การจำหน่ายอะไหล่เครื่องจักรในประเทศทั้ง 2 กรณี ต่างกันตามนี้
กรณีเป็นอะไหล่ที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรขาเข้าจาก BOI
- ให้ยื่นขออนุญาตจาก BOI ตามแบบคำขออนุญาตจำหน่ายโอนบริจาคเครื่องจักร (F IN MC 04)
- หากอะไหล่ดังกล่าวนำเข้ามายังไม่ครบ 5 ปี จะต้องชำระภาษีอากรตามสภาพ ณ วันที่ยื่นขอจำหน่าย
กรณีเป็นอะไหล่ที่นำเข้ามาโดยชำระอากรขาเข้าเอง
- สามารถจำหน่ายได้โดยไม่ต้องยื่นขออนุญาต
- ไม่มีภาระภาษีอากรใด ๆ อีก
การไม่ได้ใช้งาน ไม่ได้แปลว่าเป็นเศษซาก เช่น กรณีสินค้ารุ่นนั้นไม่ผลิตที่โรงงานเมืองไทยแล้ว จึงไม่มีความต้องการใช้อะไหล่นั้นอีก ก็ยังถือว่าอะไหล่นั้น ยังเป็นอะไหล่ปกติ หากนำเข้าไม่ครบ 5 ปี ก็ต้องชำระภาษีตามสภาพ ณ วันที่จำหน่าย แต่ถ้าไม่ต้องการชำระภาษี (และไม่ส่งออก) ก็เก็บไว้ให้ครบ 5 ปี แล้วจึงยื่นขอจำหน่าย
1. กรณีจำหน่ายโดยส่งออกไปต่างประเทศ
ใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 1 วันทำการ
แต่หากเป็นเครื่องจักรหลัก และระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรสิ้นสุดแล้ว ใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 15 วันทำการ
2. กรณีจำหน่าย โอน หรือบริจาค ในประเทศ ใช้เวลาพิจารณา 15 วันทำการ
กรณีที่ยื่นขอจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศโดยนำเข้ามายังไม่ครบ 5 ปี
- ต้องยื่นขออนุมัติจาก BOI
- BOI จะแจ้งให้กรมศุลกากรเก็บอากรขาเข้าตามสภาพ ณ วันที่ยื่นขออนุญาตจำหน่าย
- กรมศุลกากรจะเรียกเก็บอากรขาเข้าตามสภาพ ณ วันที่ยื่นขอ และเรียกเก็บ VAT โดยไม่มีเงินเพิ่มหรือเบี้ยปรับ เนื่องจากบริษัทยังไม่ได้ทำผิดเงื่อนไข
- แต่หากบริษัทจำหน่ายเครื่องจักรไปแล้ว จึงมายื่นขออนุญาตจำหน่าย กรณีนี้เป็นการทำผิดเงื่อนไขแล้ว จึงต้องชำระภาษีอากรตามสภาพ ณ วันนำเข้า พร้อมกับเบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม
แบบฟอร์มการขอชำระภาษีเครื่องจักรย้อนหลัง ณ วันนำเข้า ไม่มี
ให้ใช้แบบฟอร์มการขอจำหน่ายเครื่องจักร คือ หนังสือนำส่งของบริษัท (ร่างขึ้นเอง)
แบบคําขออนุญาตจําหน่าย/โอน/บริจาคเครื่องจักร (F IN MC 04)
สำเนาหลักฐานการนำเข้าเครื่องจักรทุกรายการที่ขอจำหน่าย
Checklist (F IN MC 01) โดยให้ระบุรายละเอียดว่าได้มีการจำหน่ายเครื่องจักรไปแล้วเมื่อวันที่ ...
