Chat
x
toggle menu
toggle menu

Select Groups

All Group
  • All Group
  • นโยบายเเละมาตรการพิเศษในการส่งเสริม
  • การขอรับการส่งเสริมการลงทุน
  • การออกบัตรส่งเสริม
  • การเปิดดำเนินการ
  • การเเก้ไขโครงการ
  • การดำเนินการอื่น ๆ
  • การรายงานความคืบหน้าโครงการ (e-Monitoring)
  • การปฏิบัติหลังการได้รับการส่งเสริม
  • การยกเลิกบัตรส่งเสริม
  • เรื่องทั่วไป
  • การใช้สิทธิด้านที่ดิน
  • การใช้สิทธิด้านเครื่องจักร
  • การใช้สิทธิด้านช่างฝีมือ/ต่างด้าว
  • การใช้สิทธิด้านวัตถุดิบ
  • ประเภทกิจการ - การแพทย์
  • การใช้สิทธิด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล
  • ประเภทกิจการ - รถยนต์ไฟฟ้า
  • ประเภทกิจการ - ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (IBC) IPO และ TISO
  • ประเภทกิจการ - โรงแรม
  • ประเภทกิจการ - ผลิตผลิตภัณฑ์โลหะรวมทั้งชิ้นส่วนโลหะ
  • ประเภทกิจการ - กิจการผลิตเครื่่องจักร อุุปกรณ์และชิ้นส่วน
  • ประเภทกิจการ - กิจการศูนย์กระจายสินค้าระหว่า ประเทศด้วยระบบที่่ทันสมัย (IDC)
บริษัทได้รับการส่งเสริม BOI ผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น LEAD FRAME กรณีที่บริษัทอื่นนำวัตถุดิบมาให้เราผลิตตามกระบวนการที่บริษัทฯ ได้รับอนุมัติตามบัตรส่งเสริม บริษัทผู้ว่าจ้างสามารถหัก ณ ที่จ่าย 3% กับบริษัทเราได้หรือไม่อย่างไร (กรณีวัตถุดิบไม่ใช่ของเรา)

รายได้จากการรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์ที่ได้รับส่งเสริม โดยมีขั้นตอนการผลิตครบถ้วนตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม ถือเป็นรายได้ตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม ซึ่งสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้

ดังนั้น บริษัทผู้ว่าจ้างจึงไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ก็ได้ โดยใช้สำเนาบัตรส่งเสริมของผู้รับจ้างเป็นหลักฐานในการไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย กรณีเป็นการรับจ้างผลิตเช่นนี้ หากบริษัทผู้รับจ้างเป็นนิติบุคคลต่างชาติ จะต้องยื่นขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จากสำนักบริหารการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้ถูกต้องด้วย

บริษัทผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น LEAD FRAME ซึ่งมีขั้นตอนการผลิตที่ได้รับอนุมัติ ดังนี้ 1. บางส่วนชุบเคลือบผิว บางส่วนนำไปว่าจ้างผู้อื่นชุบเคลือบผิว 2. ตัดเป็นชิ้น หรือม้วนเป็นแถบ ตามความต้องการของลูกค้า 3. ตรวจสอบ เตรียมจำหน่าย คำถาม กรณีที่บริษัท A ซื้อ Material จาก บริษัท B แล้วให้ บริษัท B จัดส่ง Material ให้กับทางบริษัทเรา เพื่อทำการผลิตสินค้า LEAD FRAME ตามขั้นตอนที่ได้รับอนุมัติ โดยผ่านขั้นตอน 1, 4 และที่ 5 ดังนั้น บริษัท B (ผู้ว่าจ้าง) สามารถ หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% กับทางบริษัท เราได้หรือไม่ อย่างไร และถือเป็นการรับจ้างผลิตหรือไม่ เนื่องจากบริษัทยังได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี อยู่ (ซึ่งเราขาย Product เป็น NON-BOI ให้ A) แต่ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตตรงกับทีได้รับส่งเสริม คือ LEAD FRAME แบบนี้เข้าข่ายรับจ้างหรือไม่ ทางบริษัทฯต้องดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับบัตรส่งเสริม หรือไม่ต้องแก้ไขใดๆ

