Chat
x
toggle menu
toggle menu

Select Groups

All Group
  • All Group
  • นโยบายเเละมาตรการพิเศษในการส่งเสริม
  • การขอรับการส่งเสริมการลงทุน
  • การออกบัตรส่งเสริม
  • การเปิดดำเนินการ
  • การเเก้ไขโครงการ
  • การดำเนินการอื่น ๆ
  • การรายงานความคืบหน้าโครงการ (e-Monitoring)
  • การปฏิบัติหลังการได้รับการส่งเสริม
  • การยกเลิกบัตรส่งเสริม
  • เรื่องทั่วไป
  • การใช้สิทธิด้านที่ดิน
  • การใช้สิทธิด้านเครื่องจักร
  • การใช้สิทธิด้านช่างฝีมือ/ต่างด้าว
  • การใช้สิทธิด้านวัตถุดิบ
  • ประเภทกิจการ - การแพทย์
  • การใช้สิทธิด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล
  • ประเภทกิจการ - รถยนต์ไฟฟ้า
  • ประเภทกิจการ - ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (IBC) IPO และ TISO
  • ประเภทกิจการ - โรงแรม
  • ประเภทกิจการ - ผลิตผลิตภัณฑ์โลหะรวมทั้งชิ้นส่วนโลหะ
  • ประเภทกิจการ - กิจการผลิตเครื่่องจักร อุุปกรณ์และชิ้นส่วน
  • ประเภทกิจการ - กิจการศูนย์กระจายสินค้าระหว่า ประเทศด้วยระบบที่่ทันสมัย (IDC)
เครื่องจักร เครื่องมือ ที่มีลักษณะใช้งานสิ้นเปลือง เช่น ใบมีด ดอกสว่าน ฯลฯ สามารถยื่นขอทำลายได้โดยไม่มีภาระภาษี โดยไม่ต้องเก็บให้ครบ 5 ปี คำถาม ขออนุมัติทำลายยื่นในระบบ emt กรณีขอทำลายสามารถทำได้โดยวิธีใดบ้าง เช่น ใบมีด และต้องให้บริษัท Inspector ตรวจสอบรับรองการทำลายด้วยหรือไม่

1. การขอทำลายเครื่องจักร เครื่องมือ ที่ชำรุดเสียหาย ให้ยื่นคำร้องในระบบ eMT

2. วิธีทำลาย เช่น การทุบ บด อัด ให้เสียสภาพ เป็นต้น

3. ต้องให้ บ.Inspector ที่ได้รับอนุญาตจาก BOI ตรวจสอบการทำลายและออกหนังสือรับรอง ตาม ประกาศ สกท ที่ ป.3/2555

อะไหล่ ลักษณะใช้งานสิ้นเปลือง เช่น ใบมีด ดอกสว่าน ฯลฯ ก็ต้องให้ บ.Inspector ที่ได้รับอนุญาตจาก BOI ตรวจสอบ ด้วยหรอ

หากยังไม่ปลอดภาระภาษี (นำเข้ายังไม่ครบ 5 ปี) แต่ต้องการตัดบัญชีโดยไม่มีภาระภาษี ก็ต้องปฏิบัติตามประกาศ ป.3/2555

บริษัทได้รับอนุมัติตรวจเปิดดำเนินการแล้ว นำเข้าเครื่องจักร และแม่พิมพ์ มาครบ 5 ปีแล้ว ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนขออนุมัติตัดบัญชีเครื่องจักรเกิน 5ปี เพื่อปลดภาระภาษี มีข้อสงสัยอยากสอบถามว่า 1. ในขั้นตอนต่อไปหากบริษัทต้องการขายแม่พิมพ์เป็นเศษซาก ต้องดำเนินการขออนุมัติทำลายก่อนใช่ไหม? 2. การขออนุมัติทำลายมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง, และวิธีทำลายแม่พิมพ์ที่ทาง BOI อนุมัติมีวิธีไหนบ้าง 3. หลังจากขั้นตอนการทำลายเสร็จแล้ว บริษัทสามารถขายเป็นเศษซากได้โดยไม่ต้องมีภาระภาษีใช่หรือไม่ 4. หลังจากทำลาย บริษัท ต้องยื่นตัดบัญชีเครื่องจักรในระบบ eMT หรือไม่ 5. ในการยื่นขอตัดบัญชีเกิน 5 ปีในระบบ eMT เจ้าหน้าที่ใช้เวลาในการพิจารณากี่วัน

