้ แม้ว่าจะเปิดดำเนินการเต็มโครงการไปแล้วก็ตาม แต่หากบริษัทลงทุนเครื่องจักรเพิ่มขึ้นไปแล้ว โดยไม่ได้ยื่นขอแก้ไขโครงการต่อ BOI ก่อนที่จะซื้อเครื่องจักรเพิ่มเติม ก็จะไม่นับกำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นกำลังผลิตของโครงการที่ได้รับส่งเสริม

การขอรับส่งเสริมโครงการใหม่ ภายใต้บัตรส่งเสริมฉบับเดิม ไม่สามารถทำได้ โดยการขอรับส่งเสริมโครงการใหม่ จะต้องยื่นแบบคำขอรับการส่งเสริม ซึ่งเมื่อได้รับอนุมัติ จะได้รับบัตรส่งเสริมฉบับใหม่ ซึ่งอาจมีเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์แตกต่างไปจากบัตรส่งเสริมฉบับเดิม แต่การแก้ไขโครงการภายใต้บัตรส่งเสริมฉบับเดิม จะต้องยื่นแบบคำขอแก้ไขโครงการ

1. การแก้ไขโครงการเพื่อยกเลิกผลิตภัณฑ์ กำหนดเวลาพิจารณา 30 วันทำการ

2. การแก้ไขเพื่อรับจ้างซ่อมชิ้นส่วนแม่พิมพ์จากภายนอก อยู่ในข่ายจะพิจารณาอนุมัติได้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง หลังจากได้รับอนุมัติ จะต้องขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจต่างด้าวให้ครอบคลุมขอบข่ายกิจการรับจ้างซ่อมนี้ด้วย

3. การแก้ไข บางเรื่องต้องแก้ไขก่อนเปิดดำเนินการ บางเรื่องสามารถแก้ไขพร้อมเปิดดำเนินการ บางเรื่องถ้าเปิดดำเนินการแล้วจะแก้ไขไม่ได้ จึงควรสะสางให้ชัดเจนว่า จะแก้อะไร และจะแก้ในขั้นไหน

1. หากจะพัฒนาซอฟต์แวร์ตัวใหม่ แต่ยังอยู่ในขอบเขตกิจการประเภท 5.7.2 ก็สามารถดำเนินการได้ โดยไม่ต้องขอแก้ไขเงื่อนไขใดๆ เช่น ตามโครงการเดิมเสนอว่าจะทำ Web-Based Application ด้าน Inventory Control แต่ต่อมาจะพัฒนางาน Animation เพิ่มขึ้นด้วย ก็สามารถดำเนินการได้เลย

2. แต่หากจะพัฒนาที่เกินกรอบของ 5.7.2 เช่นจะทำการพัฒนา Embedded Software ก็ต้องยื่นขอแก้ไขโครงการเพื่อเพิ่มขอบข่ายกิจการ 5.7.1 Embedded Software ด้วย โดยยื่นคำขอแก้ไขโครงการตามแบบคำขออนุญาตแก้ไขโครงการ (F PA PC 01)

กรณีที่โครงการที่ได้รับอนุมัติอยู่เดิม ไม่มีขั้นตอนประกอบ PCBA แต่ต่อมาบริษัทต้องการประกอบ PCBA ขึ้นเอง เพื่อใช้ในโครงการเดิม และเพื่อจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้

1. ยื่นขอแก้ไขโครงการเดิม เพื่อเพิ่มชนิดผลิตภัณฑ์ คือ PCBA เงื่อนไข

1) หากสิทธิประโยชน์กรณียื่นขอแก้ไขโครงการเดิม กับกรณียื่นขอรับส่งเสริมเป็นโครงการใหม่ มีความแตกต่างกัน จะให้แก้ไขโครงการเดิมได้ เฉพาะกรณีที่มีการลงทุนด้านเครื่องจักรเพิ่มไม่เกิน 30% ของมูลค่าเครื่องจักรของโครงการเดิม

2) จะต้องยังไม่ครบกำหนดเปิดดำเนินการ (ยกเว้นกิจการผลิตเครื่องไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วน)

3) จะได้รับสิทธิประโยชน์เท่าที่เหลืออยู่ของโครงการเดิม

4) จะต้องยื่นคำขอแก้ไขโครงการ

2. ยื่นขอรับส่งเสริมเป็นโครงการใหม่ (โครงการขยาย) เพื่อผลิต PCBA เงื่อนไข

1) จะต้องมีขนาดการลงทุน (เฉพาะค่าก่อสร้างและค่าเครื่องจักร) ของโครงการใหม่ ไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท

2) จะได้รับสิทธิประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ ณ วันที่ยื่นคำขอ

3) ระยะเวลาใช้สิทธิประโยชน์ของโครงการใหม่ จะเริ่มนับใหม่ (ไม่นับต่อจากโครงการเดิม)

4) จะต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน

หากบริษัทมีผลิตภัณฑ์ใหม่เป็น ECU ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เหมือนกัน และมีกรรมวิธีการผลิตเหมือนกันกับโครงการที่ 1 และ 2 สามารถผลิตในโครงการที่ 1 และ 2 ได้เลย โดยไม่ต้องแก้ไขบัตรส่งเสริม แต่จะได้รับสิทธิเท่าที่เหลืออยู่เดิม

การแก้ไขโครงการเพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ สรุปโดยรวมคือ I.กรณีเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยมีการลงทุนเพิ่ม

- ใช้แนวทางการพิจารณาตาม ประกาศ สกท ที่ ป.3/2547

- ต้องยังไม่ได้รับใบอนุญาตเปิดดำเนินการ และยังไม่ครบกำหนดเปิดดำเนินการ

- ผลิตภัณฑ์ใหม่ต้องอยู่ในประเภทกิจการที่ให้การส่งเสริมได้ ณ วันที่ยื่นขอแก้ไขโครงการ

- จะต้องมีการลงทุนเครื่องจักรเพิ่มไม่เกิน 30% ของมูลค่าเครื่องจักรที่เคยยื่นขอรับส่งเสริมในครั้งแรก

- จะได้รับสิทธิประโยชน์เท่าที่เหลืออยู่ของโครงการเดิม

- หากสิทธิประโยชน์กรณียื่นขอเป็นโครงการใหม่กับการยื่นแก้ไขโครงการเดิมไม่แตกต่างกัน จะลงทุนเครื่องจักรเพิ่มเกินกว่า 30% ก็ได้

- กรณีสิทธิประโยชน์ตามหลักเกณฑ์เดิมและหลักเกณฑ์ปัจจุบันแตกต่างกัน จะพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป II.กรณีเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยไม่มีการลงทุนเพิ่ม

- จะเป็นกรณีที่เปิดดำเนินการครบตามโครงการแล้วก็ได้

- กำลังผลิตรวมของทุกผลิตภัณฑ์ ต้องไม่มากกว่าที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมอยู่เดิม

- ผลิตภัณฑ์ใหม่ต้องอยู่ในประเภทกิจการที่ให้การส่งเสริมได้ ณ วันที่ยื่นขอแก้ไขโครงการ

- จะได้รับสิทธิประโยชน์เท่าที่เหลืออยู่ของโครงการเดิม

- กรณีสิทธิประโยชน์ตามหลักเกณฑ์เดิมและหลักเกณฑ์ปัจจุบันแตกต่างกัน จะพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป การแก้ไขโครงการ ให้ใช้ แบบคำขออนุญาตแก้ไขโครงการ F PA PC 01

การเปลี่ยนชื่อนิคมอุตสาหกรรม จากเดิม นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร เป็น นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี เป็นไปตามประกาศการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2561 บริษัทที่ได้รับบัตรส่งเสริมอยู่ก่อนหน้านี้ ซึ่งกำหนดเงื่อนไขที่ตั้งโรงงานเป็นนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ยังคงใช้บัตรส่งเสริมดังกล่าวได้ต่อไป โดยไม่ต้องแก้ไขเงื่อนไขที่ตั้งโรงงานเป็นนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี แต่บัตรส่งเสริม และใบอนุญาตเปิดดำเนินการ ที่ BOI ออกให้หลังจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะระบุเป็นนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี

หากบริษัทนำเข้าวัตถุดิบโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรตามมาตรา 36 บริษัทจะต้องจัดเก็บวัตถุดิบ สินค้า และส่วนสูญเสีย ในสถานประกอบการ ตามที่กำหนดในบัตรส่งเสริม หากจะนำวัตถุดิบ สินค้า ส่วนสูญเสีย ไปเก็บนอกสถานประกอบการที่ได้รับส่งเสริม จะต้องขออนุญาตต่อ BOI ตาม ประกาศ สกท ที่ ป.3/2556 ข้อ 10 แต่กรณีนี้เป็นการเพิ่มคลังสินค้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถานประกอบการของกิจการ IPO จึงจะต้องยื่นขอแก้ไขโครงการเพื่อเพิ่มที่ตั้งสถานประกอบการ

เนื่องจากไม่มีข้อมูลว่าได้รับส่งเสริมในกิจการประเภทใด และที่ตั้งโรงงานอยู่ในหรือนอกนิคมอุตสาหกรรม จึงขอตอบตามหลักการทั่วไปดังนี้

1.กรณีเป็นโครงการยื่นคำขอรับส่งเสริมก่อนวันที่ 1 มกราคม 2558

จะได้รับสิทธิประโยชน์ตามเกณฑ์ที่ตั้งโรงงาน ดังนั้น หากย้ายที่ตั้งจากปราจีนบุรี (เขต 3) ไปยังปทุมธานี (เขต 1) จะได้รับสิทธิประโยชน์ลดลง

2.กรณีเป็นโครงการยื่นคำขอรับส่งเสริมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558

จะได้รับสิทธิประโยชน์ตามประเภทกิจการ ดังนั้น หากย้ายที่ตั้งจากปราจีนบุรี ไปยังปทุมธานี จึงจะได้รับสิทธิประโยชน์เท่าเดิม

