Chat
x
toggle menu
toggle menu

Select Groups

All Group
  • All Group
  • นโยบายเเละมาตรการพิเศษในการส่งเสริม
  • การขอรับการส่งเสริมการลงทุน
  • การออกบัตรส่งเสริม
  • การเปิดดำเนินการ
  • การเเก้ไขโครงการ
  • การดำเนินการอื่น ๆ
  • การรายงานความคืบหน้าโครงการ (e-Monitoring)
  • การปฏิบัติหลังการได้รับการส่งเสริม
  • การยกเลิกบัตรส่งเสริม
  • เรื่องทั่วไป
  • การใช้สิทธิด้านที่ดิน
  • การใช้สิทธิด้านเครื่องจักร
  • การใช้สิทธิด้านช่างฝีมือ/ต่างด้าว
  • การใช้สิทธิด้านวัตถุดิบ
  • ประเภทกิจการ - การแพทย์
  • การใช้สิทธิด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล
  • ประเภทกิจการ - รถยนต์ไฟฟ้า
  • ประเภทกิจการ - ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (IBC) IPO และ TISO
  • ประเภทกิจการ - โรงแรม
  • ประเภทกิจการ - ผลิตผลิตภัณฑ์โลหะรวมทั้งชิ้นส่วนโลหะ
  • ประเภทกิจการ - กิจการผลิตเครื่่องจักร อุุปกรณ์และชิ้นส่วน
  • ประเภทกิจการ - กิจการศูนย์กระจายสินค้าระหว่า ประเทศด้วยระบบที่่ทันสมัย (IDC)
บริษัทฯ ได้รับอนุมัติเปิดดำเนินการแล้ว เครื่องจักรที่นับเป็นเงินลงทุน (คิด cap เพื่อใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีนิติบุคคล) เครื่องจักรที่ซื้อในประเทศ ไม่ใช่เครื่องจักรหลัก สามารถขายได้หรือไม่ ผิดเงื่อนไขของ BOI หรือไม่

โครงการที่ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการ โดยนำมูลค่าเครื่องจักรทั้งที่ซื้อในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ มานับรวมเป็นขนาดการลงทุน เพื่อกำหนดวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ไปแล้วนั้น สามารถจำหน่ายเครื่องจักรได้ โดย

เครื่องจักรที่นำเข้าโดยยกเว้นภาษีอากรตามมาตรา 28 หรือ 29 จะต้องขออนุญาตก่อน

เครื่องจักรที่ซื้อในประเทศ และเครื่องจักรที่นำเข้าโดยชำระภาษี ไม่ต้องขออนุญาต แต่ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวยังคงมีขั้นตอนการผลิตครบถ้วน และกำลังการผลิตต้องไม่ลดลงเกินกว่า 20% เว้นแต่จะมีการซื้อ เครื่องจักรมาทดแทน หรือต้องขอแก้ไขโครงการเพื่อลดขนาดโครงการ

วงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้กำหนดไปในขั้นตอนการเปิดดำเนินการไปแล้วนั้น จะยังคงใช้วงเงินเดิม โดยไม่เปลี่ยนแปลง

บริษัทยื่นกรอกรายละเอียดตอนได้บัตรส่งเสริมว่าจะก่อสร้างอาคารเอง ไม่ได้เช่า และก็ได้สร้างโรงงานขึ้นจริง แต่หลังจากได้บัตรมาแล้วประมาณ 2 ปีกว่า และจะยื่นเปิดดำเนินการในปีหน้า บริษัทจำเป็นต้องขายอาคาร โดยจะเปลี่ยนเป็นการเช่าแทน - ถ้าขายก่อนเปิดโครงการ จะมีผลอย่างไร และต้องทำเรื่องขออนุญาตหรือไม่ - และถ้าขายหลังเปิดโครงการ จะมีผลอย่างไร และต้องทำเรื่องขออนุญาตก่อนหรือไม่

1. การขายโรงงานก่อนเปิดดำเนินการ โดยเปลี่ยนเป็นการเช่า ไม่ต้องขออนุญาตจาก BOI แต่มูลค่าก่อสร้างที่ได้ลงทุนไปแล้ว ไม่สามารถนำมานับเป็นเงินลงทุนของโครงการได้ เนื่องจากในวันเปิดดำเนินการ บริษัทได้จำหน่ายโรงงานไปแล้ว จึงจะนับค่าเช่าตามสัญญาที่มากกว่า 3 ปี เป็นขนาดการลงทุนแทน