1-4. หลังจากบริษัทได้รับอนุมัติให้ตัดภาระภาษีเครื่องจักรหรือแม่พิมพ์ที่นำเข้าเกินกว่า 5 แล้ว บริษัทยังคงต้องใช้เครื่องจักรดังกล่าวในโครงการต่อไป หากไม่ต้องการใช้ในโครงการอีกต่อไป บริษัทต้องยื่นขออนุญาตจำหน่ายออกจากโครงการ โดยไม่ต้องทำลาย การขอทำลาย เป็นกรณีที่นำเข้ายังไม่ครบ 5 ปี แต่จะขอทำลายเพื่อปลดภาระภาษี

5. การขอตัดภาระภาษีเครื่องจักรเกิน 5 ปี กำหนดระยะเวลาพิจารณา 30 วันทำการ

ในกรณีขออนุญาตจำหน่ายออกจากโครงการต้องยื่นเป็นเอกสารต่อเจ้าหน้าที่ หรือสามารถยื่นในระบบ eMT และในการจำหน่ายแม่พิมพ์ ทางบีโอไอกำหนดผู้ซื้อไว้หรือสามารถจำหน่ายให้ใครก็ได้ และในการจำหน่ายแม่พิมพ์เราจะจำหน่ายเป็นเศษเหล็ก ซึ่งรายการใน invoice ไม่ตรงตามที่นำเข้า อย่างนี้จะสามารถตัดบัญชีเครื่องจักรได้หรือไม่

1. การจำหน่ายเครื่องจักรออกจากโครงการ ยื่นในระบบ eMT

2. BOI ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าต้องจำหน่ายให้ใคร

3. แม่พิมพ์ที่บริษัทสอบถาม นำเข้าเกิน 5 ปี และได้รับอนุมัติตัดภาระภาษีแล้ว BOI จึงจะไม่ตรวจว่าจำหน่ายในสภาพใด หากขออนุมัติจำหน่ายออกจากโครงการ ก็จะได้รับอนุมัติ

ถ้าบริษัทต้องการทำลายเครื่องจักรที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว โดยเครื่องจักรดังกล่าวได้นำเข้ามาเกินระยะเวลา 5 ปี ต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง

หากเครื่องจักรนำเข้ามาเกินกว่า 5 ปี และไม่ต้องการใช้งานอีกต่อไป แนะนำให้ยื่นขอจำหน่ายจะดีกว่า เนื่องจากการขอจำหน่ายเครื่องจักรที่นำเข้ามาเกินกว่า 5 ปี สามารถอนุญาตให้จำหน่ายได้โดยไม่มีภาระภาษี จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำลาย

ในการทำเรื่องขอจำหน่าย นี่หมายความถึงขอจำหน่ายออกจาก BOI ใช่รึเปล่า แล้วถ้าทำเรื่องขอจำหน่ายกับทาง BOI เรียบร้อยแล้ว ทางบริษัทก็จะสามารถทำลายเครื่องจักรได้เลยใช่ไหม

การขอจำหน่าย คือการจะขายออกจากโครงการ เมื่อได้รับอนุมัติจำหน่ายจากบีโอไอแล้ว จะขายเป็นเครื่องจักรมือสองไปก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำลาย เสียค่าใช้จ่ายในการทำลายเปล่า ๆ

หากบริษัทฯ ยื่นขออนุมัติวิธีการทำลายและได้รับอนุมัติจากสำนักงานแล้ว third party เข้ามาตรวจสอบ และออกใบรับรองให้แล้ว คำถามคือ 1. หลังจากที่บริษัทฯ ได้รับใบรับรองจาก third party แล้ว จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไปค่ะ 2. บริษัทฯ ควรจะขายเครื่องจักรที่ขอทำลายในประเทศ หรือ ควรจะส่งออกไปทิ้งต่างประเทศ ( เครื่องจักรเกิน 5 ปีและตัดบัญชี 5 ปีแล้ว)

หลังจากที่ได้รับอนุมัติวิธีทำลาย และได้ให้ inspector มาตรวจสอบรับรองการทำลายแล้ว

1. ให้ยื่นเรื่องขออนุญาตตัดบัญชีเครื่องจักรต่อ BOI โดยแนบหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาหนังสืออนุมัติให้ทำลาย และหนังสือรับรองการทำลายจาก inspector