ซึ่ง BOI จะมีหนังสือแจ้งให้กรมศุลกากรเรียกเก็บภาษีตามสภาพ ณ วันนำเข้า และมีหนังสือแจ้งบริษัทให้ไปชำระภาษี
บางสำนักฯ อาจให้บริษัทเตรียมหนังสือครุฑไปด้วย ซึ่งให้ขอรับตัวอย่างหนังสือครุฑที่เจ้าหน้าที่ธุรการของสำนักนั้น ๆ กรณีที่มีขอชำระภาษีเครื่องจักรหลายรายการ ซึ่งวันนำเข้าต่างกัน ให้แยกยื่นตามวันที่นำเข้านั้น ๆ จะสะดวกในการออกหนังสือให้เรียกเก็บภาษี
การตัดบัญชีเครื่องจักรที่นำเข้ามาเกิน 5 ปี เป็นเพียงการตัดภาระภาษีสำหรับเครื่องจักรดังกล่าวเท่านั้น แต่บริษัทยังจะต้องใช้เครื่องจักรในโครงการนั้นต่อไป ดังนั้น บริษัทจะจำหน่ายเครื่องจักรออกจากโครงการ จะต้องได้รับจาก BOI ก่อน โดยมีขั้นตอนตามนี้
กรณีจำหน่ายในประเทศ
- จะต้องยื่นขออนุญาตจาก BOI ก่อน
- กรณีเป็นเครื่องจักรหลัก ซึ่งกระทบกับกำลังผลิตหรือกรรมวิธีการผลิต จะต้องยื่นขอแก้ไขโครงการเพื่อลดขนาดกิจการ โดยจะมีการปรับลดวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
- หากเป็นเครื่องจักรเกิน 5 ปี ที่ได้รับอนุญาตให้ตัดภาระภาษีไปแล้ว จะได้รับอนุญาตให้จำหน่ายโดยไม่มีภาระภาษี
- หากไม่เกิน 5 ปี จะมีภาระภาษีตามสภาพ
กรณีส่งออกต่างประเทศ
- กรณีเป็นเครื่องจักรหลัก ซึ่งกระทบกับกำลังผลิตหรือกรรมวิธีการผลิต จะต้องยื่นขอแก้ไขโครงการเพื่อลดขนาดกิจการ โดยจะมีการปรับลดวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
- กรณีไม่ใช่เครื่องจักร ไม่ต้องขอแก้ไขโครงการ
- จากนั้น ให้ยื่นขอส่งคืนเครื่องจักรไปต่างประเทศในระบบ eMT (หากเป็นเครื่องจักรที่นำเข้ามาในระบบเก่า และไม่มีข้อมูลใน Master List ในเลือกเมนู "ส่งคืนเครื่องจักร (นอกระบบ)" )
โครงการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน จะใช้เครื่องจักรเก่าใช้แล้วจากภายในประเทศไม่ได้ กรณีได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่า จะต้องเป็นเครื่องจักรเก่าจากต่างประเทศเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์การอนุมัติโครงการ ข้อ 6.1.3 ตามประกาศที่ 2/2557 เรื่อง นโยบายและหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุน (ยกเว้นกิจการที่ได้รับส่งเสริมตามนโยบายพิเศษ เช่น นโยบาย SMEs จึงจะอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรเก่าใช้แล้วในประเทศได้)
1.ต้องได้รับการตัดบัญชีก่อนจึงจะจำหน่ายได้โดยไม่มีภาระภาษี
- กรณีต้องการตัดบัญชีและจำหน่าย บางสำนักให้ยื่นเรื่องพร้อมกันได้ แต่บางสำนักงานให้ยื่นเรื่องตัดบัญชีให้เสร็จก่อนจึงจะยื่นเรื่องขอจำหน่าย จึงให้ตรวจสอบกับแต่ละสำนักอีกครั้งหนึ่ง
2.การตัดบัญชีเครื่องจักรเกิน 5 ปี ยังคงต้องใช้เครื่องจักรในโครงการต่อไป เว้นแต่จะยื่นขอจำหน่ายเครื่องจักรนั้นด้วย
3.ไม่เข้าใจคำถาม ข้อมูลที่ต้องใช้ในการตัดบัญชี 5 ปี คือ ชื่อเครื่องจักร และเลขที่/วันที่หนังสืออนุมัติสั่งปล่อย
1. แยกเป็น 3 กรณี คือ
