- ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 13 ปี
(มาตรา 31)
- ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50
(มาตรา 35 (1))
- ยกเว้น/ลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร
(มาตรา 28/29)
- ลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็น
(มาตรา 30)
- ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับของที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนา
(มาตรา 30/1)
- ให้หักค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา
เป็นสองเท่า (มาตรา 35 (2))
- ให้หักค่าติดตั้งหรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นร้อยละ
25
(มาตรา 35 (3))
- ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นสำหรับการผลิตเพื่อการส่งออก
(มาตรา 36)
การได้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับประเภทกิจการและเงื่อนไขของโครงการที่ได้รับการส่งเสริม
กรณีเป็นบริษัทต่างด้าว หากประกอบกิจการนอกเหนือจากที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI และเป็นกิจการที่ห้ามไว้ตาม พรบ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จะต้องได้รับอนุญาตจากสำนักบริการธุรกิจของคนต่างด้าว ก.พาณิชย์ ก่อน จึงจะดำเนินการได้
หากกิจการที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ บริษัทจะต้องแยกบัญชีรายรับรายจ่ายส่วนที่ได้รับส่งเสริมและไม่ได้รับส่งเสริม เพื่อให้สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีได้อย่างถูกต้อง แต่ก่อนจะถึงเรื่องการแยกบัญชี บริษัทต้องปฏิบัติตาม พรบ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ให้ถูกต้องเสียก่อน
บริษัทมีหน้าที่ยื่นงบฯต่อกรมสรรพากรภายใน 150 วัน หลังจากสิ้นรอบปีบัญชี BOI จึงกำหนดให้ต้องยื่นแบบขอใช้สิทธิยกเว้นภาษี ให้ BOI ตรวจสอบภายใน 120 วัน เพื่อให้ BOI ตรวจสอบเสร็จภายใน 30 วัน และบริษัทสามารถยื่นงบต่อสรรพากรได้ทันตามที่กฎหมายกำหนด แต่หากบริษัทจัดเตรียมเอกสารไม่ทัน จะยื่นแบบฯ ต่อ BOI เกินกว่า 120 วันก็ได้ แต่ก็เท่ากับว่าจะยื่นงบต่อสรรพากรไม่ทันตามที่กฎหมายกำหนด
สามารถยื่นขอแก้ไขย้อนหลังได้ เช่น บางรอบปีอาจยื่นแบบ ภงด โดยใช้สิทธิยกเว้นภาษี ต่อสรรพากร แต่ลืมยื่นแบบขอใช้สิทธิต่อ BOI ก็สามารถยื่นแบบขอใช้สิทธิย้อนหลังของรอบปีนั้น
1.การกรอกข้อมูลในแบบคำขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สามารถอ่านรายละเอียดจากคำอธิบายในแบบคำขอ และศึกษาหลักเกณฑ์จากประกาศที่เกี่ยวข้อง (หมวดประกาศ BOI และเลือกหมวดหมู่ภาษีเงินได้) หรืออาจเข้าฝึกอบรมหลักสูตรการใช้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่จัดโดยสมาคมสโมสรนักลงทุน (หมวดปฏิทินหลักสูตรฝึกอบรม )
2.เอกสารที่ใช้ประกอบการยื่นคือ
- ใบตรวจเอกสาร F PM CL 01
- แบบคำขอใช้สิทธิและประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินไดนิติบุคคล F PM TA 01
- แบบรายงานของผูสอบบัญชีรับอนุญาต ตามประกาศ ป.2/2559
ขอเพิ่มเติมข้อมูล
1. BOI มีประกาศ ที่ ป.3/2559 ให้ผู้ได้รับส่งเสริมที่จะยื่นขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ สามารถยื่นขอใช้สิทธิฯผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2559 โดย BOI จะยกเลิกการรับคำขอที่เป็นกระดาษตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไป
2. การยื่นขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ทางอิเล็กทรอนิกส์ ยื่นได้ที่ https://etax.boi.go.th/ โดยใช้ username และ password เดียวกับระบบ doctracking และ ตส.310
3. การยื่นขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ทางอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องคีย์ข้อมูลในระบบ และจะต้องแนบรายงานผลการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีตามที่ BOI กำหนด (ปัจจุบันกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีตรวจสอบสำหรับผู้สอบบัญชี ตามประกาศที่ ป.2/2559)