2. BOI จะอนุญาตให้ตัดบัญชีเครื่องจักรที่ชำรุดเสียหายและได้ทำลายตามขั้นตอนที่ได้รับอนุมัติ โดยไม่มีภาระภาษี

3. เครื่องจักรที่ทำลายและตัดบัญชีแล้ว สามารถจำหน่ายในประเทศได้ตามสภาพ (เศษเหล็ก) โดยไม่มีภาระภาษี

4. คำว่า "ตัดบัญชี" ในที่นี้ ไม่ได้เชื่อมโยงกับระบบ eMT ดังนั้น จำนวนเครื่องจักรที่ได้รับให้ตัดบัญชี จึงจะไม่ถูกหักลบจากปริมาณเครื่องจักรที่นำเข้าที่บันทึกในระบบ eMT เช่น บริษัทนำเข้าเครื่องจักรมา 3 เครื่อง ได้ทำลายและตัดบัญชีไปแล้ว 1 เครื่อง แต่ในระบบก็ยังแสดงปริมาณนำเข้าเป็น 3 เครื่องเช่นเดิม ดังนั้น หากบริษัทจะขอนำเข้ามาอีก 1 เครื่อง เพื่อทดแทนเครื่องเก่าที่ทำลายและจำหน่ายออกไป ก็ต้องขอแก้ไขปริมาณอนุมัติใน Master List จาก 3 เครื่อง เป็น 4 เครื่อง

เครื่องจักรที่บริษัทสอบถาม นำเข้าเกิน 5 ปี และได้ตัดบัญชีปลอดภาษีไปแล้ว ดังนั้น หากเครื่องจักรดังกล่าวชำรุดเสียหาย ก็สามารถขอจำหน่ายได้โดยไม่ต้องทำลาย และไม่ต้องเสียภาษี การทำลาย เป็นวิธีเพื่อทำให้เครื่องจักรหมดภาระภาษี แต่เมื่อเครื่องจักรดังกล่าวตัดบัญชีปลดภาระภาษีไปแล้ว ก็ไม่ต้องทำลายให้เสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

ถ้าในกรณีที่จะทำลายแม่พิมพ์ที่ไม่ใช้แล้วที่ได้นำเข้ามาโดยใช้สิทธิ์ BOI จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนเหมือนกับ "การทำลายส่วนสูญเสีย" หรือไม่ เนื่องจากแม่พิมพ์สามารถนำออกจำหน่ายได้

การทำลายเครื่องจักร ให้ดำเนินการตามประกาศ ที่ ป.3/2555 ดังนี้

1. ขออนุมัติวิธีทำลาย

2, ให้บริษัทเอกชนที่ได้รับอนุญาตจาก BOI เป็นตัวแทนปฏิบัติงานตรวจสอบการทำลาย เข้าร่วมตรวจสอบและรายงานผลการทำลาย

3. ส่งหลักฐานการทำลายให้ BOI เพื่อพิจารณาอนุมัติตัดบัญชีเครื่องจักรต่อไป

เครื่องจักรที่ทำลายตามขั้นตอนข้างต้น จะไม่มีภาระภาษี แม้ว่าหลังจากนั้นจะจำหน่ายเป็นเศษเหล็กก็ตาม

เครื่องจักรของบริษัทเกิน 5 ปี และเป็นเครื่องจักรที่ซื้อในประเทศ บางรายการนำเข้าแต่ไม่ได้ใช้สิทธิ์ แต่รายการดังกล่าว มีผลต่อกำลังการผลิตหากทำลาย ในกรณีนี้ต้องขออนุมัติจาก BOI หรือทำหนังสือแจ้งหรือไม่

เครื่องจักรที่ซื้อในประเทศ และเครื่องจักรที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยชำระภาษีอากร ไม่อยู่ในขอบข่ายการควบคุมเรื่องอายุเครื่องจักร 5 ปี ตามประกาศ สกท ที่ ป.3/2548 ดังนั้น บริษัทจะขายหรือทำลายเครื่องจักรดังกล่าวเมื่อไรก็ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตจาก BOI แต่เนื่องจากในบัตรส่งเสริมกำหนดเงื่อนไขเฉพาะโครงการว่า บริษัทจะต้องดำเนินการตามสาระสำคัญที่ได้รับส่งเสริม คือ จะต้องมีกำลังผลิต ........ ปีละประมาณ ............ ชิ้น ดังนั้น หากบริษัทขายหรือทำลายเครื่องจักรดังกล่าว และทำให้ขนาดกิจการไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดในบัตรส่งเสริม บริษัทจะต้องแจ้ง BOI เพื่อขอลดขนาดกิจการด้วย