2. การขายโรงงานหลังเปิดดำเนินการ ไม่ต้องขออนุญาตจาก BOI และค่าก่อสร้างที่ได้นับเป็นขนาดการลงทุนไปแล้วในวันเปิดดำเนินการ ก็จะไม่ลดลง แม้จะขายโรงงานออกไปก็ตาม

ถ้าหากเงินลงทุนที่เรายื่นตอนขอเปิดดำเนินการ มีมูลค่าแตกต่างจากตอนยื่นคำร้องขอบัตรฯ ค่อนข้างมาก ทางบีโอไอจะปรับขนาดการลงทุนให้เราไหม จะใช้หลักการเดียวกันกับการปรับกำลังการผลิตของเครื่องจักรหรือไม่

หากเงินลงทุนในขั้นเปิดดำเนินการ มีมูลค่าแตกต่างจากตอนยื่นคำร้องขอรับการส่งเสริม จะแก้ไขวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลที่กำหนดไว้ในบัตรส่งเสริม ให้เป็นไปตามมูลค่าที่ลงทุนที่แท้จริงในวันเปิดดำเนินการ ไม่ว่าจะแตกต่างกันมากหรือน้อยเพียงใด

บริษัทฯต้องการขายโรงงาน แต่ไม่ทราบข้อมูลว่าปิดโครงการหรือยัง และไม่ทราบว่าสถานะของบัตรส่งเสริมติดค้างอะไรบ้าง ต้องทำอย่างไร? และในการขายโรงงาน ต้องทำหนังสือแจ้ง BOI หรือไม่ *หมายเหตุ มีทั้งหมด 4 project

ตามความหมายของ BOI จะเรียกว่า เป็นการโอนกิจการ หรือการยกเลิกโครงการ

การโอนกิจการ

คือการจะขอโอนสิทธิความเป็นผู้ได้รับส่งเสริมไปให้กับบริษัทอื่นเพื่อดำเนินโครงการนั้นต่อไป ดูรายละเอียดตาม link และหากมีคำถามเพิ่มเติม ให้ตั้งเป็นกระทู้ใหม่ภายใต้หมวดหมู่ "การขอรับส่งเสริม / การโอน-รับโอนกิจการ" การยกเลิกโครงการ

คือการจะยกเลิกความเป็นผู้ได้รับส่งเสริม (ยกเลิกบัตรส่งเสริม) ในโครงการนั้นๆ แต่บริษัทจะยังคงดำรงอยู่ต่อไป และประกอบกิจการนั้นต่อไปก็ได้ โดยจะไม่ได้รับสิทธิใดๆทั้งสิ้นจาก BOI ในการยกเลิกโครงการ จะต้องเคลียร์ภาระภาษีต่างๆให้หมดสิ้น จึงจะยกเลิกโครงการได้โดยไม่มีภาระภาษี

และจะต้องเปิดดำเนินการตามโครงการให้ได้ มิฉะนั้นจะถูกเพิกถอนบัตรส่งเสริม และอาจถูกเพิกถอนสิทธิประโยชน์ย้อนหลัง เสมือนไม่เคยได้รับสิทธิประโยชน์ หากมีคำถามเพิ่มเติม ให้ตั้งเป็นกระทู้ใหม่ภายใต้หมวดหมู่ "การขอรับส่งเสริม / อื่นๆ (ยกเลิกโครงการ)"

ในกรณีที่สิทธิฯ ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร สิ้นสุดวันที่ 30 ม.ค. และบริษัท ต้องเปิดดำเนินการภายใน 30 มิ.ย. แต่ระหว่างวันที่ 1 ก.พ. - 29 มิ.ย. บริษัทมีการซื้อเครื่องจักรเข้ามาใช้เพิ่มเติมในโครงการ (ทั้งนำเข้าและซื้อในประเทศ) บริษัทฯ สามารถนำมูลค่าของเครื่องจักรที่ซื้อมาในช่วงระยะเวลาดังกล่าว มารวมคำนวณเป็นวงเงินที่จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่

