Chat
x
toggle menu
toggle menu

การแก้ไขโครงการ/การรับโอนกิจการ/หยุดกิจการชั่วคราว/ยกเลิกบัตรส่งเสริม

การแก้ไขโครงการ
ผู้ได้รับส่งเสริม มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขกำหนดในบัตรส่งเสริม แต่สามารถขอแก้ไขโครงการให้สอดคล้องกับสภาพธุรกิจภายหลังที่ได้รับบัตรส่งเสริมได้ เช่น
โครงการที่จะขอแก้ไขชนิดผลิตภัณฑ์ ต้องเป็นโครงการที่ยังไม่เปิดดำเนินการ และต้องเป็นประเภทกิจการที่สำนักงานให้การส่งเสริมการลงทุนอยู่ในปัจจุบัน ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ 2/2557 ทั้งนี้ จะมีผลตั้งแต่วันที่บริษัทยื่นแบบคำขอแก้ไขโครงการ โดยการแก้ไขชนิดผลิตภัณฑ์ แบ่งได้ 3 กรณีดังนี้
- การขอแก้ไขชนิดผลิตภัณฑ์ โดยไม่มีการลงทุนเครื่องจักรเพิ่ม
- การขอแก้ไขชนิดผลิตภัณฑ์ โดยการลงทุนเครื่องจักรเพิ่ม
- การยกเลิกผลิตภัณฑ์ จะต้องไม่ทำให้สาระสำคัญของโครงการขัดต่อหลักเกณฑ์การอนุมัติโครงการ หากการยกเลิกผลิตภัณฑ์ทำให้สาระสำคัญไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์จะพิจารณายกเลิกบัตรส่งเสริม
เอกสารที่ใช้ประกอบการพิจารณา :
1) แบบคำขออนุญาตแก้ไขโครงการ (F PA PC 01) ที่มีข้อมูลสมบูรณ์ครบถ้วน
2) ยื่นแบบคำขอแก้ไขโครงการที่กองส่งเสริมการลงทุน 1–4 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาค 1 – 7
ในบัตรส่งเสริมการลงทุนจะมีการกำหนดเงื่อนไขที่ระบุกำลังผลิตสูงสุดหรือขนาดการให้บริการสูงสุดของโครงการที่ได้รับการส่งเสริมเอาไว้
กรณีที่มีผลิตหรือให้บริการเกินกว่ากำลังผลิตที่ระบุในบัตรส่งเสริม ส่วนเกินกว่ากำลังการผลิตที่ระบุไว้ในบัตรส่งเสริม จะไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่สามารถนำกำลังผลิตส่วนที่เกินกว่าบัตรส่งเสริมมาตัดบัญชีวัตถุดิบได้ โดยการแก้ไขกำลังการผลิต แบ่งได้ 4 กรณีดังนี้
กรณีที่ 1 การเพิ่มกำลังการผลิต โดยการลงทุนเครื่องจักรเพิ่ม
จะต้องเป็นโครงการที่ยังไม่เปิดดำเนินการ จะให้เพิ่มกำลังการผลิตรวมกันไม่เกินร้อยละ 30 ของกำลังการผลิตตามบัตรส่งเสริมฉบับแรก
เอกสารประกอบการพิจารณา: แบบคำขออนุญาตแก้ไขโครงการ (F PA PC 01) ที่มีข้อมูลสมบูรณ์ครบถ้วน ดาวน์โหลดแบบฟอร์มขออนุญาตแก้ไขโครงการ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มขออนุญาตแก้ไขโครงการ
ข้อมูลเพิ่มเติม : ประกาศสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ ป. 3/2547 เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติแก้ไขโครงการกรณีที่มีการลงทุนเพิ่ม
กรณีที่ 2 การเพิ่มกำลังการผลิต โดยการเพิ่มเวลาทำงาน
จะได้รับอนุญาตให้เพิ่มกำลังการผลิตได้ตามสัดส่วนของเวลาทำงานที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าโครงการนั้นจะเปิดดำเนินการแล้วหรือไม่ก็ตาม
เอกสารประกอบการพิจารณา: แบบคำขออนุญาตเพิ่มกำลังการผลิต (จากการเพิ่มเวลาทำงาน) (F PA PC 15) ที่มีข้อมูลสมบูรณ์ครบถ้วน ดาวน์โหลดแบบฟอร์มขออนุญาตเพิ่มกำลังการผลิต (จากการเพิ่มเวลาทำงาน)
กรณีที่ 3 การเพิ่มกำลังการผลิต ตามข้อเท็จจริงทางวิศวกรรม
เอกสารประกอบการพิจารณา: แบบคำขออนุญาตแก้ไขโครงการ (F PA PC 01) ที่มีข้อมูลสมบูรณ์ครบถ้วน ดาวน์โหลดแบบฟอร์มขออนุญาตแก้ไขโครงการ
กรณีที่ 4 การลดกำลังการผลิต