หากเครื่องจักรที่ใช้งานเสีย แล้วมีการเปลี่ยนอะไหล่ภายในเพื่อซ่อม ทำให้เครื่องจักรกลับใช้งานได้อีก ตัวอะไหล่ที่เปลี่ยนต้องแจ้ง BOI ไหม สามารถทำลายเลยโดยไม่แจ้งได้ไหม ยกตัวอย่าง นำเข้ารถยนต์ทั้งคัน ถ้าต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรอกน้ำมันเครื่อง ต้องแจ้งไหม

เครื่องจักรและชิ้นส่วนเครื่องจักร ที่นำเข้ามาโดยยกเว้นอากรขาเข้า จะตัดภาระภาษีได้เมื่อมีอายุครบ 5 ปี นับจากวันนำเข้า หากเครื่องจักรหรืออะไหล่ชำรุดเสียหาย โดยยังมีอายุไม่ครบ 5 ปี สามารถขอส่งคืนไปต่างประเทศ บริจาค ทำลาย หรือขอชำระภาษีตามสภาพ จึงจะหมดภาระภาษี กรณีที่สอบถาม จะขออนุมัติทำลายก็ได้ โดยให้บริษัท Inspector ตรวจสอบรับรองการทำลาย แต่ปกติน่าจะใช้วิธีขอชำระภาษีตามสภาพ จากนั้นจึงจำหน่ายในประเทศ

หากในข้อกฎหมายไม่ได้ระบุถึงอะไหล่ข้างใน ในกรณีนี้เลยคิดว่า ถ้าเปลี่ยนอะไหล่เล็กๆ เช่น ถ้าเปลี่ยนน๊อตของเครื่องจักรเพียงตัวเดียว ต้องแจ้งทำลายน๊อตด้วยหรือ เคยสอบถามได้ข้อมูลมาว่า ถ้าเครื่องจักรยังใช้งานอยู่ กรณีเปลี่ยนอะไหล่เพื่อให้เครื่องจักรทำงานต่อได้ ตัวอะไหล่ที่เสียหายสามารถทำลายได้เลยไม่ต้องแจ้ง เลยไม่แน่ใจว่าต้องทำอย่างไร

การทำลายเครื่องจักร เป็นวิธีการจัดการเครื่องจักรที่ชำรุดเสียหายแต่ยังไม่ปลอดภาระภาษี ให้พ้นจากภาระภาษี การทำลายจะต้องยื่นขออนุมัติวิธีทำลาย และทำลายโดยมีบริษัท Inspector ที่ได้รับอนุญาต เป็นผู้ตรวจสอบรับรองการทำลาย

ประเด็นที่สอบถาม ต้องพิจารณาว่า อะไหล่ดังกล่าวมีภาระภาษีหรือไม่ และปลอดภาระภาษีแล้วหรือไม่ หากนำอะไหล่ดังกล่าวไปจำหน่ายในประเทศ จะถือเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากรหรือไม่ หากเป็นความผิด ก็ต้องขออนุญาตทำลาย หรือขอชำระภาษีให้ถูกต้อง หากไม่เป็นความผิด ก็ไม่ต้องขอทำลาย สามารถจำหน่ายในประเทศได้เลย

อะไหล่ที่ติดมากับเครื่องจักร ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าพร้อมกับตัวเครื่องจักร จึงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของ BOI เช่นเดียวกับเครื่องจักร

บริษัทได้นำเครื่องจักรมือสองพร้อม accessories นำเข้าภายใต้สิทธิ BOI ปัจจุบันอะไหล่ที่นำเข้าไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากเสื่อมสภาพ...และบริษัทจะนำเข้าอะไหล่ใหม่มาแทนอะไหล่เก่าที่เสื่อมสภาพ ดังนั้นหากบริษัทต้องการนำอะไหล่ดังกล่าวทิ้งหรือทำลายสามารถทำได้หรือไม่ ปล. อะไหล่ดังกล่าวไม่ได้ระบุชื่อในใบขนและ invoice นำเข้า

