1. การขอทำลายเครื่องจักร เครื่องมือ ที่ชำรุดเสียหาย ให้ยื่นคำร้องในระบบ eMT
2. วิธีทำลาย เช่น การทุบ บด อัด ให้เสียสภาพ เป็นต้น
3. ต้องให้ บ.Inspector ที่ได้รับอนุญาตจาก BOI ตรวจสอบการทำลายและออกหนังสือรับรอง ตาม ประกาศ สกท ที่ ป.3/2555
หากยังไม่ปลอดภาระภาษี (นำเข้ายังไม่ครบ 5 ปี) แต่ต้องการตัดบัญชีโดยไม่มีภาระภาษี ก็ต้องปฏิบัติตามประกาศ ป.3/2555
1-4. หลังจากบริษัทได้รับอนุมัติให้ตัดภาระภาษีเครื่องจักรหรือแม่พิมพ์ที่นำเข้าเกินกว่า 5 แล้ว บริษัทยังคงต้องใช้เครื่องจักรดังกล่าวในโครงการต่อไป หากไม่ต้องการใช้ในโครงการอีกต่อไป บริษัทต้องยื่นขออนุญาตจำหน่ายออกจากโครงการ โดยไม่ต้องทำลาย การขอทำลาย เป็นกรณีที่นำเข้ายังไม่ครบ 5 ปี แต่จะขอทำลายเพื่อปลดภาระภาษี
5. การขอตัดภาระภาษีเครื่องจักรเกิน 5 ปี กำหนดระยะเวลาพิจารณา 30 วันทำการ
1. การจำหน่ายเครื่องจักรออกจากโครงการ ยื่นในระบบ eMT
2. BOI ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าต้องจำหน่ายให้ใคร
3. แม่พิมพ์ที่บริษัทสอบถาม นำเข้าเกิน 5 ปี และได้รับอนุมัติตัดภาระภาษีแล้ว BOI จึงจะไม่ตรวจว่าจำหน่ายในสภาพใด หากขออนุมัติจำหน่ายออกจากโครงการ ก็จะได้รับอนุมัติ
หากเครื่องจักรนำเข้ามาเกินกว่า 5 ปี และไม่ต้องการใช้งานอีกต่อไป แนะนำให้ยื่นขอจำหน่ายจะดีกว่า เนื่องจากการขอจำหน่ายเครื่องจักรที่นำเข้ามาเกินกว่า 5 ปี สามารถอนุญาตให้จำหน่ายได้โดยไม่มีภาระภาษี จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำลาย
การขอจำหน่าย คือการจะขายออกจากโครงการ เมื่อได้รับอนุมัติจำหน่ายจากบีโอไอแล้ว จะขายเป็นเครื่องจักรมือสองไปก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำลาย เสียค่าใช้จ่ายในการทำลายเปล่า ๆ
หลังจากที่ได้รับอนุมัติวิธีทำลาย และได้ให้ inspector มาตรวจสอบรับรองการทำลายแล้ว
1. ให้ยื่นเรื่องขออนุญาตตัดบัญชีเครื่องจักรต่อ BOI โดยแนบหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาหนังสืออนุมัติให้ทำลาย และหนังสือรับรองการทำลายจาก inspector
2. BOI จะอนุญาตให้ตัดบัญชีเครื่องจักรที่ชำรุดเสียหายและได้ทำลายตามขั้นตอนที่ได้รับอนุมัติ โดยไม่มีภาระภาษี
3. เครื่องจักรที่ทำลายและตัดบัญชีแล้ว สามารถจำหน่ายในประเทศได้ตามสภาพ (เศษเหล็ก) โดยไม่มีภาระภาษี
4. คำว่า "ตัดบัญชี" ในที่นี้ ไม่ได้เชื่อมโยงกับระบบ eMT ดังนั้น จำนวนเครื่องจักรที่ได้รับให้ตัดบัญชี จึงจะไม่ถูกหักลบจากปริมาณเครื่องจักรที่นำเข้าที่บันทึกในระบบ eMT เช่น บริษัทนำเข้าเครื่องจักรมา 3 เครื่อง ได้ทำลายและตัดบัญชีไปแล้ว 1 เครื่อง แต่ในระบบก็ยังแสดงปริมาณนำเข้าเป็น 3 เครื่องเช่นเดิม ดังนั้น หากบริษัทจะขอนำเข้ามาอีก 1 เครื่อง เพื่อทดแทนเครื่องเก่าที่ทำลายและจำหน่ายออกไป ก็ต้องขอแก้ไขปริมาณอนุมัติใน Master List จาก 3 เครื่อง เป็น 4 เครื่อง