คำถามน่าจะให้ข้อมูลไม่ครบ (กรรมวิธีผลิตมีเพียง 3 ขั้นตอน แต่จะรับจ้างผลิตขั้นตอนที่ 1,4,5) จึงขอตอบเท่าที่ได้รับข้อมูลคือ

1. กรณีที่สอบถาม เป็นการรับจ้างผลิต

2. การรับจ้างผลิตสินค้าชนิดเดียวกับที่ได้รับส่งเสริม โดยมีขั้นตอนการผลิตครบถ้วนตามที่ได้รับส่งเสริม สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ และผู้ว่าจ้างไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% โดยผู้ได้รับการส่งเสริมจะต้องส่งสำเนาบัตรส่งเสริมให้ผู้ว่าจ้างเพื่อเป็นหลักฐาน

3. นิติบุคคลต่างชาติที่ประกอบธุรกิจรับจ้างผลิตจะต้องได้รับหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จากสำนักบริหารการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ด้วย

1. นำแถบโลหะ มาปั๊มขึ้นรูปตามแบบที่กำหนด 2. บางส่วนชุบเคลือบผิว บางส่วนนำไปว่าจ้างผู้อื่นชุบเคลือบผิว 3. บางส่วนล้างชิ้นงาน 4. ตัดเป็นชิ้น หรือม้วนเป็นแถบ ตามความต้องการของลูกค้า 5. ตรวจสอบ เตรียมจำหน่าย สอบถามเพิ่มเติม ทางบริษัทต้องแก้ไขบัตรส่งเสริมหรือไม่ เพิ่มขั้นตอน การรับจ้าง เนื่องจากเราทำครบตามกระบวนการที่ได้รับการส่งเสริม หรือแจ้งแค่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เนื่องจากกรรมวิธีผลิตที่ได้รับอนุมัติ เปิดกว้างว่าขั้นตอนที่ 2 และ 3 จะมีการผลิตหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น การผลิตเฉพาะขั้นตอนที่ 1,4,5 จึงถือว่าครบขั้นตอนการผลิต การรับจ้างผลิตตามขั้นตอนที่ 1,4,5 จึงครบขั้นตอนที่ได้รับส่งเสริม ไม่ต้องขอแก้ไขบัตร ให้ขออนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจ เพื่อขอรับจ้างผลิตสินค้าตามที่ได้รับการส่งเสริมก็พอ

รายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ผลิตผล หรือการให้บริการตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม ไม่เกินปริมาณการผลิตต่อปี หรือไม่เกินขนาดของกิจการที่ให้บริการตามที่ระบุไว้ในบัตรส่งเสริม คือ คือรายได้ ที่นำค้าสินเข้ามาใช้สิทธิบีโอไอ แล้วส่งออกขายไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ ใช่หรือไม่

ถูกต้อง ในบัตรส่งเสริมทุกฉบับ ไม่มีเงื่อนไขว่าต้องผลิตส่งออก ดังนั้น ไม่ว่าจะผลิตเพื่อขายในประเทศหรือเพื่อส่งออก ก็สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ แต่จะต้องมีขั้นตอนการผลิตครบถ้วนตามที่ได้รับส่งเสริมด้วย

กรณีที่บริษัทได้เปิดดำเนินการ มีการแก้ไขกำลังการผลิต และเงินรายได้นิติบุคคลเรียบร้อยแล้ว แต่ภายหลังได้มีการซื้อเครื่องจักรในส่วนของการบรรจุเข้ามาติดตั้งใหม่เพิ่มเติมโดยทำการเสียภาษีนำเข้าเอง มาใช้ในกิจการที่ได้รับบีโอไอแล้วมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สินค้าตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น อยากทราบว่าสินค้าที่ผลิตตามกระบวนการบีโอไอแต่เปลี่ยนชนิดการบรรจุจากกระป๋องเป็นถุงหรือหลอดสามารถนำรายได้จากการขายมาใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่

สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ โครงการที่เปิดดำเนินการเต็มโครงการแล้ว จะไม่อนุญาตให้แก้ไขโครงการเพื่อเพิ่มกำลังผลิตหรือเพิ่มขั้นตอนการผลิต ซึ่งต้องมีการลงทุนเครื่องจักรเพิ่มเติม กรณีที่สอบถาม ไม่ใช่เป็นการเพิ่มขั้นตอนการผลิต เนื่องจากเดิมได้รับอนุมัติให้มีขั้นตอนการบรรจุอยู่แล้ว บริษัทจึงสามารถซื้อเครื่องจักรในขั้นตอนการบรรจุมาใช้ในโครงการอีกเท่าไรก็ได้ โดยไม่ต้องแจ้ง BOI แต่จะไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และจะไม่นับรวมเป็นขนาดการลงทุนเพื่อคำนวณวงเงินยกเว้นภาษีให้ ส่วนการใช้สิทธิภาษีเงินได้นิติบุคคล ยังคงใช้ได้ตามปกติ เพราะยังเป็นการผลิตสินค้าตามกระบวนการที่ได้รับส่งเสริม

หมายเหตุ: คำตอบนี้ไม่รวมกรณีกิจการเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วน ซึ่งอนุญาตให้นำเข้าเครื่องจักรตลอดระยะเวลาที่ได้รับส่งเสริม

บริษัทได้สั่งซื้อผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่จากบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น, บริษัทนำเข้ามาปกติไม่ได้ใช้สิทธิยกเว้นอากรแต่อย่างใด (เนื่องจากผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่มีแผนจะผลิตที่ไทย, แต่ยังไม่ได้ขออนุมัติสูตรการผลิต) เพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าในเขตฟรีโซน, อยากทราบว่าบริษัทสามารถบันทึกรายได้ดังกล่าว เป็นรายได้ประเภท BOI ได้หรือไม่

ไม่ค่อยเข้าใจคำถาม จึงขอตอบกลางๆ ไว้ก่อนคือ รายได้จากสินค้าที่จะใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขคือ

ชนิดผลิตภัณฑ์ตรงตามบัตรส่งเสริม

กำลังผลิตไม่เกินบัตรส่งเสริม

ผลิตตามกรรมวิธีที่ได้รับส่งเสริม โดยวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตจะนำเข้าโดยยกเว้นภาษีหรือชำระภาษีก็ได้ (เป็นคนละประเด็นกับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล)

ส่วนการจำหน่าย จะส่งออก หรือจำหน่ายในประเทศ หรือจำหน่ายไปยังฟรีโซน ก็สามารถยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ทั้งสิ้น

ในกรณีที่ทางบริษัทได้รับการว่าจ้างจากทางลูกค้าภายในประเทศให้ผลิตผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการส่งเสริมส่งขายให้กับทางลูกค้า โดยที่ทางลูกค้านำวัตถุดิบมาให้ ทางบริษัททำการผลิตส่งให้ทางลูกค้า และทางบริษัทออกอินวอยซ์เก็บเงินเฉพาะค่าจ้างเท่านั้น (เครื่องจักรนำเข้าภายใต้บีโอไอ) สิ่งที่อยากทราบคือ 1.ในการรับจ้างนี้ทางบริษัทสามารถทำได้หรือไม่ 2.รายได้ในการรับจ้าง สามารถใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่ 3.ในอินวอยซ์ควรจะระบุข้อความเป็นอย่างไร เช่น service charge ได้หรือไม่

ต้องแยกเป็น 2 เรื่อง คือ 1) การรับจ้างทำได้หรือไม่ 2) การรับจ้างผลิตสินค้าตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม ถือเป็นส่วนที่ได้รับส่งเสริมหรือไม่