1) หากจะยังคงใช้เครื่องจักรนั้นในโครงการต่อไป ให้ยื่นขอตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษีสำหรับเครื่องจักรที่เกิน 5 ปี
2) หากจะจำหน่ายในประเทศ ให้ยื่นขอจำหน่าย (หากเกิน 5 ปี จะไม่มีภาระภาษี)
3) หากจะส่งออก ให้ยื่นขอส่งเครื่องจักรไปต่างประเทศ (ไม่มีภาระภาษี แม้จะไม่เกิน 5 ปี)
2. ก็สามารถจำหน่ายได้ตามที่ได้รับอนุญาต
3. - หากได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินการแล้ว ให้ยื่นขอยกเลิกโครงการ โดยเครื่องจักรที่นำเข้าไม่ครบ 5 ปี จะต้องชำระภาษีตามสภาพ ส่วนวัตถุดิบที่ไม่ได้ส่งออก จะต้องชำระภาษีตามสภาพ ณ วันนำเข้า
- หากจะสอบถามเรื่องยกเลิกโครงการ ให้แยกเป็นคำถามใหม่ ในหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง
1.การอนุญาตให้จำหน่ายเครื่องจักรโดยมีภาระภาษี จะเป็นไปตามแบบฟอร์มนี้ ซึ่งระบุให้บริษัทต้องนำหลักฐานชำระภาษีมายื่นขอตัดบัญชี
2.การอนุญาตให้จำหน่ายเครื่องจักรโดยไม่มีภาระภาษี จะเป็นตามแบบฟอร์มนี้ ซึ่งไม่ได้ระบุให้บริษัทต้องมาตัดบัญชี จึงไม่ต้องยื่นตัดบัญชีอีก
หมายถึงการขอตัดบัญชีเครื่องจักรที่นำเข้าเกิน 5 ปี เพื่อปลอดภาระภาษีหรือเปล่า แต่ไม่ว่าจะหมายถึงเรื่องใด การยื่นเอกสารแต่ละครั้ง จะต้องแนบเอกสารหลักฐานตามที่กำหนดทุกครั้ง และต้องลงนามและประทับตรารับรองเอกสารด้วย
เครื่องจักรที่นำเข้ามาครบ 5 ปี หากไม่ได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ก็สามารถขอจำหน่ายในประเทศ โดยไม่มีภาระภาษี การตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษี ตามที่สอบถาม เป็นการตัดภาระภาษี แต่ยังคงต้องใช้เครื่องจักรในโครงการที่ได้รับส่งเสริมต่อไป การตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษี จะยื่นขอตัดก่อนหรือหลังเปิดดำเนินการก็ได้ แต่ในทางปฏิบัติ ถ้าจะตัด ก็ควรตัดให้ครบทั้งหมด (คือไม่ทยอยตัดทีละเครื่อง) ดังนั้น ตามระยะเวลา จึงควรเป็นการตัดหลังเปิดดำเนินการไปแล้ว
การตัดบัญชีเครื่องจักรมีหลายกรณี เช่น ขอจำหน่าย ขอส่งออก ขอทำลาย หรือตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษี ซึ่งถ้าแบ่งกว้างๆ จะแบ่งได้เป็น
1. การตัดบัญชี เนื่องจากไม่ต้องการใช้เครื่องจักรนั้นในโครงการอีกต่อไป
- หากส่งออกต่างประเทศ ไม่มีภาระภาษี
- หากจำหน่ายในประเทศ ต้องเสียภาษีตามสภาพ แต่หากนำเข้าเกิน 5 ปี ก็ไม่มีภาระภาษีที่ต้องเสีย
- หากทำลาย ไม่มีภาระภาษี
- หากบริจาค ไม่มีภาระภาษี
การดำเนินการทุกอย่าง ต้องได้รับอนุญาตจาก BOI ก่อน และหากเครื่องจักรดังกล่าวเป็นเครื่องจักรหลัก ที่ทำให้กำลังผลิตของโครงการลดลงเกินกว่า 20% หรือทำให้ขั้นตอนการผลิตขาดหายไป ก็จะต้องขอแก้ไขโครงการควบคู่กันไปด้วย
2. การตัดบัญชีที่ต้องการปลดภาระภาษี แต่ยังจะใช้เครื่องจักรในโครงการต่อไป
- ต้องเป็นกรณีที่ปฏิบัติเงื่อนไขอย่างถูกต้อง และนำเข้าเครื่องจักรดังกล่าวเข้ามาครบ 5 ปีแล้วเท่านั้น
- จะตัดบัญชีเพื่อปลดภาระภาษีให้ แต่ยังต้องใช้เครื่องจักรนั้นในโครงการต่อไป