เครื่องจักรที่บริษัทสอบถาม นำเข้าเกิน 5 ปี และได้ตัดบัญชีปลอดภาษีไปแล้ว ดังนั้น หากเครื่องจักรดังกล่าวชำรุดเสียหาย ก็สามารถขอจำหน่ายได้โดยไม่ต้องทำลาย และไม่ต้องเสียภาษี การทำลาย เป็นวิธีเพื่อทำให้เครื่องจักรหมดภาระภาษี แต่เมื่อเครื่องจักรดังกล่าวตัดบัญชีปลดภาระภาษีไปแล้ว ก็ไม่ต้องทำลายให้เสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น
การทำลายเครื่องจักร ให้ดำเนินการตามประกาศ ที่ ป.3/2555 ดังนี้
1. ขออนุมัติวิธีทำลาย
2, ให้บริษัทเอกชนที่ได้รับอนุญาตจาก BOI เป็นตัวแทนปฏิบัติงานตรวจสอบการทำลาย เข้าร่วมตรวจสอบและรายงานผลการทำลาย
3. ส่งหลักฐานการทำลายให้ BOI เพื่อพิจารณาอนุมัติตัดบัญชีเครื่องจักรต่อไป
เครื่องจักรที่ทำลายตามขั้นตอนข้างต้น จะไม่มีภาระภาษี แม้ว่าหลังจากนั้นจะจำหน่ายเป็นเศษเหล็กก็ตาม
เครื่องจักรที่ซื้อในประเทศ และเครื่องจักรที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยชำระภาษีอากร ไม่อยู่ในขอบข่ายการควบคุมเรื่องอายุเครื่องจักร 5 ปี ตามประกาศ สกท ที่ ป.3/2548 ดังนั้น บริษัทจะขายหรือทำลายเครื่องจักรดังกล่าวเมื่อไรก็ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตจาก BOI แต่เนื่องจากในบัตรส่งเสริมกำหนดเงื่อนไขเฉพาะโครงการว่า บริษัทจะต้องดำเนินการตามสาระสำคัญที่ได้รับส่งเสริม คือ จะต้องมีกำลังผลิต ........ ปีละประมาณ ............ ชิ้น ดังนั้น หากบริษัทขายหรือทำลายเครื่องจักรดังกล่าว และทำให้ขนาดกิจการไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดในบัตรส่งเสริม บริษัทจะต้องแจ้ง BOI เพื่อขอลดขนาดกิจการด้วย
เครื่องจักรและชิ้นส่วนเครื่องจักร ที่นำเข้ามาโดยยกเว้นอากรขาเข้า จะตัดภาระภาษีได้เมื่อมีอายุครบ 5 ปี นับจากวันนำเข้า หากเครื่องจักรหรืออะไหล่ชำรุดเสียหาย โดยยังมีอายุไม่ครบ 5 ปี สามารถขอส่งคืนไปต่างประเทศ บริจาค ทำลาย หรือขอชำระภาษีตามสภาพ จึงจะหมดภาระภาษี กรณีที่สอบถาม จะขออนุมัติทำลายก็ได้ โดยให้บริษัท Inspector ตรวจสอบรับรองการทำลาย แต่ปกติน่าจะใช้วิธีขอชำระภาษีตามสภาพ จากนั้นจึงจำหน่ายในประเทศ
การทำลายเครื่องจักร เป็นวิธีการจัดการเครื่องจักรที่ชำรุดเสียหายแต่ยังไม่ปลอดภาระภาษี ให้พ้นจากภาระภาษี การทำลายจะต้องยื่นขออนุมัติวิธีทำลาย และทำลายโดยมีบริษัท Inspector ที่ได้รับอนุญาต เป็นผู้ตรวจสอบรับรองการทำลาย
