บริษัทได้รับส่งเสริมจาก BOI โดยให้ใช้เครื่องจักรใหม่ แต่นำเข้ามาเป็นเครื่องจักรเก่า โดยสำแดงใบขนว่าเป็นเครื่องจักรใหม่ กรมศุลกากร
เป็นความผิดสำแดงเท็จ มีบทลงโทษอย่างไร จะต้องแก้ไขอย่างไร ไม่ทราบ ขอให้ติดต่อกับกรมศุลกากรโดยตรง BOI จะใช้เครื่องจักรเก่านั้นในโครงการ BOI ไม่ได้ และจะไม่ได้รับสิทธิทางภาษีในส่วนของเครื่องจักร ตลอดจนสินค้าที่ผลิตจากเครื่องจักรนั้น ต้องยื่นแก้ไขโครงการ เพื่อขออนุญาตใช้เครื่องจักรเก่า และต้องทำใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่าหากมีการยกเลิกการสั่งปล่อยเครื่องจักร ระบบ eMT-online จะตรวจสอบข้อมูลกับกรมศุลกากรว่ามีการใช้สิทธินำเข้าเครื่องจักรนั้นโดยยกเว้นภาษีอากรไปแล้วหรือไม่
หากใช้สิทธิไปแล้ว จะยกเลิกสั่งปล่อยไม่ได้ หากไม่ต้องการใช้สิทธิอีกต่อไป จะต้องยื่นขอจำหน่ายเครื่องจักร โดยจะมีภาระภาษีอากรเกิดขึ้น
หากยังไม่ได้ใช้สิทธิ สามารถยกเลิกสั่งปล่อยได้ โดยระบบจะคืนค่าที่สั่งปล่อยไปแล้วเป็น 0
1. เครื่องจักรที่ชำระภาษีอากรเข้ามาเอง สามารถใช้ในโครงการที่ได้รับส่งเสริมได้ แต่ต้องไม่ขัดกับเงื่อนไขของโครงการ เช่น ต้องเป็นเครื่องจักรใหม่ (หรือหากโครงการได้รับอนุมัติให้ใช้เครื่องจักรเก่า ก็ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ และมีใบรับรองประสิทธิภาพ และอายุไม่เกินที่กำหนด) ส่วนเครื่องจักรนั้นจะได้รับอนุมัติในบัญชีหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น
2. การตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษีสำหรับเครื่องจักรที่เกิน 5 ปี ให้ตัดเฉพาะเครื่องจักรที่นำเข้าโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษี ส่วนเครื่องจักรที่ชำระภาษีเข้ามาเอง ไม่ต้องยื่นตัดบัญชี 5 ปี เพราะไม่มีภาระภาษีที่ต้องยื่นขอตัดอีก
ถ้าชื่อที่ BOI แจ้งสั่งปล่อยไปยังกรมศุลฯ ไม่ตรงกับชื่อในอินวอยซ์และใบขน ก็จะนำไปใช้สร้างใบขนไม่ได้ กรณีที่สอบถาม แม้จะเห็นว่าเป็นของชนิดเดียวกันก็ตาม แต่เนื่องจากชื่อในอินวอยซ์ไม่ตรงกับชื่อที่อนุมัติในบัญชี (คือ มีขีด กับไม่มีขีด) จึงจะติดปัญหา ต้องขอเพิ่มชื่อรองให้ตรงตามอินวอยซ์ก่อน จึงจะสั่งปล่อยได้ การเพิ่มชื่อรองของเครื่องจักร หรือเพิ่มชื่ออะไหล่ หรือชื่อแม่พิมพ์ ใช้เวลาพิจารณาอนุมัติเพียง 1 วัน