จะพิจารณาให้ลดกำลังผลิตได้ แต่ต้องไม่ทำให้สาระสำคัญของโครงการขัดต่อหลักเกณฑ์ขั้นต่ำในการให้การส่งเสริม
เอกสารประกอบการพิจารณา: แบบคำขออนุญาตแก้ไขโครงการ (F PA PC 01) ที่มีข้อมูลสมบูรณ์ครบถ้วน ดาวน์โหลดแบบฟอร์มขออนุญาตแก้ไขโครงการ
ทั้งนี้ สามารถยื่นเอกสารแก้ไขโครงการ ที่กองส่งเสริมการลงทุน 1 – 4 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาค 1 – 7
สำนักงานได้กำหนดเงื่อนไขกระบวนการผลิตหรือให้บริการ ซึ่งผู้ได้รับส่งเสริมจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว
กรณีผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผลิตตามกรรมวิธีการผลิตที่ได้รับส่งเสริม จะไม่ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริม ดังนั้น รายได้จากการจำหน่ายสินค้าดังกล่าว จะไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และไม่สามารถนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปตัดบัญชีวัตถุดิบได้ โดยการแก้ไขกรรมวิธีการผลิตแบ่งออกเป็น 4 กรณีดังนี้
- เพิ่มขั้นตอนการผลิต โดยการลงทุนเครื่องจักรเพิ่ม จะต้องเป็นโครงการที่ยังไม่เปิดดำเนินการ
- เพิ่มขั้นตอนการว่าจ้าง จะต้องไม่ทำให้สาระสำคัญของโครงการขัดต่อหลักเกณฑ์ขั้นต่ำในการให้การส่งเสริม
- ลดขั้นตอนการผลิต จะต้องไม่ทำให้สาระสำคัญของโครงการขัดต่อหลักเกณฑ์ขั้นต่ำในการให้การส่งเสริม
- กรณีอื่นๆ สามารถยื่นขอให้สำนักงานพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป และอาจมีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมเป็นพิเศษให้สอดคล้องกับการแก้ไขนั้นๆ
เอกสารที่ใช้ประกอบการพิจารณา :
1) แบบคำขออนุญาตแก้ไขโครงการ (F PA PC 01) ที่มีข้อมูลสมบูรณ์ครบถ้วน
2) ยื่นแบบคำขอแก้ไขโครงการที่กองส่งเสริมการลงทุน 1–4 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาค 1 – 7
ผู้ขอรับการส่งเสริมจะต้องระบุสภาพเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต โดยการใช้เครื่องจักรดังกล่าวจะนำไปกำหนดเงื่อนไขไว้ในบัตรส่งเสริม เพื่อให้ผู้ได้รับการส่งเสริมปฏิบัติตาม หากผู้ได้รับการส่งเสริมไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข มีผลให้บัตรส่งเสริมดังกล่าวถูกเพิกถอนการได้รับการส่งเสริมได้
ดังนั้น หากผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนได้มีการปรับแผนการลงทุนในเครื่องจักรจากเดิม เช่นจากการลงทุนในเครื่องจักรใหม่ทั้งสิ้น เป็นการใช้เครื่องจักรเก่าใช้แล้วจากต่างประเทศ ผู้ขอรับการส่งเสริมจะต้องยื่นขอแก้ไขโครงการ เพื่อให้สำนักงานพิจารณาได้ โดยมีแนวทางพิจารณาเบื้องต้น ดังนี้
(1) เครื่องจักรเก่าทุกเครื่องที่จะใช้ในโครงการ จะต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพจากสถาบันที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์การยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าเครื่องจักรหรือไม่ก็ตาม
(2) หากเครื่องจักรนั้นเป็นเครื่องจักรหลักของโครงการ จะไม่สามารถเปิดดำเนินการให้ได้ จนกว่าบริษัทจะทำใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักร และแก้ไขโครงการเพื่อขออนุญาตใช้เครื่องจักรเก่าในโครงการ (เฉพาะกรณีที่มีเงื่อนไขให้ใช้เครื่องจักรใหม่ทั้งสิ้น)