การตัดบัญชีเครื่องจักรแต่ละกรณีตามตัวอย่างข้างต้น มีหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีปฏิบัติแตกต่างกัน จึงต้องสอบถามเป็นเรื่องๆไป เมื่อบริษัทดำเนินการส่งออก / จำหน่าย / ทำลาย / บริจาค / ชำระภาษี หรือตัดภาระภาษี ตามที่ได้รับอนุญาตแล้ว ก็ถือเป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน แต่ BOI จะไม่หักลบยอดจากบัญชีเครื่องจักร ดังนั้น บริษัทจึงต้องเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้ด้วย
ตาม พรบ ส่งเสริมการลงทุน มาตรา 55 บีโอไอมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากรทั้งหมดสำหรับของที่นำเข้า โดยให้ถือว่าผู้ได้รับการส่งเสริมไม่เคยได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากรมาแต่ต้น และผู้ได้รับการส่งเสริมจะต้องเสียภาษีอากรตามสภาพของราคาและอัตราภาษีอากร ณ วันนำเข้า
ซึ่งหมายความว่า แม้เครื่องจักรที่นำเข้ามา จะใช้งานไปแล้ว 10 ปี ก็ตาม แต่หากปฏิบัติผิดเงื่อนไขด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือด้วยเหตุผลอื่นใด บีโอไอมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิทั้งหมดก็ได้ ซึ่งจะทำให้บริษัทต้องเสียภาษีอากรเครื่องจักรย้อนหลัง ณ วันนำเข้า คือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งจะเป็นมูลค่าภาษีอากรจำนวนมหาศาล
ดังนั้น บีโอไอจึงออก ประกาศ สกท ที่ ป.3/2538 กำหนดอายุของเครื่องจักรที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษี ให้มีอายุ 5 ปี ซึ่งหากในช่วงเวลานี้ ไม่ได้ฝ่าฝืนหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไข ก็จะปลอดจากภาระภาษีอากร แต่ทั้งนี้ ต้องยื่นเรื่องให้บีโอไอตรวจสอบเป็นรายๆไป เมื่อบีโอไอตรวจสอบว่าบริษัทปฏิบัติตามเงื่อนไขถูกต้อง ก็จะตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษีให้กับเครื่องจักรนั้นๆ การตัดบัญชีเครื่องจักรเพื่อปลอดภาระภาษี จึงเสมือนเป็นหลักประกันเบื้องต้นว่า เครื่องจักรนั้นจะไม่มีการถูกเรียกเก็บภาษีอีก
ยกตัวอย่าง เช่น เมื่อครบ 5 ปี และตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษีไปแล้ว แต่ในปีที่ 6 บริษัทฝ่าฝืนเงื่อนไข เช่น นำเครื่องจักรไปให้ผู้อื่นยืมใช้ หรือนำเครื่องจักรไปผลิตสินค้าอื่นที่ไม่ได้รับการส่งเสริม บีโอไอก็ไม่สามารถเรียกเก็บภาษีเครื่องจักรนั้นได้ (แต่อาจใช้มาตรการอื่น เช่น เพิกถอนการให้การส่งเสริม เป็นต้น)
การตัดบัญชีเครื่องจักรเพื่อปลอดภาระภาษีเมื่อครบ 5 ปีนี้ ไม่ใช่มาตรการบังคับ จะทำหรือไม่ก็ได้ แต่เป็นการลดภาระการตรวจสอบในอนาคต เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป แล้วพบว่ามีการปฏิบัติผิดเงื่อนไข ก็จะเป็นภาระของทั้งบีโอไอและผู้ประกอบการในการต้องตรวจสอบเอกสารย้อนหลังกลับไปหลาย ๆ ปี เครื่องจักรในที่นี้ รวมถึงเครื่องจักร อุปกรณ์ แม่พิมพ์ และอื่นๆ ที่นำเข้ามาโดยใช้สิทธิมาตรา 28 และ 29
5 ปี นับจากวันที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร (วันนำเข้าตามใบขนฯ)