แต่หากย้ายออกนอกนิคมอุตสาหกรรม อาจถูกเพิกถอนสิทธิภาษีเงินได้ 1 ปี ตามที่เคยได้รับตามคุณค่าของโครงการ (Merit-based Incentives)

การเปลี่ยนสถานที่ตั้งโรงงาน จะอนุญาตให้เปลี่ยนได้ โดยใช้หลักเกณฑ์การพิจารณา ณ วันที่เคยได้รับอนุมัติอยู่เดิม เช่น หากบริษัทได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมในปี 2556 โดยได้รับสิทธิประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ของประกาศ ที่ 2/2552 แต่ต่อมาในปี 2560 หากบริษัทจะขอเปลี่ยนที่ตั้งจากนิคม A เป็นนิคม B ในจังหวัดเดียวกัน BOI ก็จะยังคงพิจารณาให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามประกาศ ที่ 2/2552 เช่นเดิม โดยจะนับสิทธิต่อจากที่ได้รับอยู่เดิม หลักเกณฑ์การอนุมัติโครงการในอดีตที่ผ่านมา

การตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดเดียวกัน จะได้รับสิทธิประโยชน์เท่ากัน (ยกเว้นนิคมแหลมฉบัง) ดังนั้น หากจะเปลี่ยนที่ตั้งโรงงาน เป็นนิคมอื่น ในจังหวัดเดียวกัน (ยกเว้นนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง) จะได้รับสิทธิประโยชน์เท่าที่ได้รับอยู่เดิม

แต่หากเป็นกรณีที่จะย้ายเข้าหรือออกจากนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จะต้องตรวจสอบสิทธิประโยชน์ตามประกาศหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุน ที่ใช้ในวันที่อนุมัติให้การส่งเสริมโครงการนั้น

1. การเปลี่ยนที่ตั้งโรงงาน จะได้รับสิทธิประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ ณ วันที่ยื่นขอรับการส่งเสริมครั้งแรก เช่น ถ้าบริษัทยื่นขอรับส่งเสริมในปี 2555 โดยตั้งโรงงานในเขต 2 นอกนิคม ซึ่งจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ 3 ปี และได้รับลดหย่อนอากรขาเข้ากึ่งหนึ่ง แต่ต่อมาจะขอเปลี่ยนสถานที่ตั้งโรงงานเป็นในเขต 3 ในนิคมอุตสาหกรรม ก็จะใช้หลักเกณฑ์การพิจารณา ณ วันที่ยื่นคำขอรับส่งเสริม (คือ ปี 2555) คือ การตั้งโรงงานในนิคม ในเขต 3 จะได้รับยกเว้นภาษี 8 ปี และได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ดังนั้น บริษัทจะได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนที่ตั้งจากเดิม เป็นนิคมในเขต 3 และจะแก้ไขสิทธิการยกเว้นภาษีเงินได้จาก 3 ปี เป็น 8 ปี และเปลี่ยนจากการลดหย่อนอากรขาเข้าเครื่องจักร เป็นการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร แต่การนับระยะเวลาเริ่มใช้สิทธิจะนับต่อเนื่องจากวันเริ่มใช้สิทธิครั้งแรกตามโครงการเดิม และสิทธิที่เพิ่มขึ้นจะใช้ได้เฉพาะในส่วนที่เกิดหลังจากการเปลี่ยนที่ตั้งโรงงานแล้ว

2. การขอรับคำปรึกษา สามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่วิเคราะห์โครงการของสำนักบริหารการลงทุน 1-4 ที่รับผิดชอบโครงการของบริษัทได้โดยตรง

ขึ้นอยู่กับว่าจะแก้ไขในลักษณะไหน หากจะมีการย้ายเครื่องจักรบางส่วนไปติดตั้งในสถานที่ใหม่ ให้แสดงรายละเอียดเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และกำลังผลิตของที่ตั้งเดิมและที่ตั้งใหม่ ให้ชัดเจนด้วย

1. การเพิ่มทุนจดทะเบียน ไม่ต้องแจ้งหรือขออนุญาตต่อ BOI เนื่องจากในบัตรส่งเสริมกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า จะต้องมีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า ...... บาท ดังนั้น หากบริษัทจะเพิ่มทุนให้มากกว่าทุนจดทะเบียนที่กำหนดไว้ในบัตรส่งเสริม ก็ไม่เป็นการขัดต่อเงื่อนไข และไม่ต้องขออนุญาตใดๆ จาก BOI

2. กรณีมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของผู้ถือหุ้นไทย หรือผู้ถือหุ้นต่างชาติ ให้ดำเนินการดังนี้

2.1 กรณีเพิ่มสัดส่วนของผู้ถือหุ้นต่างชาติ

ให้ตรวจสอบเงื่อนไขเฉพาะโครงการในบัตรส่งเสริม ว่ามีการกำหนดเงื่อนไขอัตราส่วนหุ้นไทยไว้หรือไม่ กรณีที่มีการกำหนดเงื่อนไขหุ้นไทยไว้ในบัตรส่งเสริม หากบริษัทจะขอลดอัตราส่วนหุ้นไทยลงต่ำกว่าเงื่อนไขในบัตร จะต้องยื่นขออนุญาตต่อ BOI

2.2 กรณีไม่เพิ่มสัดส่วนของผู้ถือหุ้นต่างชาติ แต่มีการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นของคนต่างด้าวต่างสัญชาติ เช่น เปลี่ยนจากหุ้นญี่ปุ่น 100% เป็นหุ้นสิงคโปร์ 100% จะต้องรายงานให้ BOI ทราบ

กรณีได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่าไม่เกิน 10 ปี ก็จะต้องใช้เครื่องจักรเก่าที่ไม่เกิน 10 ปีเท่านั้น จะเกินกว่า 10 ปีไม่ได้ แต่หากบริษัทต้องการใช้เครื่องจักรเก่าเกิน 10 ปี จะต้องยื่นเรื่องขอแก้ไขโครงการ เพื่อขอใช้เครื่องจักรเก่าเกิน 10 ปี ซึ่งหากได้รับอนุมัติ BOI จะระบุชื่อเครื่องจักรเก่าเกิน 10 ปี ที่จะให้ใช้ในโครงการ พร้อมกับระบุเงื่อนไขของเครื่องจักรที่เกิน 10 ปีนี้ด้วย (เช่น จะไม่ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า และต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพ)

1. ในเรื่องที่ขอแก้ไข ให้ใส่ว่า ขอแก้ไขโครงการเพื่อขอใช้เครื่องจักรในโครงการ ถูกต้องแล้ว

2. เหตุผลที่ขอแก้ไข ให้ระบุไปตรงๆได้เลยว่า เพื่อลดภาระการลงทุน (หรือลดต้นทุนการผลิต)

3. หน้า 3/5 เป็นเรื่องกรรมวิธีผลิตและวัตถุดิบ ไม่จำเป็นต้องใส่ / หรือใส่ว่า -ไม่เปลี่ยนแปลง- ก็ได้

4. หน้า 4/5 ด้านการเงิน ต้องกรอกด้วย เพราะราคาเครื่องจักรเก่าจะถูกลงกว่าเดิม ดังนั้น ในช่องโครงการเดิม ให้ใส่ข้อมูลตามคำขอฯ ส่วนในช่องโครงการที่ขอแก้ไข ให้ใส่มูลค่าเครื่องจักรที่ลดลง (โดยใส่เป็นค่าลบก็ได้) และในช่องรวมทั้งสองโครงการ ให้ใส่ผลรวมของทั้ง 2 ช่อง ซึ่งจะลดลงกว่าที่เคยยื่นคำขอไว้ และหากเริ่มผลิตแล้ว ก็ต้องใส่ข้อมูลเรื่องผลดำเนินการที่ผ่านมาด้วย

5. หน้า 5/5 ไม่ต้องกรอกอะไร นอกจากนี้ ให้แนบตารางรายการเครื่องจักรเก่าที่จะนำเข้า โดยระบุรายการ จำนวน ปีที่ผลิต มูลค่า และประเทศที่จะนำเข้าด้วย

การยื่นเป็นภาษาอังกฤษ จะยื่นได้เฉพาะคำขอรับการส่งเสริมเท่านั้น หลังจากได้รับส่งเสริมแล้ว จะต้องยื่นเรื่องต่าง ๆ ตามแบบฟอร์มภาษาไทยเท่านั้น เนื่องจากบริษัทได้จัดตั้งในประเทศไทยเสร็จแล้ว จึงต้องยื่นแบบฟอร์มภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาราชการ

การอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่า เป็นการอนุมัติบนหลักการเพียงครั้งเดียว ดังนั้น แม้ว่าต่อมาภายหลังจะมีการเปลี่ยนแปลงรายการ หรือจำนวน หรือปีที่ผลิต ของเครื่องจักรเก่า แต่เก่าไม่เกิน 10 ปี ตามที่ได้รับอนุมัติไว้ ก็ไม่ต้องยื่นขอแก้ไขสภาพเครื่องจักรอีก แต่จะต้องขอแก้ไขบัญชีรายการเครื่องจักร (Master List) ให้ตรงกับข้อเท็จจริง

การยื่นเอกสารถึง BOI ปกติควรไปติดต่อและยื่นเอกสารโดยตรง เพราะหากเอกสารไม่ครบถ้วนสมบูรณ์อย่างไร เจ้าหน้าที่ก็จะได้ตรวจสอบและอธิบายให้ทราบ อีกทั้งจะได้รับเลขที่ลงรับเอกสาร เพื่อใช้ตรวจสอบความคืบหน้าในการพิจารณาจากระบบ doctracking online ต่อไป

กรณีที่โรงงานตั้งอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งอาจต้องเดินทางเป็นร้อยๆ กิโล หากเป็นเรื่องที่ศูนย์ BOI ประจำภูมิภาคที่ดูแลพื้นที่นั้นๆ มีอำนาจพิจารณา อาจจะประสานงานกับเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ภูมิภาค และส่งเอกสารทางอีเมล์ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ก่อน จากนั้นจึงส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ภูมิภาคนั้นๆ เพื่อลงรับและดำเนินการต่อก็ได้ เป็นกรณีๆ