เอกสารที่ใช้ประกอบการพิจารณา :
1) แบบคำขออนุญาตแก้ไขโครงการ (F PA PC 01) ที่มีข้อมูลสมบูรณ์ครบถ้วน
2) ยื่นแบบคำขอแก้ไขโครงการที่กองส่งเสริมการลงทุน 1–4 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาค 1 – 7
ผู้ที่ได้รับการส่งเสริม จะมีการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับทุนจดทะเบียนหรือการเรียกชำระทุนจดทะเบียนได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในบัตรส่งเสริม หากไม่สามารถดำเนินการได้ตามบัตรส่งเสริม เว้นแต่ผู้ได้รับส่งเสริมจะยื่นขอแก้ไขเงื่อนไขทุนจดทะเบียนให้สำนักงานพิจารณา โดยแนวทางเบื้องต้น ดังนี้
- หากบัตรส่งเสริมการลงทุนกำหนดเงื่อนไขทุนจดทะเบียนสูงเกินความจำเป็นที่ต้องใช้ในโครงการที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริม จะอนุญาตให้แก้ไขโครงการเพื่อลดทุนจดทะเบียนหรือลดทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระได้ แต่ทั้งนี้ จะต้องไม่ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้นต่ำกว่าหลักเกณฑ์ข้างต้นที่กำหนด
- หากลดทุนจดทะเบียนเพื่อแก้ไขปัญหาขาดทุนสะสม หรือลดทุนจดทะเบียนเพื่อชำระคืนให้แก่ผู้ถือหุ้น สำนักงานจะพิจารณาตามความเหมาะสมเป็นกรณีๆ ไป
เอกสารที่ใช้ประกอบการพิจารณา :
1) แบบคำขออนุญาตแก้ไขทุนจดทะเบียน (F PA PC 09) ที่มีข้อมูลสมบูรณ์ครบถ้วน
2) ยื่นแบบคำขอแก้ไขทุนจดทะเบียน ที่กองส่งเสริมการลงทุน 1–4 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาค 1 – 7
ผู้ได้รับส่งเสริมต้องการปรับเปลี่ยนอัตราส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัท ผู้ได้รับการส่งเสริมสามารถยื่นขอให้สำนักงานพิจารณาการแก้ไขอัตราส่วนผู้ถือหุ้น โดยมีแนวทางการพิจารณาเบื้องต้นดังนี้
กรณีที่1 การเปลี่ยนแปลงหุ้นในส่วนของชาวต่างชาติหรือคนไทยแล้ว อัตราส่วนหุ้นไทย/ต่างชาติในบริษัทไม่ขัดกับเงื่อนไขหุ้นไทยในบัตรส่งเสริม (เช่น ต้องมีหุ้นไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51) กรณีนี้ไม่ต้องแก้ไขโครงการ
- ผู้ได้รับการส่งเสริมสามารถดำเนินการเปลี่ยนแปลงกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ก่อน แล้วจึงนำเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น หนังสือแสดงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลง (บอจ.5) แจ้งให้สำนักงานทราบ
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5)
ยื่นเอกสารได้ที่กองส่งเสริมการลงทุนที่ 1-4 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาค 1 – 7
กรณีที่ 2 การเปลี่ยนแปลงหุ้นในส่วนของชาวต่างชาติหรือคนไทยแล้ว อัตราส่วนหุ้นไทยในบริษัทขัดกับเงื่อนไขหุ้นไทยในบัตรส่งเสริม (เช่น หุ้นไทยเปลี่ยนจาก 51% เป็น 49% ในขณะที่บัตรส่งเสริมกำหนดให้ต้องมีหุ้นไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51) โดยจะต้องยื่นขอให้สำนักงานพิจารณา ทั้งนี้ หากผู้ได้รับการส่งเสริมในกิจการเกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ ประมง สำรวจและทำเหมืองแร่ หรือกิจการตามบัญชี 1 ท้าย พรบ.ประกอบธุรกิจต่างด้าว (กำหนดให้หุ้นไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ของทุนจดทะเบียน) หากผู้ได้รับการส่งเสริมไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขอัตราส่วนหุ้นไทยได้ และขัดกับหลักเกณฑ์ข้างต้น อาจถูกเพิกถอนการให้การส่งเสริมได้