การคำนวณขนาดการลงทุนเพื่อนับเป็นวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สามารถนับได้ถึงวันที่บริษัทขอยุติการนับขนาดการลงทุน ซึ่งต้องไม่เกินวันครบกำหนดเปิดดำเนินการ กรณีที่สอบถามข้างต้น หากบริษัทยื่นคำขอเปิดดำเนินการในวันที่ 30 มิ.ย. ก็สามารถกำหนดวันยุติการนับขนาดการลงทุนเป็นวันที่ 30 มิ.ย. และนำมูลค่าเครื่องจักรที่ซื้อมาระหว่าง 1 ก.พ. - 29 มิ.ย. มารวมนับเป็นขนาดการลงทุนได้ แม้ว่าเครื่องจักรนั้นจะชำระภาษีอากรเข้ามาเองก็ตาม แต่ทั้งนี้ต้องเป็นเครื่องจักรที่ถูกต้องตามเงื่อนไขของโครงการ (เช่น เป็นเครื่องจักรใหม่ ในกรณีมีเงื่อนไขให้ใช้เครื่องจักรใหม่ เป็นต้น)

(ปล. หากระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรสิ้นสุดในวันที่ 30 ม.ค. ระยะเวลาเปิดดำเนินการน่าจะนับไปอีก 6 เดือน คือ 30 ก.ค. ไม่น่าจะใช่ 30 มิ.ย.)

บริษัทต้องการใช้สิทธิและประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล อยากทราบว่าบริษัทสามารถระบุปริมาณการจำหน่าย/การให้บริการ ในข้อ 1.4 ตามแบบฟอร์มขอใช้สิทธิฯ เกิน ปริมาณกำลังผลิต/ขนาดบริการที่ระบุในบัตรส่งเสริมได้หรือไม่

แบบคำขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ข้อ 1.4 ช่องที่ 5 ให้ระบุปริมาณการจำหน่ายตามจริง ซึ่งอาจจะเกินกำลังผลิตในบัตรส่งเสริมก็ได้ แต่ช่องที่ 6 ปริมาณที่ขอใช้สิทธิ จะต้องไม่เกินกว่ากำลังผลิตในบัตรส่งเสริม และไม่เกินกว่ากำลังผลิตของเครื่องจักรที่ติดตั้งแล้ว

กรณีที่ทางบริษัทต้องการใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลครั้งแรกสำหรับบัตรส่งเสริมฟื้นฟูอุทกภัย (อ้างถึงแบบฟอร์ม F PM TA 01-01 ข้อ 1.3 การลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์) บริษัทสามารถระบุค่าซ่อมแซมเครื่องจักร และค่าเครื่องจักรที่ลงทุนใหม่ ตั้งแต่วันที่กำหนดว่ามีการซื้อครั้งแรกในปี 2554 จนถึง ณ วันสิ้นรอบบัญชีปีที่ขอใช้สิทธิฯ วันที่ 30 ก.ย. 2557 ถูกต้องหรือไม่

ข้อ 1.3 ต้องเป็นเครื่องจักรที่ซื้อมาหลังจากวันที่ยื่นขอรับการส่งเสริมเท่านั้น หากบริษัทซื้อเครื่องจักรมาก่อนหน้าที่จะยื่นคำขอ จะต้องอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจนในขั้นชี้แจงโครงการ โดย BOI จะพิจารณาเหตุผลเป็นกรณีๆไป และอาจอนุญาตให้นับเครื่องจักรนั้นเป็นขนาดการลงทุนของโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมได้ โดยจะระบุการอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรที่ซื้อมาก่อนยื่นคำขอฯไว้ในบัตรส่งเสริมโดยชัดเจน กรณีที่สอบถาม จะขอย้อนกลับไปถึงปี 2554 ซึ่งน่าจะเป็นวันก่อนยื่นคำขอรับส่งเสริมตามนโยบายฟื้นฟูอุทกภัย จึงไม่สามารถทำได้ ให้ใส่เฉพาะเครื่องจักรและการซ่อมแซม ที่เกิดหลังจากวันที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริมเท่านั้น เว้นแต่ในบัตรส่งเสริมจะระบุไว้เป็นอย่างอื่น จึงจะสามารถรวมค่าเครื่องจักรก่อนนั้นได้

เนื่องจากวันที่ขอรับการส่งเสริมตามนโยบายฟื้นฟูที่ระบุในจดหมายเป็นวันที่ 25 ธันวาคม 2555 แต่บริษัทไม่แน่ใจว่ายึดได้หรือไม่ เพราะคนเก่าทำไว้ บริษัทจะตรวจสอบวันที่ยื่นแน่นอนได้อย่างไร หรือบริษัทควรใช้วันอนุมัติให้การส่งเสริมเป็นวันเริ่มนับเงินลงทุนดี