ตามนโยบายการให้การส่งเสริมการลงทุน BOI จะไม่กำหนดเงื่อนไขอัตราส่วนผู้ถือหุ้นไทยและต่างชาติ ในกิจการอุตสาหกรรมการผลิต แต่หากบริษัทยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน โดยระบุว่าจะมีหุ้นไทย ... % หรือนำบริษัทเดิมที่มีหุ้นไทยบางส่วนหรือทั้งหมด มายื่นขอรับการส่งเสริมเพื่อขยายกิจการBOI ก็จะกำหนดเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม ให้ต้องมีหุ้นไทยไม่น้อยกว่า ... % ตามที่บริษัทระบุ (หรือ ... % ตามอัตราส่วนหุ้นไทยที่มีอยู่ในบริษัทเดิม) เว้นแต่กรณีที่มีหุ้นไทยไม่ถึง 10% จึงจะไม่กำหนดเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม

ตอบคำถาม

บริษัทสามารถยื่นขอแก้ไขอัตราส่วนผู้ถือหุ้นไทยและต่างชาติได้ โดยการยื่น แบบคำขออนุญาตแก้ไขอัตราส่วนผู้ถือหุ้น พร้อมกับเตรียมเอกสารแนบ คือ

1.สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ก่อนการแก้ไข

2.หนังสือยินยอมของผู้ถือหุ้นไทยทุกราย / รายงานการประชุมผู้ถือหุ้น ที่แสดงถึงวัตถุประสงค์ในการแก้ไขอัตราส่วนผู้ถือหุ้น จากนั้นนำไปยื่นต่อสำนักบริหารการลงทุน 1-4 ที่ดูแลประเภทกิจการของบริษัท และเมื่อได้รับอนุมัติแล้ว จึงนำบัตรส่งเสริมไปบันทึกแก้ไข ที่แผนกบัตรส่งเสริม ต่อไป

กรณีที่บริษัท A (BOI) รับจ้างผลิตสินค้า โดยเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกับที่ได้รับส่งเสริม และมีขั้นตอนการผลิตครบตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม ในส่วนของ BOI จะถือว่า การรับจ้างดังกล่าว เป็นการผลิตตามโครงการที่ได้รับการส่งเสริม บริษัท A จึงไม่ต้องแจ้ง BOI หรือขออนุญาตใดๆ เพิ่มเติมจาก BOI

สำหรับการหักภาษี ณ ที่จ่าย จากการจ้างทำของ บริษัท A สามารถขอให้ BOI ออกหนังสือรับรองว่า การรับจ้างผลิตดังกล่าว เป็นการผลิตตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม และรายได้จากการรับจ้างผลิตดังกล่าว อยู่ในข่ายได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 31 เพื่อนำไปใช้รับรองกับผู้ว่าจ้างและกรมสรรพากรว่า ค่าจ้างทำของดังกล่าว ไม่อยู่ในข่ายต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย

สำหรับการขออนุญาตตาม พรบ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กรณีที่บริษัท A มีต่างชาติถือหุ้นข้างมาก หากการรับจ้างดังกล่าว เข้าข่ายการบริการ บริษัท A สามารถขอให้ BOI ออกหนังสือรับรองว่า การรับจ้างผลิตดังกล่าว เป็นการผลิตตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม เพื่อนำไปใช้ประกอบการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจต่างด้าว จากสำนักบริหารการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กระทรวงพาณิชย์ ต่อไป ทั้งนี้ ขอให้ติดต่อสอบถามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงอีกทางหนึ่งด้วย

กิจการที่ได้รับส่งเสริม จะมีการกำหนดเงื่อนไขชนิดผลิตภัณฑ์ กำลังผลิต และกรรมวิธีการผลิต ไว้ในบัตรส่งเสริม แต่ไม่มีเงื่อนไขว่าจะต้องซื้อวัตถุดิบมาผลิตเอง ดังนั้น จึงจะรับจ้างผลิตก็ได้ โดยไม่เป็นการขัดกับเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม แต่ในการรับจ้างผลิต จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ตามบัตรส่งเสริม และมีขั้นตอนครบถ้วนตามที่ได้รับส่งเสริม โดยรายได้จากการรับจ้างผลิตนี้ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เช่นเดียวกับการผลิตจำหน่ายตามปกติ

กรณีผู้ได้รับส่งเสริมเป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นข้างมาก หากจะมีการรับจ้างผลิต ซึ่งเข้าข่ายการให้บริการ จะต้องดำเนินการให้ได้รับอนุญาตจากสำนักบริหารการประกอบธุรกิจต่างด้าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้าด้วย

การรับจ้างผลิตสินค้า หากเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกับที่บริษัทได้รับส่งเสริม และมีกรรมวิธีผลิตครบตามขั้นตอนที่ได้รับอนุมัติ ก็สามารถทำได้ โดยไม่ต้องแจ้งอะไรต่อ BOI ส่วนในการใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบและแม่พิมพ์จาก EPZ ก็สามารถใช้สิทธิได้เสมือนกับการนำเข้าจากต่างประเทศ คือ วัตถุดิบ

เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ (EPZ) เมื่อผลิตเสร็จก็ส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ (EPZ) จึงสามารถใช้สิทธิมาตรา 36(1) ในการยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบได้ แม้ว่าลูกค้าใน EPZ จะส่งวัตถุดิบมาให้โดยไม่คิดมูลค่า แต่ก็ต้องสำแดงราคาเพื่อประโยชน์ในการประเมินภาษีอากร

กรณีเกิดส่วนสูญเสียจากการผลิต ขึ้นอยู่กับว่ามีข้อตกลงกับลูกค้าอย่างไร หากไม่ส่งส่วนสูญเสียคืนกลับไปให้ลูกค้าใน EPZ ก็ต้องทำลายหรือชำระภาษีตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยเรื่องส่วนสูญเสียตามมาตรา 36(1) แม่พิมพ์ ใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรขาเข้าตามมาตรา 28 ได้

ต้องสำแดงราคา เพื่อประโยชน์ในการประเมินภาษีอากร ทั้งนี้ในทางบัญชี ถือว่าเป็นทรัพย์สินของลูกค้าที่ส่งมาให้บริษัทใช้ผลิตชิ้นงานให้ลูกค้า เมื่อใช้งานเสร็จแล้ว ก็ยื่นเรื่องขออนุญาตส่งแม่พิมพ์คืนไปต่างประเทศ (EPZ)

แม้ว่าลูกค้าใน EPZ จะส่งวัตถุดิบมาว่าจ้างโรงงานในประเทศให้ผลิตและรับคืนกลับไปใน EPZ โดยไม่คิดราคาวัตถุดิบ แต่ก็ถือเป็นการนำเข้าวัตถุจากต่างประเทศ (EPZ) ซึ่งต้องชำระอากรขาเข้า ดังนั้น หากต้องการยกเว้นอากรขาเข้า ก็ต้องยื่นขอสั่งปล่อยโดยใช้สิทธิ BOI ส่วนสูญเสียที่เกิดขึ้นตามข้อ 1 เป็นภาระรับผิดชอบของโรงงานในประเทศที่ใช้สิทธิสั่งปล่อยวัตถุดิบ หากไม่จัดการตามข้อกำหนดเรื่องส่วนสูญเสียตามมาตรา 36 โรงงานในประเทศก็ต้องรับผิดชอบภาษีนั้น โดยจะไปชาร์จจากผู้ว่าจ้างเป็นค่าจัดการเศษซาก ก็แล้วแต่จะตกลงกันเอง

หากผู้รับจ้างเป็น BOI และนำเข้าแม่พิมพ์โดยใช้สิทธิยกเว้นภาษี ผู้ว่าจ้างจะจ่ายเงินค่าแม่พิมพ์เป็นงวดๆไม่ได้ เพราะเสมือนเป็นการนำแม่พิมพ์ที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิไปขาย และผู้รับจ้างจะมีรายได้เป็นค่าแม่พิมพ์ ซึ่งไม่เป็นไปตามที่ผู้รับจ้างได้รับการส่งเสริม

กรณีนี้สามารถทำได้ 2 วิธี คือ

1. ผู้ว่าจ้างนำค่าแม่พิมพ์มาบวกเข้าไปในค่ารับจ้างผลิตชิ้นส่วน หรือ

2. ผู้ว่าจ้างแก้ไขกรรมวิธีการผลิตเพิ่มขั้นตอนการนำแม่พิมพ์ไปว่าจ้างผลิตชิ้นส่วนให้ (กรณีนี้ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้นำเข้า และแม่พิมพ์เป็นทรัพย์สินของผู้ว่าจ้าง)

ถ้าบริษัทนำเข้าแม่พิมพ์โดยใช้สิทธิ BOI เพื่อรับจ้างผลิตชิ้นส่วนให้ลูกค้า แต่ต่อมาลูกค้าจ่ายเงินค่าแม่พิมพ์ให้กับบริษัททั้งหมด ก็เท่ากับว่าบริษัทนำแม่พิมพ์ที่ใช้สิทธิ์ BOI ไปจำหน่าย กรรมสิทธิ์เปลี่ยนมือจาก "บริษัทผู้ได้รับส่งเสริม" ไปยัง "ลูกค้า" ซึ่งผิดเงื่อนไขในการใช้สิทธิ์ กรณีที่ต้องการดำเนินการเช่นนี้ บริษัทจะต้องยื่นขออนุญาตโอนแม่พิมพ์ให้กับลูกค้า โดยลูกค้า (BOI) ต้องมีระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรเหลืออยู่ด้วย ซึ่งเมื่อโอนเสร็จแล้ว ลูกค้าจึงยื่นขออนุญาตนำแม่พิมพ์มาว่าจ้างให้บริษัทผลิตชิ้นงานอีกทอดหนึ่ง