คำตอบคือ

1) การรับจ้างผลิต หากเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทย สามารถทำได้ แต่หากเป็นต่างชาติ ต้องขออนุญาตจากสำนักบริหารการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

2) การรับจ้างผลิตสินค้าตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม โดยมีกรรมวิธีการผลิตครบถ้วนตามที่ได้รับการส่งเสริม ถือเป็นการดำเนินการตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม รายได้ในส่วนนี้สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้

ตอบคำถาม

1. หากเป็นบริษัทสัญชาติไทย และรับจ้างผลิตสินค้าตามโครงการ โดยมีขั้นตอนผลิตครบถ้วน ก็สามารถทำได้

2. รายได้จากการรับจ้างผลิตสินค้าตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม โดยมีกรรมวิธีผลิตครบถ้วนตามที่ได้รับส่งเสริม สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้

3. อินวอยซ์น่าจะต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็นการรับจ้างผลิตอะไร จำนวนเท่าไร

ในกรณีที่ทางบริษัทมีการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศและซื้อในประเทศรวมอยู่ในไลน์ผลิตเดียวกัน ซึ่งจะผลิตผลิตภัณฑ์ที่ระบุใน BOI จะสามารถใช้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่

เครื่องจักรที่จะใช้ในโครงการ BOI จะต้องเป็นเครื่องจักรใหม่ หากเป็นเครื่องจักรเก่า ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยมีอายุไม่เกินที่กำหนด และมีใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรเก่า กล่าวคือ การใช้เครื่องจักรในประเทศ ที่เป็นเครื่องจักรใหม่ เป็นไปตามนโยบายและเงื่อนไขที่ BOI กำหนด รายได้ที่เกิดจากเครื่องจักรในประเทศ ที่เป็นเครื่องจักรใหม่ จึงเป็นรายได้ตามโครงการ ซึ่งสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

สอบการเรื่องการได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ครับ บริษัท ได้รับการส่งเสริมฯ ปกติสามารถขายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม อยากสอบถามว่าถ้าบริษัท ขายให้กับบริษัททั่วๆ ไป ที่ไม่ได้รับการส่งเสริมฯ รายจากการขายสามารถนำมารวมกับรายได้ที่ขายปกติได้หรือไม่(งานที่ขายผ่าน Processผ่านเครื่องจักรที่ไก้รับการส่งเสริมและถูกต้องตามโครงการ) และสามารถได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือไม่ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขายดังกล่าวจะต้องทำบัญชีแยกจากโครงการปกติ(ส่งเสริม BOI) หรือไม่

รายได้จากการจำหน่ายสินค้าให้กับบริษัททั่วๆไปที่ไม่ได้รับการส่งเสริม

สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เนื่องจากไม่ขัดกับเงื่อนไขข้อใดในบัตรส่งเสริม แต่จะไม่สามารถใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบตามมาตรา 36

-เนื่องจากไม่ได้เป็นการผลิตส่งออกตามเงื่อนไขของมาตรา 36

- แต่หากลูกค้าอยู่ในฟรีโซน ก็ใช้สิทธิได้ เนื่องจากการขายเข้าฟรีโซนถือเป็นการส่งออกตามความหมายของมาตรา 36

บริษัทได้รับการส่งเสริมให้ผลิตจอภาพแสดงผล ซึ่งจอภาพดังกล่าวจะมีฐานรองเพื่อยึดกับรถยนต์ ต่อมาบริษัทมีลูกค้าที่ต้องการซื้อเฉพาะฐานของจอภาพ ไม่ทราบว่ารายได้จากการขายจอภาพ จะสามารถนำมาใช้สิทธิ์ได้หรือไม่ บริษัทจำเป็นต้องทำเรื่องขอแก้ไขโครงการหรือไม่

