คำถาม ผังเว็บไซต์ แบบสำรวจ ติดต่อบีโอไอ ภาษา
ค้นหา
หน้าแรก
ข่าวใหม่ๆ เกี่ยวกับบีโอไอ
ข่าวการลงทุนทั่วไปและข่าวนโยบายส่งเสริมการลงทุน
ข่าวการหาผู้ร่วมทุน
ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวสารการจัดซื้อจัดจ้าง
สถิติความต้องการแรงงาน
ข่าวการลงทุนทั่วไปและข่าวนโยบายส่งเสริมการลงทุน
ข่าวกิจกรรมผู้ซื้อพบผู้ขาย
กิจกรรมของบีโอไอ
โครงการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน
ข่าวเด่นการลงทุน
คำถาม
ผังเว็บไซต์
แบบสำรวจ
ติดต่อบีโอไอ
คำถาม
Q EPZ คืออะไร
A EPZ หรือ Export Processing Zone (เขตอุตสาหกรรมส่งออก) เป็นพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยผู้ที่เข้าไปตั้งโรงงานใน EPZ จะเปรียบเสมือนกับอยู่ต่างประเทศ เมื่อมีการนำเข้าเครื่องจักรหรือวัตถุดิบจะไม่เสียอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม
   
Q Free Zone คืออะไร ได้สิทธิประโยชน์อะไรบ้าง
A เขตพื้นที่ที่กำหนดไว้สำหรับการประกอบอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือกิจการอื่นที่เป็นประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศ โดยของที่นำเข้าไปในเขตดังกล่าวจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งการจัดตั้ง Free Zone นั้น มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการส่งออก รายละเอียดเพิ่มเติม ส่วนหลักเกณฑ์สิทธิประโยชน์ สำนักสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร กรมศุลกากร โทรศัพท์ 0-2240-2514-6 หรือ www.customs.go.th
   
Q ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัท มีอย่างไรบ้าง มีการกำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำไว้หรือไม่
A ในการจัดตั้งบริษัทจำกัดนั้น จะต้องดำเนินการตามลำดับขั้นตอน ดังนี้
(1) ตรวจและจองชื่อบริษัท โดยมิให้ซ้ำกับบริษัทที่มีอยู่แล้ว
(2) ต้องมีผู้เริ่มก่อการตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป เข้าชื่อกันทำหนังสือบริคณห์สนธิขึ้น แล้วไปจดทะเบียน
(3) เมื่อได้จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิแล้ว ผู้เริ่มก่อการต้องจัดให้หุ้นของบริษัทที่จะตั้งขึ้นนั้นมีผู้เข้าชื่อจองซื้อหุ้นจนครบ
(4) ดำเนินการประชุมตั้งบริษัท โดยต้องส่งคำบอกกล่าวนัดประชุมให้ผู้จองหุ้นทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน ก่อนวันประชุม
(5) เมื่อได้ประชุมตั้งบริษัท และที่ประชุมได้แต่งตั้งกรรมการบริษัทแล้ว ผู้เริ่มก่อการต้องมอบหมายกิจการให้กรรมการบริษัทรับไปดำเนินการต่อไป
(6) กรรมการบริษัทเรียกให้ผู้เริ่มก่อการและผู้จองหุ้นชำระค่าหุ้นอย่างน้อยร้อยละ 25 ของมูลค่าหุ้น (ทุนของบริษัทจะแบ่งเป็นกี่หุ้นก็ได้ แต่ต้องไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท)
(7) เมื่อได้รับเงินค่าหุ้นแล้ว กรรมการต้องไปจดทะเบียนเป็นบริษัทภายใน 3 เดือน ภายหลังจากการประชุมตั้งบริษัท
ท่านสามารถจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ได้ที่ http://www.dbd.go.th และเลือกหัวข้อ “จดทะเบียนนิติบุคคล” หรือท่านสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ http://www.boi.go.th/thai/default.asp
ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำนั้นไม่ได้กำหนดไว้โดยตรง แต่มีหลักเกณฑ์ว่าการจัดตั้งบริษัทจะต้องมีผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 7 คน และถือหุ้นอย่างน้อยคนละ 1 หุ้น ราคาหุ้นละไม่ต่ำกว่า 5 บาท ดังนั้นทุนจดทะเบียนขั้นต่ำจึงเท่ากับ 7x1x5 = 35 บาท
   
Q BOI มีการช่วยเหลือในการหาผู้ร่วมทุนหรือไม่
A สำนักงานฯ มีโครงการจับคู่ผู้ร่วมทุน (Match Making Program) โดยท่านสามารถกรอกแบบฟอร์ม online ได้ที่ http://www.boi.go.th/english/services/matchmaking.asp และสำนักงานฯ จะมีการออกข่าวประชาสัมพันธ์ทางเว็บไซต์ BOI และข่าวเผยแพร่ของสำนักงานฯ ซึ่งสำนักงานฯ จะช่วยประสานงานต่อในกรณีที่มีผู้แสดงความสนใจร่วมทุน
   
Q BOI มีนโยบายช่วยเหลือกิจการ SMEs อย่างไรบ้าง
A สำนักงานฯ มีนโยบายส่งเสริม SME ของประเทศไทย ตามประกาศ ที่ 6/2546 เพื่อช่วยเหลือกิจการ SME โดยสามารถดูเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ได้จาก http://www.boi.go.th/thai/download/law_regulations/177/t_6_46.pdf และคำชี้แจง http://www.boi.go.th/thai/download/law_regulations/176/smes_explanation.pdf
โดยกิจการ SMEs ประกอบด้วย 2 ประเภทกิจการใหญ่ ได้แก่ กิจการเกษตรแปรรูป และผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ ซึ่งจัดให้เป็นกิจการที่ให้ความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อประเทศเป็นพิเศษ ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี โดยไม่กำหนดสัดส่วนวงเงินภาษีที่ได้รับการยกเว้น และได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทุกเขตที่ตั้ง ส่วนเงื่อนไขของกิจการ SMEs นั้น ต้องเป็นโครงการที่ได้ OTOP และได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชม (มผช.) จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือได้รับความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และกำหนดวงเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 500,000 บาทโดยไม่รวมค่าที่ดินและเงินทุนหมุนเวียน
   
Q มีหน่วยงานอะไรบ้างที่ให้ความช่วยเหลือกิจการ SMEs ด้านเงินทุน
A ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) โทร. 0-2201-3700-10 หรือสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.smebank.co.th/
   
Q ถ้าต้องการทราบข้อมูลรายชื่อบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมสามารถหาดูได้ที่ไหน ทางสำนักงานฯ จัดทำเป็น เอกสารเผยแพร่หรือไม่
A ท่านสามารถสืบค้นรายชื่อบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมได้จากฐานข้อมูลรายชื่อบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมในเว็บไซต์ของสำนักงานเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบัน สำนักงานฯ ยังไม่ได้จัดทำหนังสือรายชื่อฯ ปีล่าสุด
   
Q ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำการจดทะเบียนบริษัทของบริษัทต่างชาติคือเท่าใด มีขั้นตอนและเอกสารที่เกี่ยวข้องอะไรบ้าง
A ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำของกิจการผลิตเท่ากับ 2 ล้านบาท และกิจการบริการ 3 ล้านบาท โดยสามารถตรวจสอบเอกสารที่ต้องใช้ได้จาก http://www.dbd.go.th/thai/foreign/foreign_document.phtml และตรวจสอบขั้นตอนได้จาก http://www.dbd.go.th/thai/foreign/foreign_cert.phtml
   
Q การยื่นคำขอฯสามารถยื่นได้ที่ใดบ้าง ถ้าโครงการอยู่ต่างจังหวัดยื่นที่กรุงเทพได้หรือไม่
A การยื่นคำขอฯสามารถยื่นได้ที่กองบริหารงานสิทธิและประโยชน์ 1-5 หรือศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภูมิภาค 7 แห่ง หรือ สำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนต่างประเทศ 7 แห่ง หรือยื่นคำขอออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.boi.go.th
   