1. A (BOI) นำเข้าแม่พิมพ์โดยใช้สิทธิยกเว้นภาษี เพื่อผลิตเป็นสินค้า และจำหน่ายสินค้านั้นให้ B (BOI) หรือ C (IPO/BOI) ไม่ผิดเงื่อนไขอะไร สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเครื่องจักรและภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ แต่หากสินค้าไม่ได้ถูกส่งออก A จะใช้สิทธิยกเว้นภาษีวัตถุดิบตามมาตรา 36 ไม่ได้ 2. A สามารถโอนแม่พิมพ์ที่ได้นำเข้าโดยใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษี ให้กับ B หรือ C ได้ โดยมีเงื่อนไขคือ B หรือ C ต้องมีระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรเหลืออยู่ B และ C ต้องได้รับอนุมัติบัญชีแม่พิมพ์รายการนั้น

กิจการ IPO ที่ได้รับส่งเสริมจะมีขั้นตอนตรวจสอบและบรรจุสินค้า ดังนั้น เครื่องจักรในโครงการจึงเป็นเครื่องจักร เครื่องมือ ที่เกี่ยวกับขั้นตอนดังกล่าว แม้บางกรณี กิจการ IPO อาจอนุญาตให้มีขั้นตอนนำวัตถุดิบไปว่าจ้างผลิตได้ แต่ก็ต้องไม่ใช่การผลิตที่เป็นขั้นตอนสำคัญซึ่งทำให้วัตถุดิบนั้นเปลี่ยนแปลงรูปร่างและสาระไป ดังนั้น โอกาสที่กิจการ IPO จะมีขั้นตอนที่ต้องใช้แม่พิมพ์ จึงมีความเป็นไปได้น้อยมาก คำตอบที่ด้านบนเป็นการให้คำตอบบนหลักการเท่านั้น คือ หากจะโอนแม่พิมพ์ให้โครงการใด โครงการที่รับโอนจะต้องมีบัญชีเครื่องจักรรายการนั้นๆ และยังมีระยะเวลานำเข้าเหลืออยู่

การขอแก้ไขกรรมวิธีการผลิตเพื่อทำการว่าจ้างผลิต ปกติต้องเป็นการนำกระบวนการในส่วนที่ไม่เป็นสาระสำคัญของโครงการไปทำการว่าจ้าง แต่ถ้าบริษัท A จะว่าจ้างบริษัท B ให้ทำการผลิตสินค้าเดียวกันครบทุกขั้นตอน เนื่องจากกำลังผลิตของเครื่องจักรของ A มีไม่พอ กรณีนี้ไม่สามารถแก้ไขโครงการได้ เพราะขัดต่อสาระสำคัญ การจะขอเป็นโครงการใหม่ ก็ไม่เข้าข่ายกิจการผลิต หรือจะขอส่งเสริมเป็นกิจการ IPO (ศูนย์จัดหาจัดซื้อชิ้นส่วนระหว่างประเทศ) ก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของกิจการ IPO ให้ครบ ซึ่งกิจการ IPO ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

การรับจ้างผลิตสินค้าชนิดเดียวกับที่ระบุในบัตรส่งเสริม โดยมีขั้นตอนการรับจ้างผลิตตรงตามกรรมวิธีที่ได้รับส่งเสริม ถือว่าเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามโครงการ ไม่ต้องขออนุญาตจาก BOI ยกตัวอย่างเช่น บริษัทได้รับส่งเสริมผลิตมอเตอร์ โดยมีขั้นตอนการปั๊มขึ้นรูปชิ้นงานโลหะ และการพันขดลวด ฯลฯ หากมีบริษัทอื่นมาว่าจ้างให้ผลิตมอเตอร์ โดยเป็นการว่าจ้างครบขั้นตอน ก็สามารถทำได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต และใช้สิทธิทุกอย่างได้ตามปกติ

แต่หากเป็นการรับจ้างผลิตสินค้าคนละชนิด หรือรับจ้างผลิตไม่ครบขั้นตอน เช่น จะรับจ้างพันขดลวด จะต้องยื่นขออนุญาตจาก BOI ก่อน โดยเป็นการขออนุญาตใช้เครื่องจักรเพื่อการอื่น ซึ่งมีเงื่อนไขคือ

1. ต้องเปิดดำเนินการครบตามโครงการแล้ว

2. รายได้จากการรับจ้าง จะไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้

การรับจ้างผลิตครบขั้นตอน จะใช้วัตถุดิบจากผู้ว่าจ้างบางส่วน และใช้วัตถุดิบของบริษัทเองบางส่วนก็ได้ เพียงแต่เมื่อผู้ว่าจ้างนำไปผลิตส่งออก ก็ต้องโอนสิทธิตัดบัญชีมาให้กับผู้รับจ้างอย่างถูกต้องด้วย

การเปิดบิล 2 ใบ เป็นค่าวัตถุดิบ และค่าว่าจ้างผลิต สามารถมองได้ว่า ผู้ว่าจ้างซื้อวัตถุดิบจากเรา แล้วก็นำวัตถุดิบนั้น + วัตถุดิบของผู้ว่าจ้าง มาจ้างให้เราผลิตเป็นสินค้า ซึ่งการนำวัตถุดิบที่นำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีไปจำหน่ายนั้น เป็นการปฏิบัติเงื่อนไขของ BOI จึงควรรวมบิลเป็นค่าผลิตสินค้า โดยรวมค่าวัตถุดิบเข้าไปด้วย จะเหมาะสมกว่า สำหรับการรับจ้างผลิตให้กับผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างนำไปส่งออก สามารถทำได้ คือเป็นการส่งออกทางอ้อม ซึ่งไม่ขัดกับเงื่อนไขของ BOI

เครื่องจักรที่นำเข้าโดยได้รับสิทธิยกเว้น/ลดหย่อนภาษี จะต้องใช้ในโครงการที่ได้รับส่งเสริม หากจะนำไปใช้เพื่อการอื่น จะต้องได้รับอนุญาตก่อน เครื่องจักรที่นำเข้ามาเกิน 5 ปีโดยปฏิบัติตามเงื่อนไขถูกต้อง เมื่อได้รับอนุญาตตัดภาระภาษีแล้ว ก็ยังคงต้องใช้ในโครงการที่ได้รับส่งเสริมต่อไป ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรที่หมดภาระภาษีแล้วหรือไม่ หากจะนำไปรับจ้างผลิตไม่ครบขั้นตอน ก็ต้องได้รับอนุญาตจาก BOI ก่อน

การนำวัตถุดิบที่นำเข้าโดยใช้สิทธิ ม.36 ออกนอกโรงงานเพื่อว่าจ้างผู้อื่นผลิต จะต้องได้รับอนุมัติกรรมวิธีการผลิตให้มีการนำวัตถุดิบไปว่าจ้างผลิต กรณีที่สอบถาม บริษัทไม่ได้แก้ไขกรรมวิธีการผลิตให้ถูกต้อง แต่เป็นการระบุลงไปในขั้นตอนยื่นขอสูตร จึงเป็นการแจ้งข้อมูลที่เป็นเท็จ และเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไข หากถูกตรวจพบ ก็จะมีปัญหากับศุลกากร ควรรีบยื่นขอแก้ไขกรรมวิธีการผลิตโดยด่วน แต่จะได้รับอนุมัติหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่า ส่วนที่จะไปว่าจ้างผู้อื่นผลิตให้นั้น เป็นสาระสำคัญของโครงการหรือไม่ ถ้าใช่ ก็อาจไม่อนุมัติให้ทำการว่าจ้าง

การรับจ้างผลิตสินค้าชนิดเดียวกับที่ได้รับส่งเสริม และครบถ้วนตามกรรมวิธีผลิตที่ไม่ได้รับส่งเสริม ถือเป็นการผลิตตามโครงการ และไม่ต้องขออนุญาตจาก BOI ดังนั้น แม้จะยังไม่มีการนำเข้าวัตถุดิบ แต่หากรับจ้างผลิตตามเงื่อนไขข้างต้น ก็สามารถดำเนินการได้ โดยให้ลูกค้าเป็นผู้จัดส่งวัตถุดิบมาให้ทั้งหมด

- การนำเครื่องจักรที่นำเข้าโดยได้รับสิทธิตามมาตรา 28 หรือ 29 ไปใช้ในการรับจ้างผลิตสินค้าชนิดอื่น หรือรับจ้างผลิตไม่ครบขั้นตอนที่ได้ส่งเสริม จะต้องยื่นขออนุญาตจาก BOI ไม่ว่าโครงการนั้นจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้หรือไม่ก็ตาม

- การรับจ้างผลิต จะรับจ้างจากบริษัท BOI หรือ non-BOI ก็ได้ ไม่มีข้อแตกต่างกัน

กรณีให้ยื่นแก้ไขกรรมวิธีการผลิต จากเดิมเป็น "บางส่วนนำไปว่าจ้างอบชิ้นงาน" เมื่อได้รับอนุมัติ ก็สามารถนำสินค้าไปว่าจ้างอบได้ และรายได้จากการจำหน่ายสินค้าจากการอบ ก็สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เช่นกัน

การรับจ้างผลิตสินค้าที่ได้รับส่งเสริม และครบตามกรรมวิธีที่ได้รับส่งเสริม ถือเป็นการผลิตผลิตภัณฑ์ตามโครงการ โครงการนี้มีชิ้นส่วนหม้อแปลง รวมถึงคอยล์ เป็นผลิตภัณฑ์ตามโครงการด้วย ดังนั้นการรับจ้างพันคอยล์ จึงถือเป็นการผลิตตามโครงการ ซึ่งไม่ต้องขอแก้ไขโครงการเพื่อทำการรับจ้างผลิต

1. การแก้ไขชนิดผลิตภัณฑ์ และการแก้ไขกรรมวิธีการผลิต จะระบุในการอนุมัติว่า ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ .........(วันที่ยื่นคำขอแก้ไขโครงการ)......... ดังนั้น จึงสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่แก้ไข ได้ตั้งแต่วันที่ยื่นแก้ไขโครงการ