หากฐานรองจอภาพเป็นชิ้นส่วนที่ผลิตขึ้นเอง สามารถขอแก้ไขโครงการเพื่อจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปได้ (ยื่นแบบคำขอแก้ไขโครงการ) ซึ่งเมื่อได้รับอนุมัติ รายได้ส่วนนี้ก็จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย แต่หากฐานรองจอภาพไม่ได้เป็นชิ้นส่วนที่ผลิตขึ้นเอง ปกติจะไม่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายภายใต้โครงการที่ได้รับส่งเสริม

หากเป็นชิ้นส่วนที่ไม่ได้ผลิตขึ้นเอง รายได้ไม่สามารถนำมาใช้สิทธิ์ถูกต้องไหม แล้วการขายถือว่าผิดเงื่อนไข BOI หรือไม่

กรณีที่บัตรส่งเสริมไม่ได้ระบุให้มีการจำหน่ายชิ้นส่วนที่ไม่ได้ผลิตเอง ก็เท่ากับว่าการจำหน่ายชิ้นส่วนนั้นไม่ใช่เป็นส่วนที่ได้รับการส่งเสริม

1. รายได้จากการจำหน่ายชิ้นส่วนนั้น จะใช้สิทธิไม่ได้

2. หากชิ้นส่วนนั้นนำเข้ามาโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 36 แล้วจำหน่ายไปโดยไม่ได้แปรรูปเป็นสินค้าตามที่ระบุในบัตรส่งเสริม ก็ถือว่าไม่ถูกต้อง และจะตัดบัญชีวัตถุดิบไม่ได้

3. หากบริษัทชำระอากรขาเข้าชิ้นส่วนนั้น แล้วนำไปจำหน่าย ก็อาจเข้าข่ายการซื้อมาขายไป ซึ่งเป็นธุรกิจบริการ ดังนั้น หากเป็นบริษัทที่มีหุ้นต่างชาติข้างมาก ก็อาจต้องขออนุญาตตาม พรบ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวด้วย

กระบวนการผลิต 100 เปอร์เซ็นต์ ทำที่บริษัท แต่ไม่ได้ผ่านเครื่องจักรหลัก ถามว่าในกรณีนี้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้หรือไม่ 1.กระบวนการแรก คือ ฉีดขึ้นรูป ( เครื่องจักรหลัก ) 2. นำมาประกอบรายประกอบ แต่มีบาง Model ไม่ได้ผ่านกระบานการที่1 แต่เราซื้อวัตถุดิบที่ขึ้นรูปแล้ว มาประกอบกับ วัตถุดิบชิ้นอื่น ที่รายประกอบ จนเป็นสินค้าสำเร็จรูป และส่งขายได้

หากกรรมวิธีผลิตที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมที่ระบุในหนังสือแจ้งมติ (หรือหนังสืออนุมัติให้แก้ไขกรรมวิธีการผลิต) ระบุว่า "บางรุ่นจะผลิตโดยการนำชิ้นส่วนพลาสติกที่ขึ้นรูปแล้ว มาประกอบกับชิ้นส่วนอื่นๆ" ก็แปลว่า บางรุ่นสามารถผลิตโดยไม่ต้องฉีดพลาสติกขึ้นเองก็ได้

สรุปคือ การจะดูว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นมานั้นตรงตามที่ได้รับส่งเสริมหรือไม่ และจะสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่ ให้ดูว่า ชื่อผลิตภัณฑ์ตรงตามบัตรส่งเสริมหรือไม่ กรรมวิธีการผลิตตรงตามที่ได้รับอนุมัติหรือไม่ กำลังผลิตเกินกว่าบัตรส่งเสริมหรือไม่ ปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่นๆในบัตรถูกต้องหรือไม่ ส่วนจะใช้เครื่องจักรหลักหรือไม่หลัก ไม่ได้เป็นตัวกำหนดการใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

กำลังการผลิตตามบัตร 3.6 ล้าน ผลิตจริง 3.8 ล้าน (ไม่เกิน 20%) รายได้จากผลผลิต 3.8 ล้าน ได้รับการยกเว้นภาษีหรือไม่