เอกสารที่ใช้ประกอบการพิจารณา :
1) แบบคำขออนุญาตแก้ไขอัตราส่วนผู้ถือหุ้น (F PA PC 02) ที่มีข้อมูลสมบูรณ์ครบถ้วน
2) สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ก่อนการแก้ไข
3) หนังสือยินยอมของผู้ถือหุ้นไทยทุกราย / รายงานการประชุมผู้ถือหุ้น ที่แสดงถึงวัตถุประสงค์ในการแก้ไขอัตราส่วนผู้ถือหุ้น (สำหรับบริษัทมหาชน สามารถแนบ รายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทแทนได้)
4) กรณีเพิ่มอัตราส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ ถ้าได้รับการอนุมัติ ให้บริษัทส่งหลักฐานการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาตามแบบ ใบแจ้งการโอนเงิน หรือใบเข้าบัญชี ซึ่งออกให้โดยธนาคารพาณิชย์ ตามจำนวนที่ผู้ถือหุ้นต่างชาติได้รับอนุมัติให้เพิ่มอัตราส่วนการถือหุ้นประกอบการแก้ไขเพิ่มเติมบัตรส่งเสริมต่อไป
5) ยื่นแบบคำขอแก้ไขอัตราส่วนผู้ถือหุ้น และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ที่กองส่งเสริมการลงทุน 1 – 4 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาค 1 – 7
สำนักงานได้มีการกำหนดเงื่อนไขที่ตั้งโรงงาน/สถานประกอบการไว้ในบัตรส่งเสริม โดยผู้ได้รับส่งเสริมประสงค์จะเปลี่ยนสถานที่ตั้งโรงงาน/สถานประกอบการสามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณีดังนี้
- ย้ายที่ตั้งโรงงาน/สถานประกอบการ โดยยังคงอยู่ในพื้นที่เดิมตามที่ระบุไว้ในบัตรส่งเสริม (ย้ายไปอยู่ในจังหวัดเดิม/อยู่ในเขตหรือนิคมอุตสาหกรรมตามเดิม) และไม่ขัดกับกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีนี้ไม่ต้องแก้ไขโครงการ แต่ผู้ได้รับการส่งเสริมจะต้องส่งจดหมายชี้แจงบริษัทแจ้งให้สำนักงานทราบต่อไป
- ย้ายที่ตั้งโรงงาน/สถานประกอบการ โดยเปลี่ยนแปลงที่ตั้งฯเดิมที่ระบุไว้ในบัตรส่งเสริม เป็นที่ตั้งใหม่ (ย้ายไปอยู่ในจังหวัดใหม่/อยู่ในเขตหรือนิคมอุตสาหกรรมใหม่) ผู้ได้รับการส่งเสริมสามารถยื่นขอแก้ไขที่ตั้งโรงงาน/สถานประกอบการให้สำนักงานพิจารณา
เอกสารที่ใช้ประกอบการพิจารณา
1) จดหมายชี้แจง (บริษัทท่านจะต้องเป็นผู้ทำจดหมายชี้แจงของบริษัท) โดยต้องระบุสาระสำคัญ คือ เลขที่บัตรส่งเสริม ที่อยู่เดิม และที่อยู่ใหม่ ของสถานที่ตั้งสำนักงาน
2) แบบคำขออนุญาตเปลี่ยน/เพิ่ม/ลด สถานที่ตั้งโรงงาน/สถานประกอบการ (F PA PC 03-09) ที่มีข้อมูลสมบูรณ์ครบถ้วน
3) สำเนาหนังสือรับรองบริษัท (ฉบับใหม่/พร้อมลายเซ็นและประทับตราบริษัท)
4) สำเนาบัตรส่งเสริมที่มีการแก้ไขล่าสุด
5) ยื่นแบบคำขอแก้ไขโครงการที่กองส่งเสริมการลงทุน 1–4 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาค 1 – 7
ทั้งนี้ หลังได้รับการอนุมัติให้แก้ไข บริษัทจะต้องนำบัตรส่งเสริมฉบับจริงมาดำเนินการแก้ไขข้อมูลที่สำนักงานอีกครั้ง
(1) นอกจากการแก้ไขโครงการข้างต้นแล้ว ผู้ได้รับส่งเสริมสามารถยื่นขอแก้ไขเรื่องอื่นๆ ได้ตามข้อเท็จจริงของโครงการ เช่น การแก้ไขหน่วยการผลิตชิ้นส่วนพลาสติก จาก "ชิ้น" เป็น "กิโลกรัม" เป็นต้น