ตามประกาศ ป.3/2559 สามารถยื่นคำขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในรูปแบบเดิม (กระดาษ) ได้ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2561 แต่เพื่อลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลังจากการยกเลิกคำขอที่เป็นกระดาษ BOI จึงขอความร่วมมือให้ผู้ได้รับส่งเสริมยื่นคำขอใช้สิทธิผ่านระบบ e-Tax ตั้งแต่ปีนี้
1.การยื่นขอใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินได้ ต้องยื่นภายใน 120 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี โดย BOI จะตรวจสอบและแจ้งยืนยันการใช้สิทธิให้กับบริษัททราบ เพื่อให้บริษัทสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ในการยื่นต่อกรมสรรพากรภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี
2.การยื่นขอใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินได้ เกินกว่า 120 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ก็สามารถทำได้ แต่จะทำให้บริษัทไม่สามารถยื่นต่อสรรพากรได้ภายในกำหนด 150 วัน ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบของบริษัทเอง
1.การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 31 เริ่มนับตั้งแต่วันที่บริษัทมีรายได้ครั้งแรกตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม ไม่ว่าบริษัทจะใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ของรอบปีนั้นหรือไม่ก็ตาม
2.สมมุติว่าบริษัทเริ่มมีรายได้ครั้งแรกในปี 2558 และรอบปีนั้นขาดทุนสะสม ต่อมาในปี 2559 บริษัทมีกำไร แต่ไม่ได้ยื่นใช้สิทธิยกเว้นภาษี โดยใช้การหักลบขาดทุนสะสม และในปี 2560 บริษัทมีกำไร
2.1 บริษัทจะยื่นขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีตั้งแต่รอบปี 2560 เป็นต้นไปก็ได้ แต่ระยะเวลาการใช้สิทธิจะเริ่มนับตั้งแต่ปี 2558 หรือ
2.2 บริษัทอาจยื่นแก้ไขงบปี 2559 และยื่นขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีของรอบปี 2559 ก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และระเบียบของกรมสรรพากร
1.-2. กรณีมีผลขาดทุน ไม่ต้องยื่นแบบขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีในรอบปีนั้นๆ
3. หมายความว่า ให้นำผลขาดทุนในช่วงเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษี ไปหักจากปีที่มีกำไรหลังจากสิ้นสุดระยะเวลายกเว้นภาษี มีกำหนดไม่เกิน 5 ปี โดยจะเลือกหักจากปีใดปีหนึ่งก็ได้ เช่น บริษัทได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี แต่มีผลขาดทุนในปีที่ 1, 2 และ 3 กรณีนี้บริษัทสามารถนำผลขาดทุนของปีที่ 1-3 ไปหักจากกำไรสุทธิของปีที่ 9-13 ได้
2.การนำผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาการได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ ไปหักจากกำไรสุทธิหลังจากสิ้นสุดสิทธิการยกเว้นภาษีเงินได้ ไม่ถือเป็นการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงไม่ต้องยื่นแบบขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีต่อ BOI
แสดงตัวเลขผลขาดทุนของกิจการที่ได้รับส่งเสริมมาตั้งแต่ปีแรก ซึ่งเมื่อสิ้นสุดระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้ตามสิทธิมาตรา 31 ก็สามารถนำผลขาดทุนสะสมดังกล่าวไปหักจากกำไรสุทธิในปีหลังจากสิ้นสุดสิทธิยกเว้นภาษี
กรณีการขายสินค้าในบริษัทเดียวกัน เช่น บัตรที่ 1 ผลิตชิ้นส่วนพลาสติก ขายให้บัตรที่ 2 ผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูป เท่าที่ทราบคือ การซื้อขายในบริษัทเดียวกัน จะต้องลงบัญชีเป็นการซื้อขายในราคาต้นทุน คือบัตรที่ 1 จะต้องขายในราคาต้นทุนให้กับบัตรที่ 2 ดังนั้น บัตรที่ 1 จึงจะไม่มีกำไรที่จะใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในส่วนนี้