2. ส่วนการแก้ไขกรรมวิธีผลิต จะไม่ระบุในการอนุมัติว่า ทั้งนี้ ตั้งแต่เมื่อใด ดังนั้น จึงสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่แก้ไขกรรมวิธีผลิต ย้อนหลังไปถึงวันที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมของโครงการนั้น

โครงการที่ได้รับใบอนุญาตเปิดดำเนินการแล้ว จะแก้ไขโครงการได้เฉพาะกรณีที่ไม่มีการลงทุนเพิ่มเติมเท่านั้น เช่น

- เพิ่มกำลังผลิต โดยการเพิ่มเวลาทำงาน

- เพิ่มชนิดผลิตภัณฑ์ ภายใต้กำลังผลิตเดิม โดยไม่ต้องลงทุนเครื่องจักรเพิ่ม เป็นต้น

ยกเว้นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องไฟฟ้า และชิ้นส่วน ตามประกาศ กกท ที่ 6/2549 จะสามารถนำเครื่องจักรเข้ามาปรับปรุงโครงการ หรือเพิ่มกำลังผลิตได้ แม้จะเปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้วก็ตาม

หากผลิตภัณฑ์ในโครงการที่ 2 เป็นชิ้นส่วนตามกรรมวิธีการผลิตของโครงการที่ 1 ก็สามารถตั้งบัญชีซื้อขายภายในบริษัทได้เลย โดยไม่ต้องขออนุญาตจาก BOI เพราะไม่ได้เป็นการใช้เครื่องจักรร่วมกัน เหตุผลคือ โครงการที่ 1 ไม่มีขั้นตอนการผลิตชิ้นส่วนดังกล่าว จึงต้องจัดซื้อมาใช้ ซึ่งจะซื้อจากโครงการที่ 2 ก็ได้ ส่วนโครงการที่ 2 เมื่อผลิตชิ้นส่วนตามที่ได้รับส่งเสริมแล้ว จะขายให้กับใครก็ได้ และก็สามารถขายให้โครงการที่ 1 ได้เช่นกัน

การซื้อขายนี้ภายในบริษัทเช่นนี้ มีข้อควรระวังคือ การขายภายในบริษัท ต้องขายในราคาต้นทุน

- ดังนั้น โครงการที่ 2 ซึ่งขายให้โครงการที่ 1 จะไม่มีกำไร

- กำไรทั้งหมด จะไปลงบัญชีตอนที่จำหน่ายให้บริษัทอื่น คือจะลงบัญชีเป็นกำไรของโครงการที่ 1 การตัดบัญชี จะต้องแยกตัดเป็นส่วนๆ คือโครงการที่ 1 ตัดบัญชีก่อน แล้วโอนสิทธิตัดบัญชีส่วนที่ซื้อจากโครงการที่ 2 ไปให้โครงการที่ 2 เพื่อนำไปตัดบัญชีต่อไป

ถ้าเป็นสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวกับภาษีอากร จะมีการระบุระยะเวลาไว้ในบัตรส่งเสริม แต่ถ้าไม่ใช่สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากร จะไม่ระบุระยะเวลา คือใช้สิทธิได้ตลอดไป ตราบเท่าที่ได้รับส่งเสริมการกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มแก้ไขโครงการ ให้กรอกแนวๆ นี้ มาตรา 25, 26, 27, 28, 31 ร้อยละ 100 (แปดปี), 34, 35 (1) ร้อยละห้าสิบ 5 ปี .......... และมาตรา 37

ระบุตามที่ได้รับตอนแรกก็ได้ เช่น มาตรา 36 (1) หนึ่งปี
ไม่ต้องรวม
ไม่ต้องรวม NG
การแก้ไขโครงการ ไม่ต้องเตรียมแบบฟอร์มครุฑ

เงื่อนไขเฉพาะโครงการ ข้อ 8.1 กำหนดว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนการถือหุ้นระหว่างผู้มีสัญชาติไทยและคนต่างด้าว และการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นของคนต่างด้าวต่างสัญชาติทุกครั้ง จะต้องรายงานให้ BOI ทราบทุกครั้ง ดังนั้น หากบริษัทเพิ่มทุนจดทะเบียน และมีการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนการถือหุ้น ตามเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 8.1 ก็ต้องรายงานให้ BOI ทราบ แต่หากบริษัทเพิ่มทุนจดทะเบียน แต่ไม่ทำให้อัตราส่วนผู้ถือหุ้นเปลี่ยนแปลง ตามเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 8.1 ก็ไม่ต้องรายงานให้ BOI ทราบ

บัตรส่งเสริมมี 3 ส่วน คือ 1.สิทธิและประโยชน์ 2.เงื่อนไขทั่วไป 3.เงื่อนไขเฉพาะโครงการ เงื่อนไขข้อ 8.1 จะต้องรายงานการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนการถือหุ้นระหว่างผู้มีสัญชาติไทยและคนต่างด้าว และการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นของคนต่างด้าวต่างสัญชาติทุกครั้ง หากเมื่อใดก็ตาม ที่บริษัทมีการเปลี่ยนแปลง ที่เข้าข่ายตามเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 8.1 บริษัทก็มีหน้าที่ต้องรายงานให้ BOI ทราบ การรายงานนี้ ไม่ใช่การแก้ไขโครงการ และไม่ใช่การขออนุญาต เป็นเพียงการส่งหนังสือ เพื่อรายงาน ตามเงื่อนไขทั่วไป ที่กำหนดไว้ในบัตรส่งเสริม -------------------------------------------------------------------------------------------------- ส่วนเงื่อนไขทุนจดทดทะเบียน และเงื่อนไขอัตราส่วนหุ้นไทย เป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน "เงื่อนไขเฉพาะโครงการ" แต่ละบริษัท แต่ละกิจการกำหนดไว้แตกต่างกัน เงื่อนไขเหล่านี้ (ถ้ามี) เป็นเงื่อนไขบังคับ ต้องปฏิบัติให้ได้ เช่น

- จะต้องมีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท โดยจะต้องชำระเต็มมูลค่าหุ้นก่อนเปิดดำเนินการ

- จะต้องมีผู้ถือหุ้นไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของหุ้นทั้งหมด ถ้าปฏิบัติไม่ได้ จะต้องขอแก้ไขโครงการ แต่หากไม่ได้รับอนุญาตให้แก้ไข และปฏิบัติตามเงื่อนไขไม่ได้ จะถูกเพิกถอนบัตรส่งเสริม ---------------------------------------------------------------------------------------------------- เงื่อนไขทั่วไป และเงื่อนไขเฉพาะโครงการ จึงเป็นคนละประเภทกัน จึงต้องแยกกันให้ถูก

บริษัทสามารถยื่นขอแก้ไขโครงการ เพื่อแก้ไขชนิดผลิตภัณฑ์และประเภทกิจการได้ ซึ่งปกติจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ ณ วันยื่นคำขอรับการส่งเสริมโครงการนั้นๆ (ไม่ใช่หลักเกณฑ์ ณ วันที่ยื่นแก้ไขโครงการ) โดยจะนับสิทธิประโยชน์ต่อเนื่องจากที่ได้รับอยู่เดิม เอกสารที่ต้องใช้ คือ แบบคำขออนุญาตแก้ไขโครงการ (F PA PC 01) และยื่นเฉพาะโครงการที่ต้องการแก้ไข แต่เมื่อแก้ไขแล้ว ก็ยังคงมี 2 บัตรส่งเสริมอยู่เช่นเดิม

แม้ว่าโครงการของบริษัทจะได้รับอนุมัติเปิดดำเนินการแล้ว แต่บริษัทยังคงจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้รับส่งเสริม คือ ต้องผลิตผลิตภัณฑ์ตามที่กำหนดในบัตรส่งเสริม และกรรมวิธีการผลิตต้องเป็นไปตามที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมp>

1.หากโมเดลใหม่ มีกรรมวิธีผลิตตรงตามที่ได้รับอนุมัติอยู่เดิมp>

- บริษัทสามารถลงทุนเครื่องจักรไลน์ใหม่ และ modify เครื่องจักรเดิมได้ โดยไม่ต้องแจ้ง BOIp>

- สิทธิประโยชน์จะได้รับเท่าที่เหลืออยู่ของโครงการเดิมp>

- รายได้ที่เกิดขึ้น นับเป็นรายได้ตามโครงการ ซึ่งสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้p>

- ค่าเครื่องจักรที่ลงทุนเพิ่ม และค่า modify เครื่องจักรเดิม ไม่สามารถนำมานับเป็นขนาดการลงทุน เพื่อใช้สิทธิp>

ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

2. หากโมเดลใหม่ มีกรรมวิธีไม่ครบตามที่ได้รับอนุมัติอยู่เดิมp>

- ต้องขอแก้ไขกรรมวิธีการผลิต และได้รับอนุมัติก่อน จึงจะสามารถดำเนินการได้

การรวมบัตร ควรเป็นกรณีที่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการครบตามโครงบัตรแล้ว และสิ้นสุดสิทธิภาษีเงินได้แล้ว ถ้าเป็นไปไปตามนี้ ก็สามารถยื่นหนังสือ 1 ฉบับ แจ้งความประสงค์ขอรวมโครงการตามบัตรส่งเสริมเลขที่ ... เอกสารไม่มีแบบฟอร์มที่กำหนด สามารถร่างขึ้นมาได้เอง หากทำตารางเปรียบเทียบเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ของแต่ละบัตรที่ต้องการรวมบัตรไปด้วย ก็น่าจะเข้าใจง่ายขึ้น

เมื่อรวมบัตรแล้ว

1.เครื่องจักร ต้องยื่นขออนุมัติบัญชี Master List ใหม่ เฉพาะรายการที่นำเข้ายังไม่ครบ

2.วัตถุดิบ ต้องยื่นขออนุมัติบัญชี Max Stock ใหม่ จากนั้นโอนยอดวัตถุดิบคงเหลือจากบัตรเดิม และต้องยื่นขออนุมัติสูตรใหม่ทั้งหมด