รายได้จากการจำหน่ายสินค้าปริมาณเกินกว่าบัตรส่งเสริมในแต่ละรอบปีบัญชี จะไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ คือ

1. หากกำลังผลิตในบัตรส่งเสริมคือ 3.6 ล้านชิ้น แต่จำหน่าย 3.8 ล้านชิ้น ส่วนเกิน คือ 0.2 ล้านชิ้น ต้องเสียภาษีเงินได้

2. หากรอบปีบัญชีแรก หรือรอบปีบัญชีสุดท้ายของการยกเว้นภาษีเงินได้ มีระยะเวลาไม่ครบ 12 เดือน ก็ให้คำนวณตามสัดส่วนนั้นๆ เช่น

รอบปีบัญชีของบริษัท คือ ม.ค.-ธ.ค. แต่หากเริ่มจำหน่ายตั้งแต่ ต.ค. เป็นต้นไป คือเพียง 3 เดือน รอบปีบัญชีนั้น ก็จะใช้สิทธิยกเว้นภาษีได้ ได้ไม่เกิน 3/12 ของกำลังผลิต คือ 0.9 ล้านชิ้น

ส่วนรอบปีบัญชีสุดท้ายที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ จะเป็นการจำหน่ายตั้งแต่ ม.ค. – ก.ย. และจะใช้สิทธิยกเว้นภาษีได้ไม่เกิน 9/12 ของกำลังผลิต คือ 2.7 ล้านชิ้น

บริษัท A ได้รับส่งเสริม BOI มีกำลังการผลิต 12,000 ชิ้นต่อปี ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 56 บริษัท A ได้ขายกิจการไปให้บริษัท B โดยมีคำถามดังนี้ 1. บริษัท A ได้รับยกเว้นภาษีนิติบุคคลสำหรับกำลังการผลิตจำนวนกี่ชิ้น? 2. บริษัท B ได้รับยกเว้นภาษีนิติบุคคลสำหรับกำลังการผลิตจำนวนกี่ชิ้น? 3. ถ้าบริษัท A ใช้สิทธิจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 56 จำนวน 7,000 ชิ้น จะมีปัญหาหรือไม่?

สมมุติว่า A และ B มีรอบปีเหมือนกัน คือ ม.ค. - ธ.ค. หากโอนบัตรในวันที่ 1 ก.ค. 56 A จะสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษี สำหรับยอดขายระหว่าง 1 ม.ค. - 30 มิ.ย. ได้ไม่เกิน 6,000 ชิ้น (50% ของกำลังผลิตสูงสุดต่อปี) ส่วน B ก็สามารถใช้สิทธิสำหรับยอดขายระหว่าง 1 ก.ค. - 31 ธ.ค. ได้ไม่เกิน 6,000 ชิ้น ดังนั้น หาก A ยื่นขอใช้สิทธิระหว่าง 1 ม.ค. - 30 มิ.ย. จำนวน 7,000 ชิ้น ก็ถือว่าใช้สิทธิเกินกว่าที่ได้รับส่งเสริม

เรื่องยื่นขยายการกำหนดมีรายได้ครั้งแรก บัตรส่งเสริมฯ ลงวันที่ 31/01/2560 ส่วนสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ ม.31 ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล กำหนดระยะเวลา 6 ปี นับตั้งแต่วันที่มีรายได้ครั้งแรก เนื่องจากบริษัท ฯ ยังไม่ได้ดำเนินการก่อสร้าง และยังไม่ได้ยื่นขอใช้สิทธิประโยชน์ใดๆๆ แต่บริษัท ฯ ได้ไปแจ้งยืนยันการดำเนินการตามโครงการ ระบบ emonitoring เดือน ก.พ. 61 และ ก.ค. 61 เรียบร้อยแล้ว แสดงว่าบริษัท ฯ ได้ยื่นขยายการกำหนดการมีรายได้ครั้งแรก แล้วใช่ไหม หรือต้องทำอย่างไรบ้าง