ทั้งนี้ การพิจารณาการแก้ไขเงื่อนไขดังกล่าว จะพิจารณาตามข้อเท็จจริงและตามความเหมาะสมเป็นกรณีๆ ไป
เอกสารที่ใช้ประกอบการพิจารณา :
1) แบบคำขออนุญาตแก้ไขโครงการ (F PA PC 01) ที่มีข้อมูลสมบูรณ์ครบถ้วน
2) ยื่นแบบคำขอแก้ไขโครงการที่กองส่งเสริมการลงทุน 1–4 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาค 1 – 7
(2) การยื่นขอแก้ไขโครงการเพื่อเพิ่มเติมสิทธิและประโยชน์ เช่น
(2.1) การขอรับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับของที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนา ตามมาตรา 30/1 รวมทั้งการทดสอบที่เกี่ยวข้อง เพิ่มเติม ผู้ได้รับการส่งเสริมที่ขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาต้องการจะนำเข้าของที่ใช้เพื่อการวิจัยและพัฒนา (กรณียังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรา 30/1 มาก่อน) สามารถยื่นขอแก้ไขโครงการเพื่อเพิ่มเติมสิทธิและประโยชน์ได้
เอกสารที่ใช้ประกอบการพิจารณา :
1) แบบคำขอรับสิทธิและประโยชน์เพิ่มเติม ตามมาตรา 30/1 (F PA PC 18) ที่มีข้อมูลสมบูรณ์ครบถ้วน
2) ยื่นแบบคำขอแก้ไขโครงการที่กองส่งเสริมการลงทุน 1 – 4 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาค 1 – 7
ข้อมูลเพิ่มเติม :
(1) ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 1/2560 เรื่อง การให้สิทธิและประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับของที่นำเข้ามาใช้ในการวิจัยและพัฒนา
(2) ประกาศสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ ป.3/2562 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติสำหรับการใช้สิทธิและประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับของที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งการทดสอบที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 30/1
(3) ประกาศสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ ป.4/2562 เรื่อง วิธีปฏิบัติในการสั่งปล่อย และค้ำประกันสำหรับของที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนารวมทั้งการทดสอบที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 30/1 ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (RMTS)
(2.2) การขอรับสิทธิและประโยชน์เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน ผู้ได้รับการส่งเสริมในประเภทกิจการกลุ่ม A ที่ต้องการจะยื่นขอรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมตามคุณค่าของโครงการ (Merit-base incentive) สามารถยื่นขอแก้ไขโครงการโดยการเพิ่มสิทธิและประโยชน์เพิ่มเติมได้ จะต้องมีสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 31 เหลืออยู่ทั้งระยะเวลาและวงเงินที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
เอกสารที่ใช้ประกอบการพิจารณา :
1) แบบคำขอรับการส่งเสริมสำหรับสิทธิและประโยชน์เพิ่มเติม เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน (F PA PP 37) ที่มีข้อมูลสมบูรณ์ครบถ้วน
2) ยื่นแบบคำขอแก้ไขโครงการที่กองส่งเสริมการลงทุน 1 – 4 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาค 1 – 7
ข้อมูลเพิ่มเติม :