Q คำขอฯเมื่อยื่นมาแล้ว สามารถขอแก้ไขได้หรือไม่
A สามารถขอแก้ไขได้ โดยขอให้ติดต่อกองบริหารงานสิทธิและประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง
   
Q เอกสารที่ใช้ในการขอรับการส่งเสริมฯมีอะไรบ้าง
A เอกสารที่ใช้ในการยื่นคำขอรับการส่งเสริม ประกอบด้วย
1. แบบฟอร์มคำขอรับการส่งเสริม 2 ชุด โดยผู้ยื่นสามารถทำสำเนาได้ แต่จะต้องเซ็นชื่อจริงทั้ง 2 ชุด
2. หากจัดตั้งบริษัทแล้ว จะต้องยื่นหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท หนังสือบริคนธ์สนธิ งบการเงินปีล่าสุด (ถ้ามี) แนบมาด้วย
3. หากโครงการลงทุนเกิน 500 ล้านบาท จะต้องจัดทำรายงานศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) แนบมาด้วย
4. หากโครงการมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จะต้องกรอกแบบรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแนบมาด้วย
5. หากต้องการขอรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมตามนโยบาย SMEs และ STI จะต้องยื่นแบบประกอบคำขอฯ SMEs หรือ STI แนบมาด้วย
6. หากผู้ยื่นมีเอกสารอื่นๆที่เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อการพิจารณา สามารถยื่นมาพร้อมกันนี้ได้
* กรณีที่ยื่นคำขอผ่านทาง website สามารถนำเอกสารเพิ่มเติมมาส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ในวันที่บริษัทมาชี้แจงโครงการได้
   
Q ถ้าซื้อกิจการที่ไม่ได้รับ BOI แล้วจะมาขอ BOI ได้หรือไม่
A โครงการที่ดำเนินธุรกิจอยู่แล้วจะไม่สามารถนำมาขอรับการส่งเสริมได้ ยกเว้นว่ามีการลงทุนในสายการผลิตใหม่โดยใช้อาคารเดิมจะเรียกว่าเป็นโครงการขยาย สามารถยื่นขอรับการส่งเสริมได้ตามประเภทกิจการที่เปิดให้การส่งเสริม
   
Q ถ้ามีแหล่งเงินทุนจากการกู้กรรมการในบริษัท จะระบุในการกรอกคำขออย่างไร
A ระบุในหัวข้อการเงินว่า มีการกู้เงินจากภายในประเทศ
   
Q การขอรับการส่งเสริม จะตั้งบริษัทใหม่ หรือใช้บริษัทเก่า ดีกว่ากัน
A สำนักงานใช้เงื่อนไขในการพิจารณาโครงการเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่จัดตั้งใหม่ หรือบริษัทเก่า ยกเว้นข้อเดียวคืออัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจดทะเบียน หากเป็นโครงการริเริ่ม จะต้องไม่เกิน 3 ต่อ 1 แต่หากเป็นโครงการขยายอาจจะยืดหยุ่นได้ การจัดตั้งบริษัทใหม่หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของบริษัทเอง การใช้บริษัทเดิมมีความสะดวกที่สามารถดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาจัดตั้งบริษัทใหม่ แต่จะต้องแยกบัญชีระหว่างโครงการเดิมและโครงการใหม่อย่างชัดเจน
   
Q การโยกย้ายสถานประกอบการ หากบริษัทมี 2 ผลิตภัณฑ์ จะสามารถย้ายไปเพียงผลิตภัณฑ์เดียวได้หรือไม่
A สามารถทำได้ หากทั้งสองผลิตภัณฑ์ไม่ได้อยู่ในบัตรส่งเสริมเดียวกัน การโยกย้ายสถานประกอบการจะดูเป็นโครงการ โดยจะต้องย้ายไปทั้งโครงการ แต่ไม่จำเป็นต้องย้ายทั้งบริษัท แต่ทั้งนี้ต้องดูหลักเกณฑ์การขอรับการส่งเสริมกรณีโยกย้ายสถานประกอบการตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ 1/2543 หากไม่เข้าหลักเกณฑ์ ยังสามารถยื่นเรื่องขอแก้ไขโครงการ ในการเปลี่ยนที่ตั้งสถานประกอบการได้ โดยที่สิทธิประโยชน์จะนับต่อจากของเดิม
   
Q การขอรับการส่งเสริมในโครงการเดียวกัน แต่มีสถานที่ประกอบกิจการ 2 ที่ จะสามารถทำได้หรือไม่
A สามารถทำได้ โดยต้องระบุความต้องการไว้ตั้งแต่การขอรับการส่งเสริมฯ
   
Q มูลค่าเพิ่ม 20% หมายถึงอะไร มีวิธีการคิดอย่างไร
A หมายถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบ โดยมีสูตรการคำนวณ ดังนี้
มูลค่าเพิ่ม = { [รายได้ – (ค่าวัตถุดิบ + ค่าสาธารณูปโภค)] / รายได้ } x 100
   
Q จะตรวจสอบพื้นที่สีเขียวได้ที่ไหน
A กรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดของแต่ละจังหวัด
   
Q ถ้าบริษัทต้องการจะเพิ่มทุน แต่จะมายื่นคำขอฯโดยใช้ทุนจดทะเบียนเท่าเดิม จะทำได้หรือไม่
A ทำได้ หากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจดทะเบียนไม่เกิน 3 ต่อ 1 หรืออาจจะยืดหยุ่นได้หากเป็นโครงการขยาย
   
Q คำขอรับการส่งเสริมฯกรณีโอนกิจการ ใช้คำขอฯประเภทใด
A ใช้แบบฟอร์มขอรับการส่งเสริมทั่วไป โดยจะต้องยื่นคำขอฯไม่เกิน 3 เดือน หลังจากการโอนกิจการ โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์เท่าที่บัตรฯเดิมยังเหลืออยู่ โดยจะต้องยื่นคำขอโอนกิจการและขอรับโอนกิจการด้วย รายละเอียดตามระเบียบสำนักงานฯที่ 2/2547 http://www.boi.go.th/thai/download/law_regulations/250/manual2_2547.pdf
   
Q คนต่างชาติจะมาลงทุนในไทย โดยไม่นำเงินตราเข้ามาจากต่างประเทศ แต่จะใช้วิธีกู้สถาบันการเงินภายในประเทศ ทำได้หรือไม่
A สามารถทำได้ ยกเว้นกิจการบางประเภท เช่นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ ที่ระบุว่าหากเป็นการลงทุนของต่างชาติ จะต้องมีหลักฐานการนำเงินตรามาจากต่างประเทศ
   
Q สามารถยื่นคำขอฯทางไปรษณีย์ได้หรือไม่
A ทำได้ แต่สำนักงานจะตรวจทานข้อมูลก่อนว่าครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ หากไม่ครบถ้วนจะทำการส่งคืนก่อนรับเรื่อง เพื่อความสะดวกควรยื่นคำขอออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ www.boi.go.th แทน จะดีกว่า
   
Q การกรอกคำขอฯออนไลน์ มีขั้นตอนอย่างไร
A ผู้จะขอรับการส่งเสริมจะต้องลงทะเบียนสมัครสมาชิกก่อน แล้วระบบจะส่ง password ไปให้ทาง e-mail จากนั้นจะสามารถ log-in เข้าระบบการกรอกคำขอฯออนไลน์ได้ โดยผู้กรอกสามารถกรอกแล้วบันทึกไว้ก่อนได้ เมื่อกรอกข้อความครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว จึงจะส่งคำขอออนไลน์ไปยัง กสป.1-5 ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ธุรการจะลงทะเบียนรับ แล้วส่งต่อให้กับผู้อำนวยการกอง มอบหมายให้เจ้าหน้าที่พิจารณา จากนั้นเจ้าหน้าที่จะนัดหมายผู้แทนบริษัทให้เข้ามาพบเจ้าหน้าที่เพื่อชี้แจงโครงการพร้อมทั้งยื่นเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้องต่อไป
   
