v v v v v v v
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

b ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของลาวมีพัฒนาการดีขึ้นนับจากเริ่มปรับเปลี่ยนระบบจากสังคมนิยมสู่ระบบเศรษฐกิจตลาดเสรีเมื่อปี 2529 ตามนโยบายจิตนาการใหม่ (New Economic Mechanism: NEM) ทำให้รายได้เฉลี่ยตัวหัวของประชากรลาว ในปี พ..ศ. 2529 เพิ่มขึ้นจาก 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 713 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี พ.ศ. 2550(1)   ทั้งนี้สามารถแสดงดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญได้ดังนี้

(1) The Economist Intelligence Unit ,Country Profile 2008 Laos, London ,2008 page 18

ตารางที่ 2  ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจของประเทศลาว ตั้งแต่ปี 2547 – 2552

ดัชนีชี้วัด

2547

2548

2549

2550

2551*

 GDP  คิดราคาตลาด (พันล้านกีบ)

26,590

30,594

35,407

39,284

45,623

GDP (ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

2.5

2.9

3.5

4.1

5.2

อัตราการเติบโตของ GDP (%)

6.9

7.3

8.3

7.5

7.5

ค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อ (ค่าเฉลี่ย:%)

10.5

7.2

6.8

4.5

8.6

จำนวนประชากร (ล้านคน)

5.6

5.7

5.8

5.9

6.0

มูลค่าการส่งออกสินค้า (FOB/ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

341

475

810

922

1,161

มูลค่าการนำเข้าสินค้า CIF/ล้านดอลลลาร์สหรัฐฯ)

614

854

1,045

1,067

1,387

ดุลบัญชีเดินสะพัด (ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

-189

-193

50

107

-52

เงินตราสำรองระหว่างประเทศ (ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ยกเว้นทองคำ

223

234

328

533

796

ค่าเฉลี่ยอัตราแลกเปลี่ยน (กีบ : ดอลลาร์สหรัฐฯ)

10,585

10,655

10,160

9,603

8,761

ที่มา : The Economist Intelligence Unit , Country Profile 2008 Laos
หมายเหตุ   * เป็นตัวเลขการคาดการณ์ของ Economist Intelligence

bจะเห็นได้ว่าสปป.ลาวมีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากที่มีการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2524 โดยปัจจุบันอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2549 – 2553) ซึ่งมีสาระสำคัญ 3 เรื่อง คือ

ba การยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่อยู่ที่ร้อยละ 7.2  ต่อปี  

ba มุ่งขจัดความยากจน โดยกำหนดให้รายได้ต่อหัวประชากรเพิ่มจาก 380 ดอลลาร์สหรัฐฯ/คน/ปี เป็น 720 ดอลลาร์สหรัฐฯ/คน/ปี ภายในปี 2553

ba กำหนดเป้าหมายมูลค่าการส่งออกขายตัวร้อยละ 10 ต่อปีในช่วงปี 2549 – 2553 

b สปป.ลาว มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สำคัญคือภาคการเกษตร (รวมประมง และป่าไม้) โดยมีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ 42 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ซึ่งลดลงจากเมื่อปี 2543 ซึ่งมีมูลค่าถึงร้อยละ 52 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) โดยภาคบริการและอุตสาหกรรม เป็นภาคเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น โดยภาคอุตสาหกรรม (โรงงาน เหมืองแร่ สาธารณูปโภค และการก่อสร้าง) มีสัดส่วนร้อยละ 31 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ในปี 2549 โดยมีอุตสาหกรรมสิ่งทอ แปรรูปอหารและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีต่ำ เป็นภาคส่วนที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่วนอุตสหกรรมเหมืองแร่ และสาธารณูปโภค มีสัดส่วนเกือบจะทั้งหมดของภาคอุตสาหกรรม ส่วนภาคบริการเป็นภาคการผลิตที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2549 มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 25.3 ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2543 ซึ่งมีสัดส่วนแค่ร้อยละ 24.4 เท่านั้น เมื่อจำแนกในรายธุรกิจ พบว่าธุรกิจค้าส่งและ
ค้าปลีก มีสัดส่วนถึงร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ส่วนธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2 ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)