เครื่องจักร ส่วนประกอบ อะไหล่ แม่พิมพ์ ที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าจาก BOI หากชำรุดเสียหาย จะต้องดำเนินการตามแนวทางของประกาศที่ ป.3/2555 คือ จะต้องขออนุญาตทำลาย ส่งออก หรือบริจาค จึงจะปลอดจากภาระภาษี หรืออาจจะเก็บไว้จนครบ 5 ปี แล้วจึงขอตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษี

หากนำเครื่องจักรเข้ามาก่อนได้รับบัตรส่งเสริม ต้องดำเนินการอย่างไร 1. เอกสารที่ต้องทำการยื่นร้องต่อกรมศุลกากร ที่ถูกต้อง ควรเป็นอย่างไรและมีอะไรบ้าง 2. ในใบขนสินค้าระบุว่า "สงวนสิทธิ์ BOI" เอาไว้ สามารถนำเครื่องออกก่อนการคีย์บัญชีเครื่องจักร ในระบบ eMT ได้หรือไม่ 3. เอกสารการสั่งปล่อยปล่อยเครื่องจักรมีอะไรบ้าง

1.การดำเนินการจ่ายค่าอากรไปก่อน และแจ้งสงวนสิทธิไปก่อนนั้นถูกต้องแล้วในหลักการ

2. ขั้นตอนต่อไปจะต้องออกบัตรส่งเสริมก่อน แล้วติดต่อขอ username/password ที่ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ (ชั้น 3 บีโอไอ สนญ) เพื่อเข้าระบบ eMT ได้

3. เมื่อเข้าระบบ eMT แล้วจะต้องทำการขออนุมัติ Master List เพื่ออนุมัติชื่อและจำนวนเครื่องจักรที่สามารถใช้สิทธิ์ได้

4. เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว จึงขอสั่งปล่อยเครื่องจักรแบบคืนอากรกับสมาคมสโมสรนักลงทุน เพื่อให้มีหนังสือจากสำนักงานไปยังศุลกากร เพื่อทำเรื่องขอคืนอากรต่อไป

5. สำหรับเอกสารประกอบการสั่งปล่อยโปรดติดต่อสมาคมสโมสรนักลงทุน

โทรศัพท์ (66) 0 2936 1429

โทรสาร (66) 0 2936 1441-2

เว็บไซต์ : http://www.ic.or.th

อีเมล์ : is-investor@ic.or.th

6. สำหรับการติดต่อคืนอากรโปรดติดต่อ

ฝ่ายเอกสิทธิและส่งเสริมการลงทุน ส่วนบริการกลาง สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ โทร. 0-2667-7000 ต่อ 20-7641, 20-5525 หรือ 20-5536

ฝ่ายเอกสิทธิและส่งเสริมการลงทุน ส่วนบริการกลาง สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โทร. 0-2134-1250, 0-2134-1251 หรือ 0-2134-1245

ฝ่ายเอกสิทธิและส่งเสริมการลงทุน ส่วนบริการกลาง สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังโทร. 0-2667-7000 ต่อ 25-7873, 25-7910, 25-7913 หรือ 25-7875

หรือหากมีข้อเสนอแนะประการใดโปรดติดต่อ ฝ่ายเอกสิทธิและส่งเสริมการลงทุน ส่วนบริการกลาง สานักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ โทร. 0-2667-7641

เนื่องจากบริษัทมีนำเข้าชิ้นส่วนแม่พิมพ์โดยใช้สิทธิ BOI มาผลิตแม่พิมพ์ และเก็บเงินค่าแม่พิมพ์จากลูกค้า และผลิตงานขายให้ลูกค้า จน หมดรุ่น และต่อมาทางลูกค้าต้องการให้ทำลายแม่พิมพ์ ได้ปรึกษากับทางเจ้าหน้าที่ BOI ทางเจ้าหน้าที่บอกว่าถ้าก่อน 5ปี ต้องมีการดำเนินการให้ได้ใบ certificate จากการInspection อย่างเช่น SGS แต่ทางลูกค้าต้องการทำลายก่อน และอยากทราบค่าใช้จ่ายในการทำลายแแม่พิมพ์ ในกรณีนี้เราจะทราบได้อย่างไร