Q แบบฟอร์มขอรับการส่งเสริม สามารถพิมพ์ขึ้นมาใหม่ได้หรือไม่
A สำนักงานขอแนะนำให้ผู้ยื่นคำขอฯ ใช้แบบฟอร์มที่ออกจากสำนักงาน เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดหากจะพิมพ์ขึ้นมาเอง อย่างไรก็ตาม หากมีความประสงค์จะพิมพ์ ก็สามารถยื่นคำขอออนไลน์เข้ามาได้
   
Q ถ้าบริษัทไม่มีการซื้อเครื่องจักรใหม่เลย จะขอรับการส่งเสริมได้หรือไม่
A หลักเกณฑ์การอนุมัติโครงการ 1 ใน 4 ข้อ กำหนดว่า ใช้กรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัยและใช้เครื่องจักรใหม่ ในกรณีที่ใช้เครื่องจักรเก่าจะต้องให้สถาบันที่เชื่อถือได้รับรองประสิทธิภาพ
ดังนั้น โครงการที่ใช้เครื่องจักรเก่าทั้งสิ้นจึงไม่สามารถขอรับการส่งเสริมได้ ยกเว้นกรณีขอส่งเสริมในเกณฑ์โยกย้ายสถานประกอบการหรือเป็นการย้ายฐานการผลิตจากต่างประเทศ
   
Q บริษัททำกิจการสิ่งทอ แต่ไม่มีโรงงาน ใช้วิธีซื้อเครื่องจักรแล้วนำมาให้แม่บ้านในหมู่บ้านทอผ้าให้ กรณีนี้สามารถขอรับการส่งเสริมได้หรือไม่
A ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีสถานที่ประกอบการ
   
Q หลักเกณฑ์ในการพิจารณาอนุมัติให้การส่งเสริมฯ มีอย่างไรบ้าง
A หลักเกณฑ์ในการพิจารณาโครงการที่จะขอรับการส่งเสริม มีดังนี้
1. อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจดทะเบียนไม่เกิน 3 ต่อ 1
2. มีมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของรายได้
3. มีกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัย ใช้เครื่องจักรใหม่ หากใช้เครื่องจักรเก่า ต้องมีอายุไม่เกิน 10 ปี และต้องได้รับการรับรองจากสถาบันรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรก่อน
4. มีการป้องกันผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมที่เพียงพอ
   
Q หนี้สินต่อทุนจดทะเบียนไม่เกิน 3:1 หมายความว่าอย่างไร
A หากบริษัทมีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท แล้วจะต้องกู้เงินมาลงทุน สามารถกู้ได้ไม่เกิน 3 ล้านบาท หากมีความประสงค์จะกู้เงินเกินกว่านั้น จะต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนให้เป็นสัดส่วนกัน
   
Q ทุนจดทะเบียนกับเงินลงทุนแตกต่างกันอย่างไร
A ในแบบคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน ทุนจดทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งเงินทุนที่ใช้ในโครงการ( Source of Fund) ซึ่งนอกจากทุนจดทะเบียนแล้วยังประกอบด้วยเงินจากกำไรสะสม เงินกู้จากทั้งภายในและต่างประเทศรวมถึงสินเชื่อผู้จำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศด้วย ส่วนเงินลงทุน( Total Investment) คือรายละเอียดของการลงทุนในโครงการ ประกอบด้วย ค่าก่อสร้าง ค่าเครื่องจักร ค่าติดตั้ง ค่าทดลองเครื่อง ค่าใช้จ่ายก่อนเปิดดำเนินการ มูลค่าสินทรัพย์อื่น รวมถึงค่าที่ดิน ค่าวิชาการและเงินทุนหมุนเวียนด้วย หากมองในรูปของสมการบัญชี คือ ทรัพย์สิน =หนี้สิน+ทุน ทุนจดทะเบียนจะอยู่ด้านหนี้สิน+ทุน และเงินลงทุนจะอยู่ด้านทรัพย์สิน
   
Q การยื่นขอส่งเสริมฯ จำเป็นต้องจดทะเบียนบริษัทให้เรียบร้อยก่อนหรือไม่
A การยื่นคำขอฯสามารถยื่นได้ทั้งในนามบริษัทและนามบุคคล หากยื่นในนามบุคคล เมื่อได้รับการส่งเสริมแล้ว จะต้องไปดำเนินการจัดตั้งบริษัทให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน แล้วจึงจะสามารถออกบัตรส่งเสริมได้
   
Q สำนักงานฯ มีตัวอย่างการกรอกคำขอส่งเสริมฯ หรือไม่
A สำนักงานฯได้จัดทำคู่มือการกรอกคำขอฯ สามารถขอรับได้ที่ศูนย์บริการลงทุน หรือ download จาก website http://www.boi.go.th/thai/download/boi_forms/358/expla_app.pdf ได้ ส่วนตัวอย่างการกรอกคำขอนั้น มีเฉพาะคำขอรุ่นเก่า ซึ่งอาจจะพอดูเป็นแนวทางได้ โดยขอทำสำเนาจากห้องสมุด อย่างไรก็ตาม สำนักงานฯ ไม่ได้จัดทำตัวอย่างการกรอกคำขอออกมาอีกแล้ว
   
Q ถ้าต้องการขอส่งเสริมฯ ในประเภทกิจการ SME ต้องไปติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใดบ้าง
A ต้องเป็นโครงการที่ได้ OTOP และได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชม (มผช.) จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือได้รับความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
   
Q การขอรับการส่งเสริมฯในโครงการขยายต้องมีการแจ้งแรงงานใหม่ทั้งหมดหรือไม่ สามารถใช้คนงานในโครงการเก่าเข้ามาทำได้หรือไม่
A สามารถทำได้ หากแรงงานเดิมที่มีอยู่มีความพอเพียงที่จะใช้ในโครงการขยายทั้งหมดได้
   
Q การขอรับการส่งเสริมฯในกิจการซอฟท์แวร์ ถ้าโครงการมีให้บริการคำปรึกษาและขายผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ ต้องแยกโครงการในการขอส่งเสริมหรือไม่
A ในประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ ส. 3/2547 เรื่อง การปรับปรุงประเภทกิจการ 5.8 กิจการซอฟต์แวร์ แจ้งว่า รายได้จากการจำหน่ายหรือให้บริการอันเป็นผลงานที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ที่ได้รับการส่งเสริมโดยตรง ถือเป็นรายได้ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน
   
Q กรณีที่นักลงทุนขอส่งเสริมในโครงการโยกย้ายสถานประกอบการ และมีการซื้อเครื่องจักรใหม่แต่เป็นการนำไปใช้ในบางขั้นตอนของ production line เก่า ในกรณีนี้สามารถขอส่งเสริมเป็น 2 โครงการได้หรือไม่
A สามารถแยกขอรับการส่งเสริมฯเป็น 2 โครงการได้ แต่เครื่องจักรต้องครบขั้นตอนทั้ง 2 โครงการ ไม่สามารถใช้ร่วมกันได้
   
Q สิทธิประโยชน์ของกิจการสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคมีอะไรบ้าง
A จะได้รับเฉพาะเฉพาะสิทธิที่ไม่เกี่ยวกับภาษีอากรเท่านั้น โดยมีเงื่อนไขว่า
• โครงการดังกล่าวจะต้องดูแลบริษัทลูกหรือสาขาในต่างประเทศไม่น้อยกว่า 3 ประเทศ (กิจการภายในประเทศก็สามารถทำได้แต่ไม่สามารถนำมารวมในเงื่อนไขดังกล่าว)
• ทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท
นอกจากนั้น นักลงทุนสามารถขอใช้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลกับกรมสรรพากรได้ ซึ่งจะได้รับการลดหย่อนภาษีฯ เหลือร้อยละ 10
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ http://www.rd.go.th/publish/29300.0.html
   