1. การตรวจสอบวันที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริม ให้ตรวจสอบจากหนังสือแจ้งมติให้การส่งเสริม ซึ่งจะมีการระบุเลขที่และวันที่ของคำขอรับการส่งเสริม

2. การนับขนาดการลงทุน สามารถนับตั้งแต่วันที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริม ดังนั้น หากมีค่าใช้จ่ายการลงทุนเกิดขึ้นระหว่างวันที่ยื่นคำขอจนถึงวันที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริม ก็ควรนับมูลค่าการลงทุนในส่วนนั้นด้วย เพื่อให้สามารถคำนวณได้วงเงินสูงสุดที่พึงได้

เนื่องจากโครงการก่อนวิกฤตอุทกภัยเป็นโครงการโยกย้ายสถานประกอบการมา อยากทราบว่าในช่อง (2) และ (3) ตามข้อ 1.3 ต้องกรอกค่าซ่อมแซมเครื่องจักร และค่าเครื่องจักรที่ลงทุนใหม่ ทั้งสองช่องหรือไม่ และทั้งสองช่องมีความแตกต่างกันอย่างไร

ช่อง 1.3 (2) คือ เครื่องจักรที่ซื้อมาใช้ในโครงการนั้นๆ ส่วน 1.3 (3) คือ สินทรัพย์อื่นๆ เช่น ค่าก่อสร้าง ยานพาหนะ และอุปกรณ์สำนักงาน เป็นต้น จึงเป็นค่าใช้จ่ายคนละรายการกัน หากจะยื่นขอใช้สิทธิตามบัตรโยกย้ายสถานประกอบการ ไม่น่าจะนับค่าเครื่องจักรเป็นขนาดการลงทุนได้ เนื่องจากโครงการโยกย้าย ไม่ครอบคลุมถึงการปรับปรุงเครื่องจักรเก่าหรือซื้อเครื่องจักรมาเพิ่มเติม

บริษัทได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สมมุติว่ากำหนดวงเงินไว้ 30,000,000 บาท บริษัทใช้ไปในระยะเวลา 6 ปี เป็นจำนวนเงิน 15,000,000 แต่ปีที่ 7 ถ้าได้กำไรมาก ซึ่งจะเกินกว่าเงื่อนไขวงเงินยกเว้นภาษีที่ บีโอไอ ตั้งไว้ บริษัทจะขอขยายวงเงินได้ไม่ แล้วถ้าปีที่ 7 เกินวงเงิน จะมีผลต่อการขอใช้สิทธิอย่างไรบ้าง

1. วงเงินยกเว้นภาษี กำหนดตามขนาดการลงทุนของโครงการในวันที่อนุมัติเปิดดำเนินการ ปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 7 ซึ่งคงได้รับอนุมัติเปิดดำเนินการและตรวจสอบขนาดการลงทุนที่แท้จริงไปแล้ว จึงไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงวงเงินได้อีก

2. กรณีที่มีกำไรเกินกว่าวงเงินที่จะได้รับยกเว้นภาษี ก็จะต้องชำระภาษีในส่วนที่เกิน ยกตัวอย่างเช่น ปีนี้เป็นปีสุดท้าย และเหลือวงเงินยกเว้นภาษี 15 ล้านบาท แต่บริษัทมีกำไรสุทธิ 100 ล้านบาท คำนวณภาษีเงินได้คือ 20 ล้าน ก็จะใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เท่าที่ยังเหลือสิทธิ คือ 15 ล้านบาท และต้องชำระภาษีเงินได้ 5 ล้านบาท

การคำนวณเงินลงทุนสำหรับค่าก่อสร้างสำนักงานที่อยู่ในกรุงเทพ และโรงงานที่อยู่สระบุรี สามารถนำมาคำนวณเป็นเงินลงทุนได้หรือเปล่า

ถ้าเป็นสำนักงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการที่ได้รับส่งเสริมโดยตรง แม้จะอยู่คนละแห่งกับโรงงาน ก็สามารถนำมาคำนวณเป็นเงินลงทุนได้