ข้อเท็จจริง

A ได้รับส่งเสริมผลิตแม่พิมพ์ และชิ้นงานโลหะ โดย A นำเข้าชิ้นส่วนแม่พิมพ์จากต่างประเทศมาผลิตเป็นแม่พิมพ์ แล้วจำหน่ายแม่พิมพ์ให้กับ B แต่แม่พิมพ์ยังอยู่ที่โรงงานของ A เพื่อใช้ผลิตชิ้นส่วนโลหะจำหน่ายให้ B

คำถาม

หาก B ต้องการทำลายแม่พิมพ์ จะต้องดำเนินการอย่างไร

คำตอบ

B ซื้อแม่พิมพ์จาก A โดยไม่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรอะไร เนื่องจากเป็นการซื้อแม่พิมพ์จากโรงงานในประเทศ หาก B ต้องการทำลายแม่พิมพ์ ก็ทำลายได้โดยไม่ต้องแจ้ง BOI

กรณีที่ B ทำลายแม่พิมพ์ก่อนวันตรวจเปิดดำเนินการ B จะนำมูลค่าแม่พิมพ์มาคำนวณเป็นขนาดการลงทุนเพื่อใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่ได้ A ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร เพราะ A ยืมแม่พิมพ์ของ B มาผลิตชิ้นงานให้กับ B (หาก B สั่งให้ A ทำลายแม่พิมพ์ A ก็จะเรียกค่าใช้จ่ายในการทำลายจาก B)

กรณีนี้ ไม่น่ามีประเด็นเรื่องการตรวจสอบโดย inspector เพราะเป็นแม่พิมพ์ที่ผลิตในประเทศ ไม่ใช่แม่พิมพ์ที่นำเข้าโดยใช้สิทธิมาตรา 28 หรือ 29

B เป็นลูกค้า ซึ่งอยู่ต่างประเทศ A นำเข้าส่วนประกอบจากญี่ปุ่นโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษี (นำเข้ามาโดยระบบ emt online) ซึ่งนำชิ้นส่วน เข้ามาประเทศไทยเมื่อปี 2012 เพื่อประกอบเป็นแม่พิมพ์ และในปีนี้ทางลูกค้าแจ้งให้ทำลายเนื่องจากหมดรุ่นผลิตแล้ว จึงอยากทราบว่าจะมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

บัตรส่งเสริมทุกฉบับ กำหนดเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 3.3 ไว้ว่า "จะต้องไม่จำนอง จำหน่าย โอน ให้เช่า หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้เครื่องจักรที่ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้า"

กรณีที่สอบถาม บริษัท A จำหน่ายแม่พิมพ์ที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้า ให้กับบริษัท B โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงน่าจะกระทำผิดต่อเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมแล้ว

กรณีที่เราซื้อชิ้นงานจากผู้ผลิตในประเทศ แต่เรานำ Casting tool ส่งไปให้ผู้ผลิตหล่อชิ้นงานให้เพื่อขายให้เรา เนื่องจากชิ้นงานที่เราสั่งทำค่อนข้างเป็นงานเฉพาะ ไม่มีผลิตทั่วๆไป Casting tool ที่ส่งไปซื้อในประเทศ แบบนี้จะสามารถนับเป็นเงินลงทุนได้หรือไม่ ถ้าได้ บริษัทต้องทำเรื่องขออนุญาตบีโอไอขอนำ Casting tool ไปให้ผู้อื่นผลิตหรือไม่

1.หากกรรมวิธีการผลิตที่ได้รับการส่งเสริม มีขั้นตอนการนำ Tool ไปว่าจ้างให้ผู้อื่นผลิตชิ้นงานให้กับผู้ได้รับส่งเสริม ก็สามารถนับมูลค่า Tool นั้น เป็นมูลค่าการลงทุนของโครงการที่ได้รับส่งเสริมได้ คำถามคำตอบที่ใกล้เคียงกันมีอยู่ในคำถามอื่นตาม Link : http://www.faq108.co.th/board/index.php?action=viewtopic&topicid=261