ประเด็นที่สอบถาม ต้องพิจารณาว่า อะไหล่ดังกล่าวมีภาระภาษีหรือไม่ และปลอดภาระภาษีแล้วหรือไม่ หากนำอะไหล่ดังกล่าวไปจำหน่ายในประเทศ จะถือเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากรหรือไม่ หากเป็นความผิด ก็ต้องขออนุญาตทำลาย หรือขอชำระภาษีให้ถูกต้อง หากไม่เป็นความผิด ก็ไม่ต้องขอทำลาย สามารถจำหน่ายในประเทศได้เลย
อะไหล่ที่ติดมากับเครื่องจักร ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าพร้อมกับตัวเครื่องจักร จึงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของ BOI เช่นเดียวกับเครื่องจักร
เครื่องจักร ส่วนประกอบ อะไหล่ แม่พิมพ์ ที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าจาก BOI หากชำรุดเสียหาย จะต้องดำเนินการตามแนวทางของประกาศที่ ป.3/2555 คือ จะต้องขออนุญาตทำลาย ส่งออก หรือบริจาค จึงจะปลอดจากภาระภาษี หรืออาจจะเก็บไว้จนครบ 5 ปี แล้วจึงขอตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษี
1.การดำเนินการจ่ายค่าอากรไปก่อน และแจ้งสงวนสิทธิไปก่อนนั้นถูกต้องแล้วในหลักการ
2. ขั้นตอนต่อไปจะต้องออกบัตรส่งเสริมก่อน แล้วติดต่อขอ username/password ที่ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ (ชั้น 3 บีโอไอ สนญ) เพื่อเข้าระบบ eMT ได้
3. เมื่อเข้าระบบ eMT แล้วจะต้องทำการขออนุมัติ Master List เพื่ออนุมัติชื่อและจำนวนเครื่องจักรที่สามารถใช้สิทธิ์ได้
4. เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว จึงขอสั่งปล่อยเครื่องจักรแบบคืนอากรกับสมาคมสโมสรนักลงทุน เพื่อให้มีหนังสือจากสำนักงานไปยังศุลกากร เพื่อทำเรื่องขอคืนอากรต่อไป
5. สำหรับเอกสารประกอบการสั่งปล่อยโปรดติดต่อสมาคมสโมสรนักลงทุน
โทรศัพท์ (66) 0 2936 1429
โทรสาร (66) 0 2936 1441-2
เว็บไซต์ : http://www.ic.or.th
อีเมล์ : is-investor@ic.or.th
6. สำหรับการติดต่อคืนอากรโปรดติดต่อ
ฝ่ายเอกสิทธิและส่งเสริมการลงทุน ส่วนบริการกลาง สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ โทร. 0-2667-7000 ต่อ 20-7641, 20-5525 หรือ 20-5536
ฝ่ายเอกสิทธิและส่งเสริมการลงทุน ส่วนบริการกลาง สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โทร. 0-2134-1250, 0-2134-1251 หรือ 0-2134-1245
ฝ่ายเอกสิทธิและส่งเสริมการลงทุน ส่วนบริการกลาง สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังโทร. 0-2667-7000 ต่อ 25-7873, 25-7910, 25-7913 หรือ 25-7875
หรือหากมีข้อเสนอแนะประการใดโปรดติดต่อ ฝ่ายเอกสิทธิและส่งเสริมการลงทุน ส่วนบริการกลาง สานักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ โทร. 0-2667-7641
ข้อเท็จจริง
A ได้รับส่งเสริมผลิตแม่พิมพ์ และชิ้นงานโลหะ โดย A นำเข้าชิ้นส่วนแม่พิมพ์จากต่างประเทศมาผลิตเป็นแม่พิมพ์ แล้วจำหน่ายแม่พิมพ์ให้กับ B แต่แม่พิมพ์ยังอยู่ที่โรงงานของ A เพื่อใช้ผลิตชิ้นส่วนโลหะจำหน่ายให้ B