การทำสัญญาเช่าอาคารโรงงานและสำนักงานที่มีอายุสัญญามากกว่า 3 ปี จะสามารถนำมารวมเป็นวงเงินลงทุนเพื่อยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล หากบริษัททำสัญญาเช่านานกว่านั้น เช่น 5 ปี จะคำนวณวงเงินลงทุนเพื่อยกเว้นภาษีเงินได้อย่างไร

จะคำนวณวงเงินลงทุนให้ตามอายุสัญญา แต่ไม่เกินระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เช่น บริษัททำสัญญาเช่า 5 ปี ค่าเช่าปีละ 1,000,000 บาท รวม 5,000,000 บาท จะคำนวณวงเงินลงทุนที่จะยกเว้นภาษีเงินได้ให้ดังนี้

กรณีที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ 3 ปี

- จะคำนวณวงเงินลงทุนให้ 3 ปี ตามระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ คือ 3,000,000 บาท

กรณีที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ 5 ปี

- จะคำนวณวงเงินลงทุนให้ 5 ปี ตามระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้และสัญญาเช่า คือ 5,000,000 บาท

กรณีที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ 7 ปี

- จะคำนวณวงเงินลงทุนให้ 5 ปี ตามระยะเวลาของสัญญาเช่า คือ 5,000,000 บาท

กรณีบริษัทขาดทุนยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินได้ ภายในเวลาที่กำหนดในบัตร 7ปี นับจากวันที่เริ่มมีรายได้ครั้งแรก (2 ก.พ. 2009-2016) ตามมาตรา 31 นับไปอีก 5ปี (2016-2021) คือบริษัทจะสามารถได้รับการยกเว้นอีก 50% จากการที่ต้องเสียภาษีให้กรมสรรพากร 23% คือ11.5% ถูกต้องหรือไม่

ไม่ถูก หากในช่วงระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 31 มีผลขาดทุน บริษัทสามารถนำผลขาดทุนประจำปีที่เกิดขึ้นในช่วงที่ได้รับสิทธิ ม.31 ไปหักจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นหลังจากสิ้นสุดสิทธิ ม.31 ไปแล้วเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี

สมมุติว่าบริษัทได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ 7 ปี โดยมีผลประกอบการดังนี้

ปีที่ 1 ปีที่2 ปีที่ 3 ปีที่ 4 ปีที่ 5 ปีที่ 6 ปีที่ 7 ปีที่ 8 ปีที่ 9 ปีที่10 ปีที่11 ปีที่12 กำไร(ขาดทุน) (-10) (-5) (-5) 0 5 5 5 5 10 10 10 10 กรณีข้างต้นนี้ ผลขาดทุนของปีที่ 1-3 จะสามารถนำไปหักจากกำไรสุทธิในปีที่ 8-12 ได้ ส่วนกำไรของปีที่ 4-7 จะได้รับยกเว้นภาษี จึงเป็นดังนี้

ปีที่ 1 ผลขาดทุน 10 ล้าน ยกไปหักจากกำไรของปีที่ 8 ได้ 5 ล้าน และปีที่ 9 ได้ 5 ล้าน

ปีที่ 2 ผลขาดทุน 5 ล้าน ยกไปหักจากกำไรของปีที่ 9 ได้ 5 ล้าน

ปีที่ 3 ผลขาดทุน 5 ล้าน ยกไปหักจากกำไรของปีที่ 10 ได้ 5 ล้าน

ปีที่ 4 กำไรเป็น 0 ไม่ต้องเสียภาษี

ปีที่ 5 - ปีที่ 7 กำไรปีละ 5 ล้าน ใช้สิทธิยกเว้นภาษี

ปีที่ 8 กำไร 5 ล้าน ยกผลขาดทุนของปีที่ 1 มาหักได้ทั้งหมด จึงไม่มีกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี

ปีที่ 9 กำไร 10 ล้าน ยกผลขาดทุนจากปีที่ 1 ที่ยังหักไม่หมด มาหักได้ 5 ล้าน และยกผลขาดทุนของปีที่ 2

มาหักได้ 5 ล้าน จึงไม่มีกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี

ปีที่ 10 กำไร 10 ล้าน ยกผลขาดทุนของปีที่ 3 มาหักได้ 5 ล้าน จึงมีกำไรสุทธิ 5 ล้าน ที่ต้องเสียภาษี