Q Freight Forwarder สามารถขอรับการส่งเสริมได้หรือไม่
A Freight Forwarder สามารถขอรับการส่งเสริมในประเภทกิจการศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) และกิจการศูนย์กระจายสินค้ระหว่างประเทศด้วยระบบที่ทันสมัย (International Distribution Center)
   
Q กิจการอะไรบ้างที่เข้าข่าย Logistics
A 7.1.4 กิจการขนถ่ายสินค้าสำหรับเรือเดินทะเล 7.1.5 กิจการสถานที่ตรวจปล่อยและบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์เพื่อการส่งออก 7.1.6 กิจการสนามบินพาณิชย์ 7.2 กิจการขนส่งมวลชนและสินค้าขนาดใหญ่ (ทั้งหมวด) 7.3.1 กิจการบริการที่จอดเรือท่องเที่ยว 7.3.2 กิจการเดินเรือท่องเที่ยวหรือให้เช่าเรือท่องเที่ยว 7.6 กิจการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย 7.7 กิจการศูนย์กระจายสินค้ระหว่างประเทศด้วยระบบที่ทันสมัย 7.8 กิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ระหว่างประเทศ 1.29 กิจการขนส่งห้องเย็น
   
Q Representative Office สามารถขอรับการส่งเสริมได้หรือไม่
A กิจการดังกล่าวไม่อยู่ในประเภทที่ให้ได้รับการส่งเสริม รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือดูได้จาก http://www.dbd.go.th/eng/representative.phtml
   
Q คลังสินค้าทัณฑ์บน สามารถขอรับการส่งเสริมได้หรือไม่
A ไม่ได้ มีเฉพาะกิจการเขตคลังสินค้าทัณฑ์บนสำหรับประกอบการค้าเสรี (7.5.3)
   
Q การให้คำปรึกษาด้านวิศวกรรม สามารถขอรับการส่งเสริมได้หรือไม่
A ได้ โดยอยู่ในประเภท 7.10 กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน โดยได้รับสิทธิและประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับภาษีอากรเท่านั้นและต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปีละไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้จากประกาศ ป.12/2543 (ขอบข่ายธุรกิจ) http://www.boi.go.th/thai/download/law_regulations/125/por12_43.pdf
   
Q การทำยางแผ่น ยางอัดแท่ง สามารถขอรับการส่งเสริมได้หรือไม่
A ได้ โดยอยู่ในประเภท 1.14 กิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ
   
Q สิทธิประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับภาษีอากร มีอะไรบ้าง
A สิทธิประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับภาษีอากรเป็นสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อให้ต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจในประเทศไทยได้สะดวกมากขึ้น ได้แก่
1. สิทธิในการถือครองที่ดิน (โดยไม่มีการจำกัดขนาดแต่สำนักงานฯจะพิจารณาตามความเหมาะสมของโครงการ รายละเอียดตามมาตรา 27 พรบ. ส่งเสริมการลงทุน)
2. สิทธิในการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญต่างด้าว (ไม่มีหลักเกณฑ์เรื่องจำนวนคนต่างด้าวเหมือนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยสำนักงานจะพิจารณาตามความเหมาะสมของโครงการ ( แต่มีจำกัดอาชีพบางประเภทที่เป็นอาชีพสงวน ตามมาตรา 24, 25, 26 พรบ. ส่งเสริมการลงทุน) ติดต่อขอรับรายละเอียดเพิ่มเติมจากศูนย์บริการวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน โทร..0 2937 1155
3. สิทธิในการนำเงินตราไปต่างประเทศ ม.37
   
Q กิจการ warehouse สามารถขอรับการส่งเสริมได้หรือไม่
A ถ้าหากมีกิจกรรมรับฝากสินค้าและกระจายสินค้าด้วย สามารถขอรับการส่งเสริมได้ในประเภท 7.6 หรือ 7.7 หรือถ้ามีกิจกรรมตามเงื่อนไขของกิจการ IPO ก็ขอสามารถขอรับการส่งเสริมในประเภท 7.8 ได้
   
Q กิจการ IPO ต่างจาก trading ทั่วๆไปอย่างไร
A กิจการ IPO สามารถขอรับการส่งเสริมได้ในประเภท 7.8 กิจการหลักของ IPO คือการจัดหาสินค้าหรือชิ้นส่วนโดยนำเข้ามาในชื่อของบริษัทผู้ประกอบการโดยจะได้รับสิทธิมาตรา 36 (1) และ (2) จากสำนักงานฯ ซึ่งรายได้เกิดจากการขายสินค้า และจัดส่งให้กับบริษัทลูกค้า จะต้องมีหรือเช่า warehouse มีกิจกรรมตรวจสอบคุณภาพสินค้า บรรจุสินค้า มีระบบควบคุมสินค้าคงคลังด้วยคอมพิวเตอร์ และต้องมีการจัดหาสินค้าที่หลากหลายทั้งจากในและต่างประเทศ ในขณะที่กิจการ trading ไม่อยู่ในประเภทกิจการที่ให้ได้รับการส่งเสริม เป็นการให้บริการเป็นตัวแทนส่งออกและนำเข้าสินค้า
   
Q กิจการสปา สามารถขอรับการส่งเสริมได้หรือไม่
A กิจการดังกล่าวไม่เข้าข่ายประเภทกิจการที่ให้ได้รับการส่งเสริม
   
Q กิจการโรงสีข้าว สามารถขอรับการส่งเสริมได้หรือไม่
A การสีข้าวไม่สามารถขอรับการส่งเสริมได้ แต่หากมีกิจกรรมอบพืชและไซโล และมีการคัดคุณภาพข้าวและบรรจุ สามารถขอรับการส่งเสริมในขั้นตอนนั้นๆได้
   
Q บริษัททำกิจการสร้างบ้านเอื้ออาทร แล้วขายให้กับการเคหะ จะสามารถขอรับการส่งเสริมได้หรือไม่
A ได้ โดยจัดอยู่ในประเภท 7.19 กิจการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลาง แต่ถ้าเป็นการรับเหมาก่อสร้างสำหรับโครงการบ้านเอื้ออาทรนั้น ไม่สามารถขอส่งเสริมได้เนื่องจากไม่อยู่ในประเภทที่ให้การส่งเสริม
   
Q ความแตกต่างระหว่างกิจการ IPO และ DC เป็นอย่างไร
A กิจการ IPO (7.8) บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมเป็นผู้นำเข้ามาเอง โดยใช้สิทธิตามมาตรา 36 และขายให้กับลูกค้า ในขณะที่ DC (7.6) เป็นการรับฝากสินค้าที่เสียภาษีอากรหรือใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าโดยผ่านพิธีศุลกากรแล้วและนำมากระจายให้แก่ลูกค้า
   
Q สำหรับกิจการธุรกิจรับจ้างบริหารระบบธุรกิจ (BPO) ในเงื่อนไขเรื่อง “ต้องให้บริการผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมในด้านต่างๆ….เป็นต้น” หมายความว่าอย่างไร
A การให้บริการจะต้องใช้ software และ computer ในการทำงาน เช่น เว็บไซต์ของ Job Top Gun ซึ่งมีการรับสมัครงานผ่านระบบ internet รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้จากประกาศ ส.1/2548 http://www.boi.go.th/thai/download/law_regulations/369/sor1_2548.pdf
   
Q กิจการโรงแรม คนต่างชาติสามารถถือหุ้นข้างมากได้หรือไม่
A กิจการโรงแรมอยู่ในบัญชีสามท้าย พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งตามปกติต้องมีหุ้นไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ยกเว้นหากได้รับการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ต่างชาติจะสามารถถือหุ้นเกินกว่ากึ่งหนึ่งได้
   
