o o o o o o o
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
b สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam) หรือ ที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า ประเทศ “เวียดนาม” ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นที่ 331,033 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขตทิศเหนือติดกับประเทศจีน ทิศใต้และทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับอ่าวไทย ทิศตะวันออกติดกับทะเลจีนใต้ และ ทิศตะวันตกติดกับ สปป.ลาว และ ประเทศกัมพูชา

b เวียดนามเป็นประเทศที่มีรูปร่างลักษณะเป็นแนวยาว และมีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงกั้นระหว่างที่ราบลุ่มแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ทางตอนเหนือและใต้ แม้ในปัจจุบันเวียดนามมีภูเขาที่มีป่าหนาทึบร้อยละ 20 ของพื้นที่ทั้งหมด

bเวียดนามมีรูปแบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมการผูกขาดและรวมศูนย์ที่รัฐบาลกลาง และนับตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2529 รัฐบาลเริ่มใช้นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ “โด่ย เหมย” (Doi Moi) เพื่อลดการผูกขาด รวมทั้งความพยายามในการเปิดประเทศ โดยการเข้าเป็นสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก (APEC) และองค์การการค้าโลก (WTO) กอปรกับความพยายามในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจของเวียดนามมีความเจริญก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2543 – 2552) มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยร้อยละ 7.0 ต่อปี โดยในปี พ.ศ. 2543 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ มีอัตราเพิ่มร้อยละ 6.8 และในปี พ.ศ. 2552 มีอัตราเพิ่มร้อยละ 5.5 ในปี พ.ศ. 2550 มีรายได้ต่อหัว 547.7 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.4 จากปี พ.ศ. 2549 และเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 36.9 จากปี 2549 ที่มีรายได้ต่อหัว 400 ดอลลาร์สหรัฐฯ ถึงแม้ว่ารายได้ต่อหัวของเวียดนามจะอยู่ในระดับต่ำ แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เวียดนามให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงการต่างๆ โดยเฉพาะการลงทุนด้านพลังงานและเน้นการลงทุนในเขตอุตสาหกรรมที่เอื้อต่อการผลิตสินค้าที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้รวมถึงเพื่อให้เกิดการสร้างงานและการถ่ายทอดเทคโนโลยี

b ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและการสื่อสารส่งผลให้การลงทุนในเวียดนามมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเวียดนามก็มีนโยบายสงวนอาชีพไว้สำหรับชาวเวียดนาม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเบาบางประเภท ขณะเดียวกันทิศทางการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เริ่มเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสมัยดั้งเดิม เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงขึ้นและปรับเปลี่ยนนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศประเภทกิจกรรมร่วมทุนมาเป็นการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมดมากขึ้น ทำให้ระยะหลังเวียดนามเริ่มมีเงินทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การเข้าไปลงทุนในเวียดนามนักลงทุนต้องเสนอโครงการและได้รับอนุมัติจากกระทรวงวางแผนและการลงทุน (Ministry of Planning and Investment: MPI)) ก่อนจึงจะดำเนินการได้ โดยเน้นรูปแบบการลงทุนเป็นสำคัญ

bปัจจุบันหน่วยงานที่หน้าที่ในการดูแลการลงทุนจากต่างประเทศคือ Foreign Investment Agency ในสังกัด กระทรวง MPI และมีหน่วยงานระดับกรม (Department of Planning and Investment: DPI) ในแต่ละจังหวัดเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ทั้งนี้ คณะกรรมการของจังหวัดแต่ละจังหวัดสามารถอนุมัติการลงทุนได้ถ้ามูลค่าโครงการต่ำกว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ถ้าสูงกว่าจะต้องได้รับการอนุมัติจาก MPI ส่วนกลางหรือ นายกรัฐมนตรีเท่านั้น ขณะที่สิทธิประโยชน์ที่นักลงทุนจะได้รับโดยทั่วไปจะเหมือนกันในทุกจังหวัด ยกเว้นในท้องถิ่นทุรกันดารและห่างไกล อาจได้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม

b ประเทศเวียดนามแม้จะมีแรงดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศเวียดนามเองก็ยังมีอุปสรรคในการลงทุนอยู่บ้าง ดังนี้

ba กฎหมายฉบับต่างๆ ของประเทศเวียดนามยังขาดความชัดเจน และต้องอาศัยการตีความ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐเองในบางครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศเวียดนามเองก็ได้มีความพยายามที่จะปรับแก้กฎหมายให้เป็นระบบและดีขึ้นอยู่เป็นระยะๆ