ถ้าได้รับหนังสืออนุมัติจากบีโอไอให้ตัดบัญชีเครื่องจักรเพื่อปลอดภาระภาษี ก็เป็นอันจบขั้นตอนทั้งหมดแล้ว
- เครื่องจักรยังคงต้องใช้ในกิจการที่ได้รับส่งเสริมนั้นต่อไป
- ให้เก็บหนังสืออนุมัติจาก BOI เป็นหลักฐานว่าเครื่องจักรรายการที่อนุมัติ หมดจากภาระภาษีแล้ว
- การตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษี ไม่ใช่การอนุมัติให้จำหน่าย
ดังนั้น หากหลังจากนั้น จะขอจำหน่าย ก็จะต้องยื่นเรื่องตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งหากจะขอจำหน่ายในประเทศ ก็จะไม่มีภาระภาษี เพราะได้ตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษีไปแล้ว
การตัดบัญชีเครื่องจักรเพื่อปลอดภาระภาษีเมื่อใช้งานครบ 5 ปี ส่วนใหญ่จะมี 2 กรณีคือ
1. ตัดบัญชีไปพร้อมกับการขออนุญาตจำหน่าย
กรณีนี้จะพิจารณาว่า เครื่องจักรที่จำหน่ายเป็นเครื่องจักรหลักที่จะทำให้กำลังผลิตหรือกรรมวิธีเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หากกระทบ ก็จะต้องมีเครื่องจักรเข้ามาแทน หรือต้องขอลดกำลังผลิต เป็นต้น
ซึ่งกรณีนี้ หากยังไม่ครบกำหนดเปิดดำเนินการ จะยังไม่เปิดครบตามโครงการก็ได้
2. ตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษี แต่จะยังคงใช้ในโครงการ
กรณีนี้จะขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณา แต่ส่วนใหญ่มักจะแจ้งให้บริษัทเปิดดำเนินการให้ครบตามโครงการก่อน
เข้าใจไม่ถูกต้องครับ เครื่องจักรที่ใช้สิทธินำเข้าตามมาตรา 28 หรือ 29 จะต้องใช้ในกิจการที่ได้รับส่งเสริมเท่านั้น หากไม่ต้องการใช้เครื่องจักรในโครงการ สามารถดำเนินการได้ดังนี้
ขอส่งออกไปต่างประเทศ
- ไม่มีภาระภาษี
ขอจำหน่ายในประเทศ
- มีภาระภาษีตามสภาพ
- หากนำเข้าเกิน 5 ปี สามารถตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษี และจำหน่ายโดยไม่มีภาระภาษี
ขอบริจาค
- ไม่มีภาระภาษี
ขอทำลาย
- ต้องเป็นกรณีชำรุดเสียหายเท่านั้น
- ไม่มีภาระภาษี
กรณีที่นำเข้าเครื่องจักรครบ 5 ปีแล้ว จะยื่นตัดบัญชีเพื่อปลอดภาระภาษีหรือไม่ก็ได้
แม้จะได้รับอนุญาตให้ตัดบัญชีเพื่อปลอดภาษีแล้ว บริษัทก็ยังคงต้องใช้เครื่องจักรนั้นในโครงการที่ได้รับส่งเสริมต่อไป การจะจำหน่ายเครื่องจักรออกจากโครงการ (ตัดบัญชีเครื่องจักร) จะต้องดำเนินการตามวิธีข้างต้น
อายุเครื่องจักร/แม่พิมพ์ นับจากวันที่นำเข้าครั้งแรกของเครื่องจักร/แม่พิมพ์นั้น ๆ
1. เครื่องจักร เครื่องมือ ที่มีลักษณะใช้งานสิ้นเปลือง เช่น ใบมีด ดอกสว่าน ฯลฯ สามารถยื่นขอทำลายได้โดยไม่มีภาระภาษี โดยไม่ต้องเก็บให้ครบ 5 ปี
2. เครื่องจักร เครื่องมือ ทุกรายการ ที่นำเข้าเกิน 5 ปี สามารถยื่นขอตัดบัญชีเพื่อปลดภาระภาษีได้ แต่ยังจะต้องใช้ในโครงการต่อไป
3. กรณีที่นำเข้าเกิน 5 ปี และไม่ต้องการใช้ในโครงการต่อไป สามารถยื่นขอจำหน่ายโดยไม่มีภาระภาษี และเมื่อจำหน่ายหรือกำจัดแล้ว จะต้องยื่นตัดบัญชี เพื่อลดยอดจำนวนที่นำเข้าโดยใช้สิทธิต่อไป