การรวมบัตรส่งเสริม คือกรณีที่บริษัทหนึ่ง ได้รับการส่งเสริมหลายโครงการ (หลายบัตรส่งเสริม) และต่อมาต้องการรวมโครงการเข้าด้วยกัน จึงขอรวมบัตรส่งเสริม โดย BOI จะอนุญาตให้รวมบัตรส่งเสริม โดยจะตัดสิทธิประโยชน์ให้เหลือเท่ากับบัตรที่สั้นที่สุด กรณีการรวมบัตรส่งเสริมนี้ บัตรส่งเสริมเดิมจะถูกยกเลิกเมื่อมีการออกบัตรใหม่ ดังนั้น บริษัทจึงควรจัดการเรื่องที่ค้างอยู่ในบัตรเก่าให้เสร็จสิ้นก่อนจะขอรวมบัตรส่งเสริม

โรงงานที่ได้รับส่งเสริมเพื่อผลิตสินค้า ปกติจะไม่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายชิ้นส่วนที่ซื้อมาจากผู้อื่น เนื่องจากชิ้นส่วนนั้นไม่ได้เกิดขึ้นตามกระบวนการผลิตที่ได้รับส่งเสริม ชิ้นส่วนที่ซื้อมา แล้วนำมา pack รวมกับสินค้า เช่น บริษัทผลิตโทรศัพท์มือถือ และซื้อแบตเตอรี่ มา pack ในกล่อง สามารถทำได้ เนื่องจากไม่ใช่การจำหน่ายชิ้นส่วนที่ซื้อมาจากผู้อื่น แต่เป็นการจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม กรณีที่จำเป็นต้องจำหน่ายชิ้นส่วนที่ซื้อมาจากผู้อื่น เช่น จำหน่ายเป็น Service part ให้กับลูกค้า จะต้องขอผ่อนผันเป็นกรณีๆ โดยอาจมีการกำหนดระยะเวลาหรือปริมาณไว้ด้วยก็ได้ แต่รายได้จากการจำหน่ายชิ้นส่วนที่ซื้อมาจากผู้อื่น จะไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

1. กิจการผลิตผลิตภัณฑ์หรือชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม ปัจจุบันให้ส่งเสริมประเภท 6.6 โดยจะมีต้องขั้นตอนการขึ้นรูปพลาสติกเอง

http://www.boi.go.th/upload/Sector_6_38267.pdf

2. กรณีที่สอบถาม เป็นการซื้อชิ้นส่วนพลาสติกมาพ่นสีและประกอบ จึงไม่เข้าข่ายที่จะขอรับส่งเสริมในประเภท 6.6 (หรือ 6.12 เก่า)

3. กรณีเป็นการประกอบชิ้นส่วนพลาสติกกับชิ้นส่วนอื่นๆ เพื่อผลิตชิ้นส่วนเครื่องไฟฟ้าหรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาจขอรับส่งเสริมในประเภท 5.2.5 การผลิตชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ หรือประเภท 5.4.19 การผลิตชิ้นส่วนสำหรับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ

http://www.boi.go.th/upload/Sector_5_93941.pdf

เหตุผลขัดแย้งกัน คือ บริษัทอ้างว่า กำลังผลิตในขั้นตอนพ่นสีไม่เพียงพอ จึงจะซื้อชิ้นส่วนที่พ่นสีแล้วมาใช้ หากกำลังผลิตขั้นตอนพ่นสีไม่เพียงพอ ก็สามารถว่าจ้างพ่นสี ตามขั้นตอนที่ได้รับอนุมัติ

การจะซื้อชิ้นส่วนที่พ่นสีแล้วมาใช้ เท่ากับว่าไม่ได้ฉีดชิ้นงานนั้นขึ้นเอง จึงผิดเงื่อนไขสำคัญ คงไม่น่าจะแก้ไขตามที่สอบถามมาได้

โดยปกติการนำขั้นตอนกรรมวิธีหลักไปว่าจ้างผู้อื่นผลิตจะทำไม่ได้ เพราะอาจทำให้โครงการขาดสาระสำคัญ และอาจทำให้มูลค่าเพิ่มของโครงการไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การอนุมัติให้การส่งเสริม รวมถึงในบางกิจการ เช่น กิจการผลิตผลิตภัณฑ์/ชิ้นส่วนพลาสติก มีแนวทางพิจารณาว่าจะต้องเป็นการฉีดพลาสติกขึ้นเองในโรงงานเท่านั้น เป็นต้น

กรณีที่มีความจำเป็นต้องนำขั้นตอนหลักไปว่าจ้างผลิต เช่น เครื่องจักรเสีย หรือเป็นการว่าจ้างชั่วคราว หรือจำกัดจำนวน อาจยื่นขอผ่อนผันกรรมวิธีการผลิตเป็นการชั่วคราวได้ เช่น ขอทำการว่าจ้างในขั้นตอน ... เป็นเวลา .... เดือน (หรือจำนวน .... ชิ้น) เป็นต้น

แต่จะได้รับอนุมัติหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเหตุผลความจำเป็นของบริษัท และแนวทางการพิจารณาของ BOI

ช่วยให้ข้อมูลด้วยว่า บริษัทได้รับส่งเสริมในกิจการอะไร ผลิตสินค้าอะไร กรรมวิธีผลิตที่ได้รับอนุมัติระบุไว้อย่างไรและจะนำขั้นตอนใดไปทำการว่าจ้าง โดยจะว่าจ้างเป็นบางส่วนหรือทั้งหมด และเป็นการว่าจ้างชั่วคราวหรือตลอดไป จะตอบคำถามให้เข้าใจได้ง่ายกว่าการอธิบายหลักเกณฑ์การพิจารณา

กรณีที่สอบถาม หากในขั้นยื่นขอรับส่งเสริมบริษัทเสนอว่าจะมีกรรมวิธีการผลิตเฉพาะขั้นตอนที่ 1-3 และ 5-6 โดยขั้นตอนที่ 4 จะว่าจ้างผู้อื่นผลิต ก็เข้าใจว่าน่าจะให้การส่งเสริมได้ตั้งแต่ต้น เนื่องจากมีกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัย และน่าจะมีมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่า 20%

ดังนั้น แม้ว่าจะขอแก้ไขกรรมวิธีขั้นที่ 5 เป็นการว่าจ้างบางรุ่นก็ไม่น่าจะทำให้สาระสำคัญของโครงการลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะให้การส่งเสริม จึงน่าจะอยู่ในข่ายที่อนุมัติได้

กรณีที่สอบถาม หากทำการรับจ้างไม่ครบตามกรรมวิธีที่ได้รับอนุมัติ โดยจะถือว่าส่วนนี้เป็นการทำแบบ Non-BOI นั้นน่าจะเป็นเรื่องที่ยากในการควบคุม เช่น

  • เป็นบริษัทต่างชาติหรือไม่ (การรับจ้างจะต้องยื่นขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แต่จะครอบคลุมเฉพาะการรับจ้างตามโครงการที่ได้รับส่งเสริมเท่านั้น หากไม่เป็นส่วนที่ได้รับส่งเสริมจะต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว)
  • ประกอบกิจการบนที่ดินที่ถือกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 27 หรือไม่ (ตามเงื่อนไขต้องใช้ที่ดินตามมาตรา 27 เพื่อประกอบกิจการที่ได้รับส่งเสริมเท่านั้น)

คำแนะนำคือ ควรยื่นขอแก้ไขกรรมวิธีการผลิต เพื่อให้ครอบคลุมขั้นตอนการรับจ้างผลิตที่บริษัทต้องการ

บัตรที่ 1 ขั้นตอนหลักที่จะนำมาคำนวณกำลังผลิตของโครงการคือ ขั้นตอน Machining

บัตรที่ 2 ขั้นตอนหลักที่จะนำมาคำนวณกำลังผลิตของโครงการคือ ขั้นตอนการเจียรผิว

บัตรที่ 3 ขั้นตอนหลักที่จะนำมาคำนวณกำลังผลิตของโครงการคือ ขั้นตอนการเจียร

เครื่องจักรแต่ละเครื่องจะต้องใช้เฉพาะในโครงการนั้นๆ เท่านั้น เว้นแต่จะเป็นเครื่องจักรที่ไม่มีผลต่อกำลังผลิต เช่น เครื่องตรวจสอบ เครื่องบรรจุ ฯลฯ สามารถขอใช้เครื่องจักรร่วมกับโครงการอื่นได้ การคำนวณกำลังผลิตของแต่ละบัตรส่งเสริม จะต้องคำนวณจากเครื่องจักรที่นำเข้าโดยใช้สิทธิของโครงการนั้นๆ และบันทึกเป็นทะเบียนสินทรัพย์ของโครงการนั้นๆ เท่านั้น

กรณีที่บัตรส่งเสริมมีผลิตภัณฑ์หลายโมเดล สามารถเลือกโมเดลหลัก (เช่น โมเดลที่มีการผลิตจำหน่ายมากที่สุด) มาใช้เป็นผลิตภัณฑ์ที่จะคำนวณกำลังผลิตของโครงการได้ โดยจะเลือกเพียง 1 โมเดลหรือมากกว่าก็ได้

กรณีที่ได้รับใบอนุญาตเปิดดำเนินการครบตามโครงการแล้ว แต่ต่อมายอดการผลิตลดลง เนื่องจากคำสั่งซื้อลดลง หรือกำลังผลิตลดลงจากประสิทธิภาพเครื่องจักรด้อยลง ไม่ต้องขอลดขนาดกิจการ

กรณีที่ต้องขอลดขนาดกิจการมีกรณีเดียว คือการขอจำหน่ายเครื่องจักรหลักที่ทำให้กำลังผลิตลดลงเกินกว่า 20% ของกำลังผลิตตามบัตรส่งเสริม โดยไม่มีการซื้อเครื่องจักรใหม่มาทดแทน

กิจการประเภท 5.5 (เดิม) หรือ 5.4 (ใหม่) การผลิตชิ้นส่วนและ/หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือชิ้นส่วนและ/หรืออุปกรณ์ที่ใช้กับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ พิจารณาได้ 2 แนวทาง คือ