ba ระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่ยังไม่พร้อมและเพียงพอ โดยเฉพาะกระแสไฟฟ้าที่ปรากฏว่าในปัจจุบันมีการขาดแคลนอยู่บ่อยครั้ง สำหรับปัญหานี้ รัฐบาลได้มีแผนสร้างโรงงานไฟฟ้าในบริเวณต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ด้วย

ba ประเทศเวียดนามยังขาดแคลนผู้บริหารระดับกลาง และแรงงานที่มีทักษะ ทำให้อัตราค่าจ้างแรงงานกลุ่มนี้ค่อนข้างจะสูงและอาจมีปัญหาความรู้ด้านภาษาอังกฤษ

ba ต้นทุนที่ดินและค่าเช่าสำนักงานอยู่ในอัตราที่สูงมาก โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่และเมืองใหม่

ba อุตสาหกรรมต้นน้ำ และ อุตสาหกรรมสนับสนุนยังไม่มีความพร้อม ทำให้ต้องมีการนำเข้าวัตถุดิบ หรือชิ้นส่วนสำคัญจากต่างประเทศ

ba ประเทศเวียดนามมีลักษณะที่แคบและยาว ประกอบกับการคมนาคมขนส่งยังไม่สะดวก อาจจะเป็นผลทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์สูงและใช้เวลานานรวมทั้งทำให้เกิดความแตกต่างกันมากในด้านสังคม วิถีชีวิตระหว่างภาคต่างๆ โดยเฉพาะทางเหนือและทางใต้

bทั้งนี้แม้ว่าจะมีจุดอ่อนในหลายๆ ประเด็น ในทางกลับกันแล้ว ประเทศเวียดนาม ก็ยังคงมีจุดแข็งที่น่าจะเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนไทย กล่าวคือ

ba การเมืองมีเสถียรภาพ นโยบายต่างๆ ได้รับการสานต่ออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมและการลงทุนจากต่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลยังรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน และนำไปปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมขึ้นอยู่เสมอๆ และหากกฎหมายใหม่ทำให้นักลงทุนได้สิทธิประโยชน์ที่ลดลงจากที่เคยได้รับแล้ว นักลงทุนยังสามารถที่จะเลือกใช้สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายเดิมได้

ba เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และชาวเวียดนามมีกำลังซื้อแฝงอยู่มาก เนื่องจากได้รับเงินโอนจำนวนมากจากญาติมิตรที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ ปัจจุบันมีชาวเวียดนามโพ้นทะเล (Viet Kiew) อยู่ประมาณ 3.2 ล้านคน (ในจำนวนนี้อยู่ในสหรัฐฯ เกือบครึ่งหนึ่ง) ในปี 2550 มีเงินโอนจากชาวเวียดนามโพ้นทะเลผ่านระบบธนาคารประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และรายได้จากแรงงานเวียดนามที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศอีกประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ba ประชากรมีคุณภาพและกระตือรือร้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ค่าจ้างแรงงานต่ำและประชากรที่อยู่ในวัยทำงานสูงถึงร้อยละ 54 ของจำนวนประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 46 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ประชากรและแรงงานกระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ ขณะที่ภูมิประเทศของเวียดนามมีลักษณะที่แคบและยาวกว่า 1,650 กิโลเมตร รวมทั้งการคมนาคมขนส่งยังมีต้นทุนสูง การลงทุนจึงจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงข้อจำกัดนี้ด้วย

ba มีทรัพยากรธรรมชาติมาก ชายฝั่งทะเลระยะทางยาวถึง 3,260 กิโลเมตร อุดมไปด้วยอาหารทะเล น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และในปี 2552 เวียดนามจะมีโรงกลั่นน้ำมันแห่งแรก อยู่ในจังหวัดกว๋างไหง ใกล้กับนครดานังในภาคกลางของประเทศ ซึ่งจะเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกจำนวนมาก นอกจากนี้แล้ว ยังมีสถานที่สวยงาม และ/หรือ ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่เป็นโอกาสทางธุรกิจ

ba สิทธิประโยชน์ด้านภาษี โดยทั่วไป นักลงทุนจะได้รับยกเว้นภาษีเป็นเวลา 4 ปี นับจากปีที่มีกำไร และเสียภาษีในอัตรากึ่งหนึ่งของอัตราภาษีที่ได้รับการส่งเสริมเป็นเวลา 7 ปี หลังจากนั้นเสียภาษีในอัตราที่ได้รับการส่งเสริมจนถึงปีที่ 15 แล้วจึงเสียภาษีในอัตราปรกติร้อยละ 25 ตั้งแต่ปีที่ 16 เป็นต้นไป ทั้งนี้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมมีตั้งแต่ร้อยละ 10, 15 และ 20 ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น เงินลงทุน สัดส่วนการส่งออก การจ้างแรงงาน และที่ตั้งโรงงาน เป็นต้น