ปีที่ 11-12 กำไรสุทธิปีละ 10 ล้าน ต้องชำระภาษี

เลขที่ XXXX(2)/2556 ประเภท 5.5 กิจการผลิตชิ้นส่วนและ/หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือชิ้นส่วนและ/หรืออุปกรณ์ที่ใช้กับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ 1. บริษัทได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ 7 ปี ดูจากบัตรส่งเสริม ถูกต้องไหม 2. สิทธิประโยชน์ตามประเภทกิจการ (Activity-based Incentives) A1-A4,B1-B2 ปี2556 กิจการบริษัทอยู่ในช่วงลำดับไหน 3. ไม่ว่าทาง BOI จะมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน ยกเว้นภาษีเงินได้ เพิ่มขึ้นหรือน้อยลง ไม่สามารถปรับเปลี่ยน ทางบริษัทต้องยึดจากบัตรที่ได้รับ ยกเว้นภาษีเงินได้ 7 ปี จากที่อนุมัติถูกต้องไหม

บริษัทได้รับบัตรส่งเสริมในปี 2556 ในกิจการ 5.5 กิจการผลิตชิ้นส่วนและ/หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือชิ้นส่วนและ/หรืออุปกรณ์ที่ใช้กับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 7 ปี จึงเข้าใจว่าน่าจะเป็นดังนี้

1. บริษัทได้รับส่งเสริมตามหลักเกณฑ์ของ ประกาศ กกท ที่ 10/2552 ซึ่งยังไม่มีการกำหนดสิทธิประโยชน์เป็นกลุ่ม A1-A4, B1-B2

2. ได้รับสิทธิประโยชน์ ประกาศ กกท ที่ 4/2549 เรื่อง นโยบายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 7 ปี หากตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมในเขต 2

3. การกำหนดสิทธิประโยชน์เป็นกลุ่ม A1-A4, B1-B2 เป็นไปตาม ประกาศ กกท ที่ 2/2557 ซึ่งมีผลใช้บังคับกับโครงการที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป

ทางบริษัทฯ ขนส่งสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้วไปส่งให้กับ บ.A ซึ่งอยู่ในประเทศ บ.A เป็นบริษัทรับจ้างล้างชิ้นงานในห้องคลีนรูม หลังล้างเสร็จจะทำการส่งสินค้าดังกล่าวไปยัง บ.ลูกค้า ซึ่งอยู่เขต Free Zone คำถามคือ ค่าขนส่งจากบริษัทฯ ไปยังบริษัท A สามารถนำมาใช้สิทธิหักค่าขนส่งเป็น 2 เท่าได้หรือไม่

การหักค่าขนส่งเป็น 2 เท่า ตามมาตรา 35(2) จะต้องเป็นค่าขนส่งในประเทศเท่านั้น เช่น ค่าขนส่งสินค้า เครื่องจักร และวัตถุดิบ โดยไม่รวมถึงค่าขนส่งพนักงาน และจะหักได้เฉพาะส่วนที่เป็นต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตโดยตรงเท่านั้น ค่าขนส่งสินค้าไปว่าจ้างบริษัท A ให้ทำความสะอาด ก่อนจำหน่ายให้กับลูกค้า เป็นการขนส่งในประเทศที่เป็นต้นทุนการผลิตโดยตรง จึงสามารถใช้สิทธิตามมาตรา 35(2) ได้ แต่บริษัทจะต้องได้รับอนุมัติกรรมวิธีการผลิตให้มีขั้นตอนการนำสินค้าไปว่าจ้างทำความสะอาดด้วย

กรณีที่บริษัทได้ว่าจ้างบริษัทขนส่งให้ดำเนินการขนส่งสินค้าให้กับลูกค้าของบริษัท สามารถนำรายจ่ายนี้มาหักเพิ่ม 2 เท่าได้หรือไม่ แยกเป็น 2 กรณี 1.ว่าจ้างให้ส่งสินค้าให้กับลูกค้าในประเทศ 2.ว่าจ้างให้ส่งสินค้าให้กับลูกค้าต่างประเทศ แต่ในการเรียกเก็บค่าบริการทางบริษัทขนส่งจะมีการเรียกเก็บแยกส่วนระหว่างค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในไทย กับ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมืองนอกและทางเมืองนอกเรียกเก็บ ในส่วนของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในไทย สามารถนำมาหัก 2 เท่าได้หรือไม่

1.การว่าจ้างบริษัทขนส่ง ให้ขนส่งสินค้าจากบริษัทที่ได้รับส่งเสริม ไปยังโรงงานของลูกค้า เป็นค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักเพิ่มได้ 2 เท่า ตามมาตรา 35(2)