(1) ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 2/2557 เรื่อง นโยบายและหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุน
(2) คำชี้แจง ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 เรื่อง การขอรับสิทธิและประโยชน์เพิ่มเติมตามคุณค่าของโครงการ (Merit-based Incentives) ด้านพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน ตามประกาศ กกท.ที่ 2/2557
การรับโอนกิจการ/หยุดกิจการชั่วคราว
• การโอน ควบรวมกิจการที่ได้รับการส่งเสริม
เมื่อผู้ได้รับส่งเสริมต้องการโอนหรือขายกิจการที่ได้รับส่งเสริมให้กับผู้อื่น สำนักงานจะพิจารณาว่าเป็นการโอน หรือการควบรวมกิจการนั้น ให้พิจารณาจากนิติบุคคลที่รับโอนกิจการ
1. การโอนกิจการ จะเป็นนิติบุคคลที่รับโอนกิจการเป็นนิติบุคคลเดิม (ไม่ได้มีการจัดตั้งนิติบุคคลขึ้นมาใหม่)
ตัวอย่าง : บริษัท A (BOI) กับ B (Non-BOI) รวมกันแล้ว เหลือบริษัท A หรือ B บริษัทใดบริษัทหนึ่ง (A+B = A หรือ A+B = B)
** ดังนั้น การโอนกิจการคือ...บริษัท B รับโอนกิจการที่ได้รับการส่งเสริมจากบริษัท A (BOI) จะใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาและขั้นตอนการขอรับการส่งเสริมตามระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ 2/2547 เรื่อง การโอน ควบ รวมกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน
แต่หาก A (BOI) และไปรับโอนกิจการของ B (Non-BOI) บริษัท A ต้องไปดำเนินการรับโอนกิจการตามระเบียบและขั้นตอนที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด (ไม่ต้องแจ้งบีโอไอ)
2. การควบรวมกิจการ = นิติบุคคลที่รับโอนกิจการเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นใหม่
ตัวอย่าง เมื่อบริษัท A และบริษัท B ควบรวมกิจการเข้าด้วยกัน และจัดตั้งนิติบุคคลขึ้นใหม่ (C)
(A+B = C) ในทางกฎหมายจะถือว่า บริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่นี้ เป็นคนละนิติบุคคลกับบริษัทเดิม ไม่ว่าบริษัทที่ตั้งใหม่นี้จะตั้งชื่อเป็น A หรือ B เหมือนเดิม หรือตั้งชื่อใหม่เป็น C ก็ตาม
• ขั้นตอนการดำเนินการขอโอน/ควบรวมกิจการ
กรณีที่ 1 หากยังไม่ได้จัดตั้งนิติบุคคลใหม่ (การควบรวมกิจการ) เมื่อมาดำเนินการยื่นคำขอควบรวมกิจการกับสำนักงาน ให้ผู้ยื่นคำขอระบุชื่อบริษัทใหม่ พร้อมทั้งระบุวันที่จะควบรวมกิจการ
กรณีที่ 2 หากบริษัทโอน/ควบรวมกิจการไปแล้วก่อนการยื่นคำขอกับสำนักงาน บริษัทต้องดำเนินการยื่นคำขอโอน/ควบรวมกิจการภายใน 3 เดือน เนื่องจากเมื่อดำเนินการโอน/ควบรวมกิจการไปแล้ว บัตรส่งเสริมของบริษัทผู้โอนกิจการจะใช้สิทธิประโยชน์ตามบัตรได้อีกไม่เกิน 3 เดือนนับจากวันควบรวมกิจการ
ดังนั้น หากบริษัทผู้รับโอนกิจการ หรือบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการ ไม่ยื่นคำขอโอน/ควบรวมกิจการภายใน 3 เดือน สิทธิประโยชน์ของบัตรส่งเสริมจะสิ้นสุดลง และบริษัทใหม่ที่เกิดจากการโอน/ควบรวมกิจการจะต้องชำระภาษีอากรที่เหลืออยู่ทั้งหมดของผู้โอนกิจการ
โดยนิติบุคคล หรือนิติบุคคลใหม่ ที่โอน/ควบรวมกิจการจะได้รับสิทธิและประโยชน์เท่าที่บัตรส่งเสริมของผู้โอนกิจการเดิมยังเหลืออยู่ ดังนั้น บริษัทจึงควรยื่นขอรับการส่งเสริมล่วงหน้าก่อนวันที่จะควบรวมกิจการเพื่อให้สามารถเตรียมการออกบัตรส่งเสริมใหม่ได้ในวันที่ควบรวมกิจการ