Q กิจการใดบ้างที่ต่างชาติไม่สามารถถือหุ้นข้างมากได้
A กิจการในสามบัญชีท้ายพ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว คนต่างด้าวถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 51 ยกเว้นกิจการในบัญชีสอง ถ้าหากได้รับอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า คนต่างด้าวจะถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 60 แต่หากได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรี จะถือหุ้นได้ถึงร้อยละ 75 ส่วนในบัญชีสาม หากได้รับอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะสามารถถือหุ้นเกินกว่ากึ่งหนึ่ง หรือถือหุ้นทั้งสิ้นได้ (แต่ถ้าได้รับการส่งเสริมการลงทุน จะสามารถถือหุ้นทั้งสิ้นได้ทั้งบัญชีสองและสาม)
   
Q บริษัทไทยกับบริษัทต่างชาติ ได้สิทธิประโยชน์เท่ากันหรือไม่
A สิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวกับภาษีอากรได้เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทไทยหรือต่างชาติ แต่บริษัทต่างชาติจะมีสิทธิประโยชน์ด้านการถือครองที่ดินเพิ่มขึ้นมา ซึ่งหากเป็นบริษัทไทย สามารถถือครองที่ดินได้อยู่แล้ว
   
Q การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น โดยเปลี่ยนแปลงแล้วไม่กระทบสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ จำเป็นต้องแจ้ง BOI หรือไม่
A การเปลี่ยนแปลงใดๆก็ตาม ควรจะแจ้งให้สำนักงานฯทราบทุกครั้ง ในกรณีที่เปลี่ยนผู้ถือหุ้น ถึงแม้ไม่มีผลต่อสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ บริษัทควรจะมีหนังสือแจ้งมาที่สำนักงานฯ แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นจากหุ้นไทยเป็นหุ้นต่างชาติ จะต้องให้สำนักงานฯอนุมัติก่อน จึงจะดำเนินการได้ โดยยื่นเรื่องขอแก้ไขอัตราส่วนผู้ถือหุ้น พร้อมทั้งแนบหนังสือยินยอมให้บริษัทมีผู้ถือหุ้นข้างมากจากผู้ถือหุ้นไทยทุกราย หรือมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นไทย และหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทฉบับล่าสุดมาพร้อมกันด้วย
   
Q บริษัทต่างชาติ จะสามารถทำกิจการด้าน real estate ได้หรือไม่
A ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากอยู่ในบัญชีสาม ของ พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
   
Q สิทธิการถือหุ้นของต่างชาติในกิจการบริการ สามารถถือข้างมากได้หรือไม่
A ต้องพิจารณาเป็นรายประเภทกิจการไป มีกิจการบริการหลายประเภทที่ต่างชาติสามารถถือหุ้นข้างมากได้ เช่น DC, IDC, IPO, TISO, ROH, R&D, BPO เป็นต้น
   
Q การเปลี่ยนสัดส่วนผู้ถือหุ้นเป็นต่างชาติในบริษัทที่ประกอบกิจการบริการสามารถทำได้หรือไม่ อย่างไร
A หากกิจการบริการนั้นอนุญาตให้ต่างชาติสามารถถือหุ้นข้างมากได้ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนผู้ถือหุ้นได้ โดยบริษัทต้องยื่นเรื่องขอแก้ไขโครงการเข้ามา โดยแนบหนังสือยินยอมให้บริษัทมีผู้ถือหุ้นข้างมากจากผู้ถือหุ้นไทยทุกราย หรือมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นไทย และหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทฉบับล่าสุดมาพร้อมกันด้วย
   
Q การสั่งปล่อยเครื่องจักรต้องทำอย่างไร ต้องติดต่อกับหน่วยงานใดบ้าง
A หากบริษัทต้องการจะนำเข้าเครื่องจักร ต้องยื่นบัญชีรายการเครื่องจักร ( Master list ) ให้สำนักงานอนุมัติก่อน จากนั้นจึงจะไปขอหนังสืออนุมัติสั่งปล่อยเครื่องจักรเป็นครั้งๆไป โดยดำเนินการที่สมาคมสโมสรนักลงทุน แล้วนำหนังสือสั่งปล่อยพร้อมบัตรส่งเสริมไปแสดงต่อกรมศุลกากร เพื่อขอยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ทั้งนี้ผู้ปฏิบัติของบริษัทจะต้องเข้ารับการอบรมการยื่นขออนุมัติบัญชีรายการเครื่องจักรก่อน โดยติดต่อสอบถามได้ที่สมาคมสโมสรนักลงทุน โทรศัพท์ 0-2936-1429
   
Q บริษัทที่ได้รับการส่งเสริม จะสามารถซื้อเครื่องจักรต่อจากบริษัทอื่นที่นำเข้ามาแล้วได้หรือไม่
A ต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมว่าเครื่องจักรที่ไปซื้อต่อนั้นได้ใช้ในกิจการเดิมแล้วหรือไม่ หากได้ใช้แล้ว จะเข้าข่ายเป็นการใช้เครื่องจักรเก่าในประเทศ ไม่สามารถทำได้
   
Q Master List เครื่องจักร สามารถขอแก้ไขได้หรือไม่
A สามารถขอแก้ไขได้โดยไม่กำหนดจำนวนครั้ง
   
Q สามารถย้ายเครื่องจักรจากโรงงานเก่าไปโครงการใหม่ที่จะขอรับการส่งเสริมได้หรือไม่
A ไม่สามารถทำได้ เข้าข่ายเป็นโครงการสวมสิทธิ์ กล่าวคือ นำเครื่องจักรและอุปกรณ์จากโครงการที่เคยได้รับสิทธิและประโยชน์ทางภาษีเงินได้นิติบุคคลไปใช้ซ้ำ โดยโครงการลงทุนใหม่ไม่มีการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นของตนเอง ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การอนุมัติให้ส่งเสริม(สำหรับอาคารไม่จำเป็นต้องก่อสร้างใหม่ โครงการใหม่สามารถใช้อาคารร่วมกับส่วนเดิมได้)
   
Q เครื่องจักรเก่ามือสองภายในประเทศ สามารถใช้ในโครงการได้หรือไม่
A ไม่สามารถใช้ได้ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การอนุมัติให้ส่งเสริม
   
Q ถ้าจะนำเข้าเครื่องจักรก่อนได้รับการอนุมัติ สามารถทำได้หรือไม่
A สามารถทำได้ โดยย้อนหลังได้จนถึงวันที่บริษัทยื่นคำขอฯ โดยนำเข้าเครื่องจักรมาโดยชำระอากรขาเข้าตามปกติ หรือใช้ Bank Guarantee (จะใช้ Bank Guarantee ได้ต่อเมื่อโครงการได้รับอนุมัติและมีการตอบรับมติแล้ว) จากนั้นถ้าหากได้รับบัตรส่งเสริมฯแล้ว จึงจะทำเรื่องขอ ( ขยายเวลา)นำเข้าเครื่องจักรย้อนหลัง ถ้าสำนักงานฯอนุมัติแล้ว จึงจะสามารถขอคืนอากรจากกรม ศุลกากรได้ต่อไป แต่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน จึงแนะนำบริษัทรอให้ได้รับการส่งเสริมฯ ก่อน
   
Q ถ้าจะขายเครื่องจักรที่ใช้ในโครงการที่ได้รับการส่งเสริม จะทำอย่างไร
A กรณีเป็นเครื่องจักรที่นำเข้ามาตามสิทธิประโยชน์มาตรา 28 /29 ของบัตรส่งเสริมให้ยื่นเรื่องขอจำหน่ายเครื่องจักรตามแบบที่สำนักงานกำหนด หากไม่มีผลกระทบทำให้กรรมวิธีการผลิตไม่เป็นไปตามโครงการหรือขนาดของกิจการลดลงต่ำกว่าร้อยละ 80 เข้าข่ายได้รับการอนุญาต ส่วนจะมีภาระภาษีหรือไม่ขึ้นอยู่กับอายุเครื่องจักรที่กำหนดไว้ในบัตรส่งเสริม
กรณีเป็นเครื่องจักรที่นำเข้ามาโดยชำระภาษีอากรเองหรือใช้สิทธิและประโยชน์ตามมาตรการอื่นหรือซื้อในประเทศ ไม่ต้องขออนุญาต
   