ส่วนบัตรที่ 2 เป็นการจำหน่ายสินค้าให้กับบริษัทอื่น จึงสามารถใช้สิทธิได้ตามปกติ (ส่งผลให้กำไรในส่วนที่ควรเป็นของบัตรที่ 1 ถูกรวมเป็นกำไรของบัตรที่ 2 เนื่องจากซื้อขายกันในราคาต้นทุน)
เนื่องจากข้อสอบถาม ไม่ได้เป็นข้อกฎหมายของ BOI จึงขอให้ตรวจสอบข้อมูลกับผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เช่น ผู้สอบบัญชี หรือกรมสรรพากร อีกครั้งหนึ่ง
ถือว่าเป็น กำไรจากการปริวรรตเงินตรา ซึ่งเกิดจากการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรง เช่น จากการส่งออกผลิตภัณฑ์ หรือจากการนำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ ตามโครงการที่ได้รับส่งเสริม ถือเป็นรายได้ที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ในข่ายรายได้อย่างอื่นที่ได้รับความเห็นชอบจาก BOI และสรรพากร ตามข้อ 2.4 ของประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530
ประกาศกรมสรรพากร ลงวันที่ 2 กพ 2530 : http://www.rd.go.th/publish/3537.0.html
ตัวอย่างคำตอบข้อหารือกรมสรรพากร (1) : http://www.rd.go.th/publish/23061.0.html
ตัวอย่างคำตอบข้อหารือกรมสรรพากร (2) : http://www.rd.go.th/publish/25229.0.html
1. ต้องยื่นแบบขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีต่อ BOI ภายใน 120 วัน เพื่อให้ทันกำหนดที่บริษัทจะต้องยื่น ภงด จึงจะสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบปีนั้นได้
2. หากยื่นหลังจาก 120 วัน BOI จะตรวจสอบไม่ทันกำหนดที่บริษัทจะต้องยื่น ภงด แต่บริษัทยังคงได้รับสิทธิยกเว้นภาษีในรอบปีนั้น (หากยังอยู่ในช่วงที่ได้รับสิทธิ ม.31) เพียงแต่บริษัทอาจต้องยื่น ภงด ช้า หรืออาจต้องขอแก้ไข ภงด ที่ยื่นไปแล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องของบริษัทกับสรรพากร
ซอฟต์แวร์ สามารถนับเป็นขนาดการลงทุนในข่ายเครื่องจักร ในกิจการ IPO/ITC ได้ แต่หากมีการใช้ร่วมกับโครงการอื่น จะต้องปันส่วนมูลค่าการลงทุน ตามหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม เช่น ตามสัดส่วนยอดขาย เป็นต้น
1.กรณีเป็นโครงการริเริ่ม (คือมีกิจการที่ประกอบการอยู่เพียงกิจการเดียวและได้รับการส่งเสริม) จะนับมูลค่าสินทรัพย์อื่นๆเป็นขนาดการลงทุนของโครงการ
2.กรณีเป็นโครงการขยาย (คือมีกิจการอื่นที่ประกอบการอยู่แล้วไม่ว่าจะได้รับส่งเสริมหรือไม่ก็ตาม) จะไม่นับมูลค่าสินทรัพย์อื่นๆเป็นขนาดการลงทุนของโครงการ
สินทรัพย์ที่จะนับเป็นขนาดการลงทุนเพื่อยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (การ cap วงเงิน) หากเป็นโครงการริเริ่ม (คือเป็นกิจการแรกที่บริษัทเริ่มประกอบการ) จะนับรวมทรัพย์สินอื่นๆ ได้แก่ อุปกรณ์สำนักงาน และยานพาหนะ ได้ แต่หากเป็นโครงการขยาย (คือเคยประกอบธุรกิจอื่นอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะได้รับส่งเสริมจาก BOI หรือไม่ก็ตาม) จะไม่สามารถนำทรัพย์สินอื่นๆ มานับรวมเป็นขนาดการลงทุนเพื่อ cap วงเงิน รายละเอียดศึกษาเพิ่มเติมจาก http://www.faq108.co.th/boi/tax/amount.php
1. BOI กำหนดนิยามของเครื่องจักรไว้ตาม ประกาศ ที่ ป.1/2546 ซึ่งครอบคลุมค่อนข้างกว้าง โต๊ะที่ใช้ในขั้นตอนการผลิต ผสม ประกอบ สามารถจัดเป็น "เครื่องใช้" ตามนิยามของประกาศ จึงสามารถขออนุมัติบัญชีเครื่องจักร เพื่อใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตาม ม.28 ได้ แต่จะต้องไม่เป็นรายการที่สามารถผลิตได้ในประเทศ
2. กรณีการคำนวณวงเงินลงทุนเพื่อกำหนดวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ก็ใช้แนวทางเดียวกัน หากเป็นโต๊ะที่ใช้สนับสนุนกรรมวิธีการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพ ตามนิยามในประกาศ ก็สามารถนับเป็นมูลค่าการลงทุนในข่ายเครื่องจักรได้
กรณีที่สอบถาม กำลังผลิตที่ตรวจสอบพบ เท่าที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริม ดังนั้น การเปิดดำเนินการ จึงจะปรับมูลค่าการลงทุนให้เป็นไปตามจริง คือ 200 ล้านบาท