• เอกสารประกอบการพิจารณา (พิจารณา 30 วันทำการ)
สำหรับผู้ขอรับโอนกิจการ
1. หนังสือชี้แจงของบริษัทขอรับโอนกิจการ (ยืนยันการรับผิดชอบในภาระภาษีอากรเครื่องจักร และวัตถุดิบทั้งหมดของผู้โอน) ต้องมีข้อความนี้ กรรมการลงนามและประทับตราบริษัท
2. แบบคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อรับโอนกิจการ (F PA PC 17-02) (กรรมการผู้มีอำนาจลงนามร่วมกัน)
3. ตารางรายละเอียดเครื่องจักรที่ขอรับโอน (ต้องมี) ลงนามร่วมกัน
4. ตารางรายละเอียดวัตถุดิบ วัสดุจำเป็น และของที่รับโอน (ต้องมี) ลงนามร่วมกัน
5. หนังรับรองการจดทะเบียนบริษัท ฉบับล่าสุด ไม่เกิน 6 เดือน
6. บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับล่าสุด
7. งบการเงินฉบับล่าสุด
8. หนังสือมอบอำนาจ ติดอากร 30 บาท สำเนาบัตรผู้มอบและผู้รับมอบพร้อมลงนาม
9.กรณีโอนกิจการ: สำเนามติที่ประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้น ระบุวัตถุประสงค์ในการโอนกิจการ และมูลค่าการซื้อขาย (ผู้ถือหุ้นลงนามทุกราย) กรณีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคลให้แนบประวัติบริษัท สำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนาพาสปอร์ตของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม พร้อมลงนาม
สำหรับผู้โอนกิจการ
1. หนังสือขอโอนกิจการจากบริษัท (จดหมายนำบริษัท)
2. บัญชีรายการวัตถุดิบ และปริมาณสต๊อคสูงสุด (กรณีใช้สิทธิวัตถุดิบ)
3. หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท ฉบับล่าสุด ไม่เกิน 6 เดือน
4. บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับล่าสุด
5. Invoice ใบแรก
6. ทะเบียนสินทรัพย์
7. สำเนาบัตรส่งเสริม
8. หนังสือมอบอำนาจ ติดอากร 30 บาท สำเนาบัตรผู้มอบและผู้รับมอบพร้อมลงนาม
9. กรณีโอนกิจการ: สำเนามติที่ประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้น ระบุวัตถุประสงค์ในการโอนกิจการ และมูลค่าการซื้อขาย (ผู้ถือหุ้นลงนามทุกราย) กรณีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคลให้แนบประวัติบริษัท สำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนาพาสปอร์ตของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม พร้อมลงนาม
**** กรณีควบรวมกิจการ หากมีการควบรวมกิจการกับนิติบุคคลที่ไม่ได้รับการส่งเสริม ก็ต้องนำส่งเอกสารของนิติบุคคลนั้นเพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติควบรวมกิจการด้วย (เอกสารสำหรับผู้โอนกิจการ) เพื่อประกอบการพิจารณาให้การส่งเสริมบริษัทนั้นตามเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุนที่สำนักงานกำหนด เช่น การพิจารณาอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจดทะเบียน (หรือส่วนของผู้ถือหุ้น)
การหยุดกิจการชั่วคราว
กรณีที่ผู้ได้รับส่งเสริมจะหยุดดำเนินกิจการเป็นระยะเวลาเกินกว่า 2 เดือน จะต้องยื่นขออนุญาตจากสำนักงานก่อนการหยุดกิจการไป
• แนวทางการพิจารณา
- กรณีผู้ได้รับการส่งเสริมที่ได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินการแล้ว และมีเครื่องจักรและอุปกรณ์ ที่นำเข้าโดยใช้สิทธิและประโยชน์ยกเว้น/ลดหย่อนอากรขาเข้าอยู่ครบถ้วนที่โรงงาน/สถานประกอบการ