Q กรณีนำเข้าเครื่องจักรมาแล้ว เครื่องจักรเสีย จะสามารถส่งกลับไปซ่อมได้หรือไม่ แล้วถ้านำเข้ามาอีกจะต้องเสียอากรขาเข้าหรือไม่
A สามารถทำเรื่องขอส่งเครื่องจักรไปซ่อมยังต่างประเทศได้ โดยเมื่อซ่อมเสร็จแล้ว นำกลับเข้ามาในประเทศ โดยยังมีระยะเวลานำเข้าเหลืออยู่ โดยจะได้รับการยกเว้นอากรขาเข้า
   
Q ระยะเวลานำเข้าเครื่องจักร ระยะเวลานานเท่าใด
A ไม่เกิน 30 เดือนภายหลังจากการได้รับบัตรส่งเสริมฯ และสามารถขอขยายเวลาได้ 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ปี แต่มีกิจการอยู่บางประเภทที่อนุญาตให้นำเข้าเครื่องจักรได้ตลอดอายุการส่งเสริมฯ เช่นกิจการอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
   
Q บริษัทที่ได้รับการส่งเสริม จะนำเข้าเครื่องจักร โดยที่ไม่ได้เป็นผู้นำเข้าเอง จะทำได้หรือไม่
A สามารถนำเข้าผ่านบริษัทอื่นได้ โดยในการทำ invoice จะต้องระบุชื่อบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมฯ เป็น consignee แต่เป็น account ของบริษัทอื่นได้
   
Q สถาบันรับรองประสิทธิภาพของเครื่องจักร มีสถาบันใดบ้าง
A รายชื่อสถาบันรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักร สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ www.ifia-federation.org
   
Q ใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรต้องประกอบด้วยรายละเอียดอะไรบ้าง และมีอายุกี่ปี
A ต้องระบุรายละเอียดที่สำคัญ 5 ประการ ได้แก่
1. สถานภาพของการปรับปรุงซ่อมแซมหรือผลการวิเคราะห์อายุการใช้งานที่เหลืออยู่ (Re-Conditioned Status or residual Life Evaluation Results)
2. ปีที่ผลิต (Years of Manufacture)
3. ผลของการทดสอบเดินเครื่อง (Test Run Result)
4. รายงานการตรวจสอบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานความปลอดภัย (Emission and Safety Report)
5. รายงานการตรวจสอบ วันที่ และสถานที่ทำการตรวจสอบ (Inspection Report, Date and Place of Inspection)
ทั้งนี้ ใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันยื่นคำขอรับการส่งเสริมฯ หรือวันที่ยื่นขอแก้ไขโครงการ หรือวันที่ยื่นขอขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร
   
Q การตัดบัญชีเครื่องจักร จะทำได้ในกรณีใด
A การจัดบัญชีเครื่องจักร จะทำได้ต่อเมื่อ
• เครื่องจักรมีอายุเกินกว่า 5 ปี นับแต่วันนำเข้า
• การทำลายเครื่องจักรตามวิธีที่สำนักงานฯเห็นชอบ
• การส่งออกเครื่องจักรนั้นกลับไปนอกราชอาณาจักร
• บริจาคให้หน่วยงานราชการหรือองค์การสาธารณกุศล
• หรือได้ชำระอากรขาเข้าแล้วกรณีมีภาระภาษี
   
Q ถ้านำเข้าเครื่องจักรก่อนยื่นคำขอ ต้องทำอย่างไร สามารถใช้ในโครงการที่ขอรับการส่งเสริมฯ ได้หรือไม่
A หากนำเข้าเครื่องจักรมาก่อนที่จะยื่นคำขอรับการส่งเสริมฯ ต้องแจ้งกับสำนักงานฯ ในระหว่างที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริม สำนักงานฯอาจจะอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรนั้นในโครงการได้ แต่จะไม่สามารถใช้สิทธิในการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร
   
Q ในกรณีที่นำเข้าชิ้นส่วนเครื่องจักร และนำมาประกอบในประเทศไทย สามารถใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรได้หรือไม่
A สามารถทำได้ โดยจะต้องระบุความประสงค์ไว้ตั้งแต่ขั้นการยื่นคำขอรับการส่งเสริมฯ
   
Q การขอรับการส่งเสริมฯ กรณีเป็นการขยายกิจการ จะสามารถใช้เครื่องจักรบางตัวร่วมกับโครงการเก่าได้หรือไม่
A หากบริษัทประสงค์จะใช้เครื่องจักรบางส่วนร่วมกับโครงการเดิม จะต้องระบุไว้ในกระบวนการผลิตเมื่อจะขอรับการส่งเสริมฯ เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณา โดยสำนักงานฯอาจจะอนุญาตให้ใช้ได้ ถ้าหากกระบวนการนั้นไม่ใช่กระบวนการหลัก และบริษัทฯ มีเหตุผลจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องจักรร่วมกับโครงการเดิม
   
Q การนำเข้าเครื่องจักรใช้แล้ว สามารถขอใช้สิทธิการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรได้หรือไม่
A เครื่องจักรใช้แล้วสามารถใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าได้ โดยถ้าเครื่องจักรนั้นมีอายุไม่เกิน 10 ปี จะต้องได้รับการรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรจากสถาบันที่เชื่อถือได้ แต่หากเป็นเครื่องจักรเก่าอายุเกินกว่า 10 ปี เครื่องจักรนั้นต้องผ่านการรับรองประสิทธิภาพจากสถาบันที่เชื่อถือได้ และผ่านการปรับปรุงซ่อมแซม (re-conditioned) ให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์
   
Q สำหรับการนำเข้าเครื่องจักรใช้แล้วที่มีอัตราภาษีเท่ากับศูนย์เพื่อนำมาใช้ในโครงการที่ได้รับการส่งเสริมฯ บริษัทยังจำเป็นต้องขอใบรับรองคุณภาพเครื่องจักรหรือไม่
A เครื่องจักรใช้แล้วที่นำเข้ามาใช้ในโครงการที่ได้รับการส่งเสริมต้องยื่นใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรกับสำนักงานฯ
   
Q สามารถตรวจสอบรายการเครื่องจักรที่สามารถผลิตได้ในประเทศได้จากที่ใด
A รายการเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีผลิตหรือประกอบในราชอาณาจักร สามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ของสำนักงาน http://www.boi.go.th/english/download/boi_forms/234/Machinery.pdf (ภาษาอังกฤษ) และ http://www.boi.go.th/thai/download/boi_forms/235/machinery_th.pdf (ภาษาไทย)
   
Q บริษัทนำเข้าวัตถุดิบมาแล้วจ้างให้บริษัทอื่นผลิต สามารถขอรับการส่งเสริมได้หรือไม่
A ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากผู้ขอรับการส่งเสริมฯจะต้องเป็นผู้ที่ดำเนินการผลิตเอง ซึ่งในกรณีนี้ผู้ที่มีสิทธิขอคือผู้ที่รับจ้างผลิต แต่ถ้าหากบริษัทมีกระบวนการผลิตเอง แล้วไปว่าจ้างบริษัทอื่นผลิตในบางขั้นตอน สามารถขอรับการส่งเสริมฯได้ โดยต้องระบุความประสงค์ไว้ตั้งแต่ขั้นยื่นคำขอรับการส่งเสริมฯ
   
Q บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมฯ สามารถนำวัตถุดิบเข้ามา แล้วจำหน่ายให้กับบริษัทที่ไม่ได้รับการส่งเสริมได้หรือไม่
A บริษัทต้องชำระอากรขาเข้าของวัตถุดิบนั้นก่อน จึงจะสามารถจำหน่ายได้
   