2.การว่าจ้างบริษัทขนส่ง ให้ขนส่งสินค้าจากบริษัทที่ได้รับส่งเสริม ไปยังท่าเรือหรือสนามบิน เพื่อส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ เป็นค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักเพิ่มได้ 2 เท่า ตามมาตรา 35(2) ทั้ง 2 กรณีข้างต้น จะต้องเป็นค่าขนส่งเท่านั้น ไม่รวมค่าบริการอื่นๆ เช่น ค่ายกของ ค่าฝากของ ฯลฯและบริษัทที่ได้รับส่งเสริมซึ่งเป็นผู้ว่าจ้าง จะต้องลงบัญชีเป็นค่าขนส่งด้วย

ทางบริษัทมีข้อสงสัยในสิทธิ์ที่ได้รับในมาตรา 35(3) ให้ได้รับอนุญาตหักเงินลงทุนในการติดตั้งหรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกร้อยละ 25 ของเงินลงทุน นอกเหนือจากการหักค่าเสื่อมราคาตามปกติ ความหมายของ คำว่า ในการติดตั้งหรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก หมายถึงอะไร

ค่าติดตั้งหรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก ปกติจะสามารถหักค่าเสื่อมราคาได้ เช่น 20 ปี ปีละ 5% หากได้รับ ม 35(3) ก็จะสามารถนำวงเงิน 25% ของค่าติดตั้งหรือก่อสร้างดังกล่าว ไปหักออกจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่ง หรือหลายปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกิน 10 ปี นับจากวันที่เริ่มมีรายได้ จึงทำให้มีกำไรสุทธิที่พึงเสียภาษี น้อยลงกว่าปกติ จะได้เสียภาษีน้อยลง -> เป็นมาตรการช่วยเหลือทางภาษีอีกวิธีหนึ่ง

ในอดีต กิจการที่จะได้รับสิทธิตาม ม.35(3) จะเป็นกิจการในเขต 3 ซึ่งจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปีดังนั้น ม.35(3) จึงจะใช้ประโยชน์จริงๆได้ในปีที่ 9 และ 10 เท่านั้น แต่ปัจจุบัน เนื่องจากมีการกำหนดวงเงินสูงสุดในการยกเว้นภาษีเงินได้ (cap วงเงิน) จึงสามารถใช้ ม.35(3) ได้เร็วขึ้น โดยจะใช้สิทธิ ม.35(3) ตั้งแต่ปีต้นๆ ควบคู่ไปกับการใช้สิทธิ ม.31 ก็ได้

บริษัทได้รับสิทธิ์ตามมาตรา 31 เป็นเวลา 8 ปี แต่ใช้สิทธิ์ได้ 4 ปีก็ครบตามจำนวนวงเงิน ไม่ทราบว่าบริษัทสามารถใช้สิทธิ์ตามมาตรา 35(1)ต่อได้อีก 5 ปีเลยหรือไม่ หรือต้องรอให้ครบ 8 ปี ก่อน

การใช้สิทธิมาตรา 35 สามารถใช้ได้ 2 วิธี แล้วแต่ว่ากรณีใดสิ้นสุดก่อนกัน คือ

ใช้สิทธิมาตรา 31 ครบตามระยะเวลา 8 ปี

ใช้สิทธิมาตรา 31 ครบตามวงเงิน นอกจากนี้ การเริ่มใช้สิทธิมาตรา 35 จะเริ่มใช้ก่อนวันสิ้นสุดมาตรา 31 ก็ได้ เช่น มาตรา 31 ครบในวันที่ 4 มกราคม แต่เพื่อความสะดวก บริษัทจะใช้สิทธิมาตรา 35 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ก็ได้ (คือสละสิทธิการใช้สิทธิมาตรา 31 ของวันที่ 1-4 ไป)

มีข้อควรระวังคือ หากบริษัทใช้สิทธิมาตรา 31 ครบในปีที่ 4 เป็นไปได้ว่าบริษัทยังไม่ได้ยื่นเปิดดำเนินการครบตามโครงการ ดังนั้น วงเงินการยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 31 ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นกับผลการตรวจสอบในวันเปิดดำเนินการครบตามโครงการ จึงจะทำให้การยื่นใช้สิทธิในรอบปีนั้น และก่อนหรือหลังจากนั้นผิดพลาดไปด้วย