(1) กรณีที่เครื่องจักรในโรงงานมีลักษณะเคลื่อนย้ายได้ยาก เช่น อุตสาหกรรมเหล็กหรือปิโตรเคมี การขอหยุดดำเนินกิจการในช่วงสั้นๆ เช่น ไม่เกิน 6 เดือน จะอนุญาตให้หยุดดำเนินกิจการเป็นการชั่วคราวได้ โดยไม่ต้องตรวจสอบสถานประกอบการ
(2) กรณีเครื่องจักรในโรงงาน/สถานประกอบการมีลักษณะเคลื่อนย้ายได้ง่าย หรือมีข้อสงสัยอื่น จะตรวจสอบโรงงาน/สถานประกอบการก่อนว่าเครื่องจักรยังติดตั้งอยู่ครบถ้วนถูกต้อง จากนั้นจึงจะอนุญาตให้หยุดดำเนินกิจการเป็นการชั่วคราว
- กรณีผู้ได้รับการส่งเสริมที่ได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินการแล้ว แต่ไม่มีเครื่องจักรและอุปกรณ์พร้อมที่จะดำเนินกิจการตามโครงการได้ จะพิจารณาว่ามีเจตนาไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขที่ได้รับส่งเสริม และจะดำเนินการเพิกถอนบัตรส่งเสริมต่อไป
• เอกสารที่ใช้ประกอบพิจารณา
1) แบบคำขอหยุดดำเนินกิจการ (F PM ST 01) ที่มีข้อมูลสมบูรณ์ครบถ้วน
2) ยื่นแบบคำขอแก้ไขโครงการที่กองส่งเสริมการลงทุน 1 – 4 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาค 1 – 7
การยกเลิกบัตรส่งเสริม
สำหรับบริษัทฯ ที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานและไม่ประสงค์จะเป็นผู้ที่ได้รับการส่งเสริม สามารถยื่นหนังสือขอยกเลิกบัตรส่งเสริมกับสำนักงาน โดยชี้แจงเหตุผลที่ต้องการยกเลิก เช่น การเลิกประกอบกิจการ การยกเลิกการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการส่งเสริม หรือสิทธิและประโยชน์ทางภาษีสิ้นสุดลงและไม่ประสงค์จะใช้สิทธิ์ที่ไม่ใช่ภาษี เป็นต้น
ทั้งนี้ สำนักงานจะดำเนินการตรวจสอบการใช้สิทธิและประโยชน์ในด้านต่างๆ จากระบบการจัดเก็บเอกสารของสำนักงาน และสมาคมสโมสรนักลงทุน ได้แก่ การใช้สิทธิและประโยชน์ด้านเครื่องจักร ด้านวัตถุดิบ ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล ด้านที่ดิน และด้านช่างฝีมือ ตามสิทธิและประโยชน์ที่บริษัทฯ ได้รับ และให้บริษัทฯ นำส่งหนังสือขอยกเลิกบัตรส่งเสริมพร้อมเอกสารประกอบต่างๆ ที่กองติดตามและประเมินผลการลงทุน 1-2 หรือศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาค 1 – 7 หรือผ่านระบบ E-SUBMISSION
แบบคำขอขอยกเลิกบัตรส่งเสริม (F PM CC 01-00)
  ประกาศ สำนักงานจะยกเลิกการให้บริการยื่นคำขอยกเลิกบัตรส่งเสริมโดยใช้เอกสารตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป
ดังนั้น กรณีท่านมีความประสงค์จะยื่นขอยกเลิกบัตรส่งเสริมตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 จะเป็นการยื่นคำขอผ่านระบบการยกเลิกบัตรส่งเสริมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Cancellation)
ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Cancellation) 

อ่านเอกสารเพิ่มเติม : ประกาศสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ ป. 10 /2568 เรื่อง การยื่นคำขอยกเลิกบัตรส่งเสริมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์(e-Cancellation)

ขออภัยครับ ไม่มีข้อมูลส่วนนี้ ในภาษาที่ท่านเลือก !

Sorry, There is no information support your selected language !

Download และ ติดตั้งโปรแกรมอ่าน PDF

Download PDF Reader

Site map