Q มาตรา 36 (1) ต่างจาก 36(2) อย่างไร
A มาตรา 36(1) หมายถึงการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นที่นำเข้ามาผลิตแล้วส่งออก ส่วนมาตรา 36(2) หมายถึงการนำเข้ามาแล้วส่งออกกลับไป โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการผลิต เช่น การนำเข้าสินค้าตัวอย่างมาแสดง เป็นต้น
   
Q บริษัทนำวัตถุดิบเข้ามาแล้ว แต่ยังไม่ได้ดำเนินการผลิต จะนำไปฝากไว้ที่อื่นได้หรือไม่
A ตามปรกติแล้ว วัตถุดิบที่นำเข้ามา จะต้องเก็บไว้ที่โรงงานของบริษัทฯ หากบริษัทประสงค์จะนำไปฝากไว้ที่อื่น ต้องขออนุญาตจากสำนักงานฯก่อน มิฉะนั้น หากกรมศุลกากรตรวจพบ บริษัทอาจจะมีความผิดได้
   
Q มาตรา 36 สามารถขอขยายเวลาได้หรือไม่
A สามารถขอขยายเวลาได้ โดยจะได้อนุมัติคราวละ 2 ปี โดยบริษัทควรจะยื่นเรื่องขอขยายฯก่อนเวลาที่สิทธิประโยชน์ของบริษัทจะสิ้นสุด เพื่อที่จะใช้สิทธิได้อย่างต่อเนื่อง
   
Q ถ้าบริษัทต้องการจะขายสินค้ากึ่งสำเร็จรูป จะทำได้หรือไม่
A สามารถทำได้ หากบริษัทระบุความประสงค์ตั้งแต่ขั้นยื่นคำขอรับการส่งเสริมฯ ว่าในกระบวนการผลิตจะมีการขายสินค้ากึ่งสำเร็จรูป แต่หากมิได้ระบุไว้ จะต้องทำเรื่องขอแก้ไขโครงการ
   
Q ส่วนสูญเสีย มีวิธีจัดการอย่างไร
A ส่วนสูญเสียมีวิธีจัดการ 3 วิธีคือ ส่งออกกลับไปต่างประเทศ ทำลาย หรือบริจาคให้กับหน่วยงานของรัฐหรือองค์การสาธารณกุศล แต่ถ้าหากต้องการขาย จะต้องชำระอากรตามสภาพก่อนจึงจะขายได้
   
Q นำเข้าวัตถุดิบมาโดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้า แต่ส่งออกไม่หมด จะต้องทำอย่างไร
A วัตถุดิบเมื่อนำเข้ามาแล้ว จะต้องส่งออกกลับไปภายใน 1 ปี หากส่งออกกลับไปไม่หมดจะต้องชำระอากรขาเข้าในส่วนที่ส่งออกไม่หมด หรือส่งวัตถุดิบไปต่างประเทศ
   
Q มาตรา 19 ทวิ ของกรมศุลกากรแตกต่างจากมาตรา 36 ของ BOI อย่างไร
A มาตรา 19 ทวิ จะต้องชำระอากรขาเข้าไปก่อน และสามารถขอคืนได้เมื่อมีการส่งออก แต่มาตรา 36 จะได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าตั้งแต่นำเข้า
   
Q การโยกย้ายสถานประกอบการ จะยังสามารถใช้สิทธิ มาตรา 36 ได้หรือไม่
A สามารถใช้ได้ต่อเนื่อง
   
Q บริษัทตัวแทนนำเข้าชิ้นส่วนวัตถุดิบต้องทำอย่างไรเมื่อลูกค้าเป็นบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมฯ ทางบริษัทตัวแทนสามารถใช้สิทธิของสำนักงานฯ ได้หรือไม่
A จะต้องระบุชื่อบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมใน invoice จึงจะสามารถใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าได้ อีกกรณีหนึ่งบริษัทตัวแทนนำเข้า สามารถขอรับการส่งเสริมในกิจการ IPO ได้ หากได้รับการส่งเสริมแล้ว สามารถนำสินค้าเข้ามาโดยได้รับการยกเว้นอากรขาเข้า แล้วสามารถจำหน่ายให้กับลูกค้าเพื่อทำการผลิตแล้วส่งออกได้
   
Q บริษัทที่ไม่ได้รับการส่งเสริมฯ จะขอใช้สิทธิประโยชน์มาตรา 36 ได้หรือไม่
A ในบางครั้ง สำนักงานฯจะมีนโยบายให้บริษัทที่ดำเนินกิจการอยู่เดิมโดยที่ไม่ได้รับการส่งเสริมฯในบางประเภทกิจการ สามารถขอรับการส่งเสริมฯเพื่อใช้สิทธิมาตรา 36 ได้ โดยจะมีประกาศเป็นครั้งๆไป ซึ่งในการยื่นคำขอฯ จะต้องผ่านการพิจารณาจากสถาบันหรือสมาคมที่เกี่ยวข้องก่อน
   
Q ถ้าบริษัทได้รับสิทธิประโยชน์มาตรา 36 แล้ว จะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยหรือไม่
A การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ไม่ใช่สิทธิประโยชน์ของสำนักงานฯ แต่เป็นไปตามประกาศของกรมสรรพากรฉบับที่ 20 กิจการที่ได้รับการส่งเสริมฯ เมื่อมีการนำเข้าเครื่องจักรหรือวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออก จะยินยอมให้ใช้หนังสือสั่งปล่อยของสำนักงานฯ เป็นหนังสือค้ำ และถอนค้ำภาษีมูลค่าเพิ่มได้ (โดยกรณีนี้บริษัทจะต้องได้รับบัตรส่งเสริมฯแล้ว)
   
Q ถ้าบริษัทต้องการนำเข้าวัตถุดิบที่มีการผลิตในประเทศไทยเพื่อนำมาผลิตแล้วส่งออก สามารถใช้สิทธิมาตรา 36 ได้หรือไม่
A สามารถทำได้ หากบริษัทมีเหตุผลเพียงพอในการนำเข้าวัตถุดิบที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ
   
Q การยื่นบัญชีรายชื่อวัตถุดิบสามารถแก้ไขได้หรือไม่
A สามารถแก้ไขได้ โดยติดต่อกองบริหารงานสิทธิและประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง
   
Q ขั้นตอนใดถือว่าเป็นการส่งออกทางอ้อม 1) นำเข้าวัตถุดิบ ผลิต แล้วส่งออกโดยบริษัทตัวแทน หรือ 2)การนำเข้าวัตถุดิบ ผลิตเป็น semi-product ส่งต่อให้บริษัทอื่นผลิตต่อเป็น finished good แล้วส่งออกโดยบริษัทนั้น
A ถือเป็นการส่งออกทางอ้อมทั้งสองแบบ
   
Q การซื้อที่ดินของบริษัทต่างชาติ มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง
A หากต้องการซื้อที่ดินที่อยู่นอกนิคมอุตสาหกรรม บริษัทต่างชาติต้องได้รับการส่งเสริมฯ ก่อนแล้ จึงจะมีสิทธิซื้อที่ดินได้ โดยต้องยื่นขออนุมัติจากสำนักงานฯ ตามขั้นตอน แต่ถ้าต้องการซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม สามารถขออนุมัติจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้โดยตรง
   
Q ถ้าบริษัทต่างชาติต้องการซื้อที่ดินก่อนที่จะได้รับการส่งเสริม สามารถทำได้หรือไม่ ถ้าให้คนไทยซื้อก่อนแล้วขายให้กับบริษัทภายหลัง ทำได้หรือไม่
A บริษัทต่างชาติไม่สามารถซื้อที่ดินก่อนได้รับบัตรส่งเสริมฯ แต่ถ้าจะให้หุ้นส่วนคนไทยซื้อไว้ก่อนแล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้บริษัทต่างชาติภายหลังได้รับการส่งเสริมฯ นั้นก็สามารถทำได้
   