บัตรส่งเสริม ไม่มีเงื่อนไขกำหนดว่า ต้องเริ่มมีรายได้ครั้งแรกภายในเมื่อใด จึงไม่ต้องยื่นขยายวันเริ่มมีรายได้ครั้งแรก และไม่เกี่ยวอะไรกับการยืนยันการดำเนินการตามโครงการ

บัตรส่งเสริมไม่มีเงื่อนไขกำหนดว่า ต้องเริ่มมีรายได้ครั้งแรกภายในเมื่อใด รบกวนสอบถามต่อถ้าบริษัท ฯ อยู่โครงการ นโยบายส่งเสริมการลงทุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ ประกาศที่ 10/2558 http://www.faq108.co.th/boi/announcement/pdf/2558_10.pdf เงื่อน ข้อ ๒.๓ กิจการสนับสนุนการพัฒนาคลัสเตอร์ (๒) ให้ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการลงทุนในอัตราร้อยละ 50 ของอัตราปกติ เป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่กำหนดระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสิ้นสุด ๓.๒ ต้องมีรายได้ครั้งแรกภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2550 ในความที่มีความจำเป็นให้สำนักฯ พิจารณาขยายเวลาดำเนินการตามความเหมาะสม สรุป บริษัทฯ ต้องอ้างอิงตามบัตรส่งเสริม หรือตามประกาศ ที่ 10/2558 คะ ถ้าอ้างอิงตามประกาศ บริษัทฯ ต้องทำอย่างไรบ้างคะ เพราะหมดระยะเวลาที่กำหนดต้องมีรายได้ครั้งแรก วันที่ 31 ธ.ค. 2560

หากบริษัทได้รับส่งเสริมโดยได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเป็นพิเศษ ตามนโยบายพัฒนาคลัสเตอร์ (ประกาศ กกท ที่ 10/2558) ก็จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของประกาศ คือ ต้องมีรายได้ครั้งแรกภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 หากปฏิบัติไม่ได้ หรือยื่นขอขยายเวลาแล้วแต่ไม่ได้รับอนุญาตจาก BOI ก็จะถูกปรับลดสิทธิประโยชน์เหลือเท่ากับหลักเกณฑ์ตามนโยบายส่งเสริมการลงทุนตามปกติ ที่บังคับใช้อยู่ในขณะนั้น

บริษัทฯ ได้สิทธิตามมาตรา 31 มีรายได้แล้วตั้งแต่ปีแรกที่เปิดบริษัทฯ แต่ตอนนี้ยังขาดทุนอยู่ และยังไม่ได้แจ้งเปิดดำเนินการกับ BOI ระยะเวลา 8 ปี ที่ใช้สิทธิทางภาษีต้องนับอย่างไร

วันที่จะเริ่มนับสิทธิการยกเว้นภาษีเงินได้ จะนับจากวันที่มีรายได้ครั้งแรกตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม รายละเอียดเบื้องต้นตามนี้ www.faq108.co.th/boi/tax/firstdate.php

นับจากวันที่เลยใช่ไหม เช่น ของผมมีรายได้วันแรก วันที่ 19 ตุลาคม 2554 นับไปอีก 8 ปี ก็จะครบ 18 ตุลาคม 2562 คือในปี 2562 ก็ใช้สิทธิได้แต่ไม่เต็มปีใช่ไหม แล้วกรณีมีขาดทุนสะสมก็จะยกไปใช้ ในปี 2563 - 2567 ใช่ไหม

1. การนับระยะเวลายกเว้นภาษีจะนับวันชนวัน ถูกต้อง ปีไหนที่ได้รับสิทธิไม่ครบปี ก็ใช้สิทธิได้เฉพาะรายได้ในช่วงวันเวลาที่ได้รับสิทธิเท่านั้น