คำถาม
หาก B ต้องการทำลายแม่พิมพ์ จะต้องดำเนินการอย่างไร
คำตอบ
B ซื้อแม่พิมพ์จาก A โดยไม่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรอะไร เนื่องจากเป็นการซื้อแม่พิมพ์จากโรงงานในประเทศ หาก B ต้องการทำลายแม่พิมพ์ ก็ทำลายได้โดยไม่ต้องแจ้ง BOI
กรณีที่ B ทำลายแม่พิมพ์ก่อนวันตรวจเปิดดำเนินการ B จะนำมูลค่าแม่พิมพ์มาคำนวณเป็นขนาดการลงทุนเพื่อใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่ได้ A ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร เพราะ A ยืมแม่พิมพ์ของ B มาผลิตชิ้นงานให้กับ B (หาก B สั่งให้ A ทำลายแม่พิมพ์ A ก็จะเรียกค่าใช้จ่ายในการทำลายจาก B)
กรณีนี้ ไม่น่ามีประเด็นเรื่องการตรวจสอบโดย inspector เพราะเป็นแม่พิมพ์ที่ผลิตในประเทศ ไม่ใช่แม่พิมพ์ที่นำเข้าโดยใช้สิทธิมาตรา 28 หรือ 29
บัตรส่งเสริมทุกฉบับ กำหนดเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 3.3 ไว้ว่า "จะต้องไม่จำนอง จำหน่าย โอน ให้เช่า หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้เครื่องจักรที่ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้า"
กรณีที่สอบถาม บริษัท A จำหน่ายแม่พิมพ์ที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้า ให้กับบริษัท B โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงน่าจะกระทำผิดต่อเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมแล้ว
1.หากกรรมวิธีการผลิตที่ได้รับการส่งเสริม มีขั้นตอนการนำ Tool ไปว่าจ้างให้ผู้อื่นผลิตชิ้นงานให้กับผู้ได้รับส่งเสริม ก็สามารถนับมูลค่า Tool นั้น เป็นมูลค่าการลงทุนของโครงการที่ได้รับส่งเสริมได้ คำถามคำตอบที่ใกล้เคียงกันมีอยู่ในคำถามอื่นตาม Link : http://www.faq108.co.th/board/index.php?action=viewtopic&topicid=261
2.กรณีที่กรรมวิธีการผลิตที่ได้รับส่งเสริมมีขั้นตอนตามข้อ 1 และบริษัทนำเข้า Tool ดังกล่าวจากต่างประเทศโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรตามมาตรา 28 ตามหลักเกณฑ์เดิม ก่อนจะนำ Tool ออกนอกโรงงานเพื่อไปว่าจ้างผู้อื่นผลิตชิ้นงาน จะต้องได้รับอนุญาตจาก BOI ก่อน แต่ตามหลักเกณฑ์ปัจจุบัน เข้าใจว่าหากเป็นการนำออกไปว่าจ้างตามกรรมวิธีผลิตที่ได้รับส่งเสริม ก็ไม่ต้องขออนุญาต BOI ก่อนนำ Tool ออกนอกโรงงาน จะตรวจสอบข้อมูล และแจ้งคำตอบอีกครั้งหนึ่ง
1.ตามกรรมวิธีที่ได้รับส่งเสริม เป็นการออกแบบ และจัดซื้อชิ้นส่วนมาประกอบ ไม่มีขั้นตอนการนำ Casting Tool ไปว่าจ้างซัพพลายเออร์ให้ผลิตชิ้นส่วน Casting Tool จึงไม่เป็นเครื่องจักรในโครงการที่ได้รับส่งเสริม และไม่นับเป็นเงินการลงทุนของโครงการนั้น หากต้องการนับเป็นเงินลงทุนเครื่องจักรในโครงการ จะต้องยื่นแก้ไขกรรมวิธีการผลิตต่อ BOI เพื่อเพิ่มขั้นตอนการนำ Casting Tool ไปว่าจ้างผลิตด้วย