Q บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมฯ สามารถให้บริษัทในเครือเข้ามาใช้พื้นที่ในโรงงานเดียวกันหรือนำพื้นที่บางส่วนที่ได้รับการส่งเสริมไปใช้เพื่อการอื่นที่ไม่ใช่กิจกรรมที่ได้รับการส่งเสริมฯ ได้หรือไม่
A ตามเงื่อนไขของสำนักงานฯ บริษัทสามารถขออนุญาต ใช้พื้นที่บางส่วนที่ได้รับการส่งเสริมฯ ได้ แต่ได้ไม่เกินร้อยละ 10 (คิดตาม ตร.ม.) สำหรับกรณีอื่น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสำนักงานฯ
   
Q การถือครองที่ดินโดยต่างชาติ มีการจำกัดพื้นที่หรือไม่และมีหลักเกณฑ์อย่างไร
A ขนาดของที่ดินที่ใช้ประกอบกิจการ ไม่ได้มีกำหนดไว้ แต่สำนักงานฯจะพิจารณาตามความเหมาะสมของโครงการ ส่วนที่ดินที่ใช้เพื่อการอื่นนั้น ตามประกาศกกท.ที่ 2/2546 กำหนดหลักเกณฑ์การถือครองที่ดินของคนต่างชาติไว้ดังนี้ ที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งสำนักงาน ถือครองได้ไม่เกิน 5 ไร่ ที่ดินที่เป็นที่พักอาศัยสำหรับผู้บริหารหรือผู้ชำนาญการ ถือครองได้ไม่เกิน 10 ไร่ ที่ดินที่เป็นที่พักอาศัยของคนงานถือครองได้ไม่เกิน 20 ไร่
   
Q การถือครองที่ดินของต่างชาติ ในกรณีที่มีการเปลี่ยนสัดส่วนจากบริษัทไทยเป็นบริษัทต่างชาติ โดยที่บริษัทดังกล่าวไม่ได้รับการส่งเสริมฯ สามารถทำได้หรือ อย่างไร
A ไม่สามารถทำได้ เว้นแต่กรณีที่บริษัทตั้งในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งบริษัทต่างชาติสามารถใช้สิทธิถือครองที่ดินตามกฎหมายการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย [มาตรา 4 และมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522]
   
Q การขอนำเข้าช่างฝีมือมีขั้นตอนอย่างไร ใช้เอกสารอะไรบ้าง
A บริษัทต้องดำเนินการที่หน่วยงานช่างฝีมือ โดยจะต้องขออนุมัติตำแหน่ง (เอกสารที่ใช้ได้แก่: หนังสือบริษัทแจ้งรายละเอียด แบบคำขอนำเข้าช่างฝีมือ สำเนาบัตรส่งเสริมฯ สำเนาหนังสือรับรองบริษัทและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น แบบ กกท.41 แผนผังสายงานของบริษัท สำเนาใบอนุญาตเปิดดำเนินการ งบการเงินปีล่าสุด และแผนการถ่ายทอดเทคโนโลยี) จากนั้นจึงจะขอบรรจุตัวช่างฝีมือ (เอกสารที่ใช้: หนังสือบริษัทแจ้งรายละเอียด สำเนาหนังสืออนุมัติตำแหน่ง แบบ BIO DATA หลักฐานการศึกษา หลักฐานการผ่านงาน และสำเนาหนังสือเดินทางประทับตราวีซ่า Non-Immigrant “B”) ถ้าได้อนุมัติแล้ว สามารถไปดำเนินการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานที่ศูนย์วีซ่าฯได้ โดยจะได้รับการบริการภายใน 3 ชั่วโมง
   
Q BOI ยังให้บริการเรื่องถิ่นที่อยู่ (Permanent Resident) หรือไม่ และขั้นตอนการขอถิ่นที่อยู่มีอย่างไรบ้าง
A ปัจจุบันสำนักงานฯไม่ได้ให้บริการในการขอถิ่นที่อยู่แล้ว ชาวต่างชาติที่ประสงค์ขอถิ่นที่อยู่ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง http://www.immigration.go.th
   
Q ถ้ายังไม่ได้รับการส่งเสริม จะสามารถนำคนต่างด้าวเข้ามาศึกษาลู่ทางการลงทุนได้หรือไม่
A สามารถทำได้ตามมาตรา 24 โดยสำนักงานจะอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาสำรวจลู่ทางการลงทุนได้คราวละ 3-6 เดือน
   
Q การขอใบอนุญาตทำงานให้กับต่างชาติภายใต้โครงการที่ได้รับการส่งเสริมฯ มีหลักเกณฑ์และขั้นตอนอย่างไร มีการจำกัดจำนวนคนหรือหลักเกณฑ์เหมือนกับกระทรวงแรงงานหรือไม่
A ไม่ได้ใช้เกณฑ์ของกระทรวงแรงงาน แต่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของสำนักงานฯ โดยจะพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละโครงการ
   
Q เงื่อนไขการทำ ISO 9000 ของบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมมีอย่างไรบ้าง
A สำหรับโครงการที่ลงทุนเกิน 10 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องดำเนินการเพื่อให้ได้รับมาตรฐาน ISO 9000 ภายใน 2 ปี นับจากวันเปิดดำเนินการ หากไม่สามารถดำเนินการได้ จะถูกเพิกถอนสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 1 ปี
   
Q การทำ ISO 9000 ต้องทำทั้งบริษัท หรือเฉพาะโครงการที่ขอรับการส่งเสริม
A สำนักงานจะพิจารณาเฉพาะโครงการที่ขอรับการส่งเสริม อย่างไรก็ตามการทำ ISO นั้น โดยปรกติแล้วจะเป็นการทำทั้งบริษัท
   
Q ถ้าบริษัทได้รับ ISO 9000 อยู่แล้ว เมื่อบริษัทขอรับการส่งเสริมฯโครงการใหม่ จะต้องทำ ISO 9000 อีกหรือไม่
A ต้องพิจารณาจากเนื้อหาของ ISO Certificate ว่าครอบคลุมถึงโครงการที่เกิดขึ้นใหม่หรือไม่
   
Q มาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่า ISO 9000 มีอะไรบ้าง
A ปัจจุบัน BOI ได้กำหนดมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่ากับระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000 รวมจำนวน 7 ประเภท ดังนี้
มาตรฐานระบบงานบริหารคุณภาพ
1. QS 9000 หรือ ISO/TS 16949 สำหรับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์
2. ISO 13485 หรือ ISO 13488 สำหรับผลิตอุปกรณ์การแพทย์
3. GMP และ HACCP สำหรับผู้ผลิตอาหาร
4. GMP สำหรับผู้ผลิตเครื่องสำอาง ซึ่งรวมถึงสบู่ ยาสีฟัน การผลิตยา และวัตถุออกฤทธิ์ และการผลิตเครื่องมือแพทย์
5. ISM Code สำหรับกิจการเดินเรือ
6. HA สำหรับกิจการโรงพยาบาล
7. มาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดสำหรับกิจการเลี้ยงสัตว์
   
Q การขอใบรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000 สำหรับโครงการที่มีขนาดการลงทุนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ทางสำนักงานฯ มีการกำหนดรายชื่อสถาบันที่รับรองหรือไม่
A ทางสำนักงานไม่ได้มีการกำหนดบริษัทที่ออกใบรับรอง แต่จะต้องเป็นสถาบันที่น่าเชื่อถือและได้มาตรฐาน
   
 
หน้าแรก Why Thailand เกี่ยวกับบีโอไอ ข้อมูลการทำธุรกิจ บริการออนไลน์ Links ผังเว็บไซต์ ติดต่อบีโอไอ
Head Office: 555 Vibhavadi-Rangsit Rd., Chatuchak, Bangkok 10900, Thailand
Tel. (66)2537-8111-55, 2537-8555, Fax: (66)2537-8177, Website: http://www.boi.go.th, E-Mail: head@boi.go.th
© Copyright 1997-2004 The Board of Investment of Thailand. All rights reserved.