คำแนะนำคือ ควรยื่นเปิดดำเนินการเต็มโครงการ เพื่อให้มีการตรวจสอบขนาดการลงทุนและวงเงินที่จะได้รับยกเว้นภาษี เพื่อที่จะคำนวณได้ว่าสิทธิตามมาตรา 31 จะสิ้นสุดลงเมื่อไร แต่หากบริษัทเห็นว่า ยังขอเปิดดำเนินการเต็มโครงการไม่ได้ เพราะยังจะมีเครื่องจักรเข้ามาอีก ก็แสดงว่าวงเงินที่จะใช้สิทธิตามมาตรา 31 ยังไม่เป็นที่ยุติ จึงไม่ควรเริ่มใช้สิทธิมาตรา 35 เพราะจะทำให้มีปัญหาที่ต้องแก้ไขในภายหลัง เช่น ยื่นภาษีขาด เป็นต้น

หากบริษัทได้รับสิทธิมาตรา 31 เป็นเวลา 8 ปี และมาตรา 35(1) ได้รับลดหย่อนร้อยละ 50 เป็นเวลา 5 ปี นับจากหมดระยะเวลามาตรา 31 อยากทราบว่า ถ้าในเงื่อนไขระบุให้จำกัดมูลค่าวงเงินภาษีเงินได้ที่ได้รับยกเว้น ตามมาตรา 31 อยากทราบว่าวงเงินนี้ จะต้องรวมวงเงินที่ได้รับลดหย่อน ตามมาตรา 35(1) ด้วยหรือไม่ เช่น พอครบ 8 ปี บริษัทได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าครบตามจำนวนในมาตรา 31 จะยังได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้อีกร้อยละ 50 ต่อไปอีก 5 ปี หรือไม่

การกำหนดวงเงินยกเว้นภาษีที่ระบุในบัตรส่งเสริม จะหมายถึง เฉพาะวงเงินที่จะใช้สิทธิตามมาตรา 31 วรรคหนึ่งเท่านั้น ส่วนมาตรา 35(1) จะไม่มีกำหนดวงเงินสูงสุด ดังนั้น แม้ว่าบริษัทใช้สิทธิยกเว้นภาษีตามมาตรา 31 ครบตามวงเงินแล้ว ก็ยังสามารถใช้สิทธิการลดหย่อนภาษีตามมาตรา 35(1) ต่อจากนั้นได้อีก 5 ปี

เนื่องจากสิทธิตามบัตรหมดอายุ 26 ก.พ. 2558 สิทธิบางส่วนคือ 57 วัน (1 ม.ค. 58 - 26 ก.พ. 58) นำมาใช้สิทธิยกเว้นภาษี การนำรายการ ค่าใช้จ่ายและรายได้ สามารถนำค่าใช้จ่ายและรายได้ที่เกิดขึ้นจริงจากงบในช่วง ม.ค. - 26 ก.พ. คือ 57/59 วัน มาใช้ในการคำนวณกรอก ภงด 50 ได้เลยตามจริง หรือ จะต้องนำรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งปีมาปันส่วนตามอัตราส่วนรายได้ 57 วัน ต่อ รายได้ทั้งปี ก่อนแล้วจึงจะเป็นส่วนที่ได้รับสิทธิและไม่ได้รับสิทธิ ***คชจ และ รายได้ ตามจริงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ได้สิทธิ ไม่ต้องปันส่วนจากรายได้ทั้งปี วิธีการคิดนี้ถูกต้องไหม

กรณีที่ใช้สิทธิภาษีได้ไม่ครบรอบปีบัญชี รายได้ ให้นับถึงอินวอยซ์ฉบับสุดท้ายที่ไม่เกินวันที่สิ้นสุดสิทธิ รายจ่าย ให้ดูเป็นกรณี รายจ่ายที่ไม่ต้องปันส่วน เช่น ค่าวัตถุดิบฯ ให้นับถึงวันที่สิ้นสุดสิทธิ ส่วนรายจ่ายที่ต้องปันส่วน เช่า ค่าเช่าฯ ให้ปันส่วนจากค่าเช่าทั้งปี เป็นต้น

ขออภัยครับ ไม่มีข้อมูลส่วนนี้ ในภาษาที่ท่านเลือก !

Sorry, There is no information support your selected language !

Download และ ติดตั้งโปรแกรมอ่าน PDF

Download PDF Reader

Site map