2. หากในระหว่างที่ได้รับยกเว้นภาษีมีผลขาดทุนประจำปี ก็สามารถยกผลขาดทุนไปหักลบจากกำไรหลังสิ้นสุดสิทธิได้ไม่เกิน 5 ปี ตามที่เข้าใจ ถูกต้องแล้ว

บริษัทที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 6 ปี เริ่มมีรายได้ครั้งแรก วันที่ 10/4/2010 แล้วอย่างนี้จะครบ 6 ปี จะต้องนับยังไง (เพราะว่าครั้งแรกที่มีรายได้เป็นเดือน 4) จำเป็นต้องเริ่มเสียภาษีตั้งแต่ปีไหน

บริษัทได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ 6 ปี นับจากวันที่เริ่มมีรายได้ครั้งแรก จึงจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ของรายได้ตั้งแต่วันที่ 10/4/2010 - 9/4/2016 หากรอบปีบัญชีของบริษัท คือ มกราคม - ธันวาคม จะสามารถใช้สิทธิ 7 รอบปีบัญชี แต่รอบปีแรกและรอบปีสุดท้าย จะใช้สิทธิได้ไม่ครบรอบปีบัญชี คือ สามารถใช้สิทธิสำหรับรายได้ดังนี้

รอบปี 2010 ใช้สิทธิสำหรับรายได้ 10/4/2010 - 31/12/2010

2011 ใช้สิทธิได้ตลอดทั้งปี

2012 ใช้สิทธิได้ตลอดทั้งปี

2013 ใช้สิทธิได้ตลอดทั้งปี

2014 ใช้สิทธิได้ตลอดทั้งปี

2015 ใช้สิทธิได้ตลอดทั้งปี

รอบปี 2016 ใช้สิทธิสำหรับรายได้ 1/1/2016 - 9/4/2016

วันที่เริ่มใช้สิทธิภาษีเงินได้ตั้งแต่วันที่เริ่มมีรายได้ รายได้ตรงนี้คือรายได้จากการประกอบกิจการใช่ไหม เนื่องจาก ณ ปัจจุบันบริษัทฯ เปิดโครงการใหม่อีก 1 โครงการ แรกเริ่มคาดว่าจะเริ่มขาย และมีรายได้ ณ ปีนี้ แต่เนื่องจากเศรษฐกิจช่วงนี้ไม่ค่อยดี ทางลูกค้าเลื่อนการสั่งชื้อออกไป แต่ทางบริษัทฯได้มีการสั่งชื้อวัตถุดิบเข้ามาแล้ว อาจเกิดการหมดอายุได้ จึงได้มีการเจรจา โดยแนวทางคือ ทางลูกค้าอาจทำการจ่ายค่าวัตถุดิบบางส่วนหรือทั้งหมด และให้ทิ้งวัตถุดิบนั้น ๆ ซึ่งหากรายได้จากตรงนี้เกิดขึ้น ทางบริษัทฯ จะ ต้องถือเป็นรายได้ และถือเป็นการเริ่มสิทธิทางภาษีเลยใช่หรือไม่

สิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 31 ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่เริ่มมีรายได้ตามโครงการที่ได้รับการส่งเสริม เช่น หากบริษัทได้รับส่งเสริมผลิตผลิตภัณฑ์ A ปีละ 1 ล้านชิ้น วันเริ่มมีรายได้ตามโครงการ ก็จะนับจากวันที่เริ่มจำหน่ายผลิตภัณฑ์ A เท่านั้น กรณีที่สอบถาม เป็นรายได้ที่ลูกค้ารับซื้อวัตถุดิบคืน ไม่ใช่รายได้ตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม จึงจะใช้สิทธิยกเว้นภาษีไม่ได้ และจะไม่ทำให้วันที่เริ่มใช้สิทธิตามมาตรา 31 ของโครงการเปลี่ยนแปลงไป

ขออภัยครับ ไม่มีข้อมูลส่วนนี้ ในภาษาที่ท่านเลือก !

Sorry, There is no information support your selected language !

Download และ ติดตั้งโปรแกรมอ่าน PDF

Download PDF Reader

Site map