2.กรณีที่กรรมวิธีการผลิตที่ได้รับส่งเสริมมีขั้นตอนตามข้อ 1 และบริษัทนำเข้า Tool ดังกล่าวจากต่างประเทศโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรตามมาตรา 28 ตามหลักเกณฑ์เดิม ก่อนจะนำ Tool ออกนอกโรงงานเพื่อไปว่าจ้างผู้อื่นผลิตชิ้นงาน จะต้องได้รับอนุญาตจาก BOI ก่อน แต่ตามหลักเกณฑ์ปัจจุบัน เข้าใจว่าหากเป็นการนำออกไปว่าจ้างตามกรรมวิธีผลิตที่ได้รับส่งเสริม ก็ไม่ต้องขออนุญาต BOI ก่อนนำ Tool ออกนอกโรงงาน จะตรวจสอบข้อมูล และแจ้งคำตอบอีกครั้งหนึ่ง

1. กรรมวิธีการผลิตของบริษัทคือซื้อวัตถุดิบมาประกอบเท่านั้น รับคำสั่งซื้อ ออกแบบ จัดซื้อชิ้นส่วนและอุปกรณ์ต่างๆ และตรวจสอบ นำชิ้นส่วนและอุปกรณ์ต่างๆ มาประกอบตามแบบ ปรับตั้งอุปกรณ์และปรับตั้งค่าต่างๆ ทดสอบการทำงาน ตรวจสอบคุณภาพ บรรจุ และจัดส่ง 2.Casting tool ที่ส่งไปบริษัทไม่ได้นำเข้าค่ะ เราซื้อในประเทศ แล้วส่งไปให้ผู้ผลิตทำการผลิตงานให้ตามที่เราต้องการ แสดงว่ากรณีแบบนี้จะถือว่า Casting tool นี้ ไม่ใช่เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต แล้วสามารถนับเป็นทรัพย์สินอื่นๆ เพื่อนับเงินลงทุนได้หรือไม่

1.ตามกรรมวิธีที่ได้รับส่งเสริม เป็นการออกแบบ และจัดซื้อชิ้นส่วนมาประกอบ ไม่มีขั้นตอนการนำ Casting Tool ไปว่าจ้างซัพพลายเออร์ให้ผลิตชิ้นส่วน Casting Tool จึงไม่เป็นเครื่องจักรในโครงการที่ได้รับส่งเสริม และไม่นับเป็นเงินการลงทุนของโครงการนั้น หากต้องการนับเป็นเงินลงทุนเครื่องจักรในโครงการ จะต้องยื่นแก้ไขกรรมวิธีการผลิตต่อ BOI เพื่อเพิ่มขั้นตอนการนำ Casting Tool ไปว่าจ้างผลิตด้วย

2.Casting Tool เป็นเงินลงทุนในข่ายเครื่องจักร หาก BOI ไม่อนุญาตให้นับรวมเป็นการลงทุนในข่ายเครื่องจักรตามข้อ 1 ก็จะไม่นับรวมเป็นการลงทุนในข่ายสินทรัพย์อื่นๆ

บริษัทมีความประสงค์จะนำเข้า แม่พิมพ์สำหรับฉีดชิ้นงานพลาสติก (บริษัทไม่ได้มีเครื่องจักรสำหรับฉีดพลาสติก) จึงจำเป็นจะต้องจ้าง Supplier ฉีดชิ้นส่วนพลาสติกนี้ให้ คำถาม คือ 1. บริษัทสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอากร ตามมาตรา 28 ได้หรือไม่ 2. แม่พิมพ์นี้ สามารถใช้เป็น CAP วงเงิน เพื่อใช้สิทธิตามมาตรา 31 ได้หรือไม่

การจะนำเข้าเครื่องจักร ชิ้นส่วน แม่พิมพ์ เข้ามาโดยขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากร => เครื่องจักร ชิ้นส่วน แม่พิมพ์ นั้น ต้องสอดคล้องกับกรรมวิธีการผลิตที่ได้รับส่งเสริม เช่น หากกรรมวิธีผลิต มีขั้นตอนฉีดชิ้นส่วนพลาสติก ก็สามารถขอนำเข้าเครื่องฉีดพลาสติก และแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก เข้ามาโดยได้รับยกเว้นภาษีอากรได้ แต่หากกรรมวิธีผลิต ไม่มีขั้นตอนฉีดพลาสติก ก็ไม่สามารถขอนำเข้าแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก โดยยกเว้นภาษีอากรได้