1) เป็นชิ้นส่วน/อุปกรณ์ที่มีลักษณะการทำงานในเชิงอิเล็กทรอนิกส์ หรือ

2) เป็นชิ้นส่วนที่ใช้กับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์

กรณีที่สอบถาม เซ็นเซอร์ที่บริษัทผลิต มีลักษณะการทำงานในเชิงอิเล็กทรอนิกส์

ดังนั้นแม้จะผลิตเซ็นเซอร์เพื่อใช้ในเครื่องปรับอากาศ (ซึ่งจัดเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า) แต่ก็สามารถให้การส่งเสริมได้ในประเภทของกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเมื่อประสงค์จะผลิตจำหน่ายเพื่อใช้กับแอร์ในรถยนต์ แต่หากตัวเซ็นเซอร์ยังคงมีลักษณะการทำงานเชิงอิเล็กทรอนิกส์ ก็ยังคงสามารถให้การส่งเสริมในประเภทของกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

แต่ทั้งนี้จะต้องมีการแก้ไขชื่อผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมในส่วนของแอร์รถยนต์ด้วย แนะนำให้นำรายละเอียดไปปรึกษากับเจ้าหน้าที่ BOI ที่รับผิดชอบโครงการของบริษัท

การเปลี่ยนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต มีทั้งกรณีที่ต้องแก้ไขโครงการ และไม่ต้องแก้ไชโครงการ

และหากจำเป็นต้องซื้อเครื่องจักรเพิ่มเติมเพื่อใช้กับวัตถุดิบชนิดใหม่นี้ ก็มีทั้งกรณีที่ต้องแก้ไขโครงการก่อนจึงจะยื่นขอแก้ไขบัญชีรายการเครื่องจักรได้ กับกรณีที่สามารถยื่นแก้ไขบัญชีเครื่องจักรได้โดยไม่ต้องยื่นแก้ไขโครงการ

กรณีจำเป็นต้องแก้ไขโครงการ ตามข้อมูลของบริษัท โครงการนี้สิ้นสุดระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรแล้ว (ขยาย 3 ครั้งแล้ว) แต่ยังไม่ครบกำหนดเปิดดำเนินการ ดังนั้น หากจะยื่นขอแก้ไขโครงการ ก็สามารถทำได้ แต่จะต้องนำเครื่องจักรเข้ามาก่อนวันครบกำหนดเปิดดำเนินการ และจะไม่ได้รับขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร

กรณีมีการซื้อเครื่องจักรภายหลังจากระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรสิ้นสุดแล้ว แต่ยังไม่ครบกำหนดเปิดดำเนินการ

หากเครื่องจักรดังกล่าวใช้ในการผลิตสินค้าตามกรรมวิธีที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริม จะนับรวมเป็นขนาดการลงทุนของโครงการ เพื่อคำนวณวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย ไม่ว่าเครื่องจักรนั้นจะนำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 28 หรือไม่ก็ตาม

เครื่อง Plating ที่ฉะเชิงเทรา บันทึกทะเบียนสินทรัพย์เป็นของโครงการที่นวนครหรือไม่

1. หากใช่ เป็นการมีสถานประกอบการ 2 แห่ง จะต้องแก้ไขสถานที่ตั้งโรงงาน และแก้ไขกรรมวิธีการผลิตขั้นตอน Plating เป็นการดำเนินการเอง

2. หากไม่ใช่ เป็นการว่าจ้างโครงการอื่นในนิติบุคคลเดียวกันให้ทำการ Plating ซึ่งไม่ต้องแก้ไขกรรมวิธีการผลิต เนื่องจากเป็นการว่าจ้าง Plating อยู่แล้ว แต่ต้องแยกบัญชีรายรับรายจ่ายในส่วนการ Plating ให้ถูกต้อง และโครงการที่ลงทุนเครื่อง Plating จะต้องได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเพื่อการอื่น (รับจ้าง Plating) ด้วย

การยื่นแบบฟอร์มคำขอแก้ไขโครงการสามารถยื่นเอกสารได้ที่สำนักงาน BOI
บัตรส่งเสริมปี 56 ประเภทกิจการ 5.1 และ 5.3 ได้เปิดดำเนินการแล้ว สามารถแก้ไขกำลังการผลิตหลังเปิดดำเนินการ และขอเพิ่มปริมาณสต๊อกของวัตถุดิบได้หรือไม่
เหตุผลที่ผลิตมากกว่าที่ระบุตอนเปิดดำเนินการ เนื่องจากการดำเนินการช้ากว่าที่คาดการณ์ทำให้มีการนำเข้าเครื่องจักรและขยายไลน์การผลิตช้ากว่ากำหนด รวมถึงมีความต้องการใช้สินค้าจากลูกค้ามากกว่าที่คาดการณ์ในตอนแรกจึงมีการนำเข้าเครื่องจักรเพิ่มขึ้นและขยายไลน์การผลิตมากขึ้นด้วย
ตอบ:
1. กิจการ 5.1 และ 5.3 ตามบัญชีประเภทกิจการเดิม คือ การผลิตเครื่องไฟฟ้า และชิ้นส่วน ซึ่งหากได้รับบัตรส่งเสริมในปี 2556 จะได้รับสิทธิตามหลักเกณฑ์ของ ประกาศ กกท ที่ 4/2549 คือได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรตลอดระยะเวลาที่ได้รับส่งเสริม
2. ตาม ประกาศ กกท ที่ 6/2549 ระบุว่า ให้โครงการผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วน สามารถนำเครื่องจักรเข้ามาเพื่อปรับปรุงและทดแทนเครื่องจักรเดิม หรือเพื่อเพิ่มกำลังผลิตในโครงการเดิมไม่ว่าเปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้วหรือไม่ก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ได้รับส่งเสริมโดยได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร
3. นโยบายฉบับปัจจุบัน คือ ประกาศ กกท ที่ 2/2557 ข้อ 10.3 ระบุว่า ให้โครงการที่ได้รับส่งเสริมสามารถนำเข้าเครื่องจักรตลอดระยะเวลาที่ได้รับส่งเสริม กรณีที่เป็นเครื่องจักรที่ใช้ในโครงการผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน เพื่อปรับปรุงและทดแทนเครื่องจักรเดิม หรือเพื่อเพิ่มกำลังผลิตในโครงการเดิมไม่ว่าจะได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้วหรือไม่ก็ตาม โดยมีผลกับคำขอรับการส่งเสริมที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป

โครงการที่ได้รับส่งเสริมในปี 2556 เพื่อผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรตลอดระยะเวลาที่ได้รับการส่งเสริม หากประสงค์จะนำเข้าเครื่องจักรมาเพื่อเพิ่มกำลังผลิตของโครงการเดิมภายหลังจากเปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้ว และจะขอเพิ่ม Max Stock ของวัตถุดิบได้หรือไม่นั้น
 
หากอ้างอิงจากประกาศที่เกี่ยวข้องบริษัทสามารถยื่นขอนำเครื่องจักรเข้ามาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มกำลังผลิตได้ ตามประกาศ กกท ที่ 6/2549 แต่สำนักงานอาจจะอนุมัติให้แก้ไขเฉพาะบัญชีรายการเครื่องจักร เพื่อให้บริษัทนำเครื่องจักรเข้ามาเพิ่มเติมโดยยกเว้นภาษีอากรได้ แต่อาจไม่อนุมัติให้แก้ไขกำลังผลิตในบัตรส่งเสริม เนื่องจากโครงการที่เปิดดำเนินการเต็มโครงการไปแล้ว จะไม่มีการตรวจสอบเปิดดำเนินการเป็นรอบที่ 2 อีก ดังนั้น หากสำนักงานให้แก้ไขกำลังผลิตในบัตรส่งเสริม แต่บริษัทไม่ได้นำเครื่องจักรเข้ามาเพิ่มเติมจริง จะเท่ากับเป็นการขยายกรอบการยกเว้นยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และกรอบการอนุมัติปริมาณ Max Stock ของวัตถุดิบให้กับโครงการเดิม โดยอาจไม่มีการนำเครื่องจักรเข้ามาเพิ่มจริง
ประกาศ กกท ที่ 4/2549 และ 6/2549 ไม่ได้ถูกยกเลิกโดยประกาศ กกท ที่ 2/2557 บริษัทที่ได้รับส่งเสริมในกิจการผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วน จึงยังสามารถขอนำเครื่องจักรเข้ามาปรับปรุงหรือทดแทนเครื่องจักรเดิม หรือเพื่อเพิ่มกำลังผลิตได้ โดยได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร แม้จะเปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้วก็ตาม

แต่ทั้งนี้ ประกาศ กกท ที่ 4/2549 และ 6/2549 ไม่ได้ระบุว่า กำลังผลิตที่เพิ่มขึ้น จะให้ได้รับสิทธิประโยชน์หรือไม่/อย่างไร ดังนั้นจึงเป็นไปได้ ที่สำนักงานอาจไม่ให้ได้รับสิทธิการยกเว้นภาษีเงินได้ และ/หรือ การเพิ่ม Max Stock สำหรับกำลังผลิตในส่วนที่เพิ่มขึ้น
ให้ยื่นแก้ไขโครงการตามแบบคำขออนุญาตแก้ไขโครงการ (F PA PC 01) 

กรณีที่จะต้องมีการลงทุนเครื่องจักรเพิ่มเติม โดยเครื่องจักรดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตที่ได้รับอนุมัติอยู่เดิม อาจยื่นขอแก้ไขโครงการ เพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ที่ได้รับอนุมัติแล้วได้ ตามแนวทางข้อ 1.5 ใน คำชี้แจง สกท ลงวันที่ 28 กันยายน 2561

แต่หากเครื่องจักรที่จะลงทุนเพิ่ม ไม่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงประสิทธิภาพ ตามที่ได้รับอนุมัติอยู่เดิม เช่น เป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังผลิต เพิ่มชนิดผลิตภัณฑ์ หรือเพิ่มขั้นตอนการผลิต ไม่น่าจะอยู่ในข่ายที่จะขอแก้ไขโครงการได้