ถ้ายังไม่ได้เดินพิธีการ ให้ทำใบขนใหม่ ให้ตรงกับอินวอยซ์ คือไม่นำรายการที่ 3 และ 4 ไปยุบรวมกัน เพื่อที่จะแยกคีย์ข้อมูลในช่องลำดับอินวอยซ์ได้ตรง คือเป็นรายการที่ 3 และ 4 แต่ถ้าเป็นการสั่งปล่อยคืนอากร คงไม่สามารถแก้ไขข้อมูลใบขนได้ จึงคงต้องคีย์ช่องลำดับอินวอยซ์เป็นรายการที่ 3 แต่จำนวนที่ขอคืนอากรคือจำนวนตามหน้าใบขน (รายการที่ 3 และ 4 ในอินวอยซ์รวมกัน)
การสั่งปล่อยคืนอากรเครื่องจักร ไม่ต้องแนบเอกสาร เพียงแค่คีย์ข้อมูลเลขที่/วันที่อินวอยซ์ ใบขน ด่านที่นำเข้า รายการ/จำนวนที่ขอสั่งปล่อย มูลค่า ฯลฯ เท่านั้น
แต่ปัจจุบัน การสั่งปล่อยคืนอากรเครื่องจักรของระบบ eMT ยังไม่ใช่ paperless จึงต้องไปรับหนังสืออนุมัติที่ IC เพื่อนำไปเดินพิธีการ นอกจากนี้ รายการเครื่องจักรที่จะขอสั่งปล่อยคืนอากร ต้องตรงกับรายการในบัญชีที่ได้รับอนุมัติ หากไม่ตรง ต้องยื่นขอเพิ่มชื่อรองให้ตรงกันก่อนทั้ง 2 กรณี (และทุกๆ กรณี) ไม่สามารถขอคืน VAT จากการสั่งปล่อยได้โดยตรง ต้องใช้วิธีเครดิตภาษีซื้อภาษีขายคืนตามแบบ ภพ 30 เท่านั้น และถ้าในวันที่นำเข้าเครื่องจักร บริษัทยังไม่ได้จดทะเบียน VAT ก็ไม่สามารถเครดิตภาษี VAT คืนได้
ดังนั้น หากเป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่ ก็ต้องจดทะเบียน VAT ไว้ก่อนที่จะนำเข้าเครื่องจักรนั้น
แม้จะได้รับการส่งเสริมเรียบร้อยแล้ว แต่หากนำเครื่องจักรเข้ามาโดยชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้ว เมื่อจะสั่งปล่อยขอคืนอากร ก็จะได้รับคืนเฉพาะอากรเท่านั้น ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น หากบริษัทจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็จะได้รับคืนในระบบ VAT คือเครดิตภาษีขาย-ภาษีซื้อ
ไม่ใช่การคืนภาษีมูลค่าเต็มตามจำนวนเหมือนกับการคืนอากร แต่ถ้าหากว่า ในวันที่บริษัทนำเข้าเครื่องจักร บริษัทยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีนี้จะไม่ได้รับคืน VAT และไม่สามารถเครดิตภาษีขาย-ภาษาซื้อในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มได้
จึงต้องนำ VAT ที่ชำระไปนั้น ไปรวมเป็นต้นทุนของเครื่องจักร
1.ถ้าก่อนจดทะเบียน VAT ก็ไม่น่ามีทางจะคืน VAT ได้
2.แต่ถ้าหลังจากจดทะเบียน VAT ก็จะได้คืนจาก VAT ขาย - VAT ซื้อ ไปแล้ว ไม่ใช่หรือ
การรวมบัตรส่งเสริม จะถูกปรับลดสิทธิประโยชน์ให้เหลือเท่ากับระยะเวลาของสิทธิประโยชน์ที่สั้นที่สุด ปกติควรรวมบัตรส่งเสริมเฉพาะกรณีที่เปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้ว และสิทธิประโยชน์ทางภาษีสิ้นสุดแล้ว หรือเหลือเฉพาะสิทธิการนำเข้าวัตถุดิบตามมาตรา 36 ซึ่งแม้จะถูกปรับลดให้สั้นลง แต่ก็สามารถขอขยายเวลาได้ในภายหลัง