1. กรณีที่กรรมวิธีผลิตที่ได้รับส่งเสริม ไม่มีขั้นตอนฉีดพลาสติก แต่บริษัทต้องการนำเข้าแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก เพื่อว่าจ้างผู้อื่นให้ฉีดชิ้นส่วนพลาสติกให้ สามารถขอแก้ไขกรรมวิธีผลิต เพิ่มขั้นตอนการนำแม่พิมพ์ไปว่าจ้างผู้อื่นให้ฉีดชิ้นส่วนพลาสติกบางรายการให้ ซึ่งเมื่อได้รับอนุมัติ จะสามารถนำเข้าแม่พิมพ์ฉีดพลาสติกเข้ามาโดยได้รับยกเว้นภาษีอากร และเมื่อจะนำแม่พิมพ์ดังกล่าวออกนอกโรงงานเพื่อว่าจ้างฉีด จะต้องยื่นเรื่องขอนำแม่พิมพ์ไปให้ผู้อื่นใช้ ต่อ BOI อีกครั้งหนึ่ง

2. เมื่อแก้ไขกรรมวิธีผลิตให้มีขั้นตอนการนำแม่พิมพ์ไปว่าจ้างฉีด ก็ถือว่า แม่พิมพ์นั้นเป็นการลงทุนตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม จึงสามารถนำมูลค่าแม่พิมพ์ดังกล่าวมารวมเป็นขนาดการลงทุน เพื่อคำนวณวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย

ถ้าทางบริษัทนำเข้าโดยการเสียภาษีอากรเองทุกอย่าง และในกระบวนการผลิตไม่มีขี้นตอนของการฉีดพลาสติกขึ้นรูป แต่พลาสติกชิ้นส่วนนี้เป็นชิ้นส่วนที่เป็นวัตถุดิบในตัวสินค้าที่เราได้รับส่งเสริม เลยอยากจะทราบว่า แม่พิมพ์นี้ ถือเป็นเงินลงทุน ( CAP วงเงิน) ได้หรือเปล่า

ถ้าในกรรมวิธีผลิตที่ได้รับการส่งเสริม ไม่มีขั้นตอนฉีดพลาสติก หรือขั้นตอนนำแม่พิมพ์ไปว่าจ้างฉีดพลาสติก แม่พิมพ์ฉีดพลาสติก ก็ไม่ใช่การลงทุนตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม (พูดง่าย ๆ คือเป็น Non-BOI)จึงจะนำมานับเป็นมูลค่าการลงทุนของโครงการ หรือนำมาคำนวณเป็นวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลของโครงการ ไม่ได้

ในกรณีที่บริษัทต้องการนำแม่พิมพ์ ไปว่าจ้าง supplier ผลิตงานให้ สามารถทำได้หรือไม่ แม่พิมพ์ไม่ได้ใช้สิทธิ BOI วัตถุดิบใช้สิทธิ BOI บริษัท ส่งให้ supplier กรณีที่ไม่สามารถใช้วัตถุดิบที่ใช้สิทธิ BOI เราสามารถเปลี่ยนใช้วัตถุดิบที่ไม่ใช้สิทธิ BOI ได้หรือไม่ บริษัทเปิดดำเนินการแล้วเมื่อ ปี2559 กระบวนการผลิตของบริษัท คือ 1.ฉีดขึ้นรูป บางส่วนจำหน่าย 2.ตัด 3.พ่นสี บางส่วนว่าจ้าง 4.พิมพ์ บางส่วนว่าจ้าง 5.ประกอบ 6.บรรจุ 7.ส่งมอบ

กรรมวิธีผลิตที่ได้รับอนุมัติ ตามที่แจ้งมา คือ

- บริษัทจะต้องฉีดขึ้นรูปชิ้นส่วนพลาสติกเอง (ตามข้อ 1)

- สามารถนำไปว่าจ้างพ่นสีหรือพิมพ์ได้ (ตามข้อ 3 และ 4)

ดังนั้น การจะว่าจ้างผู้อื่นฉีดขึ้นรูปชิ้นส่วนพลาสติก โดยใช้แม่พิมพ์และ/หรือวัตถุดิบที่นำเข้าโดยใช้สิทธิหรือไม่ก็ตาม น่าจะขัดกับกรรมวิธีการผลิตตามข้อ 1

ขออภัยครับ ไม่มีข้อมูลส่วนนี้ ในภาษาที่ท่านเลือก !

Sorry, There is no information support your selected language !

Download และ ติดตั้งโปรแกรมอ่าน PDF

Download PDF Reader

Site map