2.Casting Tool เป็นเงินลงทุนในข่ายเครื่องจักร หาก BOI ไม่อนุญาตให้นับรวมเป็นการลงทุนในข่ายเครื่องจักรตามข้อ 1 ก็จะไม่นับรวมเป็นการลงทุนในข่ายสินทรัพย์อื่นๆ
การจะนำเข้าเครื่องจักร ชิ้นส่วน แม่พิมพ์ เข้ามาโดยขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากร => เครื่องจักร ชิ้นส่วน แม่พิมพ์ นั้น ต้องสอดคล้องกับกรรมวิธีการผลิตที่ได้รับส่งเสริม เช่น หากกรรมวิธีผลิต มีขั้นตอนฉีดชิ้นส่วนพลาสติก ก็สามารถขอนำเข้าเครื่องฉีดพลาสติก และแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก เข้ามาโดยได้รับยกเว้นภาษีอากรได้ แต่หากกรรมวิธีผลิต ไม่มีขั้นตอนฉีดพลาสติก ก็ไม่สามารถขอนำเข้าแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก โดยยกเว้นภาษีอากรได้
1. กรณีที่กรรมวิธีผลิตที่ได้รับส่งเสริม ไม่มีขั้นตอนฉีดพลาสติก แต่บริษัทต้องการนำเข้าแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก เพื่อว่าจ้างผู้อื่นให้ฉีดชิ้นส่วนพลาสติกให้ สามารถขอแก้ไขกรรมวิธีผลิต เพิ่มขั้นตอนการนำแม่พิมพ์ไปว่าจ้างผู้อื่นให้ฉีดชิ้นส่วนพลาสติกบางรายการให้ ซึ่งเมื่อได้รับอนุมัติ จะสามารถนำเข้าแม่พิมพ์ฉีดพลาสติกเข้ามาโดยได้รับยกเว้นภาษีอากร และเมื่อจะนำแม่พิมพ์ดังกล่าวออกนอกโรงงานเพื่อว่าจ้างฉีด จะต้องยื่นเรื่องขอนำแม่พิมพ์ไปให้ผู้อื่นใช้ ต่อ BOI อีกครั้งหนึ่ง
2. เมื่อแก้ไขกรรมวิธีผลิตให้มีขั้นตอนการนำแม่พิมพ์ไปว่าจ้างฉีด ก็ถือว่า แม่พิมพ์นั้นเป็นการลงทุนตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม จึงสามารถนำมูลค่าแม่พิมพ์ดังกล่าวมารวมเป็นขนาดการลงทุน เพื่อคำนวณวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย
ถ้าในกรรมวิธีผลิตที่ได้รับการส่งเสริม ไม่มีขั้นตอนฉีดพลาสติก หรือขั้นตอนนำแม่พิมพ์ไปว่าจ้างฉีดพลาสติก แม่พิมพ์ฉีดพลาสติก ก็ไม่ใช่การลงทุนตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม (พูดง่าย ๆ คือเป็น Non-BOI)จึงจะนำมานับเป็นมูลค่าการลงทุนของโครงการ หรือนำมาคำนวณเป็นวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลของโครงการ ไม่ได้
กรรมวิธีผลิตที่ได้รับอนุมัติ ตามที่แจ้งมา คือ
- บริษัทจะต้องฉีดขึ้นรูปชิ้นส่วนพลาสติกเอง (ตามข้อ 1)
- สามารถนำไปว่าจ้างพ่นสีหรือพิมพ์ได้ (ตามข้อ 3 และ 4)
ดังนั้น การจะว่าจ้างผู้อื่นฉีดขึ้นรูปชิ้นส่วนพลาสติก โดยใช้แม่พิมพ์และ/หรือวัตถุดิบที่นำเข้าโดยใช้สิทธิหรือไม่ก็ตาม น่าจะขัดกับกรรมวิธีการผลิตตามข้อ 1