กรณีของบริษัทฯ เข้าใจว่าสิทธิประโยชน์ยังไม่สิ้นสุด จึงควรศึกษาผลกระทบที่จะเกิดจากการรวมบัตรส่งเสริม โดยอาจขอรวมเฉพาะบัญชีสต็อกวัตถุดิบเท่านั้น กรณีต้องการรวมบัตรส่งเสริม โดยสิทธิประโยชน์การนำเข้าเครื่องจักรยังเหลืออยู่
1.ให้ขออนุมัติบัญชีเครื่องจักรในบัตรใหม่ (บัตรรวมโครงการ) เฉพาะเครื่องจักรที่ยังนำเข้ามาไม่ครบ
2.กรณีจะนำเข้าอะไหล่สำหรับเครื่องจักรที่นำเข้ามาแล้วใน 2 โครงการแรก ให้ขออนุมัติในบัตรใหม่ (บัตรรวมโครงการ) โดยระบุเครื่องจักรเป็น 0.5 เครื่อง
3.ข้อมูลเครื่องจักรที่ใช้สิทธินำเข้ามาภายใน 2 บัตรแรก จะไม่โอนย้ายไปยังบัตรใหม่ (บัตรรวมโครงการ) ดังนั้น บริษัทจึงต้องควบคุมข้อมูลทั้ง 3 บัตรไปพร้อมๆกัน
4.หลักเกณฑ์อื่นๆ เช่น ระยะเวลาพิจารณาอนุมัติ เป็นไปตามปกติ
หาก 2 โครงการแรก ยังไม่ได้ใช้สิทธินำเข้าเครื่องจักร ก็สามารถยื่นขออนุมัติบัญชีเครื่องจักรทั้งหมดในบัตรใหม่ (บัตรรวมโครงการ) ได้ แต่จะต้องรอให้มีการออกบัตรใหม่ให้เสร็จสิ้นก่อน เนื่องจากผลของการรวมบัตรส่งเสริม อาจทำให้ชนิดผลิตภัณฑ์ กำลังผลิต และกรรมวิธีการผลิตเปลี่ยนแปลงไป จึงต้องทำบัญชีเครื่องจักรทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง
1.การนำเข้าสินค้า 1 รายการ เป็นเครื่องจักรและส่วนประกอบ น่าจะมีปัญหาในการกำหนดชื่อรายการสินค้า เนื่องจากไม่ทราบว่าเป็นการถอดแยกเครื่องจักร A เป็นส่วนประกอบหลายๆชิ้น หรือเป็นการซื้อเครื่องจักร A with accesory หรือซื้อเครื่องจักร A และอะไหล่
2.กรณีเป็นการนำเข้าเครื่องจักร A ที่ถอดแยกชิ้นเป็นส่วนประกอบครบชุด และนำเข้าในเที่ยวเรือเดียว สามารถขออนุมัติ Master List เป็นเครื่อง A 1 เครื่องได้
3.กรณีเป็นการนำเข้าเครื่องจักร A with accessory ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ จนท ผู้พิจารณาว่าอาจจะให้ขออนุมัติ Master List เป็นเครื่อง A 1 เครื่อง และแยกขออนุมัติ accessory แต่ละชนิด เป็นแต่ละรายการตามจริง
4.หน่วยของเครื่องจักร หากมีการระบุหน่วยสินค้าตามพิกัดศุลกากร ให้ยื่นขออนุมัติ Master List ตามหน่วยที่กำหนดตามพิกัด แต่หากในพิกัดไม่ได้กำหนด ปกติควรยื่นขอหน่วยเครื่องจักรเป็น PIECE OR UNIT