เครื่องจักรที่จะอนุมัติให้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้า จะต้องเป็นไปตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม คือ มีกำลังการผลิตตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม การไม่อนุมัติให้เพิ่มรายการเครื่องจักร เพื่อเพิ่มกำลังผลิตเกินกว่าบัตรส่งเสริม เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง

ประกาศ กกท ที่ 6/2549 ไม่ได้ถูกยกเลิกโดยประกาศ กกท ที่ 2/2557 บริษัทที่ได้รับส่งเสริมในกิจการผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วน จึงยังสามารถขอนำเครื่องจักรเข้ามาปรับปรุงหรือทดแทนเครื่องจักรเดิมหรือเพื่อเพิ่มกำลังผลิตได้ โดยได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรแม้จะเปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้วก็ตาม กรณีเพิ่มกำลังการผลิตจะต้องยื่นขอแก้ไขโครงการเพื่อเพิ่มกำลังผลิตให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วจึงขอแก้ไขบัญชีรายการเครื่องจักร เพื่อเพิ่มรายการ/ปริมาณเครื่องจักรต่อไป

การขอแก้ไขโครงการโดยมีการลงทุนเพิ่ม มีประกาศ สกท ที่ ป.3/2547 กำหนดเงื่อนไขไว้ว่า จะต้องยังไม่เปิดดำเนินการเต็มโครงการ แต่ประกาศ กกท ที่ 6/2549 เป็นประกาศที่ออกมาภายหลัง ซึ่งสามารถอ้างหลักเกณฑ์ตามประกาศ กกท ที่ 6/2549 ได้

เบื้องต้น แนะนำให้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่วิเคราะห์โครงการกองส่งเสริมการลงทุน 2 ที่รับผิดชอบกิจการเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อปรึกษาเรื่องการขอแก้ไขกำลังผลิตของโครงการที่เปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้ว เพื่อนำเข้าเครื่องจักรเข้ามาเพิ่มเติมต่อไป

ขอตอบคำถามดังนี้
1. หลักเกณฑ์ 30% ใช้กับกรณีแก้ไขผลิตภัณฑ์/กำลังผลิต โดยมีการลงทุนเครื่องจักรเพิ่ม กรณีที่สอบถาม เป็นการขอเพิ่มกำลังผลิตโดยเพิ่มเวลาทำงาน จึงไม่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ ดังนั้นกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากเวลาทำงานที่เพิ่มขึ้นสามารถแก้ไขโครงการได้ตลอดระยะเวลาที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ฯ หรือตลอดระยะเวลาที่ถือบัตรส่งเสริม โดยยื่นคำขอแก้ไขโครงการ
2. นอกจากนี้ บริษัทได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการแล้ว จึงไม่เข้าข่ายจะขอแก้ไขโครงการโดยการลงทุนเครื่องจักรเพิ่มได้เช่นกัน
3. บริษัทได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการโดยมีกำลังผลิต A 18,547 ชิ้น (24 ชม. 360 วัน) B 290,304 ชิ้น (24 ชม. 360 วัน)
ดังนั้น หากจะขอเพิ่มกำลังผลิตโดยการเพิ่มเวลาทำงาน สามารถขอเพิ่มได้เป็น A 18,804 ชิ้น (24 ชม. 365 วัน) B 294,336 ชิ้น (24 ชม. 365 วัน) แต่อาจไม่จำเป็นต้องทำ เนื่องจาก
1) ไม่ได้ทำให้ Max Stock เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
2) หากต้องการเพิ่มกำลังผลิต เพื่อใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผลิตภัณฑ์ส่วนที่เพิ่มขึ้น (ถ้ายังไม่สิ้นสุดสิทธิ) จะต้องเป็นยอดขายจากกำลังผลิตที่เกิดขึ้นจริง จากการทำงาน 24 ชม. 365 วัน

ถาม Q1.1:

ตามคำตอบข้างต้นตามข้อ 2) หากต้องการเพิ่มกำลังผลิต เพื่อใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผลิตภัณฑ์ส่วนที่เพิ่มขึ้น (ถ้ายังไม่สิ้นสุดสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล) จะต้องเป็นยอดขายจากกำลังผลิตที่เกิดขึ้นจริง จากการทำงาน 24 ชม. 365 วัน
จากข้อความข้างต้นนี้ หมายถึง หากวันทำงานจริงไม่ถึง 365 วัน ก็จะไม่ได้สิทธิเต็มจำนวน ใช่หรือไม่ ทางสรรพากรหรือ BOI เช็คตรงนี้ด้วยหรือไม่ว่า จำนวนวันทำงานจริงในแต่ละปี ตรงกับที่ระบุในบัตรแก้ไขหรือไม่ (แต่ละปีก็อาจจะไม่เท่ากัน)


ตอบ A1.1:

การตรวจสอบวัน/เวลาในการผลิต เพื่อคำนวณจำนวนการผลิต/รายได้/กำไรในแต่ละปีเพื่อขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น จะเป็นการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีระบุไว้ในรายงานผู้สอบบัญชี แนบเป็นเอกสารประกอบการพิจารณาขออนุมัติใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

1. กิจการอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรตลอดระยะที่ได้รับส่งเสริม จึงอาจเป็นไปได้ว่า อาจมีการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อปรับปรุงทดแทนเครื่องจักรเดิม ภายหลังจากได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการแล้ว และทำให้กำลังผลิตที่ผลิตได้จริง มีมากกว่าที่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการ

2. โดยปกติ BOI จะตรวจสอบเปิดดำเนินการ โครงการละ 1 ครั้งเท่านั้น ซึ่งการแก้ไขโครงการโดยมีการลงทุนเพิ่ม (เช่น เพื่อเพิ่มชนิดผลิตภัณฑ์ หรือเพิ่มกำลังผลิต) จะมีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นกรณีที่ยังไม่ได้เปิดดำเนินการ เพื่อป้องกันไม่ให้โครงการที่เปิดดำเนินการแล้วมีการลงทุนเพิ่ม

3. การให้สิทธิเครื่องจักรตลอดไป เป็นเพียงการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรให้ตลอดระยะเวลาที่ได้รับส่งเสริม แต่ไม่มีข้อความใดระบุว่า จะให้กำลังผลิตที่อาจเพิ่มขึ้นได้รับสิทธิทางภาษีเงินได้ด้วย นอกจากนี้ บริษัทไม่ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขโครงการเพื่อเพิ่มกำลังผลิต


ตามกรณีที่สอบถาม บริษัทนำเครื่องจักรเข้ามาเพิ่มเติมหลังจากเปิดดำเนินการแล้ว ตามสิทธิมาตรา 28 ที่ได้รับ จึงทำให้มีกำลังผลิตเกิน ซึ่งไม่อยู่ในข่ายจะขอยื่นแก้ไขโครงการเนื่องจากเปิดดำเนินการไปแล้ว กรณีนี้ BOI จะยังคงยึดถือกำลังผลิตตามผลการตรวจสอบเปิดดำเนินการในครั้งแรกตามที่ระบุในบัตรส่งเสริม

ตอบคำถามดังนี้
1. ในบัตรส่งเสริมการลงทุน กำหนดเงื่อนไขทั่วไปไว้ว่า ต้องรายงานการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนการถือหุ้นระหว่างผู้มีสัญชาติไทยและคนต่างด้าว และการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นของคนต่างด้าวต่างสัญชาติ ทุกครั้ง ดังนั้น หากบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น แต่ไม่ขัดกับเงื่อนไขสัดส่วนการถือหุ้นไทยที่กำหนดในเงื่อนไขเฉพาะโครงการในบัตรส่งเสริม จะต้องรายงานการเปลี่ยนแปลงต่อ BOI ในกรณีดังนี้
1.1 การเปลี่ยนแปลงจากผู้ถือหุ้นไทย เป็นผู้ถือหุ้นไทยรายอื่น
-> ไม่ต้องรายงานต่อ BOI
1.2 การเปลี่ยนแปลงจากผู้ถือหุ้นไทย เป็นผู้ถือหุ้นต่างชาติ (โดยไม่ขัดกับเงื่อนไขสัดส่วนการถือหุ้นไทย)
-> ต้องรายงานต่อ BOI
1.3 การเปลี่ยนแปลงจากผู้ถือหุ้นต่างชาติ เป็นผู้ถือหุ้นไทย
-> ต้องรายงานต่อ BOI
1.4 การเปลี่ยนแปลงจากผู้ถือหุ้นต่างชาติ เป็นผู้ถือหุ้นต่างชาติรายอื่นที่เป็นสัญชาติเดียวกัน
-> ไม่ต้องรายงานต่อ BOI
1.5 การเปลี่ยนแปลงจากผู้ถือหุ้นต่างชาติ เป็นผู้ถือหุ้นต่างชาติรายอื่นแต่ต่างสัญชาติกัน
-> ต้องรายงานต่อ BOI
2. กรณีที่ต้องรายงาน ให้ใช้เอกสารหัวจดหมายบริษัท (ไม่มีแบบฟอร์ม) เพื่อยื่นรายงานต่อ BOI และแนบเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น
บอจ.5 ฉบับล่าสุด ที่ได้มีการแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้น และยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว เป็นต้น ทั้งนี้ ไม่มีเงื่อนไขกำหนดว่าต้องยื่นรายงานภายในกี่วัน
3. BOI ไม่มีวัตถุประสงค์ในการตรวจสอบหรือจัดเก็บรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัท แต่ใช้เพื่อการจัดเก็บข้อมูลของการลงทุนไทย และการลงทุนต่างชาติ (แยกตามสัญชาติ) ในเชิงสถิติเท่านั้น จึงกำหนดให้รายงานเฉพาะกรณีตามข้อ 2.2, 2.3 และ 2.5

ขออภัยครับ ไม่มีข้อมูลส่วนนี้ ในภาษาที่ท่านเลือก !

Sorry, There is no information support your selected language !

Download และ ติดตั้งโปรแกรมอ่าน PDF

Download PDF Reader

Site map