หากหนังสือแจ้งมติอนุมัติแก้ไขโครงการ ระบุให้ต้องนำบัตรส่งเสริมไปแก้ไข ก็ต้องดำเนินการแก้ไขบัตรส่งเสริมให้เสร็จสิ้นก่อน และจะใช้บัตรส่งเสริมที่แก้ไขเสร็จแล้วเป็นหลักฐาน แต่หากหนังสือแจ้งมติอนุมัติแก้ไขโครงการ ไม่ได้ระบุให้ต้องนำบัตรส่งเสริมไปแก้ไข ก็จะใช้หนังสือแจ้งมติดังกล่าวเป็นหลักฐาน
การแก้ไขบัตรส่งเสริมที่มีเอกสารแนบท้าย กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 1 วันทำการ (ระเบียบ BOI ฉบับที่ 1/2553 เรื่อง กำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติงานส่งเสริมการลงทุน)
คำถามของคุณเข้าใจยากว่าต้องการสอบถามประเด็นใด ควรใช้วิธีแจ้งว่าบริษัทต้องการทำอะไร และติดปัญหาในประเด็นใด จะเข้าใจง่ายกว่า
กรณีมีบริษัทการแก้ไขโครงการ และต้องการขออนุมัติรายการเครื่องจักรเพิ่มเติม แบ่งเป็น 2 กรณีคือ1.กรณีต้องมีการแก้ไขบัตรส่งเสริม เช่น การเพิ่มชนิดผลิตภัณฑ์ หรือเพิ่มกำลังผลิต - เมื่อได้รับหนังสือแจ้งมติอนุมัติแก้ไขโครงการ ให้นำบัตรส่งเสริมไปติดต่อ BOI เพื่อแก้ไขเอกสารแนบท้ายบัตร - จากนั้นสำนักสารสนเทศ BOI จะทำการแก้ไขข้อมูลในฐานข้อมูลกลาง และ IC จะดึงข้อมูลไปลงในระบบ eMT เพื่อให้บริษัทยื่นแก้ไขบัญชีรายการเครื่องจักรต่อไป
2.กรณีไม่ต้องมีการแก้ไขบัตรส่งเสริม เช่น การแก้ไขกรรมวิธีผลิต - บริษัทสามารถเพิ่มขั้นตอนการผลิตในระบบ eMT จากนั้นเพิ่มรายการเครื่องจักรที่ต้องการขออนุมัติเพิ่มเติม
ในการขออนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักร เครื่องจักรหลัก หมายถึง เครื่องจักรที่จำเป็นต้องมี เพื่อให้ครบตามขั้นตอนการผลิตที่ได้รับส่งเสริม และเป็นเครื่องจักรที่สามารถคำนวณกำลังผลิตได้
หากบริษัทยื่นขออนุมัติรายการเครื่องจักรไม่ตรงกับรายการเครื่องจักรที่จะนำเข้ามาใช้ในโครงการ บริษัทจะใช้สิทธิสั่งปล่อยยกเว้นอากรหรือคืนอากรไม่ได้ ซึ่งในกรณีนี้บริษัทสามารถยื่นขออนุมัติชื่อรองในบัญชีเครื่องจักรให้ตรงกับชื่อที่จะนำเข้าเพื่อสั่งปล่อยยกเว้นหรือคืนอากรเครื่องจักรนั้นได้
แต่ในกรณีที่บริษัทจะไม่ใช้สิทธิยกเว้นอากรเครื่องจักร ชื่อเครื่องจักรในบัญชีรายการที่ขออนุมัติ จะตรงหรือไม่ตรงกับรายการเครื่องจักรที่นำเข้าก็ได้ คือจะไม่ยื่นขออนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักรเลยก็ได้
ไม่ต้องยกเลิก เนื่องจากหากไม่ใช้สิทธิสั่งปล่อย ปริมาณนำเข้าเครื่องจักรดังกล่าวจะเป็น 0 เครื่อง ซึ่งไม่มีปัญหาใดๆ และในอนาคต หากจำเป็นต้องนำเข้าอะไหล่เครื่องจักรดังกล่าวจากต่างประเทศ ก็สามารถขออนุมัติบัญชีอะไหล่ได้โดยไม่ต้องขอเพิ่มรายการเครื่องจักรนั้นอีก